ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,063 รายการ
กระเบื้องมุงหลังคาแบบลอน พบในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง กระเบื้องดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโค้งงอเล็กน้อย ขนาดกว้างประมาณ ๗ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๙ เซนติเมตร ด้านบนตกแต่งเป็นสันนูนทำให้เกิดลอน ๓ ลอน ขนานกันตามแนวยาวของตัวกระเบื้อง คั่นด้วยร่องเว้าลงไป ๒ ร่อง สำหรับเป็นทางระบายน้ำฝน ด้านล่างมีผิวแบนเรียบ ปลายด้านหนึ่งมีเดือยทรงสามเหลี่ยมปลายงอ ใช้สำหรับเป็นตะขอเกี่ยวยึดกับโครงสร้างซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นระแนงไม้ เนื้อกระเบื้องมีเม็ดกรวดทรายปนอยู่ค่อนข้างมาก นอกจากกระเบื้องชิ้นนี้แล้ว ที่เมืองโบราณอู่ทอง ยังมีการค้นพบชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคาแบบลอนอีกจำนวนหนึ่ง จากการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข ๑๔ (โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมประเภทวิหาร มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โครงสร้างผนังก่ออิฐและเสาซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นไม้ รองรับน้ำหนักส่วนโครงสร้างหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ทั้งนี้ยังพบกระเบื้องรูปแบบคล้ายคลึงกันนี้จากโบราณสถานในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งไม่ทราบรูปแบบและหน้าที่การใช้งานอาคารอย่างแน่ชัด ตั้งอยู่บริเวณคันดินมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี อีกด้วย นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีหลักฐานทางเอกสารที่กล่าวถึงกระเบื้องในสมัยทวารวดี ได้แก่ จดหมายเหตุทงเตี่ยน ซึ่งเป็นเอกสารจีนที่รวบรวบขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีเนื้อหาที่กล่าวถึงดินแดนโถวเหอ (นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับคำว่า “โตโลโปตี้” ที่หมายถึง “ทวารวดี”) ซึ่งเป็นที่รู้จักในสมัยราชวงศ์สุย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒) ว่ามีบ้านเรือนหรือวังของกษัตริย์ที่มีหลายชั้นและมีการใช้กระเบื้องมุงหลังคาด้วย กระเบื้องชิ้นนี้เป็นกระเบื้องรูปแบบหนึ่งที่ชาวพื้นเมืองสมัยทวารวดี ใช้สำหรับมุงหลังคาซึ่งมีโครงสร้างเป็นเครื่องไม้ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า เนื่องจากมีการค้นพบกระเบื้องดังกล่าวปริมาณไม่มากนัก อาจใช้สำหรับมุงหลังคาอาคารประเภทวิหาร มณฑป ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเนื่องในศาสนา หรือที่อยู่อาศัยของบุคคลชั้นสูง ก็เป็นได้---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง https://www.facebook.com/Uthongmuseum/posts/1604825466381866---------------------------------------------------อ้างอิง :เด่นดาว ศิลปานนท์. โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ปริศนาวิหารถ้ำเมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ : อรุณการ พิมพ์, ๒๕๕๙. สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. “กระเบื้องดินเผาสมัยทวารวดี : ข้อมูลใหม่จากการขุดค้นที่เมืองนครปฐมโบราณ”. หน้า จั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย. ๙ (กันยายน ๒๕๕๕ – สิงหาคม ๒๕๕๖), ๓๐๒ – ๓๑๔.
ล้อวัวล้อ ในสารพจนานุกรมล้านนาให้ความหมายว่า เกวียน วงล้อ แหว้นล้อ ภาคกลางเรียก เกวียนวัว ภาคอีสานเรียก ระแทะหรือเกียน ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งในการเดินทาง มีสองล้อ เทียมด้วยวัวหรือควาย ใช้บรรจุพืชผลต่างๆ เรียก ล้อวัวหรือล้อควาย ประกอบไปด้วยล้อไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่จำนวนสองล้อ ล้อจะหมุนรอบเพลาที่มีดุมเป็นแกนกลาง โดยมีกำหรือโครงสร้างล้ออยู่ในกรอบไม้ฝักมะขาม และมีแม่แปลกเป็นไม้ประกบบังคับให้ล้อเกวียนหมุน ตัวเกวียนมีลักษณะโปร่งๆ มีไม้ซี่เล็กๆ เรียงคล้ายกรง ด้านล่างตั้งอยู่บนไม้คาน ในอดีตใช้เป็นพาหนะสำหรับบรรทุกข้าวเปลือกและพืชผลต่างๆ อาจะมีประทุนหรือกูบไว้กันฝนกันแดดด้วยภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพชุด การประกวดภาพเก่าเกี่ยวกับจังหวัดลำพูน (เจ้าของภาพ อนงค์ศิลป์ ด่านไพบูลย์)อ้างอิง๑. มณี พยอมยงค์. ๒๕๔๖. สารพจนานุกรมล้านนา. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.๒. พิชชา ทองขลิบ. ๒๕๖๔. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (Online). https://www.sac.or.th/.../trad.../th/equipment-detail.php.... สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔.
