ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,470 รายการ
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ขอเชิญทุกท่านชมการแสดง มินิไลท์ แอนด์ ซาวด์ ชุด “วิมายะนาฏการ” ในวันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๖.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
พบกับการแสดงนาฏการที่ยิ่งใหญ่และสวยงามการแสดง “มินิไลท์ แอนด์ ซาวด์ พิมาย” วิมายะนาฏการ เป็นการแสดงประกอบแสง-เสียงขนาดเล็ก เพื่อบอกเล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีตกาลของเมืองพิมายและอารยธรรมขอมโบราณ “ปราสาทหินพิมาย” เปิดให้เข้าชมการแสดงฟรี‼️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานนครราชสีมา เบอร์ติดต่อ: 0 4421 3666, 0 4421 3030
ชื่อผู้แต่ง จุ้ย ประเสริฐวณิช
ชื่อเรื่อง อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายจุ้ย ประเสริฐวณิช
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ ม.ป.พ.
ปีที่พิมพ์ ๒๕๓๑
จำนวนหน้า ๖๓ หน้า : ภาพประกอบ
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพนายจุ้ย ประเสริฐวณิช ณ เมรุวัดธาตุทอง
อ. พระโขนง กทม. วันเสาร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๑
เป็นหนังสือรวมเรื่องทั่วไปเช่น เรื่องถึงเพื่อนรัฐศาสตร์รุ่นแพแตก, รู้สักนิดเพื่อยืดชีวิตดวงตา, เกร็ดง่ายๆ ในการเลือกกินผลไม้ให้อร่อย และหลักการปฎิบัติตนที่จะให้บริสุทธิ์หลุดพ้น
ชื่อเรื่อง : ชื่อเสียงเกียรติคุณย่อมไม่ตาย ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2505 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์อำพลพิทยา จำนวนหน้า : 70 หน้า สาระสังเขป : หนังสือ ชื่อเสียงเกียรติคุณย่อมไม่ตาย เล่มนี้ เป็นชีวประวัติ พระโสภณสมาจาร (เหรียญ สุวรรณโชติ)
ชื่อผู้แต่ง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์.ชื่อเรื่อง วิศวกรรมสาร (ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๙)ครั้งที่พิมพ์ -สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๙จำนวนหน้า ๘๘ หน้ารายละเอียด
วิศวกรรมสาร เป็นวารสารส่งเสริมความรู้ทางวิชาการในด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์ อันจะนำไปสู่ความริเริ่มเพื่อขยายงานที่กระทำอยู่ให้กว้างขวาง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ฉบับที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๙ นี้ ให้ความรู้เกี่ยวกับท่อระบายน้ำที่ใช้ควบคุมอุทกภัยโดย วรุณ คุณวาสี Water Hammer in Piping โดย โกวิท ตั้งตระกุล เป็นต้น
‘เศร้า’ โดย ชำเรือง วิเชียรเขตต์
100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรีศิลปแห่งนวสมัย
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นครูผู้ให้โอกาสทางการศึกษาศิลปะแก่ลูกศิษย์อยู่เสมอ แม้ว่าคนๆ นั้นจะยังมิได้เป็นศิษย์ของท่านก็ตาม ชำเรือง วิเชียรเขตต์ (พ.ศ. 2474 – 2564) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี 2539 เป็นคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสนั้น เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรค์ ชำเรืองเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 ที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ และเข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง ตามลำดับ เมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 2 ของโรงเรียนเพาะช่าง ชำเรืองได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้พลาดการสอบเทียบวุฒิเพื่อเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทวี นันทขว้าง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2533 ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่างในขณะนั้น จึงได้พาชำเรืองไปพบกับศาสตราจารย์ศิลป์
“อาจารย์ บ้านเขาอยู่ไกล เขามาไม่ทัน เขามีนิสัย”
คือคำพูดสั้นๆ ที่ทวีแนะนำชำเรืองให้กับศาสตราจารย์ศิลป์ ท่านมองหน้าชำเรืองแล้วจึงเดินขึ้นไปพบ ศาสตราจารย์ พล.อ. หลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ) อธิบดีกรมศิลปากรและผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เพื่อขอให้เปิดสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรรอบสอง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชำเรืองได้เข้าเรียนศิลปะอย่างเป็นระบบภายใต้การอำนวยการของศาสตราจารย์ศิลป์ และกลายเป็นประติมากรอย่างเต็มตัว
ชำเรืองเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ศิลป์ที่มีความโดดเด่นในด้านการสร้างสรรค์งานประติมากรรม ผลงานของชำเรืองแตกต่างจากประติมากรส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่เน้นความเหมือนจริง งานประติมากรรมของชำเรืองได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของมนุษย์และสรรพสิ่งในธรรมชาติ ซึ่งถูกตัดทอนรายละเอียดต่างๆ ลง เหลือเพียงรูปทรงอันเรียบง่ายตามแนวทางของงานศิลปะแบบกึ่งนามธรรม (Semi Abstract) และนามธรรม (Abstract)
‘เศร้า’ ฝีมือชำเรือง เป็นประติมากรรมปลาสเตอร์รูปมนุษย์นั่งชันเข่า ค้อมศีรษะลงพื้น ซ่อนใบหน้าไว้ด้านในลำตัว คล้ายคนอยู่ในอาการเศร้าหรือกำลังร้องไห้ ร่างกายถูกออกแบบให้ยืดยาวกว่าปกติ ผิดหลักกายวิภาค ศีรษะและร่ายกายเรียบเกลี้ยง ปราศจากริ้วรอยของกล้ามเนื้อและกระดูก มวลของประติมากรรมมีความนุ่มนวล กลมกลึง และลื่นไหลด้วยเส้นโค้งเว้า ‘เศร้า’ ได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง ประเภทประติมากรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2499) เมื่อสิ้นสุดการแสดงผลงาน ศาสตราจารย์ศิลป์ได้ขอยืมไปจัดแสดงไว้ในห้องทำงานของท่าน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ปัจจุบันประติมากรรมชิ้นนี้ยังคงตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนั้น จนกระทั่งเคลื่อนย้ายมาเพื่อจัดแสดงชั่วคราวในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย”
‘เศร้า’ โดย ชำเรือง วิเชียรเขตต์ จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 9 เมษายน 2566 ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดให้เข้าชมวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
ที่มา
สูจิบัตรนิทรรศการผลงานประติมากรรม เชิดชูเกียรติปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาประติมากรรม อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ โดย ภาควิชาประติมากรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เลขทะเบียน : นพ.บ.396/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 3.5 x 51.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 145 (48-57) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สุนันทราช--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.531/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 26 หน้า ; 4.5 x 52 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 178 (281-290) ผูก 4 (2566)หัวเรื่อง : ธัมมสังคิณี--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา ทสพร-นครกัณฑ์)สพ.บ. 423/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 26 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา--กัณฑ์เทศ ชาดก บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม-ธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
องค์ความรู้เรื่อง เอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ ทูตจากสหรัฐอเมริกาคนแรก ที่เดินทางมาเยือนราชอาณาจักรสยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๓
นางสาวปภัชกร ศรีบุญเรือง
นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มแปลและเรียบเรียง
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
ค้นคว้าเรียบเรียง
เจ้าจำรัส มหาวงศนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน หรือ ส.ส. คนแรกของจังหวัดน่าน พ.ศ. ๒๔๗๖, พ.ศ. ๒๔๘๐ และ พ.ศ. ๒๔๘๑หลังจากที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น "การเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย" โดยจังหวัดน่านมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรก คือ เจ้าจำรัส มหาวงศนันท์โดยนามสกุล "มหาวงศนันท์" พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล "มหาวงศนันท์" (Mahavansanandana) แก่เจ้าวรญาติ (เทพรศ) นายงานคมนาคมเมืองน่าน สืบเชื้อสายจากเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๑ ครองเมืองระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๑ - ๒๓๙๔ในแถลงการณ์ เรื่อง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๔๗๖ กองโฆษณาการ ในตอนหนึ่งกล่าวว่า"...สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เป็นบุคคลที่สำคัญมาก ที่ว่าสำคัญมากก็เพราะเป็นผู้แทนของราษฎรทั้งจังหวัด หรือผู้แทนของราษฎรตั้งแต่สองแสนขึ้นไป ในนานาประเทศที่เจริญรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับความยกย่องนับถือเป็นอันมาก โดยที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยหนี่งในการปกครองประเทศ สยามจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปให้ทัดเทียมชาติและประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ก็เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเหตุนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึ่งเป็นสิทธิของราษฎรที่จะต้องใช้และต้องกระทำ ด้วยวิจารณญาณอันดีที่สุดเพื่อให้ได้ผู้แทนของตนให้ดีจริงๆ สำหรับควบคุมราชการแผ่นดินให้ดำเนินไปในลู่ทางที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป..."เอกสารอ้างอิงกองโฆษณาการ. แถลงการณ์ เรื่อง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๔๗๖. ๒๔๗๖.ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๑๔. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๑ หน้า ๑๒ วันที่ ๕ เมษายน ๒๔๕๗
วัดห้วยเสือ ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยเสือ หมู่ที่ 5 ตำบลสมอพรือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจากการเข้าไปสำรวจพบว่าวัดแห่งนี้มีการรวบรวมภาพจิตรกรรม โดยเป็นเรื่องราวของ “พระเวสสันดรชาดก” ชาติที่ 10 ของเรื่องราว “ทศชาติชาดก” หรือก็คือ 10 ชาติ ของการเล่าเรื่องราวการที่พระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด จนเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ซึ่งในปัจจุบันภาพดังกล่าวได้ถูกจัดเก็บไว้เป็นอย่างดี ณ วัดห้วยเสือ เพื่อเป็นการดำรงและรักษาภาพจิตรกรรมการแสดงคำสอนอันดีงามและเรื่องราวความเป็นมาทางพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป
สำหรับ ทศชาติ เรื่อง “พระเวสสันดรชาดก” ว่าด้วยเรื่อง 13 กัณฑ์ ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวที่รู้จักมากที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดในบรรดาทศชาติชาดกทั้ง 10 ตอน และเป็นสาเหตุที่เวสสันดรชาดกถูกยกให้เป็นมหาชาตินั้น ก็เนื่องจากชาดกเรื่องนี้ถือเป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นพระชาติที่ทรงบำเพ็ญบารมีครบทั้ง 10 ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทานบารมี” ที่ทรงบริจาคทุกสิ่งทุกอย่างทุกอย่าง แม้แต่ภรรยาและบุตรของตนเองก็บริจาค ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
นอกจากนั้น สาเหตุที่ “พระเวสสันดรชาดก” นั้นเป็นที่ยกย่องและน่าเลื่อมใส เพราะเรื่องเวสสันดรชาดกนั้นมีคุณค่าที่สามารถนำไปประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ทุกระดับ โดย 13 กัณฑ์ ของเรื่องราว “พระเวสสันดรชาดก” สามารถศึกษาเเละทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ ดังนี้
เอกสารเเละหลักฐานสำหรับการสืบค้น
1. วัดห้วยเสือ, ภาพจิตรกรรม ทศชาติ เรื่อง “พระเวสสันดรชาดก” ว่าด้วยเรื่อง 13 กัณฑ์.
2. เจริญ ไชยชนะ. (2502), มหาเวสสันดรชาดก ฉบับ 5 กัณฑ์. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ ไชยวัฒน์.
3. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2561), เทศน์มหาชาติมหากุศล. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
4. ทิวาวรรณ อายุวัฒน์. (2561). ““ทศชาติชาดก 101”, ใน สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยี (ผู้รวบรวม), บทความทางวิชาการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยี. (หน้า 1). นครปฐม :มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
จันทบุรีมีชื่อเสียงเกี่ยวกับธุรกิจการค้าอัญมณีเลื่องลือไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นถิ่นกำเนิดของพลอยหลากสีที่มีคุณภาพ ยังเป็นศูนย์รวมของช่างพลอยมากฝีมือและประสบการณ์ ด้วยภูมิปัญญาด้านงานช่างอัญมณีที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่น ทั้งกรรมวิธีการปรับปรุงคุณภาพสีสันของพลอย การเจียระไนด้วยทักษะฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงการประกอบตัวเรือนอย่างวิจิตรบรรจง ทำให้พลอยเมืองจันท์เป็นที่ชื่นชอบและได้รับการยอมรับในตลาดค้าพลอยทั่วโลกว่าเป็นพลอยที่มีความสวยงามและมีคุณภาพ อย่างไรก็ตามพลอยที่มีสีสันสวยงามนี้ เกิดจากภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่พัฒนา
