ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,681 รายการ
1. ว่าด้วยยันต์และเวทย์มนต์คาถาในสูตรพระปัฏมัง อักษรขอม ภาษาบาลี เช่น เสกให้แคล้วคลาด, ล่องหน, คงทนอาวุธ, สารพัดสเดาะห์, เรียกยุงถอดประแจออก, ยันต์ลงสีผึ้ง, เสกน้ำล้างหน้า, ลงแหวน, ลงสาลิกาลิ้นทอง ฯลฯ 2. ตำนานตำบลเมืองเพชรบุรี กล่าวถึง ตำรายาที่นำมาทาริมตาแล้วจะเห็นทรัพย์เงินทอง 3. ตำนานลูกประคำ 4. บทไหว้ครู อักษรขอม ภาษาบาลี 5. ว่าด้วยส่วนผสมของพลุชนิดต่างๆ 6. ตำรายาเกร็ด อักษรขอม ภาษาบาลี ของยาเฉลิมพระภัก
พุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระ. บทละครนอก เรื่องสังข์ทอง. พระนคร : กรมศิลปากร, 2497. บทละครนอก เรื่องสังข์ทองนี้ มีเนื้อหากล่าวถึงเรื่องสังข์ทองในปัญญาสชาดก บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง มีเนื้อหาทั้งสิ้น 9 ตอน โดยเริ่มตั้งแต่กำเนิดพระสังข์ ถ่วงพระสังข์ นางพันธุรัตเลี้ยงพระสังข์ พระสังข์หนีนางพันธุรัต ท้าวสามนต์ให้นางทั้งเจ็ดเลือกคู่ พระสังข์ได้รจนา ท้าวสามนต์ให้ลูกเขยหาเนื้อหาปลา พระสังข์ตีคลี และท้าวยศวิมลตามหาพระสังข์
ชื่อเรื่อง : ประชุมเพลงยาว ภาคที่ 5 เพลงยาวความเก่า
หัวเรื่อง : กวีนิพนธ์ไทย
คำค้น : เพลงยาว
รายละเอียด : แจกในการกฐินพระราชทาน มหาเสวกตรี พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ สมุหพระนิติศาสตร์ ณ วัดปากน้ำ พระพุทธศักราช 2467
ผู้แต่ง : -
แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ โรงพิมพ์/ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
ปีที่พิมพ์ : 2467
วันที่เผยแพร่ :
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : -
ลิขสิทธิ์ : -
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสือหายาก
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : ประชุมเพลงยาว ภาคที่ 5 เป็นการรวบรวมบทกลอนประเภท เพลงยาว ซึ่งถือเป็นวรรณกรรมชั้นเอกของไทย โดยในภาคนี้ได้คัดเลือกเฉพาะเพลงยาวที่เป็นสำนวนเจ้านายทรงพระนิพนธ์ ตีพิมพ์สืบเนื่องจากโครงการเผยแพร่เพลงยาวเป็นตอนๆ โดยพระโสภณอักษรกิจ ซึ่งเริ่มต้นใน พ.ศ. 2463 ตามการคัดเลือกของกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ
เลขทะเบียน : น.34บ. 6382 จบ (ร), น.34บ. 6384 จบ(ร)
เลขหมู่ : ห
895.9112
ป247
ฉ.1-ฉ.2
ชื่อเรื่อง : ประชุมเพลงยาว ภาคที่ 5 เพลงยาวความเก่า
หัวเรื่อง : กวีนิพนธ์ไทย
คำค้น : เพลงยาว
รายละเอียด : แจกในการกฐินพระราชทาน มหาเสวกตรี พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ สมุหพระนิติศาสตร์ ณ วัดปากน้ำ พระพุทธศักราช 2467
ผู้แต่ง : -
แหล่งที่มา : -
หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ โรงพิมพ์/ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
ปีที่พิมพ์ : 2467
วันที่เผยแพร่ : 19 สิงหาคม 2568
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : -
ลิขสิทธิ์ : -
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสือหายาก
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : ประชุมเพลงยาว ภาคที่ 5 เป็นการรวบรวมบทกลอนประเภท เพลงยาว ซึ่งถือเป็นวรรณกรรมชั้นเอกของไทย โดยในภาคนี้ได้คัดเลือกเฉพาะเพลงยาวที่เป็นสำนวนเจ้านายทรงพระนิพนธ์ ตีพิมพ์สืบเนื่องจากโครงการเผยแพร่เพลงยาวเป็นตอนๆ โดยพระโสภณอักษรกิจ ซึ่งเริ่มต้นใน พ.ศ. 2463 ตามการคัดเลือกของกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ
เลขทะเบียน : น. 34 บ. 6382 จบ (ร)
เลขหมู่ : ห
895.9112
ป247
ล.1
ชื่อเรื่อง : เวียงท่ากาน 2
ผู้แต่ง : กองโบราณคดี กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2534
สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ : สมาพันธ์
รายงานบัญชีงบทดลองและเอกสารประกอบงบทดลอง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓)
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 6
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2512
หมายเหตุ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางสนิทนรนารถ (ตลับ บุณยรัตนพันธ์) วันที่ 16 มกราคม พุทธศักราช 2512.