นิพฺพานสุตฺต (นิพฺพานสูตร)
ชบ.บ.75/1-1ฌ
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
วินยธรสิกฺขาปทวินิจฺฉย (วินยสิกฺขาปทวินิจฺเฉยฺย)
ชบ.บ.96/1-4
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.308/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 66 หน้า ; 4 x 54.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 124 (287-301) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา (ทศชาติ) ชาตกฎฐกถา,ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ภูริทัสต์)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ชื่อเรื่อง พระราชนิพนธ์บางเรื่อง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๑
จำนวนหน้า ๘๘ หน้า
รายละเอียด หนังสือที่ขออนุญาตจัดพิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพเสวกตรี พระราชเสวกสมบุญ จารุตามระ)เป็นพระราชนิพนธ์ใน ร.๖ จำนวน ๘ เรื่อง ประกอบด้วย ๑. พระราชานุศาสนนีย์แสดงคุณานุคุณ ๒. ความเรียงเรื่องคำใช้แทนคำเอดิเตอร์ ๓. ความเรียงเรื่องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ๔. ความเรียงเรื่องความเป็นชาติโดยแท้จริง ๕. นิทานเรื่องทำคุณบูชาโทษ ๖. นิทานเรื่องขาดรองไหวพริบ ๗. นิทานเรื่องต้นหมาปลายหมา และ ๘. สุภาษิตต่างๆบางบท
#ภาพเก่าเล่าเรื่อง ตอน เรือหางแมงป่อง เรือหางแมงป่องหรือเรือแม่ปะ คนเชียงใหม่เรียกเรือสีดอ เป็นเรือแบบชนิดเรือขุด คือเรือที่มนุษย์สร้างขึ้นจากไม้ขนาดใหญ่และสามารถลอยน้ำได้ เช่น ไม้สัก ไม้ตะเคียน แล้วใช้แรงงานคนขุดด้วยเครื่องมือจำกัด เช่น ขวาน ผึ่ง ค้อน สิ่ว ในการตัดและขุดเรือมาใช้งาน ลักษณะของเรือหางแมงป่อง คือ ลำเรือขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ ๑๖–๑๘ เมตร ด้านหน้าเรือกว้างกว่าท้ายเรือ โขนเรือด้านหลังต่อให้แบนและโค้งงอนขึ้นจนคล้ายหางของแมงป่อง ส่วนหัวเรือต่อให้ยาวยื่นออกมา ประมาณ ๓๐ เซนติเมตร เพื่อให้ลูกเรือขึ้นไปยืนถ่อเรือ (การใช้ไม้ค้ำให้เรือเดินต่อ) มีประทุนค่อนไปด้านหลังสำหรับบรรทุกสินค้า ส่วนท้ายต่อประทุนยกสูง ตัวประทุนใช้ไม้ไผ่สานแบบโค้ง ส่วนหลังคามีหลังคาอีกชั้นเพื่อเลื่อนไปมากันแดดกันฝน ในอดีตชาวล้านนาใช้เป็นเรือสำหรับขนส่งสินค้าจากเชียงใหม่ส่งไปถึงกรุงเทพฯ สินค้าที่สำคัญ คือ น้ำผึ้ง น้ำมันยาง ของป่าอื่น ๆ แล้วขนสินค้าจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาขายที่เชียงใหม่ สลับกันไปมา อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของเรือที่เหมาะแก่การใช้ล่องแม่น้ำแม่ปิง นอกจากใช้ในการบรรทุกสินค้าแล้ว ยังพบการใช้เรือหางแมงป่อง เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจากกรุงเทพฯ ไปถึงเมืองกำแพงเพชร ปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสในครั้งนั้นว่าใช้เรือแม่ปะ เจ้าของเรือ คือ พระยาสุรสีห์ ตั้งชื่อให้ว่า “สุวรรณวิจิก” เป็นพาหนะในการเดินทาง ต่อมาการล่องเรือหางแมงป่อง ได้ถูกแทนที่ด้วยการสร้างทางรถไฟสายเหนือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งได้มีการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาน แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้ทำพิธีเปิดสถานีรถไฟเชียงใหม่ การดำเนินชีวิตและวิถีการเดินทางของชาวไทยถิ่นเหนือจึงเปลี่ยนแปลงไป มีความสะดวกมากขึ้นและการค้าทางเรือจึงหมดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะต้นทุนในการขนส่งสินค้าทางบกถูกกว่าทางเรือมากผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.อ้างอิง : ๑. พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๕๐. ครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ – ๒๕๔๙.จังหวัดกำแพงเพชร : พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ. (ที่ระลึกพระโสภณคณาภรณ์ (สมจิตต์ อภิจิตฺโต) ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐)๒. ชูสิทธิ์ ชูชาติ.๒๕๔๙. พ่อค้าเรือหางแมงป่อง นายฮ้อยหลวงลุ่มแม่น้ำปิง (พ.ศ.๑๘๓๙ - ๒๕๐๔). พิมพ์ครั้งที่ ๒. ลานาการพิมพ์: ศูนย์ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น.๓. เชียงใหม่นิวส์. ๒๕๖๒. “สถานีรถไฟเชียงใหม่ ความเจริญเติบโตทางคมนาคมที่มาสู่การเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่ (Online).”. https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1066909/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕.๔. มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร. ม.ป.ป. “ชนิดของเรือขุด.” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๓๙ (online). https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php..., สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕.
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา(สุวรรณสาม)สพ.บ. 420/1กหมวดหมู่ พระพุทธศาสนาภาษา บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง พระพุทธศาสนา ชาตกประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัดุ 58 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี