ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 4,171 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๗ เรื่อง "กระดาษ (ไข) ปริศนา จิตรกรรมฝาผนังกรุวัดราชบูรณะ" นำเสนอภาพจิตรกรรมภายในกรุประธานชั้นที่ ๑ พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกคัดลอกลงบนกระดาษไขขนาดเท่าจริง เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗ ถึง ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องนิทรรศการชั่วคราว อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ พิเศษ สำหรับ ๕๐ ท่านแรกที่เข้าชมนิทรรศการในวันที่ ๑๙ กันยายนนี้ รับฟรีโปสการ์ดลายเส้นภาพจิตรกรรมฝาผนังกรุวัดราชบูรณะ สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๒๔ ๑๕๘๗ Facebook : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา https://www.facebook.com/chaosamphraya
ข่าวดี “สุดาวรรณ” เผยสหรัฐส่งคืนโบราณวัตถุ กลุ่มประโคนชัย กลับคืนมาตุภูมิ ล็อตแรกภายในปีนี้
เดินหน้าติดตามโบราณวัตถุเพิ่มอีก 16 รายการ “แผ่นทองดุนลายพระพุทธรูป - พระโพธิสัตว์”
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยความคืบหน้าสำคัญการติดตามโบราณวัตถุกลุ่มประโคนชัยกลับคืนสู่ประเทศไทย ภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 ว่าหลังจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถอดถอนโบราณวัตถุไทย 4 รายการ ออกจากทะเบียนพิพิธภัณฑ์โดยสมบูรณ์เพื่อเตรียมพร้อมส่งคืนประเทศไทย ประกอบด้วย พระโพธิสัตว์ 3 องค์ และพระพุทธรูป 1 องค์ โดยโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประติมากรรมที่ค้นพบในพื้นที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ (ปัจจุบันคืออำเภอเฉลิมพระเกียรติ) ซึ่งถูกลักลอบนำออกนอกประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507
“จากการตรวจสอบพบว่าโบราณวัตถุเหล่านี้ถูกลักลอบขุดไปจากปราสาทเขาปลายบัด 2 จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียได้เริ่มต้นดำเนินการพิจารณาโบราณวัตถุชุดดังกล่าว เมื่อปลายเดือนกันยายน 2567 หลังจากนั้นดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและรวบรวมข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมเป็นระยะเวลา 6 เดือน จนกระทั่งคณะกรรมการของพิพิธภัณฑ์มีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ให้ถอดถอนโบราณวัตถุดังกล่าวออกจากทะเบียนโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์อย่างสมบูรณ์ ขั้นตอนต่อไป กรมศิลปากรจะขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิสเป็นผู้ประสานงานการส่งคืนโบราณวัตถุในขั้นตอนต่อไปโดยกำหนดการส่งมอบต้องรอให้ทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโกประกาศอย่างเป็นทางการคาดว่าสามารถนำกลับสู่ประเทศไทยได้ภายในปีนี้” นางสาวสุดาวรรณ กล่าว
“การได้รับคืนโบราณวัตถุ 4 รายการครั้งนี้เป็นความสำเร็จของการติดตามโบราณวัตถุในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 โดยการประสานงานกับสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigation - HSI) นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการติดตามโบราณวัตถุประติมากรรมสัมฤทธิ์กลุ่มประโคนชัย ในพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป” นางสาวสุดาวรรณกล่าว
รมว.วัฒนธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบติดตามโบราณวัตถุเพิ่มเติมอีก 16 รายการ ที่เก็บรักษาในสหรัฐอเมริกาซึ่งในจำนวนนี้มีโบราณวัตถุที่น่าสนใจเป็นพิเศษ อาทิ แผ่นทองดุนลายพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ จากพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทัน และพิพิธภัณฑ์ศิลปะคลีฟแลนด์ที่มีรูปแบบเปรียบเทียบได้กับแผ่นทองดุนลายพระพุทธรูปที่เพิ่งค้นพบจากโบราณสถานพระนอน วัดธรรมจักรเสมาราม อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาทางโบราณคดีของประเทศไทย ทั้งนี้การติดตามโบราณวัตถุกลับคืนสู่ประเทศไทยเป็นภารกิจสำคัญของ วธ.ในการอนุรักษ์และพัฒนางานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความร่วมมือระหว่างประเทศในการอนุรักษ์และพัฒนาภารกิจงานด้านมรดกทางวัฒนธรรมของไทยต่อไป----------------------------------------------------
โบราณวัตถุจำนวน ๑๖ รายการ
ที่คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ กลับคืนสู่ประเทศไทย
มีมติให้ติดตาม ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๘
โบราณวัตถุจาก The Metropolitan Museum of Art มีจำนวน 5 ชิ้น ได้แก่
๑. ชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรม
วัสดุ ปูนปั้น
อายุ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๖
ขนาด สูง ๖๖.๗ เซนติเมตร
ที่มา ภาคกลางตอนบนของประเทศไทย
การได้มา Cynthia Hazen Polsky มอบให้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙
๒. พระพุทธรูปยืน
วัสดุ สัมฤทธิ์ปิดทอง
อายุ พุทธศตวรรษที่ ๒๐
ขนาด สูง ๑๕๖ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา Cynthia Hazen Polsky มอบให้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔
๓. แผ่นทองบุดุนภาพพระโพธิสัตว์
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓
ขนาด กว้าง ๔.๒ เซนติเมตร ยาว ๗.๔ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา Dr. and Mrs. Roger Stoll มอบให้เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๗
๔. แผ่นทองบุดุนภาพพระโพธิสัตว์
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓
ขนาด ยาว ๗.๙ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา Samuel Eilenberg มอบให้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐.
๕. แผ่นทองบุดุนภาพพระพุทธรูปปางแสดงธรรม
(วิตรรกะมุทรา)
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔
ขนาด กว้าง ๖.๗ เซนติเมตร ยาว ๑๕.๒ เซนติเมตร
โบราณวัตถุจาก The Cleveland Museum of Art - CMA จำนวน 3 ชิ้น ได้แก่
๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
วัสดุ สัมฤทธิ์
อายุ พุทธศตวรรษที่ ๒๐
ขนาด สูง ๘๕.๑๐ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา ซื้อจาก J. H. Wade Fund ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓
๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย
วัสดุ ทอง
อายุ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙
ขนาด สูง ๑๐.๖ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย (วัดราชบูรณะ)
การได้มา ซื้อจาก Far Eastern Art
๘. แผ่นทองบุดุนภาพพระวิษณุ(พระนารายณ์)
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔
ขนาด กว้าง ๔.๕ เซนติเมตร ยาว ๗.๖ เซนติเมตร
โบราณวัตถุจาก Philadelphia Museum of Art จำนวน 4 ชิ้น ได้แก่
๙. แผ่นทองบุดุนภาพพระพุทธรูปมารวิชัยในซุ้มโพธิ์พฤกษ์
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะอยุธยา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐
ขนาด สูง ๓.๕ เซนติเมตร กว้าง ๓.๘ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา ซื้อจาก J. H. Wade Fund ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓
๑๐. แผ่นทองบุดุนภาพพระพุทธรูปมารวิชัยและพระสาวกสององค์ในซุ้มโพธิ์พฤกษ์
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะอยุธยา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐
ขนาด สูง ๕.๔ เซนติเมตร กว้าง ๗ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา Mrs. William L. Van Alen มอบให้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗
๑๑. ศิราภรณ์
วัสดุ ทอง
อายุ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑
ขนาด กว้าง ๑๙.๑ เซนติเมตร สูง ๒๑.๖ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
๑๒. ชิ้นส่วนประกอบภาชนะ หรือกาบของคนโท
วัสดุ ทอง
อายุ ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐
ขนาด กว้าง ๕๑ เซนติเมตร ยาว ๘.๓ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
โบราณวัตถุจาก The Newark Museum จำนวน 1 ชิ้น ได้แก่
๑๓. ธรรมจักร
วัสดุ หินทราย
อายุ พุทธศตวรรษที่ ๑๒
ขนาด สูง ๑๕๐ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
การได้มา ซื้อมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕
โบราณวัตถุจาก The Asian Art Museum of San Francisco จำนวน 1 ชิ้น ได้แก่
๑๔. เศียรพระศิวะ
วัสดุ สัมฤทธิ์
อายุ ศิลปะสุโขทัย ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙
ขนาด สูง ๒๙.๒ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
โบราณวัตถุจาก Kimbell Art Museum จำนวน 1 ชิ้น ได้แก่
๑๕. พระพุทธรูปทรงเครื่องมารวิชัย
วัสดุ สัมฤทธิ์
อายุ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗
ขนาด กว้าง ๔๑.๓ เซนติเมตร ยาว ๖๕.๗ เซนติเมตร
สูง ๑๗๕.๗ เซนติเมตร
โบราณวัตถุจาก Los Angeles County Museum of Art 1 ชิ้น ได้แก่
๑๖. พระพุทธรูปมารวิชัย
วัสดุ สัมฤทธิ์
อายุ ศิลปะลพบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ขนาด สูง ๔๘.๕๗ เซนติเมตร กว้าง ๒๑.๙ เซนติเมตร
ที่มา ประเทศไทย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ชวนร่วมกิจกรรม ”บอกรักแม่” ขอเชิญทุกท่านไปร่วมบอกรักแม่ให้โลกรู้ เพราะแม่คือที่สุดของหัวใจ ณ อาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 1 - 31 สิงหาคม 2568 โดยมีวิธีร่วมกิจกรรม ดังนี้
1. ถ่ายคลิปวิดีโอ บอกรักแม่ ตาม keyword
2. โพสต์ ทาง Facebook พร้อม #บอกรักแม่ที่อาคารขุนหลวงพะงั่ว
3. รับของที่ระลึกแทนใจ
ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ที่อาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 3553 6100 หรือทาง Facebook Page : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี Suphanburi National Museum
สำหรับท่านที่ยังไม่เคยไปเที่ยวชมอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี ขอเชิญไปชมการจัดแสดงประติมากรรมสำริดที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย ถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือขุนหลวงพะงั่ว ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ และประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมรายการ ”สืบสานภูมิปัญญา ศาสตร์วิทยาดุริยางคศิลป์“ เนื่องในโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ 69 ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับรายการบรรเลงและขับร้อง ดังต่อไปนี้
1. การบรรเลงโหมโรงเพลงมะลิเลื้อย ออกสะระหม่า และสำเนียงภาษา บรรเลงด้วยวงเครื่องสายปี่ชวา
2. การบรรเลงเพลงพม่าห้าท่อนเถา บรรเลงด้วยวงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว
3. การบรรเลงเพลงแขกโอดสามชั้น บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้แข็ง
4. การบรรเลงและขับร้อง ชุด “วอนแฟนเพลง” บรรเลงด้วยวงเครื่องสายผสมซออู้กลาง
5. การบรรเลงเพลงเรื่องนางหงส์หกชั้น ออกเพลงชุด 12 ภาษา บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์นางหงส์ นำแสดงโดย ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย สุรเดช เดชอุดม, ควบคุมการบรรเลงและขับร้องโดย สุชีพ เพ็ชรคล้าย อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. 0 2221 6532, 0 2224 1342
ทั้งนี้ รายการดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา เป็นรายการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม ที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอการบรรเลง ขับร้อง และการแสดงที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่มีคุณค่าอันควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ สำหรับปีนี้ กำหนดจัดการแสดงทุกวันอาทิตย์ รวม 6 ครั้ง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 17.30 น. - 19.30 น. โดยมีรายการแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงวิพิธทัศนา การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล สลับสับเปลี่ยนกันไปทุกอาทิตย์ ขอเชิญผู้สนใจชมการแสดงรายการ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ค่าเข้าชมการแสดงคนละ 20 บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ของชาติ ให้คงอยู่และแพร่หลายอย่างกว้างขวางสืบไป
วัดเสม็ดไม่ปรากฏเด่นชัดว่าสร้างในสมัยใด แต่จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของอุโบสถและภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๓-๔ อุโบสถของวัดเสม็ดเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา รอบอาคารมีพาไล หน้าบันประดับปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษา ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน โดยดำเนินเรื่องแบบทักษิณาวัตร เป็นการดำเนินเรื่องโดยเวียนไปทางขวาอย่างเข็มนาฬิกา โดยเริ่มเรื่องจากห้องภาพทางด้านซ้ายของพระประทาน ผนังด้านหน้าพระประธานหรือผนังหุ้มกลองหน้า มีการแบ่งห้องภาพออกเป็น ๒ ส่วน โดยใช้ลายหน้ากระดานเป็นลายประจำยามก้านแย่งเป็นตัวคั่น คือ ๑.ห้องภาพบริเวณผนังเหนือบานประตู มีการสลักรอยพระบาทลงรักปิดทองเป็นรอยลึกลงไปจากระดับผนัง อยู่บริเวณด้านบนกึ่งกลางผนัง ท่ามกลางภาพจิตรกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความอุตสาหะ พยายามของผู้คนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็น ภิกษุ ฆราวาส ตลอดจนเหล่าเทวดา บนสวรรค์ที่ต่างก็เดินทางดั้นด้นมาเพื่อนมัสการรอยพระบาท ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานไว้บนยอดเขาแห่งนี้ โดยการผสมผสานระหว่างประติมากรรมและจิตรกรรมได้อย่างลงตัว ๒.ห้องภาพระหว่างบานประตู เขียนเรื่องวิกขายิตกอสุภ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องของพระอสุภกรรมฐาน อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปลงและพิจารณาร่างกายของซากศพที่ถูกสัตว์ยื้อแย่งกัดกิน (โดยเป็นห้องภาพที่เรียงต่อจากผนังระหว่างบานหน้าต่างด้านซ้ายของพระประธาน) ภาพที่ ๑ ผนังเหนือบานประตูด้านหน้าพระประธาน ภาพที่ ๒ ห้องภาพระหว่างบานประตูด้านหน้าพระประธาน ผนังด้านหลังพระประธานหรือผนังหุ้มกลองหลัง มีการแบ่งห้องภาพเช่นเดียวกับผนังด้านหน้าพระประธาน มีการใช้ลายหน้ากระดานแบ่งคั่น เช่นเดียวกัน โดยผนังด้านบนเขียนเรื่องไตรภูมิ ผนังด้านล่าง ผนังบริเวณฐานชุกชี เขียนเป็นภาพนรก สัตว์เปรตภาพที่ ๓ ผนังด้านหลังพระประธานหรือผนังหุ้มกลองหลัง ผนังด้านซ้ายและด้านขวาของพระประธาน มีการเขียนและจัดวางภาพ โดยใช้ลายหน้ากระดานคั่น แบ่งภาพจิตรกรรมออกเป็นสองส่วน ในลักษณะเช่นเดียวกันกับผนังด้านหน้าและด้านหลังพระประธาน คือ ภาพจิตรกรรมเหนือบานหน้าต่าง และภาพจิตรกรรมระหว่างบานหน้าต่าง ภาพจิตรกรรมเหนือบานหน้าต่างนั้นเป็นภาพ เทพเทวดา พระภิกษุ นักสิทธิวิทยาธร มาชุมนุมกัน มีลายหน้ากระดานลักษณะเป็นลายประจำยามก้านแย่ง แบ่งออกเป็นชั้นๆ จำนวน ๓ ชั้น และชั้นบนสุดเขียนเส้นสินเทาคั่นเพียงชั้นเดียว และทุกตัวภาพทุกชั้นหันไปทางพระประธาน ประหนึ่งเป็นการแสดงการนมัสการสักการะบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในแต่ละชั้น ดังนี้ ชั้นแรก ชั้นเทพชุมนุม เป็นชั้นที่ถัดขึ้นมาจากลายหน้ากระดานที่คั่นระหว่างห้องภาพเหนือบานหน้าต่างและห้องภาพระหว่างบานหน้าต่าง เป็นชั้นที่มีการเขียนตัวภาพ เทวดา ยักษ์ ลิง ครุฑ ลงไปบนพื้นหลังสีน้ำตาล โดยแต่ละตัวภาพ มีทิพยดอกไม้ (ลักษณะของดอกไม้ที่จัดวางเป็นทรงพุ่มก้านยาวคล้ายตาลปัตร) เป็นตัวคั่น เหนือลายหน้ากระดานชั้นที่ ๒ และ ๓ ขึ้นไป เป็นภาพพระภิกษุถวายอัญชลี นั่งเรียงเป็นแถวในลักษณะภาพซ้ำอย่างเป็นระเบียบ ในชั้นที่ ๒ นี้ใช้พื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน ส่วนชั้นที่ ๓ ใช้พื้นหลังเป็นสีน้ำตาล เหนือขึ้นไปจากภิกษุในชั้นที่ ๓ มีการใช้เส้นสินเทาเขียนแบ่งห้องภาพระหว่างชั้นที่ ๓ และ ๔ โดยพื้นที่ของชั้นที่ ๔ นี้เริ่มจากเส้นสินเทาจรดเพดาน เขียนแสดงภาพบรรยากาศของท้องฟ้า และก้อนเมฆ มีนักสิทธิวิทยาธรในมือถือมวลดอกไม้บุปผาชาติ เพื่อนำมานมัสการองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาพที่ ๔ ภาพจิตรกรรมเหนือบานหน้าต่างผนังด้านซ้ายและด้านขวาของพระประธาน ส่วนบริเวณผนังระหว่างบานหน้าต่างทางด้านซ้ายและขวาของพระประธาน เขียนบรรยายเรื่องพระอสุภกรรมฐาน โดยแต่ละห้องจะมีการเขียนภาพการปลง สังขารหรือการพิจารณาซากศพที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการเขียนภาพบรรยายลักษณะพระภิกษุกำลังปลงและพิจารณาซากศพ โดยความหมายของคำว่าอสุภกรรมฐานแยกออกเป็น ๒ คำคือคำว่า อสุภ แปลว่า ไม่สวย ไม่งาม กรรมฐาน แปลว่า ตั้งอารมณ์ไว้ให้เป็นการเป็นงาน รวมได้ความว่า ตั้งอารมณ์เป็นการงานในอารมณ์ที่เห็นว่าไม่มีอะไรสวยสด งดงาม มีแต่ความสกปรกโสโครก น่าเกลียด อสุภกรรมฐานนี้เป็นเครื่องกำจัดราคะ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายรัก ยึดถือร่างกาย คลายความหลงรูป หลงสวย หลงงาม หลงได้ภาพที่ ๕ ผนังระหว่างบานหน้าต่างทางด้านซ้ายและขวาของพระประธาน เขียนบรรยายเรื่องพระอสุภกรรมฐาน--------------------------------------------------------ผู้เขียน : นางสาววรรัก นวลวิไลลักษณ์ (นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน) สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี--------------------------------------------------------
มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๐๖ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน
พระองค์เจ้าหญิงบุษบันบัวผัน พระราชธิดาลำดับที่ ๖๕ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาห่วง เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๐๖ มีพระอนุชา ๑ พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๘ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๒ ขณะพระชันษา ๗๖ ปี
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเล่าว่า "เสด็จย่าสร้อย (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์) กับเสด็จย่าบุษบัน (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน) ทั้งสองพระองค์นี้คุ้นเคยมากเพราะเวลาเสด็จไปอยู่พระราชวังพญาไท เสด็จย่าทั้งสองพระองค์นี้ก็เสด็จไปด้วย เสด็จย่าสร้อยทรงคุยคล่อง เสด็จย่าบุษบันท่านเงียบ ๆ เมื่อก่อนนี้ ท่านเคยทรงเป็นพี่เลี้ยงทูลกระหม่อมอาติ๋ว"
ภาพ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน
กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ ขอเชิญร่วมกิจกรรม Workshop การขึ้นรูปชิ้นงานจานและการเขียนสีใต้เคลือบ ในงานนิทรรศการพิเศษ “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ทาง https://forms.gle/TizU2wEYujkzxTKv7
ตามที่กรมศิลปากรได้จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” โดยนำโบราณวัตถุเครื่องเคลือบเซรามิกจากพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่น และเครื่องปั้นดินเผาของไทยจากหลากหลายแหล่ง มาจัดแสดงร่วมกันระหว่างวันที่ ๑๔ กันยายน ถึงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากรได้มอบหมายสำนักช่างสิบหมู่ร่วมจัดกิจกรรมเวิร์กชอป (Workshop) ภายในงาน แบ่งเป็น
๑. การขึ้นรูปชิ้นงานจาน จานใบเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๑๒ ซม. ใช้ดินสโตนแวร์
ขึ้นรูปด้วยพิมพ์กด ตกแต่งลวดลายด้วยการปั้นตกแต่งเพิ่มเติมหรือการขูดลาย ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๕ วันที่
๙ และ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ รวม ๓ วันๆ ละ ๔ รอบ ผู้ร่วมกิจกรรมรอบละ ๓๐ คน
๒. การเขียนสีใต้เคลือบ ในวันที่ ๖ และ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ และ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ รวม
๓ วันๆ ละ ๔ รอบ ผู้ร่วมกิจกรรมรอบละ ๓๐ ท่าน โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับจานใบเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๑๒ ซม. คนละ ๒ ใบ และที่วางตะเกียบปลาคู่ ๒ ชิ้น สำหรับเขียนตกแต่งด้วยสีใต้เคลือบ
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเลือกเวลาร่วมกิจกรรม โดยการกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/TizU2wEYujkzxTKv7 หรือ QR Code ที่แนบ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “สืบจากไม้ผ่านเรือโบราณพนมสุรินทร์ ” วิทยากรโดย นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ และนางสาวปรียานุช จุมพรม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี ดำเนินรายการโดย นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.
ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
ออกแบบโดย นายเกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์ จิตรกรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
แนวความคิดในการออกแบบตราสัญลักษณ์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชจริยวัตรงดงาม พระองค์ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย นำมาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบตราสัญลักษณ์ ซึ่งทุกรายละเอียดมีความหมาย อักษรพระนามาภิไธย ส.ก.อยู่ภายในกรอบรูปหัวใจพื้นสีฟ้า อักษร “ส” สีฟ้าเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ อักษร “ก” สีขาว เป็นสีเดชของวันพระราชสมภพ พื้นกรอบสีชมพูลายดอกมะลิ สีชมพูเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ การให้สีดูละมุนละไม สื่อความเป็นผู้หญิงและพระเมตตา ดอกไม้มะลิเป็นดอกไม้มงคลสัญลักษณ์วันแม่แห่งชาติ ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ด้านบนเป็นพระมหามงกุฎภายในประดิษฐานพระแสงจักรและพระแสงตรี สื่อถึงทรงอยู่ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ขนาบซ้าย ขวา พระมหามงกุฎด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร ฉัตรขาว ๗ ชั้น เป็นฉัตรประกอบพระราชอิสริยยศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
"การนำดอกมะลิมาร้อยเรียงเป็นมาลัยลายเกลียวรูปหัวใจรอบอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. สื่อถึงการร้อยเรียงดวงใจอย่างแน่นแฟ้นกลมเกลียวในโอกาสมหามงคล ๙๐ พรรษา ถวายพระผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจพสกนิกรไทยทั้งชาติ และผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อลูก คือ ชาวไทยทุกหมู่เหล่าให้พ้นทุกข์ยาก รูปลายหงส์ประคองฉัตร ซ้าย ขวา หมายถึง พระสิริโฉมสง่างามสูงค่าดังหงส์ ลวดลายไทย หมายถึงพระปรีชาด้านศิลปวัฒนธรรม พระราชทานกำเนิดศิลปาชีพ และทรงส่งเสริมเอกลักษณ์ชาติไทยให้แพร่หลายในไทยและต่างประเทศ เลขไทย ๙๐ ภายใต้มาลัยหัวใจ สื่อถึงเลขมงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๙๐ พรรษา เป็นความภาคภูมิใจของจิตรกรไทยคนหนึ่งได้ถวายงานอย่างสุดความสามารถ ตราสัญลักษณ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นได้นำไปใช้จัดงานเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ ทั้งยังร่วมอนุรักษ์จิตรกรรมไทยโบราณผสมผสานศิลปะสมัยใหม่สู่ตราสัญลักษณ์ที่มีความร่วมสมัย ไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของชาติไทย" นายเกียรติศักดิ์ กล่าว ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/81
ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ กรมศิลปากร ขอเชิญชม“การบรรเลง - ขับร้อง วงดุริยางค์สากลกรมศิลปากร” ในงาน “บุปผาราชินีพระพันปีหลวง” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๖
พบกับการบรรเลงเพลงจากวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร ขับร้องโดยศิลปินจากสำนักการสังคีต พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญ อิสร์ อิสรพงศ์, เอฟ รัฐพงศ์ the Golden Song, นัน อนันต์ ไมค์ทองคำ ในวันเสาร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ ระหว่างเวลา ๑๗.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ณ ลานพาร์ค พารากอน ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ร่วมกับ อุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร ขอเชิญร่วมกิจกรรมบรรยายทางวิชาการ เรื่อง “อโยธยารากเหง้าอยุธยาที่ถูกลืม” วิทยากรโดย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวันอาทิตย์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุม อาคารนิทรรศการเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนโดยการสแกนคิวอาร์โค้ดในภาพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โทร ๐ ๓๕๒๔ ๑๕๘๗