ต่อยอดมาจากวิธีการเผาพลอยที่มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากความช่างสังเกตของคุณสามเมือง แก้วแหวน ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นนวัตกรรมเตาเผาที่เหมาะสมกับพลอยหลากหลายชนิด และส่งผลให้ชื่อเสียงของคุณสามเมืองและพลอยเมืองจันท์เป็นที่รู้จักในระดับสากล จากหนังสือเรื่อง “ไม้ขีดไฟก้านแรก” ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคุณสามเมือง แก้วแหวน ปูชนียบุคคลแห่งวงการพลอยของจันทบุรีว่า คุณสามเมืองเริ่มทำอาชีพค้าขายพลอยหลังลาออกจากการรับราชการตำรวจเมื่ออายุ 30 ปี ด้วยการลองผิดลองถูกทั้งการซื้อขายและการปะพลอย ต่อมาวันหนึ่งได้โกลนพลอยสตาร์เม็ดหนึ่งแตก แต่ถูกคิดค่าจ้างปะติดแพง จึงเกิดความคิดในการปะพลอยเอง โดยใช้ความร้อนและน้ำประสานทองเป็นตัวเชื่อม จากการปะพลอยนี้เองคุณสามเมืองได้สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสีพลอย โดยเนื้อพลอยจะใสขึ้นกว่าเดิม และมีสีจางลงเล็กน้อยเมื่อถูกความร้อนมาก ๆ ความสงสัยจุดประกายเล็ก ๆ ขึ้นในใจเป็นครั้งแรกว่าความร้อนต้องเป็นสาเหตุหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของสีพลอยเป็นแน่ จากความช่างสังเกตมาประจวบกับเหตุเพลิงไหม้ตลาดเมืองจันทบุรีครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2511 สร้างความเสียหายให้ร้านค้าพลอยเป็นจำนวนมาก พลอยก้อนในร้านถูกเผาไหม้จมดิน และมีผู้นำมาขายให้ คุณสามเมืองสังเกตเห็นชัดว่าพลอยทุกเม็ดมีเนื้อใสหมด ทำให้เชื่อมั่นว่าความร้อนสามารถทำให้พลอยเปลี่ยนสีได้ จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าการเผาพลอยอย่างจริงจัง ผ่านการลองผิดลองถูก และได้รับความร่วมมือในการผลิตเตาเผาด้วยถ่านหินซึ่งทนความร้อนสูงของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ทำให้สามารถเผาพลอยจนกระทั่งทำให้หม่าหรือความขุ่นในเนื้อพลอยหายไปกลายเป็นพลอยที่มีสีสันสวยงาม โดยพลอยเม็ดแรกที่เผาสำเร็จเป็นพลอยแซปไฟร์สีน้ำเงิน จึงกล่าวได้ว่าผู้คิดค้นวิธีการเผาพลอยขึ้นคนแรกในวงการพลอยเมืองไทย คือ “คุณสามเมือง แก้วแหวน” นั่นเอง คุณสามเมืองได้พัฒนาการเผาพลอยด้วยเตาเผาแบบต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับพลอยแต่ละชนิด โดยพบว่าเตาน้ำมันเหมาะกับการเผาพลอยสีน้ำเงิน เนื่องจากมีคาร์บอนมาก เตาไฟฟ้าเหมาะสำหรับเผาพลอยแดง เพราะไม่มีคาร์บอนมาสันดาปให้เกิดสีม่วง และเตาแก๊สเป็นเตาสารพัดประโยชน์ที่ปรับให้ใช้ได้กับพลอยทุกสี เพราะสามารถปรับระดับความร้อนได้หลากหลาย โดยมีเพื่อนในวงการพลอยร่วมกันค้นคว้าและสนับสนุน ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ปี จนเป็นผลสำเร็จในช่วง พ.ศ. 2523 - 2524 จากการพัฒนาเตาแก๊สที่ได้นั้น ทำให้สามารถเผาบุษราคัมได้สีดีที่สุด หลังจากนั้นมีการนำบุษราคัม
ที่ผ่านการเผานี้ไปจัดแสดงที่สหรัฐอเมริกา สร้างความสนใจแก่นักอัญมณีศาสตร์ในกรรมวิธีการผลิตเป็นอย่างมาก มีการนำตัวอย่างกลับไปทดลองในห้องปฏิบัติการ รวมทั้งผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติได้ให้
ความสนใจและเดินทางมาทำข่าวถึงจันทบุรี ต่อมาได้มีการรับรองคุณภาพพลอยที่เผาด้วยความร้อน (Heat Treatment) และมีการตีพิมพ์เนื้อหาการปรับปรุงคุณภาพพลอยจากการเผาของจันทบุรี
ลงในวารสาร Gems & Gemology Volume XVIII, Winter 1982 คุณสามเมืองจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “King of Orange Sapphires” และเป็นที่รู้จักในระดับสากลตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันพลอยสีที่ขายกันทั่วโลกราวร้อยละ 80 ล้วนผ่านการปรับปรุงคุณภาพจากจันทบุรี ทำให้จันทบุรีได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าพลอยสีแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
หากปราศจากภูมิปัญญาในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่พลอยสีที่คุณสามเมืองได้สร้างไว้เป็นคุณูปการ และถ่ายทอดส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดมาเพื่อเป็นสมบัติของชาติ เป็นความภาคภูมิใจของชาวจันทบุรี
และชาวไทย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
เมธี จึงสงวนสิทธิ์. จันทบูร = Chining Moon. จันทบุรี: ไชน์นิ่งมูน, 2560.
สามเมือง แก้วแหวน. ไม้ขีดไฟก้านแรก. กรุงเทพฯ: บีสแควร์ พริ้นท์ แอนด์ดีไซน์, 2564.
Keller, Peter C. “The Chanthaburi - Trat Gem Field, Thailand.” Gems & Gemology. (Winter 1982): pp. 186 - 196. [Online]. Retrieved 26 September 2023, from: https:// www.gia.edu/doc/WN82.pdf
ผู้เรียบเรียง: นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี