ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ

เครื่องเขินเป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันทางภาคเหนือ “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “เครื่องเขินเชียงใหม่” ออกอากาศวันที่ 31 พ.ค. 2558 เขินคือเครื่องใช้ที่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่สา­น ทาทับด้วยยางรักธรรมชาติ ขูดลวดลาย ลงสี หรือปิดทองคำเปลว เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพชนล้านนา ถ่ายทอดสืบต่อยังคนรุ่นปัจจุบัน "ร้อยเรื่องเมืองไทย" ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 07.52 - 07.57 น. ช่อง 7



วัสดุ หินทราย แบบศิลปะ ศิลปะทวารวดี อายุสมัย อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13-15 (ประมาณ 1,100–1,300 ปีมาแล้ว) สถานที่พบ พบที่บ้านเมืองไพร ตำบลเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด หินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แกะลายรูปเครื่องประดับ รูปครึ่งวงกลม ลายดอกบัวก้านยาว ลายใบโพธิ์มีห่วงด้านบน ลายใบไม้สามเหลี่ยม และลายลูกกระพรวนทรงกลม ด้านบนมีห่วง ส่วนด้านหลังแกะลายดอกไม้ หรือลายประจำยาม และลายเรขาคณิต แม่พิมพ์แต่ละอันต่อกับร่องหรือก้านสำหรับเทน้ำโลหะ ลักษณะเป็นแม่พิมพ์แบบประกบกัน 2 ชิ้น ใช้หล่อเครื่องประดับในชีวิตประจำวันซึ่งทำมาจากทอง เงิน ดีบุก เช่น ตุ้มหู และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ รูปแบบของเครื่องประดับเหล่านี้ แม้จะเริ่มทำมาตั้งแต่สมัยฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 8 แล้วก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบนั้นมีน้อยมาก


ห้องเมืองยุทธหัตถี             การรบบนหลังช้างหรือการกระทำยุทธหัตถี ถือว่าเป็นการศึกที่ยิ่งใหญ่ของชนชั้นปกครองในดินแดนที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากอินเดีย คือ ลังกา และเอเชียอาคเนย์ การสู้รบบนหลังช้างที่เก่าแก่และรู้จักกันดีปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา เป็นการกระทำยุทธหัตถีระหว่างพระเจ้าทุฎฐคามณีอภัยกษัตริย์ลังกา กับพระเจ้าเอฬารทมิฬกษัตริย์ทมิฬ ซึ่งพระเจ้าทุฎฐคามณีอภัยทรงมีชัยชนะ             ในประวัติศาสตร์ไทย การสงครามบนช้างเกิดขึ้นหลายครั้ง นับตั้งแต่สุโขทัยครั้งที่พ่อขุนบางกลางหาว ขับไล่ขอมออกจากกรุงสุโขทัย, เจ้าศรีศรัทธาราชจุฬามณีสู้รบกับขุนจังและท้าวอีจาน และครั้งที่สำคัญคือคราวที่พ่อขุนรามคำแห่งทรงชนช้างกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด             ในสมัยอยุธยานั้น เหตุการณ์สู้รบบนหลังช้างมีหลายครั้งด้วยกัน คือ ครั้งที่เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระราชโอรสในสมเด็จพระนครินทราชาธิราช ทรงชนช้างเพื่อชิงราชสมบัติ และสิ้นพระชนม์บนคอช้างทั้งสองพระองค์, ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระอินทราชาพระราชโอรสชนช้างกับหมื่นดั้งนคร, ในสงครามพระยาเชลียงยกทัพเข้าตีเมืองกำแพงเพชร  เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๖, ในสงครามกับพม่า พ.ศ. ๒๐๙๑ ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับพระเจ้าแปร ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระสุริโยทัยทรงปลอมพระองค์เป็นชายเข้าช่วยพระสวามี ทำให้สิ้นพระชนม์บนคอช้าง และครั้งสุดท้ายซึ่งถือว่าเป็นยุทธหัตถีครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อพ.ศ. ๒๑๓๕ เป็นการสู้รบระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี เหตุการณ์ในครั้งนั้น พระมหาอุปราชายกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวรทรงรับสั่งให้กองทัพที่จะยกไปตีเขมร ให้ไปตั้งมั่นที่ป่าโมกเพื่อรอกองทัพหลวงที่จะไปเมืองสุพรรณบุรี และรับสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์และพระราชฤทธานนท์ยกกองทัพหัวเมืองไปขัดตาทัพข้าศึกที่ลำน้ำบ้านคอย แขวงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อกองทัพหลวงยกมาถึงเมืองสุพรรณบุรีที่บ้านสามโก้ ข้ามลำน้ำสุพรรณบุรีที่ท่าท้าวอู่ทองถึงค่ายหลวงที่หนองสาหร่าย กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ปะทะกองทัพพม่าที่ดอนเผาข้าว กองทัพไทยแตกร่น สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างพระที่นั่งไชยานุภาพหรือพลายภูเขาทอง และสมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักร หรือพลายบุญเรือง ช้างทรงของทั้งสองพระองค์ตกมันวิ่งไล่เข้าไปอยู่ท่ามกลางข้าศึก สมเด็จพระนเรศวรทรงท้าพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถี พระมหาอุปราชาทรงช้างพลายพัทธกอ ช้างทรงพระมหาอุปราชาดันช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชถอยเบนไป พระมหาอุปราชาจึงจ้วงฟันด้วยของ้าว ถูกพระมาลาเบี่ยงไป ขณะนั้นช้างพระที่นั่งถอยมาถึงจอมปลวกแห่งหนึ่ง จึงมีกำลังยันดันช้างของพระมหาอุปราชาเบนไป ได้ล่างแบกถนัดสมเด็จพระนเรศวรได้ทีจึงจ้วงฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าว สิ้นพระชนม์บนคอช้าง ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงชนช้างชนะแม่ทัพมังจาปะโร กรุงศรีอยุธยาจึงได้ชัยชนะ ซึ่งในครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้สร้างพระเจดีย์ไว้องค์หนึ่ง ครั้นล่วงมาในกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงดำริอยากเห็นเจดีย์ยุทธหัตถีที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างขึ้น จึงมีรับสั่งให้พระยาสุพรรณบุรี (อี้  กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรีในขณะนั้นไปสืบหาเจดีย์องค์นี้ ต่อมาพระยาสุพรรณบุรีได้พบเจดีย์ยุทธหัตถีเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๔๔๖ และทำรายงานขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อแรกพบนั้นพระเจดีย์มีลักษณะเป็นเนินดินสูง มีต้นไม้ปกคลุมทั่วไป เมื่อถากถางแล้ว ปรากฏเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยม บนฐานก่ออิฐ ๓ ชั้น ขนาดกว้างประมาณ ๑๐ วา ส่วนยอดพังลงมา ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งพระองค์ทรงให้ความสนพระทัยและได้มีพระอุตสาหะเสด็จฯไปนมัสการเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๕๖ และมีพระราชดำริให้บูรณะ โดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรออกแบบ แต่การบูรณะไม่แล้วเสร็จในสมัยของพระองค์ การบูรณะพระเจดีย์ยุทธหัตถีดังกล่าวเริ่มขึ้นอีกครั้งในสมัยรัชกาลปัจจุบันพ.ศ. ๒๔๙๕ แล้วเสร็จในพ.ศ. ๒๕๐๐ พร้อมกับการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจดีย์ยุทธหัตถีในปัจจุบันมีความสูงทั้งสิ้น ๖๖.๐ เมตร เป็นเจดีย์ทรงกลมออกแบบสร้างครอบพระเจดีย์องค์เดิมไว้


วันพุธที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒เวลา ๐๙.๓๐ น.คณะคุณครูและนักเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จำนวน ๑๗๕ คนเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียงโดยมีนางสาวปวีณา พัดภูเขียว นายสุพัฒน์ สุทธิบุญ เป็นวิทยากรนำชม


งานแถลงข่าวราชรถพระนำและราชรถ อัญเชิญพระศพสมเด็จพระสังฆราช  ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558   พิธีบวงสรวงอัญเชิญราชรถ ในวันพฤหัสบดีที่ 26พฤศจิกายน 2558   ณ สำนักช่างสิบหมู่ พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 




          ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ.๒๐๕๔) มีการเกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง คือ ไข้ทรพิษ บริเวณหมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ราว ๓,๐๐๐ คน ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ด้วย มีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากนับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวโปรตุเกสในสมัยอยุธยา ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่ทันสมัยพอ ประกอบกับจากการศึกษาวิจัยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ โดย ดร.นพ.สุด แสงวิเชียร จากโรงพยาบาลศิริราช ได้ทำการวิจัยโครงกระดูกจากหลุมฝังศพในหมู่บ้านโปรตุเกสพบว่ามีโครงกระดูกที่มีรูพรุนจากหนองที่เจาะกระดูกของบาทหลวงและชาวโปรตุเกสในนั้น เรียบเรียงโดย นายวุฒิพันธุ์ นวลสนิท นักวิชาการวัฒนธรรม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา   ที่มาของข้อมูล https://www.facebook.com/AY.HI.PARK/posts/1094859940862843





นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม วัตถุประสงค์ : เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในสาระสำคัญต่าง ๆ และ เพื่ออนุรักษ์สืบทอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ


เรื่องสั้นเกี่ยวหับประเพณีต่างๆ ของเสฐียรโกเศศนี้มีอยู่หลายเรื่อง ทุกเรื่องล้วนน่าอ่านน่าศึกษา เพะราให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของไทยเป็นอย่างดี


สาระสังเขป  :  หนังสือลายพระหัตถ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี ที่ถวายแด่สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ขณะทรงศึกษาอยู่ทวีปยุโรปในปี พ.ศ.2439-2445 เลือกบันทึกรายวันในการตามเสด็จพระราชดำเนินประเทศเกาะชวาครั้งที่ 2 พ.ศ.2444ผู้แต่ง  :  ทิพยรัตนกิริฎกุลินี, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงโรงพิมพ์  :  จันหว่าปีที่พิมพ์  :  2501ภาษา  :  ไทยรูปแบบ  :  PDFเลขทะเบียน  :  น.27บ.7336เลขหมู่  :  915.982              ท466ลท


black ribbon.