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “การศึกษางานโบราณคดีในต่างประเทศกับการพัฒนางานโบราณคดีในประเทศไทย” วิทยากร นายธีรศักดิ์ ธนูศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กองโบราณคดี ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๖ เรื่อง "ทวารบาลวัดเขาสุวรรณคีรี เมืองศรีสัชนาลัย" ทวารบาล มาจากคำว่า ทวาร หมายถึง ประตู ส่วนคำว่า บาล หมายถึง การเลี้ยง รักษา ปกครอง และเมื่อแปลรวมกันคำว่า “ทวารบาล” จึงหมายถึง ผู้รักษาประตู หรือผู้รักษาช่อง โดยทวารบาลมีหน้าที่ปกป้องรักษาไม่ให้สิ่งชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีเข้ามาภายในศาสนสถานได้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ได้กล่าวถึงที่มาของทวารบาลไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จ ว่า “มนุษย์ย่อมต้องมีเครื่องป้องกันภัย อย่างต่ำมีประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงมีคนเฝ้าประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงเลือกสรรคนกล้าแข็งรักษาประตู ต่อขึ้นมาถึงผู้เป็นอัจฉริยบุรุษ อาจจะหัดสัตว์ร้ายให้รักษาประตูได้ มูลเหตุนี้เองที่เลยมาเป็นรูปภาพ แล้วถึงแต่ชื่อสิงห์ก็นับว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูง” เมืองศรีสัชนาลัย ปรากฏประติมากรรมทวารบาลทั้งรูปบุคคล และรูปสัตว์ ที่วัดเขาสุวรรณคีรี บริเวณซุ้มประตูทางเข้าศาสนสถานทางด้านตะวันตก ด้านหลังของเจดีย์ประธาน โดยพบชิ้นส่วนของโกลนศิลาแลงรูปบุคคลยืนในลักษณะเข่าแยกออกจากกัน และชิ้นส่วนปูนปั้นรูปสิงห์ โดยประติมากรรมดังกล่าวทำหน้าที่เป็นทวารบาลตามคติความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับภูต ผี ปีศาจ และพลังอันลึกลับเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น ทั้งดี และร้าย โดยสถานที่สำคัญ หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีสิ่งที่คอยปกปักษ์รักษาเพื่อที่จะไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้าไปยังที่แห่งนั้นได้ ด้วยการนำรูปยักษ์ รูปอสูร หรือแม้แต่รูปเทวดา ที่มีลักษณะน่ากลัวเป็นที่ น่าเกรงขามแก่เหล่าภูต ผี และปีศาจ ไปติดตั้งไว้ตามบริเวณช่องประตู บานหน้าต่าง หรือราวบันได โดยรูปยักษ์ รูปอสูร หรือแม้แต่รูปเทวดาจะถูกนำเสนอผ่านงานศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น งานปั้น งานแกะสลักหรือแม้แต่งานจิตรกรรม เป็นต้น และถูกเรียกว่า “ทวารบาล”เอกสารอ้างอิงวิทยานิพนธ์ณวลพักตร์ พิมลมาศ. คติความเชื่อและรูปแบบทวารบาลไทย-จีน สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 3) กรณีศึกษาวัดสุวรรณารามและวัดราชโอรสาราม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2549.เชาว์ เภรีจิต. สัตว์ประดับและบริวารของทวารบาล: ที่มา คติการสร้าง รูปแบบและพัฒนาการ จากสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2556.ระพี เปรมสอน. จากทวารบาลแบบประเพณีมาสู่ทวารบาลแบบจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2555.ออนไลน์ทวารบาล ผู้พิทักษ์ศาสนสถานเมืองกำแพงเพชร, อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร. สืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/kamphaengphethistor.../view/34671. (เข้าถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2566).