ตำราพิไชยสงคราม เป็นตำราว่าด้วยยุทธวิธีการรบต่าง ๆ มีตอนที่ว่าด้วยกลศึก 21 กลศึก และว่าด้วยแผนที่ตั้งทัพ
ชื่อเรื่อง : พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
ชื่อผู้แต่ง : -
ปีที่พิมพ์ : 2511
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : ศิวพร
จำนวนหน้า : 952 หน้า
สาระสังเขป : หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เป็นบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทย กล่าวถึงเรื่องการสร้างกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วยเหตุการณ์เมื่อก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ประวัติไทย ประวัติขอม ประวัติพม่า พงศาวดารของพระเจ้าอู่ทอง ประวัติของราชอาณาจักรสุโขทัย และประวัติอาณาจักรล้านนาไทย และอธิบายเรื่องราวในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเทือกเขาในบริเวณชายฝั่งทะเลและตอนกลางจังหวัด มีเทือกเขาสำคัญคือเทือกเขาสามร้อยยอดซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสัตว์และมนุษย์ จึงพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ภายในเทือกเขาสามร้อยยอดหลายแห่ง โดยพบทั้งแหล่งพักพิงชั่วคราว ที่อยู่อาศัยถาวร แหล่งฝังศพ และแหล่งภาพเขียนสี เช่น ถ้ำเขาแมว ถ้ำภาพเขียน และถ้ำโหว่ แหล่งโบราณคดีถ้ำโหว่ หุบตาโคตร ตั้งอยู่ที่ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตัวแหล่งตั้งอยู่บนไหล่เขาเยื้องกับหลังวัดหุบตาโคตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสามร้อยยอด แหล่งโบราณคดีแห่งนี้พบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๙ นายอภิชาติ หงษ์สกุล นักข่าวและสื่อมวลชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงแจ้งมายังสำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กลุ่มโบราณคดีได้เข้าตรวจสอบร่วมกับนายขจร ยอดยิ่ง เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดภายในปีเดียวกัน และลงสำรวจอีกครั้งในปีพ.ศ. ๒๕๖๓ โดยแหล่งโบราณคดีถ้ำโหว่อยู่คนละฟากเขากับแหล่งภาพเขียนสีถ้ำภาพเขียน ห่างกันประมาณ ๖ กิโลเมตร ตัวแหล่งหันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีระยะทางเดินเท้าจากพื้นดินถึงแหล่งภาพเขียนสีประมาณ ๑๔๐ เมตร ตัวถ้ำมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ เพดานถ้ำเป็นช่องขนาดใหญ่แสงสว่างส่องลอดเข้ามาได้ ตำแหน่งที่พบภาพเขียนสีอยู่บริเวณผนังด้านข้างทางด้านขวาของปากถ้ำ ภาพเขียนสีที่พบมีทั้งภาพบุคคล และภาพสัญลักษณ์ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพชำรุดจากคราบหินปูนที่ไหลมาปิดทับภาพ เบื้องต้นพบประมาณ ๕ ภาพ ประกอบไปด้วยภาพบุคคล จำนวน ๒ ภาพ และจำแนกไม่ได้จำนวน ๓ ภาพ ใช้สีแดงในการเขียนภาพ ตำแหน่งภาพสูงจากระดับพื้นเพิงผาประมาณ ๑๖๐ – ๒๕๐ เซนติเมตร ซึ่งความสูงในระดับดังกล่าวมีทั้งสามารถยืนเขียนได้และใช้อุปกรณ์เพื่อปีนขึ้นไปเขียนภาพ ภาพที่สามารถเห็นเป็นรูปร่างและวิเคราะห์ได้ชัดเจนคือภาพบุคคลสวมหมวกคล้ายปะการังหรือขนนกไว้ที่ศีรษะ ท่อนล่างคล้ายสวมกระโปรงทรงสุ่ม ลักษณะการแต่งกายดังกล่าวคล้ายกับภาพบุคคลประกอบพิธีกรรมในแหล่งศิลปะถ้ำแห่งอื่น ๆ เช่น ภาพเขียนสีที่เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี ภาพที่ ๑ สภาพแหล่งโบราณคดีถ้ำโหว่ ถ่ายจากบ้านนายวิเชียร เลือดแดง ภาพที่ ๒ ตำแหน่งภาพเขียนสีของถ้ำโหว่ ภาพที่ ๓ สภาพเส้นทางการเดินทางเข้าสู่แหล่งโบราณคดี ภาพที่ ๔ ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ภาพที่ ๕ ภาพเขียนสีรูปบุคคล และภาพเชิงสัญลักษณ์ วาดด้วยเทคนิคลายเส้น (Line) ภาพที่ ๖ ภาพเขียนสีรูปบุคคล และภาพเชิงสัญลักษณ์ วาดด้วยเทคนิคลายเส้น (Line) (แปลงภาพโดยโปรแกรม DStretch) ภาพที่ ๗ ภาพบุคคล ๒ บุคคล แต่งกายอยู่ในชุดพิธีกรรม ตกแต่งศีรษะด้วยขนนกหรือปะการัง มีคราบหินปูนมาปิดทับ ใช้เทคนิคการวาดภาพแบบเงาทึบ (Silhouette) ภาพที่ ๘ ภาพบุคคล แต่งกายอยู่ในชุดพิธีกรรม ตกแต่งศีรษะด้วยขนนกหรือปะการัง ใช้เทคนิคการวาดภาพแบบเงาทึบ (Silhouette) (แปลงภาพโดยโปรแกรม DStretch) ภาพที่ ๙ ภาพบุคคลเต้นประกอบพิธีกรรมสวมเครื่องประดับศีรษะ พบที่เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี (ที่มา: กรมศิลปากร. ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อุทัยธานี. (กรุงเทพ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๓), ๖๖.) -------------------------------------ผู้เขียน: นางสาวกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ และนางสาวฐิติกานต์ ธรรมกรสุขศิริ นักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี -------------------------------------แหล่งข้อมูล: -กรมศิลปากร, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๔. -กรมศิลปากร. ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อุทัยธานี. กรุงเทพ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๓. -กรมศิลปากร. ศิลปะถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. กรุงเทพ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๙.
...วันนั้น (๒๒ ตุลาคม ๒๔๕๓) บรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด โดยปกติเวลาใกล้เที่ยงจะมีผู้คนเดินขวักไขว่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นแล้ว และจะเสวยพระกระยาหารกลางวัน.....แต่วันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงพูดกัน ผู้เขียนได้แต่สันนิษฐานว่าคงทรงประชวรหนัก... ...ขอทวนกล่าวถึงฝ่ายผู้เขียนว่า ในระยะนั้นต้องนอนพักในเวลากลางวันเพื่อรับเวรในเวลากลางคืน เฉพาะในวันนี้หลับไม่ลงเพราะใจเป็นห่วงและทุกคนก็นั่งจับเจ่าเหงาหงอยตาจ้องไปทางชั้น ๓ ของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามตำหนักสมเด็จซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “สวนสี่ฤดู” ... ...ระหว่างเวลาพักกลางวันในวันนั้นผู้เขียนไม่ได้พักผ่อนหรือนอนหลับเลย ได้แต่เดินใจลอยและมิได้พูดคุยจอแจกับเพื่อนๆ เช่นเคย จนพลบค่ำจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเองให้นอน เพราะอีกไม่ช้าก็ต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป มาตกใจตื่นเพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้าจนเลือดไหล พร้อมกันก็ได้ยินเสียงหนูประมาณว่าหลายสิบตัวยกขบวนกันวิ่งไปวิ่งมาเหนือฝ้าเพดานในอาคารที่ผู้เขียนอยู่..... ผู้เขียนเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันว่าเมื่อหนูร้องกุกๆ จะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น แต่ผู้เขียนไม่เคยได้ยินจึงมีความกลัวเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยพระเจ้าอยู่หัวก็กำลังทรงประชวรอยู่ ขณะนั้นเวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา เห็นจะได้ บรรยากาศเงียบสงัด.....แต่เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น ๓ ถนัด ทันใดนั้นผู้เขียนก็เห็นดวงดาวหนึ่งส่องแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนคะเนได้เพราะเคยขึ้นเฝ้าเวลาเสวยเนืองๆ ดาวนี้มีแสงสว่างมากยิ่งกว่าดาวใดๆ ที่ผู้เขียนเคยเห็นและมีหางพาดยาวไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ๆ จึงทราบว่าเป็นดาวหางเฮลี่ (Haileys Comet) ที่โจษจันกันในขณะนั้น ผู้เขียนยืนพิงประตูไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่พักหนึ่ง จึงได้สติว่าต้องไปเปลี่ยนเวรเจ้าจอมถนอมในไม่ช้า ซึ่งเธอได้ตามเสด็จสมเด็จขึ้นไปเฝ้าพระอาการประชวรอยู่บนพระที่นั่งอัมพรฯ ชั้น ๓... ...ชั้น ๓ เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงคล้ายเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทม.....เมื่อไปถึงเห็นสมเด็จทรงบรรทมกับพื้นอยู่สุดห้องบรรทมพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากผู้เขียนไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขณะหนัก ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกว่าเข้าขั้นโคม่า ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายเสียงกรนจึงนึกว่าในหลวงทรงสบายขึ้นแล้ว และกำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมากนึกว่าจะนอนให้สบายเสียที และได้ล้มตัวลงนอนที่ปลายพระบาทสมเด็จ..... ...ด้วยอารามดีใจที่ในหลวงทรงสบายขึ้นแล้วและเห็นสมเด็จบรรทมอยู่ และเนื่องด้วยความตึงเครียดได้หย่อนคลายลง ประกอบกับความเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน ดังนั้นเมื่อล้มตัวลงหนุนพระที่สมเด็จจึงหลับปุ๋ยไปทันที ....มารู้ตัวตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนเหลือที่จะเดาว่าเป็นเสียงอะไร เหลือบตาไปดูนอกห้องบรรทม เห็นคนจำนวนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกองๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร.....เมื่อผู้เขียนทราบว่าเสียงเซ็งแซ่ข้างต้นเป็นเสียงร้องไห้ของคนจำนวนมากพร้อมๆ กัน จึงทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว.... ...ต่อมาผู้เขียนได้รับหมายให้ไปเป็นนางร้องไห้ ให้ไปตั้งแต่ ๘ โมงเช้าในวันนั้น โดยแต่งชุดขาวทั้งชุด.....ผู้เขียนได้ไปนั่งร้องไห้อยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท การร้องไห้นั้นแท้จริงเป็นการร้องเพลงอย่างเศร้าที่สุด เกิดมาผู้เขียนก็เพิ่งเคยได้ยิน ขณะนั้นผู้เขียนอายุในราว ๑๙ - ๒๐ และรู้สึกว่าเพลงร้องไห้นี้ช่างเศร้าเสียนี่กระไร ทุกคนน้ำตาไหลรินจริงและสะอื้นจริงๆ ยิ่งมีเสียงปี่ที่โหยหวลและเสียงกลองชนะเลยยิ่งไปกันใหญ่... -----------------------------------------------ที่มาของข้อมูล: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน-----------------------------------------------อ้างอิง : เนื้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือ ชีวิตในวังสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร
บริเวณพื้นที่ตั้งของเวียงกุมกามมีความสูงประมาณ ๓๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะภูมิสัณฐานเป็นแบบที่ราบน้ำท่วมถึง (Alluvial plain) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทับถมของตะกอนลำน้ำในฤดูน้ำหลาก ทำให้เกิดเป็นสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบเรียบ มีความลาดเทประมาณ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ โดยมีแนวทิศทางการลาดเทจากด้านทิศเหนือลงสู่ทิศใต้และจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก๒๔ ตะกอนที่พบส่วนใหญ่จะเป็นตะกอนทรายหยาบ-ละเอียด มีดินเหนียวและทรายแป้งปะปนเล็กน้อย ซึ่งการทับถมในลักษณะนี้จะทำให้เกิดเป็นพื้นที่ราบลุ่ม (basin) เป็นแนวแคบๆ ไปตามความยาวของแม่น้ำปิง และคันดินธรรมชาติ (natural levee)
การขุดแต่งทางโบราณคดีในบริเวณโบราณสถานหลายแห่งในเวียงกุมกามที่ผ่านมา พบว่าชั้นดินที่ปกคลุมโบราณสถานนั้น จำแนกออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน คือ
๑. ชั้นดินที่ทับถมอยู่เหนือตะกอนน้ำพา โครงสร้างดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย สีน้ำตาล น้ำตาลปนเทาหรือน้ำตาลเข้ม มีเศษโบราณวัตถุและอินทรียวัตถุปะปนในชั้นดิน ชั้นดินนี้ทับถมอยู่บนชั้นทรายตะกอนน้ำพา จึงเป็นชั้นดินที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังจากที่น้ำท่วมเวียงกุมกามครั้งใหญ่และมีการใช้พื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน
๒. ชั้นดินตะกอนน้ำพา ส่วนใหญ่เป็นดินทราย พบตั้งแต่ทรายละเอียด-ทรายหยาบแทรกปะปนกัน ในบางแหล่งเช่นวัดอีก้างนั้น พบชั้นกรวดขนาดใหญ่ปะปนอยู่ด้วย ชั้นดินนี้เกิดจากการพัดพาของแม่น้ำปิง
๓. ชั้นดินที่ทับถมอยู่ใต้ชั้นตะกอนน้ำพา ชั้นดินนี้ส่วนใหญ่เป็นดินทราย และดินร่วนปนทรายสีน้ำตาลปนเทา มักพบเศษโบราณวัตถุปะปนอยู่ด้วย ชั้นดินนี้เป็นชั้นดินร่วมสมัยกับการใช้งานของโบราณสถานภายในเวียงกุมกามจนกระทั่งถึงช่วงเวลาทิ้งร้างของเวียงกุมกามก่อนน้ำท่วมครั้งใหญ่
พ.ศ. ๒๕๔๖ สำนักงานศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่, หจก. เฌอ กรีน และ ผศ.ชาติชาย ร่มสินธิ ได้ตรวจสอบลักษณะทางปฐพีวิทยาบริเวณแหล่งโบราณสถานวัดหนานช้าง พบว่าดินตัวอย่างเกือบทุกผนังชั้นดินมีปริมาณอินทรียวัตถุลดลงตามความลึก ยกเว้นตัวอย่างจากผนังชั้นดินด้านทิศตะวันออกของวัดหนานช้าง (บริเวณใกล้แนวพนังดิน) พบว่าปริมาณอินทรียวัตถุในชั้นดินล่างมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับสัณฐานของดินที่แสดงออกด้วยสีดินที่เข้มขึ้น ลักษณะเช่นนี้น่าจะบ่งบอกถึงการเป็นชั้นดินที่เคยมีคนอยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการพบหลักฐานกิจกรรมการหล่อโลหะที่พบบริเวณด้านหน้าซุ้มประตูโขง
ที่มาข้อมูล : ประวัติศาสตร์ เวียงกุมกาม เมืองโบราณใต้ตะกอนทราย
: โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม