ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ
ชื่อเรื่อง : จารึกสมัยสุโขทัย
ผู้แต่ง : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2526
สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
เลขทะเบียน : นพ.บ.53/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 4.5 x 51.3 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 34 (344-352) ผูก 6หัวเรื่อง : จตุกฺกนิบาต --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : รามเกียรติ์ เล่ม 7
ชื่อผู้แต่ง : พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก, พระบาทสมเด็จพระ
ปีที่พิมพ์ : 2507
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา
จำนวนหน้า : 358 หน้า
สาระสังเขป : พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนบทละคร ดำเนินเรื่องโดยการเล่าเรื่องติดต่อกันตั้งแต่ต้นจนจบ พระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ เล่ม 7 เริ่มจากตอน วิรุญจำบังอาสาออกรบโดยกำบังกาย หนุมานแสดงตัวเป็นวานร ทศกัณฐ์กลับลงกา ทศกัณฐ์ยกทัพ นางมณโฑหุงน้ำทิพย์สำเร็จ พระรามแผลงศรพรหมาสตร์ จนถึงตอนหนุมานอาสาออกรบ
1. ว่าด้วยเรื่องวันศุกในญาณสูตร ทำนายวัน เดือน ปีที่จะตายของคน 2. ตำรายาเกร็ด อักษรขอม – ไทย ภาษาบาลี – ไทย เช่น กำเนิดตำรายา, แก้ประดง, แก้สลบ, แก้อีดำอีแดง, ยาจุดกาน, แก้ทราง, แก้ดำ, ยาต้มแก้สันนิบาต, ยาตัดรากไข้, ยาหาลงเมือง, ยาเขียวพิสดาร, ยาประจำธาตุเด็ก, ยาทำกาน ฯลฯ
ฮะกิม โอมาร์ คัยยาม. รุไบยาต. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงแปลและนิพนธ์เทียบเป็นโคลงสุภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 6. พระนคร : กรมศิลปากร, 2513. รุไบยาต เป็นวรรณคดีเปอร์เซียที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งฮะกิม โอมาร์ คัยยาม กวีและนักปราชญ์คนสำคัญของเปอร์เซียนิพนธ์ไว้ เป็นบทกวีที่มีลีลาไพเราะ มีใจความเปรียบเปรยลัทธิศาสนาซึ่งมีผู้นับถือในสมัยนั้น และเชิญชวนให้มนุษย์ทั้งหลายให้รีบหาความสุขสบายต่างๆ ในโลกด้วยการเสพสุขจากรูป รส กลิ่นเสียง และสัมผัส ก่อนจะอำลาโลกนี้ไป รุไบยาต ยังเป็นบทกวีที่มีคุณค่าสำคัญแสดงถึงปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้งในเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต
V.I.P. ย่อมาจาก very important person คือ บุคคลสำคัญ บุคคลพิเศษ หรือที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า เซเล็บ (celebrity) มี วี.ไอ.พี.ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยด้วยหรือ รู้ได้อย่างไรว่าเขาหรือเธอเป็นบุคคลพิเศษ เมื่อนักโบราณคดีขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่เป็นแหล่งฝังศพ มักมีโครงกระดูกที่พบหลักฐาน เช่น สิ่งของอุทิศในพิธีกรรมการฝังศพ เครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ที่มีปริมาณและความหลากหลายแตกต่างจากโครงกระดูกอื่นๆในแหล่งเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด หลักฐานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น วี.ไอ.พี. หรือบุคคลสำคัญที่มีฐานะ สถานะพิเศษในชุมชนที่ผู้ทำพิธีฝังศพยอมรับ หรือมีความผูกพัน แสดงออกด้วยการมอบสิ่งของอุทิศจำนวนมาก หายาก และมีค่าให้กับผู้ตาย ในสมัยหินใหม่มีตัวอย่าง วี.ไอ.พี. หรือบุคคลสำคัญที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นเพศหญิง ตายเมื่ออายุ ๓๕ ปี กำหนดอายุประมาณ ๓,๖๐๐ ปีมาแล้ว หลุมศพของเธอมีขนาดใหญ่ ร่างกายตกแต่งด้วยเครื่องประดับจำนวนมากอย่างหรูหรา จนได้รับการขนานนามว่า “เจ้าแม่โคกพนมดี” เป็นโครงกระดูกที่แสดงถึงความร่ำรวยที่สุดในแหล่ง จากลักษณะของกระดูกแสดงว่าเมื่อยังมีชีวิตเป็นคนที่ทำกิจกรรมที่ใช้แขนท่อนล่างและมือมาก ประกอบกับสิ่งของในหลุมฝังศพเป็นอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับการทำภาชนะดินเผา ได้แก่ หินดุ หินขัดภาชนะ และแท่งดินเหนียวดิบจำนวนมากวางสุมทับลำตัวเป็นกองสูงมีภาชนะดินเผาทุบแตกวางไว้ด้านบน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นช่างปั้นภาชนะดินเผาหญิงที่มีความสำคัญมากของชุมชน ลูกปัดเปลือกหอย เครื่องประดับของ “เจ้าแม่โคกพนมดี” ได้แก่ ลูกปัดเปลือกหอยมากกว่า ๑๒๐,๐๐๐ เม็ด บริเวณกระดูกอกและแผ่นหลังลักษณะที่น่าจะเย็บติดกับผ้าเป็นเสื้อหรือเสื้อคลุมมากกว่าจะเป็นสายสร้อย เครื่องประดับศรีษะทำจากเปลือกหอย แผ่นวงกลมมีเดือยทำจากเปลือกหอย ๒ วงที่ไหล่ซ้ายขวา กำไลเปลือกหอยสวมข้อมือซ้าย เขี้ยวสัตว์เจาะรู ๕ เขี้ยวบริเวณอก และลูกปัดทรงตัวไอกว่า ๙๕๐ เม็ด ลักษณะที่อาจร้อยเป็นสายหรือเย็บติดกับผ้าสวมบริเวณอกและใต้แขน ลูกปัดเปลือกหอยทรงตัวไอกว่า ๙๕๐ เม็ด เครื่องประดับศรีษะ ทำจากเปลือกหอย ชุมชนโบราณสมัยเหล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็พบหลักฐาน วี.ไอ.พี.เช่นกัน ที่แหล่งโบราณคดีเนินอุโลก อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา มีบุคคลพิเศษเป็นเพศหญิง ๑ โครง เพศชาย ๑ โครง อายุ ๑,๗๐๐ - ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว เป็นเพียง ๒ โครงเท่านั้นที่พบเครื่องประดับทองคำ ขณะที่โครงกระดูกอื่นๆในแหล่งตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับสำริดและหิน ได้แก่ กำไลสำริด แหวนสำริด จี้หินอาเกต ลูกปัดหินคาร์นีเลียนฯ วี.ไอ.พี. ชายหญิง ๒ โครงนี้ ประดับร่างกายด้วย สร้อยลูกปัดทองคำและแหวนเงิน ซึ่งเป็นวัสดุมีค่าหายากในสมัยนั้น ไม่สามารถผลิตเองได้เป็นสินค้านำเข้าจากต่างแดน โครงกระดูกเพศหญิงตกแต่งร่างกายโดดเด่นพิเศษมาก ด้วยสายสร้อยลูกปัดทองคำถึง ๖๘ เม็ดร่วมกับลูกปัดอะเกต จี้อะเกตบริเวณคอ ขดเกลียวสำริดที่หูซ้ายขวา กำไลสำริดอย่างน้อย ๓๘ วง แหวนนิ้วมือสำริด ๖๔ วง แหวนเงิน ๑ วง แหวนนิ้วเท้าสำริด ๙ วง และสวมแหวนเงิน ๑ วง ส่วนโครงกระดูกเพศชาย มีสร้อยคอลูกปัดทองคำ ๕๓ เม็ด แต่เครื่องประดับสำริดมีน้อยชิ้น ลูกปัดทองคำ ในหลุมฝังศพ วี.ไอ.พี. สมัยเหล็ก อายุ ๑,๗๐๐ - ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว สิ่งของอุทิศในพิธีกรรมการฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์นี้ เป็นเสมือนตัวแทนความผูกพัน ความอาลัย การให้เกียรติและการแสดงความระลึกถึงของญาติพี่น้อง ผู้คนในชุมชนต่อผู้ตาย และบางส่วนคงเป็นของใช้ เครื่องมือประกอบอาชีพ เครื่องประดับที่ผู้ตายเคยใช้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง. ข้อมูล : นางศิริพันธ์ ตาบเพ็ชร์ นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ กองโบราณคดี
องค์ความรู้ เรื่อง นิทานพื้นบ้านเมืองสุพรรณ โดยหอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
ชื่อเรื่อง : วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ผู้แต่ง : จรีย์ สุนทรสิงห์
ปีที่พิมพ์ : 2543
สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่
สำนักพิมพ์ : ดาวคอมพิวกราฟิค
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : สำนักนายกรัถมนตรี
ปีที่พิมพ์ : 2486
หมายเหตุ : -
หนังสือวัธนธัมไทย เรื่อง ประวัติการทูตของไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์กับประชาชาชาติใกล้เคียง ตั้งแต่สมัยนานเจา สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และการสัมพันธ์กับชาติยุโรป ได้แก่ โปรตุเกสและสเปน เดนมาร์ก เนอเทอร์แลน อังกริด ฝรั่งเสส และความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น
การแสดงเบิกโรง เรื่อง ตำนานท้าวเวสสุวัณ เป็นนาฏกรรมสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร แนวคิดและการออกรูปแบบการแสดงโดยนายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ ได้นำบทบาทและความเป็นมาของท้าวเวสสุวัณมาจากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจัดทำเป็นบทนาฏกรรม ซึ่งไม่เคยมีจัดแสดงมาก่อน และเป็นการแสดงเบิกโรงชุดใหม่นอกเหนือจากที่กรมศิลปากรเคยจัดแสดงมา จัดแสดง ครั้งแรกในรายการศรีสุขนาฏกรรม ประจำปี ๒๕๖๓ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ และวันอาทิตย์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ณ โรงละครแห่งชาติ เรื่องราวท้าวเวสสุวัณ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวไว้ว่าเป็นบุตรพระฤษี วิศระวัส (วิศราวะ) หรือเปาลัสตยะกับนางธาดาหรือเทพวรรณี ธิดาพระภารทวาชมหาฤษี ตั้งแต่กำเนิดมามีร่างกาย ไม่งดงาม จึงมีอีกนามหนึ่งว่า “กุเวร” หมายถึง ตัวขี้ริ้ว อาศัยในป่าหิมพานต์เมื่อเจริญวัยได้บำเพ็ญตบะอยู่หลายพันปี พระพรหมและพระอินทร์จึงพากันเสด็จลงมาโปรด ท้าวเวสสุวัณขอพรให้ตนมีฤทธิ์อำนาจเป็นผู้ดูแลมนุษย์โลก พระพรหมประทานพรให้ตามที่ขอ และมอบหน้าที่ให้เป็นโลกบาลประจำทิศอุดร (ทิศเหนือ) แล้วยังประทานบุษบก วิเศษสำหรับใช้เดินทางไปในอากาศตามต้องการ พระอินทร์เชิญให้ไปประทับยังพิมานชั้นจาตุมหาราชิกา เพราะเป็นที่สถิตของท้าวโลกบาล อีก ๒ องค์ คือพระวรุณและพระยม แต่ท้าวเวสสุวัณขอผัดผ่อนโดยให้เหตุผลว่า ต้องการอยู่ปรนนิบัติพระบิดา ที่ชรามากแล้วไปจนกว่าจะละสังขาร ต่อมาพระวิศระวัสผู้เป็นพระบิดาแนะนำให้ไปอยู่เมืองลงกา ซึ่งพระวิษณุกรรมได้สร้างขึ้นไว้ในปางก่อน เพื่อเป็นที่อยู่ของพวกรากษส แต่ได้ทิ้งร้างหนีไปอยู่บาดาลเพราะเกรงเดชพระนารายณ์ อยู่มามีพญารากษสตนหนึ่ง ชื่อ ท้าวสุมาลี ซึ่งถูกพระนารายณ์ขับไล่ลงไปอยู่บาดาล ได้ขึ้นมาเยี่ยมมนุษย์โลกเห็นท้าวเวสสุวัณขึ้นบุษบกลอยไปใน อากาศเพื่อไปเฝ้าพระบิดา ก็มีใจริษยาคิดอุบายจะแย่งชิงและเอาพระนครลงกาคืน จึงใช้ให้ธิดา ชื่อ“ไกกะสี” ไปยั่วยวนพระฤษีวิศระวัส จนเป็นที่พอใจรับนางไว้เป็นชายา ให้กำเนิดบุตรธิดา คือ ท้าวราพณ์ (ทศกัณฐ์) กุมภกรรณ พิเภษณ์ (พิเภก) และนางศูรปนขา (สำมนักขา) นางไกกะสียุยงท้าวราพณ์ลูกชายให้ไปแย่งชิงเอาเมืองลงกาและบุษบก ท้าวเวสสุวัณสู้ไม่ได้จึงหลบหนีภัยออกจากกรุงลงกา แรมรอนมาในป่าแทบสิ้นชีวิต จนพระพรหมต้องเสด็จมาช่วยเหลือ สร้างเมืองใหม่ให้ทางทิศอุดร ชื่อว่า “อลกา” หรือมีชื่อเรียกอื่นๆว่า “ประภา”หรือ“วสุสถลี” (วสุธา) บ้าง เป็นเมืองทิพย์ มีอุทยานวิเศษรโหฐานชื่อว่า เจตระรถหรือเจตรถ อยู่บนเขามันทรอันต่อเนื่องกับเขาพระสุเมรุ พระนครและสวนขวัญ เป็นรมณียสถานสำราญ ผู้ที่อยู่ในที่นั้นจะปราศจากโรค ความเหน็ดเหนื่อย ความวิตก ความหิว และไม่กลัวเกรงภัย ต่าง ๆ มีอายุยืนถึงหมื่นปี ต้นไม้มีใบเป็นผ้าเนื้อดี มีดอกเป็นมณีมีค่าและมีผลออกเป็นนารี (นารีผล) เหล่าข้าบาทบริจา ในเมืองอลกาล้วนแต่เป็นกินรี กินรา จึงมีนามเรียกอีกว่า“มยุราช” (เจ้าแห่งมยุคือกินนร) นอกจากนี้ ยังประทานให้เป็น เจ้าแห่งทรัพย์สินทั้งหลายบนแผ่นดินโลกมนุษย์ จึงมีนามอีกนามหนึ่งว่า “ธนบดี” (หมายถึง เจ้าแห่งทรัพย์ทั้งหลาย) และให้อยู่เป็นอมฤตหรืออมตะ (ไม่มีตาย) ท้าวเวสสุวัณ มีนามเรียกอีกว่า กุเวร เวสสวัณ ไพษรพน์ กุตนุ ยักษราช กำเนิดเป็นยักษ์ เชื้อสายพรหมพงศ์ มีกายสีขาว รูปร่างลักษณะค่อนข้างประหลาด ถืออาวุธ คือ กระบองยาว เพราะร่างกายพิการขาโกงมี ๓ ขา (ขาที่ ๓ หมายถึงกระบองยาว ที่ใช้ช่วยค้ำยันเวลาเดิน ซึ่งตั้งไว้ในลักษณะของไม้เท้าเพื่อให้ดูสวยงามภูมิฐาน เป็นยักษ์ที่ยึดถือคุณธรรม ในเรื่องรามเกียรติ์ได้กล่าวประวัติไว้ว่า ชื่อ “กุเปรัน” พี่ชายต่างมารดาของทศกัณฐ์ บทบาทปรากฏเพียงแค่ เมื่อถูกทศกัณฐ์แย่งชิงบุษบกไป ต่อจากนั้นก็มิได้กล่าวถึง ......................................................................... เรียบเรียง : นายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร.........................................................................
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2396-2453. พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ในปีระกา ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452). พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2470.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสสั่งให้พิมพ์พระราชทานในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ปัญญาสมวาร พระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2470 ซึ่งเป็นพระราชหัตถเลขาพระราชทานมายังพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร ทรงสำเร็จราชการรักษาพระนคร และได้ทรงแถลง เรื่อง เสด็จประพาส มณฑลราชบุรี จำนวน 6 ฉบับ915.9376จ657พ
เรื่องเล่าจากหอสมุดแห่งชาติ “หีบพระสมุดกรมราชเลขานุการในพระองค์” ที่ปรากฏการใช้งาน ณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เมื่อคราวย้ายหอพระสมุดวชิรญาณ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก มาตั้งอยู่ ณ ตึกถาวรวัตถุ และทรงพระราชทานนามว่า “หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร” นั้น ปรากฏสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ครั้งเป็นหอพระสมุด วชิรญาณ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง โดยยังปรากฏและใช้งานมาจนถึงปัจจุบันนอกเหนือจากหนังสือตัวเขียน หนังสือตัวพิมพ์ ตู้พระธรรม ตู้หนังสือ โต๊ะและเก้าอี้ นั้น ยังมีหีบไม้สัก ขนาดใหญ่ จำนวน ๕ ใบ ที่ปรากฏการใช้งาน ณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้มาจากแหล่งใด จากการสันนิษฐานโดยหลักฐานที่ปรากฏบนหีบ คือ แผ่นทองเหลืองที่พบเพียงแผ่นเดียวจากหีบจำนวน ๕ ใบ ซึ่งมีการสลักอักษรโดยการนำพยัญชนะและสระมาไว้ในบรรทัดเดียวกัน ความเป็นไปได้ของหีบทั้งห้าใบนี้ อาจจะเป็น “อักษรอริยกะ” ซึ่งเป็นอักษรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อครั้งทรงผนวช และอีกความเป็นไปได้ คือ อักษรที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้น โดยทรงบัญญัติเป็นระเบียบวิธีเขียนหนังสือไทยแบบใหม่ ดังปรากฏในพระบรมราชาธิบายว่าด้วยเรื่อง “วิธีใหม่สำหรับใช้สระและเขียนหนังสือไทย” เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ แต่เนื่องด้วยบนแผ่นทองเหลืองสลักคำว่า “หีบพระสมุดกรมราชเลขานุการในพระองค์” ซึ่งจากการค้นคว้าพบว่า กรมราชเลขาธิการหรือออฟฟิศไปรเวตสิเกรตารีหลวง ตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ ตรงกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีเป็นพระองค์แรก จึงเป็นไปไม่ได้ที่แผ่นทองเหลืองที่ปรากฏจะเป็นอักษรอริยกะ ประเด็นสำคัญคือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดรูปสระและวิธีการเขียนหนังสือไทยแบบใหม่ขึ้น โดยการนำพยัญชนะและสระมาไว้ในบรรทัดเดียวกันเช่นเดียวกับอักษรอริยกะ ซึ่งเขียนได้สวยงามเป็นระเบียบ ไม่กำกวม อ่านง่าย ทำให้เข้าใจในภาษาได้ถูกต้อง ทั้งนี้ในรัชสมัยของพระองค์ท่านได้มีการปรับปรุงส่วนราชการต่างๆ ในกระทรวงวังขึ้น ๒๐ กรม แต่ยังไม่ปรากฎชื่อกรมราชเลขานุการในพระองค์ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อกระทรวงวังเป็น ศาลาว่าการกระทรวงวัง และมีการแบ่งส่วนราชการออกเป็น ๑๐ กรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทวงและกรม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ซึ่งหนึ่งใน ๑๐ กรม ที่ปรากฏนามคือ กรมราชเลขานุการในพระองค์ ดังนั้นจากหลักฐานทั้งหมดดังที่กล่าวในข้างต้น หีบพระสมุดของกรมราชเลขานุการในพระองค์ ทั้งห้าใบนั้น สันนิษฐานว่าถูกจัดทำขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๗๖ และสลักอักษรลงบนแผ่นทองเหลืองตามระเบียบวิธีเขียนหนังสือไทยแบบใหม่ ในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน “หีบพระสมุดกรมราชเลขานุการในพระองค์” จัดแสดง ณ บริเวณโถงกลางห้องหนังสือประเทศไทย ราชกิจจานุเบกษา และหนังสือนานาชาติ อาคาร ๑ ชั้น ๓ และหากผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้นะคะ ขอบคุณค่ะ ภาพแผ่นทองเหลืองสลักคำว่า “หีบพระสมุดกรมราชเลขานุการในพระองค์” ภาพหีบพระสมุดกรมราชเลขานุการในพระองค์ -----------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล: นางสาวรวิวรรณ พุฒซ้อน บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ -----------------------------------------------บรรณานุกรม จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ. จากลายสือไทยสู่อักษรไทย. กรุงทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานหอพระสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนสังคหะ แลหอสมุดสำหรับพระนคร. พระนคร: อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๑๒. พระบรมราชาธิบายพระบาสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว : วิธีใหม่สำหรับใช้สระและเขียนหนังสือไทย. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, ๒๔๙๓. “พระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงและกรม พุทธศักราช ๒๔๗๖” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๐ (๑๒ พ.ค. ๒๔๗๖) ๑๗๗. แม้นมาส ชวลิต. ประวัติหอสมุดแห่งชาติ. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๙.