ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ
ชื่อเรื่อง เทศนา (ธัมมสังคิณี-มหาปัฎฐาน)สพ.บ. 179/6ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 18 หน้า กว้าง 4.4 ซ.ม. ยาว 55.3 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ธรรมเทศนาบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ภาษาบาลี-ไทย ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.91/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 5 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 54 (122-128) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (พระอภิธัมมสังคิรี-พระสมันตมหาปัฎฐาน) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ขอมภาษา : บาลี-ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ. 160/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 42 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 56.5 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์ พระอภิธรรม
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดน้อยชมภู่ ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
คำบูชาข้าวพระและอนุโมทนาวิธี ชบ.ส. ๘๓
เจ้าอาวาสวัดเทพประสาท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.29/1-4
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
"การเล่นว่าวพนันในแผ่นดินสยามมีมาแต่ครั้งโบราณ เป็นกีฬาที่เอาว่าวขึ้นคว้าพนันขันต่อถึงแพ้ชนะกันได้ในอากาศ ผิดแปลกประหลาดกว่าว่าวที่มีเล่นกันอยู่ในต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งว่าวของเขานั้นลอยนิ่งอยู่เฉยๆ คว้าทำสงครามต่อสู้กันไม่ได้ ..."
หนังสือ ตำนานว่าวพนัน ตำราผูกว่าว วิธีชักว่าว และการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ เรียบเรียงโดย พระยาภิรมย์ภักดี กล่าวถึง ตำนานว่าวพนันในประเทศสยาม ตำนานว่าวในต่างประเทศ วิธีผูกโครงว่าว วิธีต่อสู้ว่าวจุฬาและว่าวปักเป้า พร้อมทั้งกติกาเล่นว่าวที่สนามหลวงสวนดุสิต รัตนโกสินทรศก 125
อ่านได้ที่ห้องหนังสือทั่วไป 2 หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่
เมื่อเอ่ยถึง นิตยสาร หลายคนคงรู้จักคุ้นเคยดีในฐานะสื่อหลักที่อยู่คู่แผงหนังสือไทยมาอย่างยาวนาน นอกจากจะให้สาระความรู้ ความบันเทิงแล้ว ยังเป็นเครื่องมือบันทึกเรื่องราวของสังคมทุกยุคทุกสมัยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กุลสัตรี นิตยสารไทยปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นหนังสือพิมพ์รายเดือน แต่หากเปรียบเทียบรูปแบบในปัจจุบันแล้ว ถือได้ว่าเป็นนิตยสารซึ่งในยุคสมัยนั้นยังไม่มีการบัญญัติคำว่า “นิตยสาร” กุลสัตรี ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นระหว่าง ร.ศ. ๑๒๕-๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๔๙ – ๒๔๕๐) โดย ไม่ปรากฏชื่อจริงของผู้จัดทำ มีเพียงแจ้งความไว้ในส่วนเกี่ยวกับการติดต่อบอกรับ ให้ส่งถึง หลวงจันทรามาตย์ หอพระสมุดวชิรญาณ และหลวงวิฆเนศร์ประสิทธิวิทย์ โดยมีบรรณาธิการใช้นามแฝงว่า จันทรามาตย์ จุดมุ่งหมายของการจัดทำ กุลสัตรี ขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้หญิง เป็นสื่อสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสตรีทั้งหลายในขณะนั้น ลักษณะของหนังสือ หนาประมาณ ๖๐-๖๕ หน้า ภายในเล่มไม่มีภาพประกอบ มีภาพเฉพาะหน้าปก ซึ่งบรรณาธิการได้กล่าวไว้ในคำนำเล่ม ๑ ว่า “ในหน้าหนังสือพิมพ์นี้ ได้แสดงรูปนางเรวดีพานางนพมาศขึ้นระแทะไปสู่พระราชวัง เพื่อถวายเปนพระสนมแก่พระร่วงเจ้า ซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินเสวยราชสบัติณกรุงเทพ มหานครศุโขไทยราชธานีบุรีรัมย์สถาน....” ทั้งนี้ยังได้กล่าวถึงสาเหตุที่เลือกเป็นนางนพมาศ ความว่า “บรรดาหญิงที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้ออกนามมานี้ ไม่มีผู้ใดเหมาะเท่ากับนางนพมาศ ในการเปนแม่เรือน จึงได้นำมาเชิดชูให้เปนที่เฉลิมเกียรติยศ แก่หญิงไทยในหนังสือเรื่องนี้” จึงได้ใช้ภาพนางเรวดีพานางนพมาศขึ้นกระแทะเป็นภาพหน้าปก เนื้อหาเริ่มจากคำนำที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ ปัญหาต่างๆ คำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่าน คอลัมน์ หน้าที่หญิง ต่อมาเปลี่ยนเป็นธรรมจริยานารี เป็นการให้ความรู้และกระตุ้นให้ผู้หญิงสำนึกในหน้าที่ สิทธิต่างๆ บทความอื่นๆ ซึ่งให้ความรู้ ข่าวสารทั่วไป เช่น การแต่งหนังสือ เรื่องอ่านเล่น มีทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน โคลง กลอน ลิลิต และความรู้เบ็ดเตล็ด ในส่วนท้ายเล่มเป็นคอลัมน์แจ้งความซึ่งเป็นการแจ้งข่าว เรื่องราวเกี่ยวกับนิตยสารเล่มนี้ เช่น ระเบียบของหนังสือ วิธีการบอกรับ และประกาศต่างๆ เป็นต้น ------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล: นางสาวยุวเรศ อิทธิชัยวัฒนา บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กุลสัตรี. เล่ม ๑ ตอนที่ ๑ เมษายน ๒๔๔๙. อุบลวรรณ ปิติพัฒนะโฆษิต และอวยพร พานิช. ๑๐๐ ปีของนิตยสารสตรีไทย (พ.ศ. ๒๔๓๑-๒๕๓๑). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๒.
บรรยากาศตลาดเช้าเมืองน่าน จากนิราศเมืองหลวงพระบาง
สินค้าขายรายตลาดดูดาษดื่น
พรรณพื้นผักไห่แลไคลหิน
ทั้งกล้วยส้มชมผลจะยลยิน
เหมือนไม้ถิ่นทางไปที่ได้ดู
เนื้อสัตว์ป่าบรรดามีที่หาได้
อีกเป็ดไก่ปูปลาบ้างค้าหมู
หอยโข่งต้มหอยขมปนระคนปู
อึ่งอ่างหนูเขียดนาแลปลาซิว
ปลาแห้งสดกดกาแลปลาดุก
ทั้งปลาอุกอ้ายเบี้ยวบัวตัวจิ๋วจ๋ว
ดูผอมหมดอดแกนตัวแกร็นกริว
ช่างเต็มกิ่วเกนปลาน่าระคาย
แต่เนื้อโคกระบือเป็นถือขาด
ใครพิฆาตฆ่าริบเอาฉิบหาย
ว่าเป็นสัตว์พิพัฒน์ผลคนหญิงชาย
ไม่ทำลายล้างผลาญให้ลาญชนม์
ที่มา : นิราศเมืองหลวงพระบาง แต่งโดยนายร้อยเอกหลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) เมื่อปีร.ศ. ๑๐๔ (พ.ศ.๒๔๒๘) ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ขณะเป็นจมื่นไวยวรนารถเป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพไทยไปปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบาง
พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายยืนยง วรโพธิ์ และ เด็กหญิงสุภาวดี วรโพธิ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๐๘
เสื่อของเมืองจันทบุรีในเอกสารจดหมายเหตุได้กล่าวไว้ว่ามีหลายชนิด ทั้งทำจากต้นกก จากต้นคลุ้มคล้า จากก้านดอกอ้อ และจากหวาย แต่ผู้เขียนขอกล่าวในตอนนี้เฉพาะเสื่อต้นกกเพียงเท่านั้น จากรายงานวิจัยของผศ.ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ เรื่องการทอเสื่อของชาวเว้ที่อพยพจากการถูกเบียดเบียนทางศาสนาประมาณ 130 คน มาตั้งแต่ช่วงอยุธยาตอนปลายว่า ...ก่อนที่อพยพเข้ามาจันทบุรีนั้น ชาวเวียดนามกลุ่มนี้ได้พำนักอยู่ในเขตเขมรระยะหนึ่งพร้อมปลอมตัวเป็นชาวเขมร...ทำให้ชาวคาทอลิกเวียดนามได้นำเอาภูมิปัญญาการทอเสื่อจากเขมรเข้ามาประยุกต์ใช้หลังจากได้มาตั้งฐานในจังหวัดจันทบุรี เรียกว่า"เสื่อญวนอพยพ"หรือ"เสื่อญวนหลังวัด" "เอาไว้ขายเลี้ยงชีพ เลี้ยงอาราม" คือวัตถุประสงค์ในการทอเสื่อของกลุ่มซิสเตอร์ของวัดโรมันคาทอลิกที่นิยมทอกันในยามว่าง สมัยนั้นเรียกเสื่อฝีมือซิสเตอร์ว่า"เสื่ออาราม"หรือ"เสื่อแม่ชี"เป็นเสื่อที่มีลวดลายการยกดอก ส่วนคริสตชนจะทอเสื่อรวดหรือเสื่อธรรมดา ไม่มีลวดลายสำหรับไว้ใช้งานในบ้านหรือในวัด จากพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ 5 คราวตรวจราชการหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ร.ศ.95 ได้พระราชนิพนธ์เรื่องการทอเสื่อของญวนว่า...เสื่อกกแดงนั้น มีแต่พวกญวนทำแห่งเดียว วิธีทำนั้นเอาต้นกกมาจักให้เล็ก ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วจึงย้อมสีต่าง ๆ ตามที่จะให้เป็นลาย สีแดงนั้นย้อมด้วยน้ำฝาง สีดำย้อมด้วยหมึก สีเหลืองย้อมด้วยแกแล บ้างที่ย้อมขมิ้น สีน้ำเงินย้อมด้วยครามแต่ใช้น้อย แล้วเอาเข้าสดึงทอเปนลายต่าง ๆ เปนเสื่อ ผืน/ลวด บ้างยาวตามแต่จะต้องการ กว้างเฉภาะชั่วต้นกก เปนสินค้าออกนอกเมือง...(ภาษาคงตามต้นฉบับ :ผู้เขียน) ในเวลาต่อมาความนิยมในเสื่อญวนยังคงอยู่เนื่องจากมีความเป็นเอกลักษณ์ในตนเองคือการทอจากกกกลม ซึ่งมีเส้นเล็กและมีความเหนียวมากจึงทำให้เสื่อกกมีลายที่ละเอียดประณีต สามารถออกแบบให้เป็นลายต่างๆได้ จึงเป็นที่ต้องการของทางรัฐบาลในการนำไปจัดแสดงยังนานาประเทศ ยกตัวอย่างเช่น พ.ศ.2457 เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ให้จัดส่งผลิตภัณฑ์และสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านไปร่วมจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์เมืองแซนฟรานแซสโก ณ ประเทศอเมริกา หนึ่งในนั้นได้แก่"เสื่อกก"ลายยกดอกตราอาม ลายยกดอกหน้าสัตว์ ลายยกดอกครุฑ และลายธรรมดา จากการนำไปจัดแสดงครั้งนั้นได้รับรางวัลเป็นเหรียญเกียรติยศพร้อมใบประกาศ นอกจากนี้ ในพ.ศ.2475 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ว่า...มีความประสงค์ให้ว่าจ้างช่างที่มีฝีมือดี(ในสำนักชี)จัดทอเสื่อ...เพื่อร่วมในการแสดงในงานพิพิธภัณฑ์นานาประเทศ ณ เมืองเรไยนา ประเทศแคนาดา ชนิดที่สั่งทำ ได้แก่ เสื่อชั้นเดียวลายละเอียดสีขาวสลับสีน้ำเงิน เสื่อชั้นเดียวลายละเอียดสีแดงสลับสีดำ และเสื่อสองชั้นลายตาหมากรุกสีแดงสลับสีดำ ในระยะหลังต้นกกบริเวณชุมชนวัดโรมันคาทอลิกเริ่มหมดไปจึงมีการสั่งกกจากชาวไทยพุทธ อีกทั้งสั่งทอเสื่อผืนจากบางสระเก้า จึงนับเป็นก้าวแรกของการทอกกญวนโดยฝีมือชาวบางสระเก้า ต่อมาเมื่อสีวิทยาศาสตร์ที่หาง่ายและคงทนมาแทนที่ กอรปกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้มาประทับที่จังหวัดจันทบุรี และได้ทรงโปรดเกล้าฯจ้างคนงานทอเสื่อจากบางสระเก้ามาทอเสื่อในเขตพระตำหนัก พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงออกแบบผลิตภัณฑ์เสื่อกกให้มีรูปแบบหลากหลายและปรับปรุงสีที่ใช้ย้อมกกให้มีความคงทนและหลากสียิ่งขึ้น จนกลายเป็น"เสื่อกกจันทบูร"ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันนี้นั่นเอง ---------------------------------------------------------------ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ---------------------------------------------------------------อ้างอิง ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ และคณะ. 2552. ชีวิตทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของชุมชนวัดโรมันคาทอลิก จังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (1996) จำกัด. สำนักหอจดหมายเหตุเเห่งชาติ. ระยะทางเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี. เลขที่ บ1.1/2. ร.ศ.95. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี (13)มท 2.2.4/16 เรื่องกระทรวงมหาดไทย สั่งให้จัดทำยานพาหนะต่างๆ ส่งเข้าไปกรุงเทพฯ (11 พฤษภาคม 2457 – 2 มิถุนายน 2462). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี (13)มท 2.2.4/287 เรื่องกระทรวงมหาดไทยให้จ้างช่างทอเสื่อกกจันทบุรีเพื่อส่งไปแสดงพิพิธภัณฑ์ที่เมืองเรไยนา ประเทศแคนาดา(13 ม.ค.-28 ก.พ.2475).
เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย 2564 สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้เปิดเวทีเสวนาระหว่างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์(Museum Streaming) ภายใต้แนวคิด Creating for all ระหว่างวันที่ 19 - 21 กันยายน 2564 ในรูปแบบออนไลน์
Museum Streaming วันที่ 21 กันยายน 2564 เสวนาในหัวข้อ "Museum without Walls"
วิทยากรร่วมเสวนา
- ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ (สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล)
หัวข้อ "รถวิวิตชาติพันธุ์"
- นายจิรภัทร ชนะสิทธิ์ (ผู้ก่อตั้งแฟนเพจเฟสบุ๊ก พิพิธภัณฑ์ พุ่มพวง ดวงจันทร์)
หัวข้อ "พิพิธภัณฑ์ พุ่มพวง ดวงจันทร์"
- นายสุทธิพงษ์ สุริยะ (ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ)
หัวข้อ "พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ"
ดำเนินรายการ โดย
นางสาวสิรินทร์ ย้วนใยดี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก
#MuseumStreaming #เสวนาเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ #ThailandMuseumExpo2021 #มหกรรมพิพิธภัณฑ์ไทย2564#สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ #กรมศิลปากร #วันพิพิธภัณฑ์ไทย2564
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่กิจกรรมมหกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย 2564 : Thailand Museum Expo 2021Facebook Page : Office of National Museums, ThailandYouTube : Office of National Museums, Thailand
ลับแลลายรดน้ำ เรื่องรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณทดน้ำลับแลลายรดน้ำ เรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระลักษมณ์ทำลายพิธีกุมภนิยาของอินทราชิต ลับแลลายรดน้ำ เรื่องรามเกียรติ์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นของอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิม____________________________________ ฉากไม้สี่เหลี่ยมมุมมน ส่วนขอบฉากเป็นลายรดน้ำลวดลายประจำยามก้ามปู ด้านหน้าประดับลายรดน้ำเรื่องรามเกียรติ์ตอนกุมภกรรณทดน้ำ มีเรื่องย่อว่า กุมภกรรณ ผู้เป็นน้องชายของทศกัณฐ์ออกทำศึกกับฝ่ายพระราม โดยคิดอุบายเนรมิตกายให้ใหญ่เท่าภูเขาแล้วไปนอนขวางทางน้ำเพื่อไม่ให้น้ำไหลไปถึงเขามรกตที่ตั้งทัพของพระราม ฝ่ายพระรามจึงใช้ให้หนุมานไปทำลายพิธีทดน้ำของกุมภกรรณ เมื่อหนุมานพบกับกุมภกรรณที่กำลังนอนขวางทางน้ำก็เข้าต่อสู้กัน ฝ่ายกุมภกรรณสู้หนุมานไม่ได้จึงยกทัพกลับกรุงลงกา ฉากด้านนี้เรียงลำดับโดยมุมบนขวาเป็นภาพนางกำนัลของกุมภกรรณกำลังเก็บดอกไม้ และฉากหนุมานสังหารนางคันธมาลีเพื่อแปลงกายเป็นนางกำนัลแฝงตัวเข้าไปหากุมภกรรณ ถัดมาด้านซ้ายเป็นฉากหนุมานพบกุมภกรรณที่กำลังขวางทางน้ำและต่อสู้กัน ฉากด้านล่างเป็นภาพกุมภกรรณยกทัพกลับกรุงลงกา ส่วนฉากด้านหลังประดับลายรดน้ำเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระลักษมณ์ทำลายพิธีกุมภนิยาของอินทรชิต มีเรื่องย่อว่า อินทรชิตตั้งโรงทำพิธีกุมภนิยาอยู่ที่เขาจักรวาล พระลักษมณ์และขุนกระบี่เข้าทำลายพิธี อินทรชิตสู้กับพระลักษมณ์ไม่ได้จึงหนีกลับไปกรุงลงกา ฉากด้านนี้เรียงลำดับโดยแบ่งเป็นสองตอน ตอนบนเป็นฉากพระลักษมณ์และขุนกระบี่ทำลายพิธีกุมภนิยา ตอนล่างเป็นฉากพระลักษมณ์รบอินทรชิต ลับแลนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่าเป็นของที่อยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิมและเป็นของที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ดังข้อความลายพระหัตถ์ว่า “...นึกถึงตัวอย่างที่จะชี้ฝีมือครั้งรัชกาลที่ ๑ ได้ชัด ไปนึกออกถึงลับแลรามเกียรติ์ที่ตั้งอยู่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งวสันตพิมาน เป็นของอยู่ในพระราชวังบวรมาแต่เดิม...” ปัจจุบันลับแลลายรดน้ำเรื่องรามเกียรติ์นี้ จัดแสดงในพระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นบน) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และกล่าวได้ว่าเป็นงานช่างชิ้นสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ พระที่นั่งบุษบกเกริน ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร_________________________________ พระที่นั่งบุษบกเกรินหรือบุษบกราชบัลลังก์ ตั้งอยู่ด้านหน้าพระทวารกลางของพระที่นั่งมุขกระสัน ด้านทิศตะวันออกของหมู่พระวิมาน ลักษณะของพระที่นั่งบุษบกเกรินเป็นงานไม้ปิดทองประดับกระจกในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมไม้สิบสอง และมีเกรินขนาบทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ของบุษบก ส่วนฐานรองรับเรือนบุษบกประกอบด้วย ฐานสิงห์หนึ่งชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานบัวปากฐานหรือฐานเชิงบาตรซ้อนกันสามชั้น หน้ากระดานแต่ละชั้นจำหลักลายปิดทองประดับกระจกเป็นลายก้ามปูและประดับแนวกระจังตาอ้อย ท้องไม้แต่ละชั้นประดับประติมากรรมไม้จำหลักเรียงจากชั้นล่างถึงชั้นบนประกอบด้วย ชั้นยักษ์ ครุฑ และเทวดา ตามลำดับทั้งหมดอยู่ในท่าพนมมือ ส่วนปลายของเกรินทั้งสองด้านประดับกระหนกเกรินตลอดทั้งสามชั้น ตัวเรือนบุษบกด้านล่างประดับแนวกระจังเจิมกึ่งกลางเป็นกระจังปฏิญาณ เสาเรือนบุษบก ปลายเสาประดับกาบพรหมศร กึ่งกลางประดับประจำยาม หัวเสามีคันทวยรองรับชายหลังคา ชั้นหลังคาประกอบด้วยชั้นเชิงกลอนในผังยกเก็จเพิ่มมุมไม้สิบสองซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปห้าชั้น แต่ละชั้นประดับซุ้มบรรพแถลงและบราลี ที่มุมหลังคาประดับนาคปัก ถัดขึ้นไปเป็นชั้นองค์ระฆังในผังเพิ่มมุมไม้สิบสอง ส่วนบนได้แก่ บัลลังก์ เหม บัวคลุ่มเถา ปลีคั่นด้วยลูกแก้ว ปลียอดและเม็ดน้ำค้าง เรียงกันขึ้นไปตามลำดับ พระที่นั่งบุษบกเกรินหรือพระที่นั่งบุษบกราชบัลลังก์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เดิมเรียกพระที่นั่งองค์นี้ว่า พระที่นั่งพรหมพักตร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนางหรือออกว่าราชการ ดังนั้นจึงเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า “ท้องพระโรงหน้า” ถัดจากเบื้องหน้าพระที่นั่งบุษบกเกรินเป็นชาลาและมีอาคารทิมคดตั้งอยู่สามด้านเรียกว่า “ทิมมหาวงศ์” สำหรับเป็นที่ประชุมนักปราชญ์ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ได้ดำเนินการสร้างอาคารพระที่นั่งขึ้นใหม่ต่อมาจากพระที่นั่งมุขกระสันและรื้อทิมมหาวงศ์ ให้พระที่นั่งบุษบกเกรินประดิษฐานอยู่กึ่งกลางภายในอาคาร พระราชทานนามว่า พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยพระที่นั่งพรหมพักตร์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร_________________________________ พระที่นั่งพรหมพักตร์ ตั้งอยู่บนพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ เป็นงานไม้จำหลักลายปิดทองประดับกระจกในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกเก็จ รูปแบบเดียวกับบุษบกยอดทรงปราสาท ส่วนฐานประกอบด้วยชุดฐานสิงห์หนึ่งชั้น ส่วนหลังสิงห์ประดับแนวกระจังตาอ้อย ฐานหน้ากระดานบนจำหลักลายปิดทองประดับกระจกลายประจำยามก้ามปู ถัดขึ้นมาเป็นฐานเชิงบาตรหนึ่งชั้น ส่วนท้องไม้ปิดทองประดับกระจกลายดอกซีกดอกซ้อน หน้ากระดานบนจำหลักลายปิดทองประดับกระจกเป็นลวดลายประจำยามก้ามปู และประดับแนวกระจังตาอ้อยด้านบนและกระจังรวนด้านล่าง ส่วนเรือนแบ่งออกเป็นสามห้องยกพื้นห้องกลางเป็นประธาน เสาเรือนปีกซ้ายและปีกขวาเป็นเสาสี่เหลี่ยม ส่วนเสาห้องกลางเป็นเสาเพิ่มมุมไม้สิบสอง ปลายเสาประดับกาบพรหมศร กึ่งกลางประดับประจำยาม หัวเสาประดับคันทวยรองรับชายหลังคา ชั้นหลังคาเป็นหลังคาทรงจั่วซ้อนสองชั้นประดับครุฑยุดนาครองรับส่วนเครื่องยอด เครื่องยอดประกอบด้วยชั้นเชิงกลอนซ้อนลดหลั่นกันขั้นไปห้าชั้น แต่ละชั้นมีบรรพแถลงที่มุมประดับนาคปัก รองรับส่วนองค์ระฆังและบัลงก์ในผังเพิ่มมุม ด้านบนเป็นพรหมพักตร์ บัวคลุ่มเถา ปลีคั่นด้วยลูกแก้ว ปลียอดและเม็ดน้ำค้าง เรียงกันขึ้นไปตามลำดับ รูปแบบชั้นหลังคาพระที่นั่งองค์นี้คล้ายกับชั้นหลังคาของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง สันนิษฐานว่าพระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงใช้เป็นที่ประทับในคราวเสด็จออกฝ่ายใน สำหรับห้องปีกซ้ายและขวานั้นสันนิษฐานว่าเป็นที่ประทับของเจ้าศิริรจจา พระชายา และสมเด็จเจ้าฟ้าพิกุลทอง กรมขุนศรีสุนทร พระราชธิดาหีบลายมังกร ศิลปะรัตนโกสินทร์พุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันจัดแสดง ณ โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร_________________________________ หีบไม้จำหลักลายปิดทองประดับกระจก ลักษณะเป็นหีบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนปากหีบกว้าง ตัวหีบสอบเข้าหากันเล็กน้อย ด้านข้างหีบจำหลักลายมังกรคู่จับลายกระหนกเครือเถา ล้อมรอบด้วยกรอบสี่เหลี่ยมลายกรวยเชิงและลายประจำยามก้ามปูคั่นด้วยแนวจุดไข่ปลา หีบลายมังกรชิ้นนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในลายพระหัตถ์เมื่อ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ มีใจความกล่าวว่าหีบใบนี้น่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ด้วยเหตุผลสามประการ คือ ประการแรกลวดลายหีบรูปมังกรคู่ดังกล่าว คล้ายกับลวดลายมังกรคู่บริเวณหย่องของหมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคลและหอมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นฝีมือช่างวังหน้าสร้างในรัชกาลที่ ๑ ประการที่สองเป็นหีบประดับกระจกไม่ใช่หีบไม้จำหลักลายธรรมดาจึงน่าจะเป็นของที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และประการที่สามขนาดของหีบมีขนาดเล็กกว่าหีบศพทั่วไปจึงน่าจะสร้างขึ้นเพื่อไว้ใส่ศพสตรีที่มีบรรดาศักดิ์พระเก้าอี้พับ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งมุขกระสัน หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร_________________________________ พระเก้าอี้พับ โครงพระเก้าอี้ทำด้วยไม้ส่วนที่ประทับทำด้วยหนัง พนักเก้าอี้จำหลักลายพันธุ์พฤกษากลางพนักมีนวมหนังสำหรับรับพระปฤษฎางค์เมื่อเอนพระองค์ลงพิง สันนิษฐานว่าพระเก้าอี้เป็นของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงใช้เข้าในกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน ในกรณีที่เจ้าพนักงานไม่ได้ทอดพระแท่นที่ประทับ เมื่อต้องทรงยืนอยู่นานเจ้าพนักงานจะเชิญพระเก้าอี้เข้าไปทอดถวายแทน ตลอดทรงใช้ในคราวเสด็จงานพระราชสงคราม-----------------------------------พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒ , ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