ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,273 รายการ
เอกสารจดหมายเหตุ กับการสำรวจทางโบราณคดีใต้น้ำ
: กรณี"เรือล่มที่เกาะมัน"
เอกสารจดหมายเหตุ เป็นเอกสารสำคัญระดับปฐมภูมิ ที่น่าเชื่อถือได้จนสามารถใช้เป็นหลักฐานในฐานะ"พยาน"ได้เป็นอย่างดี
ใน พ.ศ.2546 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ได้รับมอบเอกสารสำคัญ พร้อมกับกรมศิลปากรได้ขอใช้อาคารโบราณสถาน"ศาลารัฐบาลมณฑลจันทบุรี"จากจังหวัดจันทบุรี ให้เป็นสำนักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
เอกสารสำคัญดังกล่าวจำนวนกว่าล้านหน้าได้รับการประเมินตามมาตรฐานงานจดหมายเหตุแล้วมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น"เอกสารจดหมายเหตุ" อายุของเอกสารชุดนี้เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2449 ถึง พ.ศ.2522
ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานต่อเนื่องกัน ดังนั้นเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์จึงได้รับการบันทึกไว้ ยกตัวอย่างเอกสารเรื่อง"เรือล่มที่เกาะมัน" เป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแหล่งขุดค้นใต้น้ำของกองโบราณคดีใต้น้ำ ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า เพราะเกี่ยวข้องกับเรือเมล์ที่จมอยู่บริเวณหน้าเกาะมันนอก*จังหวัดระยอง
จากเอกสารจดหมายเหตุระบุว่า ใน พ.ศ.2464
มีเรือกลไฟของบริษัทฝรั่งเศสชื่อ "แฟรนซิสกาเนียร์" หรือมีชื่อเรียกของลูกเรือว่า"เรือสิงห์โตเฮง /ชิงตงเฮง/โมโฮ"ซึ่งเป็นเรือเมล์บรรทุกคนและสินค้า ขึ้นล่องทางชายทะเลตะวันออก ระหว่างกรุงเทพฯถึงเกาะกง(เมืองปัจจันตคีรีเขตต์)เขตแดนของฝรั่งเศส
ระหว่างขากลับถึงบริเวณเกาะมัน จังหวัดระยอง เกิดพายุและคลื่นใหญ่ในทะเล ผู้ประสบภัย(พ่อครัวทำอาหารบนเรือ)เล่าว่า...เรือเมล์เที่ยวนี้เพียบมากกว่าทุกเที่ยว ...มีสินค้าเยอะมาก...บรรทุกอ้อยถึง4,000 ลำ...เรือเมล์แล่นพ้นจากเขาแหลมสิงห์ก็ถูกคลื่นและพายุบ้าง...เรือก็ตะแคงซ้ายมือบ้างแล้ว แต่ยังแล่นได้ต่อ...
...ห่างไกลจากเขาแหลมสิงห์มาก ที่ตรงนั้นจะเรียกว่าอะไรนั้นไม่รู้จักให้เกิดพายุจัดคลื่นใหญ่ เรือได้ตะแคง...
ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้นายอำเภอแหลมสิงห์ สอบสวนเหตุการณ์ที่เรืออับปาง มีรายงานว่า...เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2464 เรือแฟรนซิสกาเนียร์ ได้ออกจากปากน้ำจันทบุรี เวลาประมาณเที่ยงคืน ครั้นเวลา 2 ก.ท.(ตี 2 :ผู้เขียน)เรือจมเพราะเหตุบรรทุกสินค้าเพียบ เมื่อเรือเดินไปถึงหน้าเกาะมันได้ถูกคลื่นแลลมจัด น้ำเข้าตอนท้ายไม่สามารถจะสูบเอาน้ำออกให้หมดได้ เรือจึงอับปางลงในเวลาประมาณ 40 นาที ไม่ได้โดนโสโครกอย่างใด...
ซึ่งตรงกับคำให้การของพยานหลายคนที่รอดตายได้ให้ปากคำกับตำรวจที่ดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้
จากเหตุการณ์เรือล่มในครั้งนี้ มีผู้โดยสารมากับเรือประมาณ 55 คน พบผู้ที่พ้นภัยแห่งเรืออับปาง 20 คน...
...เมื่อเวลาผ่านไปเป็นร้อยปี กระแสข่าวลือเรื่องเรือลำนี้จากปากของชาวบ้านระแวกนั้นกลายเป็น"เรือผีสิง"และขอให้กองโบราณคดีใต้น้ำไปช่วยตรวจสอบ
จึงเป็นที่มาของการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงจากเอกสารจดหมายเหตุของนักโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการกู้คืนของเรือดังกล่าวเพื่อการอนุรักษ์ต่อไป
ส่วนข้อสันนิษฐานถึงขนาดของเรือ ไม่มีระบุในเอกสาร และไม่มีรูปภาพ แต่เรือลำนี้เฉพาะกัปตันและคนงานที่อยู่เรือมีถึง 33 คน
*******************
*เกาะมัน มี 3 เกาะ ได้แก่ เกาะมันนอก เกาะมันใน และเกาะมันกลาง
ผู้เขียน
สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี
นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
เอกสารอ้างอิง
-หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี.(13)มท2.3.1/145 เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องเรือล่มที่เกาะมัน จังหวัดระยอง(พ.ศ2464)
-หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี.(13)มท2.3.1/146
เอกสารกระทรวงมหาดไทยชุดมณฑลจันทบุรี.เรื่องเรือเมล์แฟรนซีศกาเบียร์ของบริษัทฝรั่งเศสล่มที่น่าเกาะมัน เขตร์จังหวัดระยอง(พ.ศ2464)
ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2508
หมายเหตุ : พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนหิรัญปราสาท (ตาบ พรพยัคฆ์) ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2508
อธิบายให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจในปัญหา คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยเหตุ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางไปสู่ความดับทุกข์
ชื่อเรื่อง เทศนา (ธัมมสังคิณี-มหาปัฎฐาน)สพ.บ. 179/7ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 28 หน้า กว้าง 4.4 ซ.ม. ยาว 55.3 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ธรรมเทศนาบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ภาษาบาลี-ไทย ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ. 160/2ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 56.5 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์ พระอภิธรรม
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดน้อยชมภู่ ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
วันนี้ (วันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔) เวลา ๐๗.๐๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตรและเวียนเทียน เนื่องในวันมาฆบูชา พุทธศักราช ๒๕๖๔ โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรมร่วมพิธี ในการนี้ อธิบดีกรมศิลปากรได้มอบหมายให้ นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ ณ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
ตำรายาแผนโบราณและเวทมนต์คาถา ชบ.ส. ๘๔
เจ้าอาวาสวัดเทพประสาท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.29/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เจริญชัย พุทธรัต. ประวัติสังเขปพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชกับเรื่องเมืองนคร. พิมพ์ครั้งที่ 3. นครศรีธรรมราช : โรงพิมพ์ศิริสวัสดิ์, 2519.
กล่าวถึงพระบรมธาตุจากกุสินารา พระทันตธาตุมาสู่สุวรรณภูมิ รูปทรงสัณฐานองค์พระมหาเจดีย์ เริ่มเป็นวัดพระบรมธาตุ โบราณวิหารและวัตถุสำคัญจำนวน 35 รายการ ประวัติเมืองละคร เมืองนครเป็นธัมมาโศก เมืองนครชื่อปาฏลีบุตร สร้างพระแก้วมรกต เมืองนครชื่อนครศิริธรรม บทบาทพระราชาครองเมืองนคร และลำดับกษัตริย์ผู้ครองเมือง
จากตำนานอุรังคธาตุ ประกอบกับหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี บ่งถึงกำเนิดขององค์พระธาตุพนมว่า เมื่อระยะเวลาประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ – ๑๔๐๐ บริเวณอำเภอธาตุพนมเคยเป็นศูนย์รวมของกลุ่มชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ เพราะอยู่ในชัยภูมิที่เป็นศูนย์กลางของทางคมนาคม ศาสนสถาน จึงได้ถูกสร้างขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นบริเวณที่ราบเสมอกัน อยู่ห่างจากลำน้ำโขงเก่าที่เปลี่ยนทางเดินประมาณ ๕๐.๐๐ เมตร (ลำน้ำโขงเก่าอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระธาตุ ปัจจุบันเรียกว่าบึง บึงยาว หรือบึงธาตุ) โดยได้มีการขุดคู ๓ ด้าน คือด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ คูด้านทิศเหนือและทิศใต้น่าจะถูกขุดยาวออกไปทางทิศตะวันออกจดลำน้ำโขง ใช้ลำน้ำโขงเดิมเป็นคูด้านทิศตะวันออก แต่ปัจจุบันคูน้ำด้านทิศเหนือและทิศใต้ที่ขุดยาวออกไปทางทิศตะวันออกไม่ปรากฏร่องรอย เพราะมีถนนสายนครพนม – อุบลราชธานี ตัดทับผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว ในการขุดคูทั้งสามด้านนั้น ได้นำเอาดินที่ขุดได้เข้ามาถมที่ตรงกลางกลายเป็นเนินดินสูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ ๒.๐๐ เมตร เรียกตามตำนานว่า ภูกำพร้า และเนื่องจากการขุดคูเพียงสามด้าน ด้านทิศตะวันออกไม่ได้ขุด ในการถมดินจึงทำให้ภูกำพร้าสูงทางด้านทิศตะวันตก และลาดต่ำไปทางทิศตะวันออก เมื่อได้สร้างภูกำพร้าเสร็จแล้ว จึงสร้างศาสนสถานขึ้นที่ยอดเนินของภูกำพร้า การสถาปนาองค์พระธาตุพนมครั้งนี้ ได้ปรากฏอยู่ในการเขียนตำนานอุรังคธาตุ ที่พยายามอ้างอิงไปถึงสมัยพุทธกาล อันเป็นวิธีการเขียนประวัติศาสตร์ของคนโบราณในแถบนี้ ซึ่งมีภูมิหลังทางด้านพุทธศาสนา ว่า พระมหากัสสปะ ผู้รู้พุทธทำนายได้นำกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้าหรือที่เรียกกันว่า พระอุรังคธาตุ มายังภูกำพร้า ตามตำนานกล่าวว่า สมัยนั้นเป็นเวลา พ.ศ. ๘ และเหตุที่พระเถรเจ้ามาที่ภูกำพร้านี้ เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงทำนายไว้ว่า พระอุรังคธาตุของพระองค์จะได้มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อรอเวลาผู้มีบุญมาสถาปนาในภายหลัง เรื่องที่พระมหากัสสปะนำพระอุรังคธาตุมาที่ภูกำพร้านี้ ทราบไปถึงพญา ๕ ตน ซึ่งมีบ้านเมืองครอบครองอยู่ในบริเวณใกล้เคียงโดยรอบคือ พญาสุวรรณภิงคาร เมืองหนองหานหลวง พญาคำแดง เมืองหนองหานน้อย พญาอินทปัตฐ เมืองอินทปัตฐนคร พญานันทเสน เมืองศรีโคตรบูร พญาจุฬนีพรหมทัต แคว้นจุฬนี จึงเมาร่วมกันก่อสร้าง “อูบมุง” เพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุ และตำนานได้กล่าวเป็นทำนองอิทธิปฎิหาริย์ว่า พระบรมสารีริกธาตุได้แสดงปฏิหาริย์ให้ทราบว่า ยังมิใช่เวลาที่สมควรจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พญา ๕ ตน จึงเพียงประดิษฐานพระอุรังคธาตุไว้ ณ ที่นั้น โดยยังมิได้ทำการสถาปนา พระธาตุพนม ประดิษฐานที่วัดพระธาตุพนมวรวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พระธาตุพนมเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประชาชนลาว เมื่อถึงวันเพ็ญ เดือน ๓ ของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ มาสมโภชและนมัสการพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมเป็นวัดวรมหาวิหาร พระอารามหลวง ถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อถึงคราว พระราชพิธีราชาภิเษกทุกรัชกาลมา จะต้องนำน้ำจากสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไปร่วมพิธีด้วยเพื่อประกอบพิธีมุรธาภิเษก และเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีเดิม พระมหากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานต้นไม้ ทอง เงิน น้ำอบและผ้าคลุมส่งไปนมัสการพระธาตุพนมทุกปี และเมื่อถึงเทศกาลเข้าปุริมพรรษา ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเทียนพรรษาเป็นพุทธบูชาทุกปีมา งานนมัสการพระธาตุพนมประจำปี ถือเอาวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ของ ทุกปีเป็นวันแรกของงานไปสิ้นสุดเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยชาวบ้านจากจังหวัดหนองคาย เดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๒ ภาพชุดนี้ทำให้เห็นความศรัทธาของพระสงฆ์และชาวบ้านที่มีต่อองค์พระธาตุพนม นอกจากนี้ยังทำให้เห็นภาพองค์พระธาตุพนมในช่วงปีพ.ศ.๒๕๑๒ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความศรัทธาของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีต่อองค์พระธาตุพนมนั้นมีมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย----------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางสาวอุไรวรรณ แสงทอง นักจดหมายเหตุชำนาญการ----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง :จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ.๒๕๑๘ – ๒๕๒๒ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี , ภาพถ่ายส่วนบุคคลพระธรรม ไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) (๒) ภ สบ ๘.๒/๒/๑
บางส่วนจากนิราศเมืองหลวงพระบาง กล่าวถึงวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
เที่ยงแวดชมนิคมเขตประเทศสถาน
ป้อมปราการก่อตั้งเป็นฝั่งฝา
มีเชิงเทินเนินใส่ใบเสมา
ทวาราเรือนยอดตลอดแล
เป็นดอนดอยลอยพื้นดูรื่นเรียบ
แต่ไม่เทียบท่าห่างทางกระแส
สักสี่เส้นเห็นไกลอาลัยแล
ใช้เรือแต่ชะล่าล้วนควรระคาง
ชาวประชาผาสุกทุกคาเมศ
อยู่ตามเพศพวกพรรคไม่มักหมาง
จีนพ่อค้าที่อาศัยก็ไว้วาง
ให้อยู่ทางแถวขนัดเขาจัดการ
เห็นวัดหนึ่งจึ่งพินิจพิศวง
ดูมั่นคงขอบโขดโบสถ์วิหาร
กำแพงแก้วแถวกั้นเป็นชั้นชาน
แลละลานเอกสำอางกลางนคร
บันไดนาคหลากล้ำทำสะดุ้ง
เป็นคันคุ้งคดคู้เชิดชูหงอน
เกล็ดระบายลายขนดดูชดชอน
ดังนาคนอนแนบทางข้างบันได
เข้าในโบสถ์บงพระพุทธวิสุทธิ์ศรี
อัญชลีลานจิตพิสมัย
ยลรูปเขียนเพี้ยนภาพให้ปลาบใจ
ยักษ์อะไรนุ่งซิ่นจินตนา
จึ่งแจ้งจิตคิดเห็นเป็นกำหนด
ภาพทั้งหมดหมายงามตามภาษา
ภาพจีนจามพราหมณ์ฝรั่งแขกลังกา
ลายเลขาคงเป็นเช่นตระกูล
ออกเดินดาลชานชาลาที่หน้าโบสถ์
เห็นสูงโสตทรงเจดีย์จับสีศูนย์
ดูสมควรส่วนสัดพิพัฒน์พูน
เรืองจรูญแลขาวราวสำลี
ที่เชิงชานฐานทำช่างขำคิด
ประดับประดิษฐ์คชลักษณ์เป็นศักดิ์ศรี
ยลแต่เศียรตัวแสกแบกเจดีย์
ดั่งจะรี่ร่อนไปในโพยม
จึ่งให้นามตามคชาที่คล้าคล่ำ
วัดช้างค้ำคู่พาราสง่าโฉม
พระทรงศิลป์แสนสุขไม่ทุกข์โทรม
ไม่ครื้นโครมเคร่งครัดระมัดองค์
ทุกวัดวาน่าเคารพนบนอบไหว้
รักษาไตรวรวัตรขนัดสงฆ์
ภิกขาจารใบตาลตั้งบังอนงค์
ยืนดำรงให้ยถาแล้วคลาคลาย
ประชาราษฎร์ดาษดื่นดูรื่นเรียบ
ได้ระเบียบแบบบทในกฎหมาย
ไม่ฝ่าฝืนขืนคำทำหยาบคาย
สุขสบายสมบูรณ์พูนทวี ฯ
ที่มา : นิราศเมืองหลวงพระบาง แต่งโดยนายร้อยเอกหลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) เมื่อปีร.ศ. ๑๐๔ (พ.ศ.๒๔๒๘) ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ขณะเป็นจมื่นไวยวรนารถเป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพไทยไปปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบาง
ภาพ : วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ไม่ทราบปีที่ถ่าย
อนุสรณ์ในงานงานฌาปนกิจศพ นางบาง การสุทธิ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