ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,612 รายการ
พระเปิม พระเปิม เป็นหนึ่งในพระพิมพ์ดินเผาที่มีชื่อเสียงของเมืองลำพูน คำว่าเปิม ในภาษาท้องถิ่นภาคเหนือแปลว่า แบน พระเปิม ส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างราว ๒.๕- ๓ เซนติเมตร สูง ๔ เซนติเมตร คล้ายกับพระคงซึ่งเป็นพระพิมพ์แสดงปางมารวิชัย พระเศียรโล้น ไม่มีพระเกตุมาลา ครองจีวรห่มคลุมเรียบบางแนบพระวรกาย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานมีกลีบบัว รองรับด้วยแนวเส้นตรง ๒ - ๓ เส้น เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มปรกโพธิ์ ลักษณะรูปแบบของพระเปิม จะแตกต่างไปจากพระคงคือ พระพักตร์จะชัดเจนกว่า และไม่มีเส้นประภาวลี หรือรัศมีรอบพระวรกาย มีชายสบงแผ่ออกมาเป็นรูปครึ่งวงกลมออกมาระหว่างพระเพลา ลักษณะการประทับนั่งแบบขัดสมาธิเพชรที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปในศิลปะพุกามที่มีรูปแบบจากพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในศิลปะอินเดียแบบปาละและคุปตะที่ปรากฏในพระพุทธรูป และพระพิมพ์ชนิดอื่นๆในวัฒนธรรมหริภุญไชย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ พระเปิม ข้อมูลส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่าพบที่กรุวัดดอนแก้ว ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่บริเวณทิศตะวันออกของวัดต้นแก้ว ตรงข้ามแม่น้ำกวง หน้าวัดพระธาตุหริภุญไชย ปรากฏในตำนานว่าเป็นที่พระนางจามเทวีให้สร้างขึ้น เรียกว่า วัดอรัญญิกรัมการาม ซึ่งพบโบราณวัตถุประเภทอื่นๆ เช่น ศิลาจารึก อักษรมอญโบราณ และพระพุทธรูปหินทรายศิลปะหริภุญไชย อ้างอิง บัณฑิต เนียมทรัพย์. “พระพิมพ์ที่พบในจังหวัดลำพูน” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๗ อัศวี ศรจิตติ. “พระพิมพ์สกุลลำพูน”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑.
ชุดองค์ความรู้ "นานาสาระ...คาม" ตอนที่ 3 เรื่อง "โบราณสถานวัดสุวรรณาวาส : 3 มรดกวัฒนธรรมล้ำค่า คู่หล้ากันทรวิชัย"
โบราณสถานวัดสุวรรณาวาส ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งภายในวัดมีมรดกวัฒนธรรมของชาติที่สำคัญ ถึง 3 รายการ ได้แก่ 1) สิมหลังเก่า 2) พระพุทธรูปมิ่งเมือง ที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดี สลักจากหินทรายก้อนเดียว เเละเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง 1 ใน 2 องค์ ของชาวกันทรวิชัย3) จารึกหินทรายสีแดง จารอักษรไทยน้อย ภาษาไทย-ภาษาบาลี ซึ่งปัจจุบันเลือนรางลงมากแล้ว โดยโบราณสถานแห่งนี้จะมีข้อมูลทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์อย่างไรบ้างนั้น โปรดติดตามได้เลยครับ ...
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
เสนีย์ ปราโมช. ชุมนุมวรรณคดีทางการเมือง. พระนคร: ไทยวัฒนาพานิช , 2511.
คณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายในการจัดทำเพื่อหาทุนช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวบทบาทของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ที่ทำหน้าที่ในบทบาทต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย 8 เรื่อง ด้วยกัน
เรื่องที่ 1 การเจรจาระงับสถานะสงครามกับบริเตนใหญ่ ที่จะต้องเดินทางไปทำความเข้าใจและลงนามในสันติภาพกับอเมริกา ขากลับเดินทางเดินทางผ่านอังกฤษเพื่อคงความเป็นมิตรทางการทูตเอาไว้ และการเจรที่แคนดีเพื่อลงนามในสัญญา ๒๑ ข้อ ซึ่งไม่สามารถลงนามได้เห็นว่าเป็นการลดเกียรติของไทย ฝรั่งเศสขอดินแดนคืนและให้ส่งพระแก้วมรกตไปกำนัลด้วย
เรื่องที่ 2 เบื้องหลังประวัติศาสตร์ ว่าด้วยการปฏิวัติแบบปาฎิหาริย์ ที่เกิดจากการอ่านคำว่าปฎิวัติ เป็นปาฎิหาริย์ ของนายควง อภัยวงศ์ ว่าด้วยรัฐบาลอุบัติเหตุ ที่นายควง อภัยวงศ์และคณะได้เข้านั่งบริหารประเทศแทนรัฐบาลชุดเก่าหลังจากที่เกิดปฏิวัติในวันที่ 8 กันยายน 2490 ซึ่งมีคำเปรียบเปรยเกิดขึ้นว่า นักการเมืองคนใดตายเพื่ออุดมคติ นักการเมืองคนนั้นไม่มีวันตาย” การรับรอง “วิทยะฐานะ”รัฐบาลไทย ที่เป็นช่วงการส่งข้าวออกมากที่สุด การลี้ภัยของนายปรีดี พนมยงค์ เรื่องว่าด้วยสภาประวัติศาสตร์ของนักแก่เมือง กล่าวถึงการออกกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในสมัย 90 วัน ซึ่งมีวุฒิสภา ที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลือกตั้ง เรื่องว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้กล่าวว่าคนไทยมีหัวเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีหัวใจนิยมพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงสืบสายประวัติศาสตร์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งยอมแพ้ยอมเสียเสียสละทุกอย่างเพื่ชาติไทยจะได้อยู่ต่อไป ซึ่งต่างชาติได้ยอมรับในพระปรีชาสามารถในพระปิยมหาราชที่สร้างประเทศให้ก้าวไปไกลและรวดเร็วยิ่งกว่าประเทศใด ๆ ในเอเชียตะวันออก เรื่อง ว่าด้วยอำนาจตุลาการ ที่ใช้ดูแลบ้านเมืองเพื่อปราบอธรรม ซึ่งรัฐสภาพิจารณาการออกกฎหมายและศาลเป็นผู้ใช้อำนาจให้เกิดความยุติธรรมประชาชนทุกหมู่เหล่า
เรื่องที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นปาฐกถาในระหว่างที่เป็นทูตอยู่ที กรุงวอชิงตัน ซึ่งกำหนดให้คนไทยทุกคนต่อต้านผู้รุกรานบ้านเมืองไทย และให้มีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีงบประมาณที่จะนำมาช่วยเหลือในการสงคราม และมีแถลงการณ์ว่าการณ์ที่ไทยประกาศสงครามกับอเมริกานั้นเป็นโมฆะเสียแล้ว
เรื่องที่ 4 ปราศรัยกับประชาธิปัตย์ ที่เกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบที่มีพระเจ้าแผ่นดินใช้อำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิราช
เรื่องที่ 5 หัวข้อสัมมนาทางการเมือง ที่สรุปได้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นเผด็จการไปก็มี เพราะเสียงของคนข้างมากนั่นเอง ผลของการการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเหตุการณ์ของโลก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้สั่งให้ร่างรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินขึ้น
เรื่องที่ 6 รัฐธรรมนูญปี 2511 ซึ่งการร่าง 2511 ใช้เวลาร่างรวม 10 ปี และได้เรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญฟันปลอม
เรื่องที่ 7 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับเสถียรภาพทางการเมือง เป็นการสัมมนาเรื่องการเมืองอีกครั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นความสำคัญเกี่ยวกับอนาคตและความเจริญของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ที่สร้างความมั่งคงแข็งแรงให้กับบ้านเมือง
เรื่องที่ 8 การเมืองที่ต้องฝากไว้ให้กับคนไทยรุ่นใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ที่เป็นหน้าที่ของทุกคนในการช่วยกันปลูกดูแล เพื่อความเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ชุดองค์ความรู้ "นานาสาระ...คาม" ตอนที่ 3 เรื่อง "โบราณสถานวัดสุวรรณาวาส : 3 มรดกวัฒนธรรมล้ำค่า คู่หล้ากันทรวิชัย"
โบราณสถานวัดสุวรรณาวาส ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งภายในวัดมีมรดกวัฒนธรรมของชาติที่สำคัญ ถึง 3 รายการ ได้แก่ 1) สิมหลังเก่า 2) พระพุทธรูปมิ่งเมือง ที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดี สลักจากหินทรายก้อนเดียว เเละเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง 1 ใน 2 องค์ ของชาวกันทรวิชัย3) จารึกหินทรายสีแดง จารอักษรไทยน้อย ภาษาไทย-ภาษาบาลี ซึ่งปัจจุบันเลือนรางลงมากแล้ว โดยโบราณสถานแห่งนี้จะมีข้อมูลทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์อย่างไรบ้างนั้น โปรดติดตามได้เลยครับ ...
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
การไถนาเป็นการเตรียมที่นาให้พร้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกสุดของการปลูกข้าว ก่อนที่ชาวนาจะลงมือทำนาด้วยวิธีการปักดำต้นกล้าหรือหว่านเมล็ดข้าวลงในที่นา การไถนาเป็นการพรวนดิน ทำให้ดินร่วนซุยขึ้น ช่วยกำจัดวัชพืช เช่น ต้นหญ้าต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการให้ออกไปจากที่นา และปรับพื้นดินให้ราบเรียบเสมอกัน ชาวนาเริ่มลงมือไถนาประมาณปลายเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน
ก่อนลงมือหว่านเมล็ดข้าวหรือปักดำต้นกล้า ชาวนาจะไถนาอย่างน้อย 2 ครั้ง ไถครั้งแรก เรียกว่า “ไถดะ” ไถครั้งที่สอง เรียกว่า “ไถแปร”
เครื่องมือที่ใช้ในการไถนาหรือพรวนดินในที่นา เรียกกันว่า “คันไถ” ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ตัวคันไถ หางยาม (หางไถ) และหัวหมู ทำด้วยไม้เนื้อแข็งและประกอบเข้าด้วยกันโดยการต่อเข้าลิ่ม
ส่วนประกอบสำคัญของคันไถ มีดังนี้
- คันไถ คือส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้า เพื่อเชื่อมต่อกับส่วนที่ผูกควาย เป็นไม้อีกท่อนหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของตัวไถ ส่วนที่ต่อเข้ากับหางไถจะทำเป็นเดือยตัวผู้เพื่อใช้ต่อเข้ากับรูเดือยตัวเมียที่ส่วนหางไถ ทำให้แน่นโดยใช้ลิ่มตอกยึด ส่วนปลายคันไถยื่นออกไปข้างหน้า โค้งทำมุมต่ำลง มีปลายจะงอยขึ้นมา
- หางยาม หรือหางไถ คือ ส่วนที่ชาวนาใช้จับขณะไถนา เป็นไม้ชิ้นเดียวที่มีลักษณะเอียงจากหัวหมูประมาณ ๑๕ องศา ยาวมาจนถึงส่วนที่ต่อเข้ากับคันไถ และเจาะรูสี่เหลี่ยมผืนผ้าทะลุชิ้นไม้เพื่อใส่ลิ่มต่อเข้ากับคันไถ เหนือส่วนนี้ขึ้นไปทำเป็นรูปโค้งเพื่อสะดวกต่อการจับ เวลาประกอบเข้าเป็นตัวไถแล้ว ส่วนนี้จะตั้งขึ้นและส่วนโค้งก็จะยื่นไปด้านหลังตั้งอยู่ระดับสะเอว
- หัวหมู คือ ส่วนที่ใช้ไถดิน ประกอบด้วยไม้หนึ่งชิ้นบากปลายให้แหลมและมีลักษณะบาน เจาะรูเดือยตัวเมียสี่เหลี่ยมสำหรับต่อเข้ากับหางไถ ส่วนท้ายจะทำเป็นรูปท่อนกลมยาว
- ผาล ทำด้วยเหล็ก ใช้สำหรับพลิกหรือไถพรวนดิน สวมต่ออยู่กับส่วนหัวหมูและหางไถโดยการตอกเข้าลิ่ม
ในสมัยโบราณชาวนาใช้แรงงานวัวควายในการลากไถนา แต่ปัจจุบันนิยมใช้รถแทรกเตอร์หรือที่เรียกกันว่าควายเหล็กไถนาแทนวัวควาย เพราะสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลา และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องจักรกลเข้ามาแทนแรงงานวัวควายในการไถนา ทำให้ชาวนาปัจจุบันประสบปัญหาต้นทุนจากค่าใช้จ่ายเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น
ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ ผลิตจากแหล่งเตาบ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนบนตกแต่งลายกดประทับในกรอบสามเหลี่ยม คล้ายลายเฟื่องอุบะและกรวยเชิงที่ประดับบนศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมร ส่วนล่างตกแต่งลายกดประทับรูปบุคคล คันไถและวัวคู่ อาจหมายถึงพิธีแรกนาขวัญ แสดงถึงการให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกข้าวหรือเกษตรกรรมของผู้ปกครองรัฐสุพรรณภูมิ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19-20 หรือประมาณ 600-700 ปีมาแล้ว
ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี
ภาพลายเส้นบนภาชนะดินเผา พบที่บ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ตกแต่งลายกดประทับรูปบุคคล คันไถและวัวคู่ อาจหมายถึงพิธีแรกนาขวัญ แสดงถึงการให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกข้าวหรือเกษตรกรรมของผู้ปกครองรัฐสุพรรณภูมิ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19-20 หรือประมาณ 600-700 ปีมาแล้ว
-------------------------------------------------------------
อ้างอิง
- จารึก วิไลแก้ว. แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2531.
- คันไถโบราณ ตำนานและความเชื่อของชาวนา. เข้าถึงได้จาก https://e-shann.com/คันไถโบราณตํานานและคว/ สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2565.
- สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ. ข้าวไทย. กรุงเทพฯ : ปลาตะเพียน, 2555.
-------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทยwww.facebook.com
บทความจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านจากจุลสารแป้นเกล็ดจุลสารเรื่องราวอาคาร สาระความรู้ ศิลปกรรม สถาปัตยกรรมคณะกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์อาคารเก่าเมืองน่านฉบับที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ - พฤษภาคม ๒๕๖๕สามารถอ่านบทความเพิ่มเติม จุลสารฉบับต่างๆ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑ และเอกสารดาวน์โหลด ฟรี ได้ที่ https://www.nancreativecity.org/เอกสารดาวน์โหลด?fbclid=IwAR0a00Hv-HnzOsG38KckG6nxZXj0QNEbJVkqBdmWEhiEA7-Jb6P8jDpHN2o
แนะนำหนังสือให้อ่าน
ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. พระราชนิพนธ์บทเจรจาละครเรื่องอิเหนา : พระอัจฉริยภาพด้านวรรณคดีการแสดงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: ธนาเพรส, 2562. 343 หน้า. ภาพประกอบ. 220 บาท.
ให้ความรู้ในเรื่องของวรรณคดีไทย และวรรณคดีการแสดงเรื่องอิเหนา ความรู้เรื่องบทเจรจาละครอิเหนา พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้ใช้เป็นบทแสดงละครในร่วมกับบทละครในเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทำให้การแสดงละครอิเหนามีลักษณะผสมผสานของละครใน ละครพูดและละครนอก
895.9112
ช221พ ( ห้องหนังสือทั่วไป 2 )
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 149/3เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 178/6งเอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ร.ศ. ๒๔๒ ชมตู้ลายทอง สืบสานงานศิลป์” วิทยากรโดย นางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ และนางสาวยุวเรศ วุทธีรพล นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ดำเนินรายการโดย นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ วันพฤหัสบดีที่ ๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.
ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร