ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 4,354 รายการ
สำนักหอสมุดแห่งชาติ รำลึกถึง "คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต" ปูชนียบุคคลผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่และเป็นเสาหลักของวงการห้องสมุด และวรรณกรรมไทย ตลอดช่วงชีวิตของท่านคุณหญิงแม้นมาสได้ฝากผลงานอันทรงคุณค่าไว้มากมาย ผลงานด้านการเขียนประกอบด้วยหนังสือสำหรับเด็ก งานเขียนด้านพุทธศาสนา ด้านสารคดีและบันเทิงคดี นอกจากนี้ยังมีผลงานการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย โดยได้แปลหนังสือ สารคดี นวนิยาย หนังสือสำหรับเด็ก บทความในวารสารวิชาการจำนวนมาก เพื่อเป็นการรำลึกถึงและสืบสานมรดกทางตัวอักษรที่ท่านได้มอบไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง หอสมุดแห่งชาติขอแนะนำ 10 ผลงานเด่นจากปลายปากกาของท่าน ได้แก่ คู่มือบรรณารักษ์ (ฉบับปรับปรุงแก้ไข) ประวัติหอสมุดแห่งชาติ กระต่ายแหย่เสือ แม่ไก่สีแดง โรงเรียนในทุ่งกว้าง วิมานลอย แนวทางส่งเสริมการอ่าน และยอดปรารถนา ผู้สนใจสามารถไปศึกษาค้นคว้าหาอ่านกันได้ที่หอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ปูชนียบุคคลสำคัญผู้พากเพียรวางรากฐานและพัฒนางานบรรณารักษศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2465 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา นับเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่ได้ศึกษาวิชาชีพนี้โดยตรงจากต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ
คุณหญิงแม้นมาสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และรองอธิบดีกรมศิลปากร โดยคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อหอสมุดแห่งชาติและวงการบรรณารักษ์มีดังนี้:
การบุกเบิกและก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ: ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ ณ ท่าวาสุกรี โดยเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานและออกแบบครุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบริหารจัดการการขนย้ายทรัพยากรสารสนเทศจากตึกถาวรวัตถุมายังอาคารใหม่ได้อย่างเรียบร้อย
การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้: ท่านเป็นผู้ริเริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติเพื่อจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography) นับเป็นหอสมุดแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้
การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล: ท่านริเริ่มการนำเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) มาใช้ และก่อตั้งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISDS-SEA) โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ รวมถึงการร่วมก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนแรก
การพัฒนาบุคลากร: ท่านให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบุคลากร โดยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้รับทุนการศึกษาและฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษศาสตร์ให้แก่สังคมไทย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลบรรณารักษศาสตร์ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สิริอายุ 104 ปี
วธ. ชูคุณค่าฟิล์มกระจก–ภาพถ่ายต้นฉบับ หลักฐานสำคัญสะท้อนประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม
เดินหน้าอนุรักษ์ พร้อมเผยแพร่ผ่านระบบดิจิทัล–นิทรรศการ–หนังสือ สืบสานคุณค่ามรดกความทรงจำแห่งโลก
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า “ฟิล์มกระจกและภาพถ่ายต้นฉบับ” เป็นหนึ่งในวิทยาการด้านการถ่ายภาพเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยชาวต่างประเทศ จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างภาพชาวต่างประเทศบันทึกภาพพระองค์ในรูปแบบดาแกโรไทป์ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) เป็นการสัมพันธไมตรีกับสหราชอาณาจักร
ฟิล์มกระจกและภาพถ่ายต้นฉบับนับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จัดเก็บในสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้รับประทานภาพถ่ายส่วนพระองค์จากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อีกทั้งยังทรงรับพระราชทานภาพส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมไปถึงห้องภาพฉายานรสิงห์มารวมไว้และจัดเก็บในหอพระสมุดวชิรญาณ จนมาจัดเก็บไว้ในสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติในปัจจุบัน นับเป็นโบราณวัตถุประเภทหนึ่งที่นำมาใช้ในการศึกษาประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการถ่ายภาพของไทย สะท้อนให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเสมือนหยุดเรื่องราวเหล่านั้นไว้บนแผ่นฟิล์มและภาพถ่าย และยังเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของช่างภาพ และความสวยงามในแต่ละยุคสมัย นั่นจึงเป็นเหตุให้ฟิล์มกระจกและภาพถ่ายต้นฉบับมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ด้วยคุณค่าที่ประจักษ์สู่สายตาโลก ไม่ว่าจะในฐานะเป็นของแท้ดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสยามกับนานาประเทศ ตั้งแต่ยุคการล่าอาณานิยมของชาติตะวันตกในเอเชีย ซึ่งนับเป็นหลักฐานในการตรวจสอบความเป็นอัตลักษณ์และนำไปสู่การปฏิรูปสังคม เหตุการณ์และสภาพสังคมช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมโลกที่ส่งผลกระทบต่อสยาม ฟิล์มกระจกและภาพถ่าย ชุด หอพระสมุดวชิรญาณ จึงได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จัดเก็บและอนุรักษ์ฟิล์มกระจกและภาพถ่ายต้นฉบับ ไว้เป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ด้วยสภาพของฟิล์มกระจกและภาพถ่ายมีความเปราะบาง ผ่านน้ำยาทางเคมีในการสร้างภาพ ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงของโลก การอนุรักษ์ด้วยการควบคุมสภาพแวดล้อมอันเป็นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อการเสื่อมสภาพของฟิล์มกระจกและภาพถ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ฟิล์มกระจกจะไม่สามารถนำออกมาให้บริการได้โดยตรง สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้ใช้หลักวิชาการจดหมายเหตุในการรักษาต้นฉบับด้วยการถ่ายโอนข้อมูลจากฟิล์มกระจกออกให้บริการในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ อัดขยายลงกระดาษอัดภาพ และไฟล์ดิจิทัล จัดทำรายละเอียดภาพโดยการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายศาสตร์ อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ รองศาสตราจารย์พิเศษ พีรศรี โพวาทอง และยังร่วมกับหน่วยราชการในท้องถิ่น นักวิชาการจากต่างประเทศในการบรรยายภาพอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ภาพมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผ่านการบริการตามระบบของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ปัจจุบันได้เปิดให้บริการในรูปแบบออนไลน์ทางเว็บไซต์สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ http://www.nat.go.th
นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ยังได้เพิ่มช่องทางการบริการให้กับประชาชนในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ทั้งในรูปแบบนิทรรศการ หนังสือ และการเสวนา โดยร่วมบูรณาการกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อทำหน้าที่ในการธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติทุกแขนงให้คงสืบไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศ สร้างความตระหนักรู้ในวัฒนธรรมของชาติแก่ชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลังสำหรับนำไปเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป
เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาและการคลี่คลายของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (Covid-19) กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้อัญเชิญ พระไภษัชยคุรุ ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั่วประเทศ ออกมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมและสักการะ ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้ประชาชนชาวไทย มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง สมดังพระปณิธานแห่งองค์พระไภษัชยคุรุ ทุกประการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ขอเชิญสักการะ "พระไภษัชยคุรุ :พระพุทธเจ้าบรมครูแห่งโอสถ" ผู้คุ้มครองมนุษย์ให้พ้นจากโรคทางกายและใจเพื่อความเป็นสิริมงคล ระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ถึง ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ เปิดทำการวันพุธ -วันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์-วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
THAI CULTURE, NEW SERIES No. 12
THAI WOOD CARVINGS
BY
PROFESSOR SILPA BHIRASRI
PUBLISHED BY
THE FINE ARTS DEPARTMENT
BANGKOK, THAILAND
B.E. 2558
วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓) เวลา ๐๙.๐๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานงานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ โดยมีนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม องค์การศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม และประชาชนร่วมงาน ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านศาสนาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การจัดแสดงนิทรรศการผลงานและผลิตภัณฑ์ของชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ และการบริการตรวจสุขภาพประชาชน ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๗.๒๔ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะและทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ แล้วทรงพระดำเนินไปยังพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทรงเปิดนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๓ เรื่อง “ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ” และพระราชทานเข็มเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทยแก่ผู้อนุรักษ์มรดกไทยดีเด่นและผู้สนับสนุนการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร เฝ้าฯ รับเสด็จ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำองค์ความรู้แขนงต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์จดหมายที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์โต้ตอบระหว่างสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงส่งถึงกัน มาร้อยเรียงเป็นนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๓ เรื่อง “ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ” เพื่อเทิด พระเกียรติสองปราชญ์แห่งศิลปวิทยาการ ผู้บุกเบิกและนำแนวทางการรวบรวม ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลมาประยุกต์ ใช้ในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นรากฐานของกระบวนการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี พิพิธภัณฑสถาน วรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรีและนาฏศิลป์ อย่างเป็นแบบแผนของไทยในปัจจุบัน อีกทั้งจะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ชมนิทรรศการได้เรียนรู้ มีความเข้าใจ และเกิดความสนใจในการศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ ต่อไป สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ กรมศิลปากรได้คัดเลือกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสำคัญกว่า ๓๐๐ รายการ และสื่อมัลติมีเดียมาจัดแสดง แบ่งออกเป็น ๖ หัวข้อ ดังนี้ ๑. สองสมเด็จปฐมบทแหงสาส์นสมเด็จ ๒. สองสมเด็จกับการพิพิธภัณฑสถาน ๓. สองสมเด็จกับงานดานดนตรี นาฏศิลป ๔. สองสมเด็จกับงานดานประวัติศาสตร โบราณคดี ประกอบด้วย งานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ความรูเรื่องเมืองนครปฐมโบราณ โบราณคดีทักษิณ และเครื่องปนดินเผาภาคเหนือ ๕. สองสมเด็จกับงานดานภาษาและหนังสือ ๖. สองสมเด็จกับงานดานศิลปกรรม ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๓ เรื่อง “ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ” ได้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม จนถึงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. (ปิดวันจันทร์ - อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
โบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล มีปราสาทประธาน 3 หลัง เรียงกันตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปราสาททั้ง 3 หลัง มีประตูทางเข้าเฉพาะด้านทิศตะวันออก ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้มีบรรณาลัยตั้งอยู่ ศาสนสถานถูกล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว และคูน้ำเว้นทางเข้าตามแนวแกนทิศด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก ใช้วัสดุศิลาแลงและหินทราย ทั้งนี้ ปรากฏภาพสลักทับหลังที่น่าสนใจ ที่ติดกับตัวงปราสาท จำนวน 6 ชิ้น ดังนี้ ชิ้นที่1 ทับหลังปราสาทหลังกลาง สลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประทับนั่งในท่ามหาราช (นั่งชันเข่า) ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันออก ประทับยืนอยู่เหนือหน้ากาล ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล ชิ้นที่ 2 ทับหลังปราสาทหลังทิศเหนือ สลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า อยู่ในกรอบซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล ชิ้นที่ 3 ทับหลังบรรณาลัยด้านทิศใต้ สลักภาพบุคคลไว้เครา ประทับนั่ง ขนาบข้างด้วยสตรี ซ้ายและขวา ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล ชิ้นที่ 4 ทับหลังบรรณาลัยด้านทิศเหนือ สลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า มือขวาถือดาบ อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาล คายท่อนพวงมาลัย ขนาบด้วยสิงห์มือจับท่อนพวงมาลัย สันนิษฐานว่าเป็นเทพผู้ปกปักรักษาศาสนสถานแห่งนี้ ชิ้นที่ 5 ทับหลังฝั่งตะวันออกของโคปุระด้านตะวันตก สลักภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล ชิ้นที่ 6 ทับหลังฝั่งตะวันออกของโคปุระด้านตะวันตก สลักภาพพระวรุณทรงหงส์ ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันตก ยืนอยู่เหนือหน้ากาล ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล จากรูปแบบศิลปกรรมของภาพสลักทับหลัง มีลักษณะคล้ายกับทับหลังศิลปะเขมร แบบาปวน จึงกำหนดอายุสมัยโบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล มีอายุอยู่ในช่วง ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 หลายคนคงสงสัยว่า ทับหลังแบบบาปวน ดูจากอะไร? ขอให้ทุกคนสังเกต โครงสร้างหลักของทับหลังแบบบาปวน คือ หน้ากาลอยู่กึ่งกลางด้านล่างของทับหลัง เหนือหน้ากาลมีรูปบุคคล ซึ่งอาจมีพาหนะหรือไม่ก็ได้ หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยวกขึ้นแล้วตกลงเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ม้วน เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ตั้ง ทั้งนี้อาจมีรูปแบบอื่นปรากฏ เช่น สลักเป็นภาพเล่าเรื่อง นั่นเอง ติดกันด้านทิศเหนือ ยังมี ปราสาทนางรำ ซึ่งเป็น โบราณสถานประเภท “อโรยคศาล” หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ด้วยนะครับ หากมีโอกาส ลองแวะเวียนไปเยี่ยมชมกันดูนะครับ ทั้งนี้ “กู่พราหมณ์จำศีล” และ “ปราสาทนางรำ” เป็นร่องรอยหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณเป็นชุมชนโบราณที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก มาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีศาสนสถานขนาดใหญ่ อย่างกู่พราหมณ์จำศีล เป็นศาสนสถานประจำชุมชน และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 จึงมีดำริให้สร้างโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงกัน----------------------------------------------------ข้อมูลโดย : นายวรรณพงษ์ ปาะละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง -กรมศิลปากร. ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร. 2535 -รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน. 2551.
แหล่งโบราณคดีที่เป็นแหล่งภาพเขียนสีอีกแหล่งหนึ่งของจังหวัดตรัง คือ แหล่งโบราณคดีภาพเขียนสีอ่าวบุญคง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่พบร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอดีตหลายยุคสมัยด้วยกัน แหล่งโบราณคดีภาพเขียนสีอ่าวบุญคง ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๓ ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ประวัติและความสำคัญ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาหินปูนภายในอ่าวบุญคง มีลักษณะเป็นอ่าวปิด ไม่มีทางรถยนต์เข้าถึง การเดินทางจึงต้องใช้เรือหรือเดินตัดผ่านป่าชายเลนเข้าไป แหล่งโบราณคดีมีลักษณะเป็นเพิงผา และโพรงถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลตามธรรมชาติ ภายในมีคูหาแบ่งเป็นหลายห้องทะลุถึงกันได้ บริเวณจุดที่พบภาพเขียนสีจะอยู่ด้านหน้าของโพรงถ้ำห่างจากปากถ้ำไปทางทิศเหนือประมาณ ๕ เมตร ตัวภาพสูงจากระดับน้ำทะเล ๒ เมตร ส่วนโพรงถ้ำที่พบหลักฐานทางโบราณคดีจะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๑ เมตร ตัวเพดานโพรงถ้ำมีขนาดสูงประมาณ ๑ - ๒ เมตร จากการศึกษาพบหลักฐานทางโบราณคดีในยุคก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญทางโบราณคดี ๑. ภาพเขียนสี ตั้งอยู่บริเวณเพิงผาด้านหน้าโพรงถ้ำ เขียนลายเส้นสีแดง ใช้เทคนิคการเขียนโครงเส้น และระบายสีทึบด้านในเป็นบางส่วน ภาพมีลักษณะคล้ายรูปปลา สัตว์ทะเล บุคคล และลายเรขาคณิต บางส่วนลบเลือนเนื่องจากมีคราบหินปูนเคลือบทับไว้ ตัวภาพมีความคล้ายคลึงกับภาพเขียนสีเขาแบนะในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งอยู่ห่างไปจากแหล่งโบราณคดีประมาณ ๑๓ กิโลเมตร ผลจากการศึกษาค่าอายุโดยการเปรียบเทียบรูปแบบกับกลุ่มภาพเขียนสีที่อ่าวพังงา จังหวัดพังงา และอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ กำหนดอายุภาพเขียนสีอ่าวบุญคงราว ๔,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ๒. หลักฐานทางโบราณคดีในโพรงถ้ำอ่าวบุญคง พบหลักฐานบริเวณพื้นถ้ำ ได้แก่ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน และชิ้นส่วนตลับเคลือบใสสีขาว สมัยราชวงศ์ซุ่งใต้อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดิน เปลือกหอยทากบก (หอยหอม) และ เปลือกหอยทะเล เช่น หอยสังข์กระโดด (หอยชักตีน) หอยแครง แหวนพลอยสีชมพู ตัวเรือนทำจากโลหะเคลือบสีทองเป็นแหวนสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้น จากลักษณะสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีสันนิษฐานว่าคนโบราณได้มาใช้พื้นที่บริเวณอ่าวบุญคงสำหรับจอดพักเรือระหว่างการเดินทาง หรือใช้หลบกระแสคลื่นลมและใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยปัจจุบัน อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว ๔,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ยุคประวัติศาสตร์ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๙ และสมัยรัตนโกสินทร์ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕ที่มาของข้อมูล : กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา
ต้นพระศรีมหาโพธิ์นับว่าเป็นต้นไม้มีความสำคัญในพุทธศาสนา มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ตอน พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา เมืองพาราณสี และปรากฏภาพสลักรูปบัลลังก์เปล่าใต้ต้นโพธิ์ในศิลปะอินเดียโบราณ ทั้งนี้ยังปรากฏข้อความในกาลิงคโพธิชาดก (ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย) พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบแก่พระอานนท์ว่าให้สัญลักษณ์แทนพระองค์หลังจากปรินิพพานแล้วคือต้นไม้ ทำให้มีการปลูกต้นโพธิ์ที่เชตวันวิหารเป็นครั้งแรกสมัยพุทธกาล เกิดการเคารพบูชาต้นโพธิ์ขึ้นฐานะตัวแทนของพระพุทธเจ้า ครั้งมีการเผยแพร่พุทธศาสนาจากอินเดียไปยังศรีลังกา ได้มีการอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกยังศรีลังกา และกลายเป็นสิ่งสำคัญที่มักมีในทุกอารามในศรีลังกาดังที่ปรากฏหลักฐานเป็นอาคารหรือฐานปลูกต้นศรีมหาโพธิ์เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสำคัญ เรียกว่า โพธิมณฑล ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาจากศรีลังกาได้เผยแพร่มายังบ้านเมืองในวัฒนธรรมสุโขทัยทั้งเมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร จึงได้นำความเชื่อเรื่องการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์เข้ามา แม้ว่าจะไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นต้นไม้ในโบราณสถานให้เห็นในปัจจุบัน แต่พบข้อความในจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงการปลูกโพธิ์ แสดงให้เห็นว่ามีการให้ความสำคัญกับต้นโพธิ์เช่นเดียวกับในศรีลังกา เช่น จารึกวัดศรีชุม มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีได้อัญเชิญต้นศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูก “…พระศรีมหาโพธินครสิงหลนั้นก็ดี สมเด็จพระมหาเถรเป็นเจ้าเอามาปลูกเหนือดิน…” จารึกวัดศรีพิจิตรกีรติกัลยาราม ได้กล่าวถึงสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิกลรัตนราชได้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ภายหลังการสร้างวัดแล้วเสร็จใน ๓ ปีต่อมา “…สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราช กรรโลง จึงสถิตสถาปนาปลูกพระพฤกษาธิบดีศรีมหา(โพธิ)…” จารึกนครชุม ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๗ – ๑๒ ความว่า “...ศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราชหากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนาในเมืองนครชุมนี้ปีนั้น พระธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานย์ คือพระธาตุแท้จริงแล้ เอาลุกแต่ลังกาทวีปพู้นมาดาย เอาทั้งพืชพระศรีมหาโพธิ์ อันพระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ใต้ต้นแลผจญพลขุนมาราธิราช ได้ปราบแก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธมาปลูกเบื้องหลังพระมหาธาตุนี้...” กล่าวถึงการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและการปลูกต้นศรีมหาโพธิ์นำมาจากลังกาทวีปไว้ที่เมืองนครชุม โดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐ ในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร พบฐานโบราณสถานที่มีรูปแบบการก่อศิลาแลงเป็นขอบหรือกรอบเว้นตรงกลางให้เป็นลานดิน ไม่พบหลักฐานประเภทผนังอาคาร โครงสร้างหลังคา และการประดิษฐานพระพุทธรูปภายใน และไม่พบโครงสร้างของฐานรากเจดีย์ภายในแต่อย่างใด จึงมีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสถานที่สำหรับปลูกหรือประดิษฐานต้นโพธิ์ และพบฐานโบราณสถานรูปแบบข้างต้นในวัดดังต่อไปนี้ วัดพระนอนพบฐานโบราณสถานรูปแบบดังกล่าวด้านตะวันตกของวัด หลังเจดีย์ประธานจำนวน ๑ แห่ง และฐานโบราณสถานด้านหลังมณฑปของวัดอีก ๑ แห่ง วัดนาคเจ็ดเศียรพบฐานโบราณสถานจำนวน ๑ แห่ง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของอุโบสถ ซึ่งฐานโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ที่พบในวัดพระนอนและวัดนาคเจ็ดเศียรมีรูปแบบที่คล้ายกัน โดยพบการก่อศิลาแลงในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและเว้นตรงกลางเป็นลานดิน ด้านหน้าของฐานโบราณสถานมีศิลาแลงก่อเป็นอาสนะ (บัลลังก์) และเปรียบเทียบได้กับรูปแบบของโพธิมณฑลในศรีลังกา เช่น โพธิมณฑลที่อิสุรุมุณิยะปรากฏอาสนะเปล่าที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ หมายถึงวัชราสนะหรือบัลลังก์ตรัสรู้ เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าก่อนมีการสร้างพระพุทธรูป หรือโพธิฆระ (โพธิมณฑลที่มีหลังคาล้อมรอบโคนต้น) นอกจากนี้ที่อภัยคีรีวิหารมีการประดิษฐานพระพุทธรูปไว้บนอาสนะด้วย วัดหมาผีพบฐานศิลาแลงก่อเป็นขอบบ่อในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน และที่วัดเพการามพบกรอบศิลาแลงรูปแปดเหลี่ยมที่ใช้ศิลาแลงขนาดสูง ๐.๘ เมตร ปักตั้งขึ้นเรียงกันและวางทับหลังศิลาแลงด้านบน ทั้งสองแห่งพบฐานโบราณสถานที่มีรูปแบบคล้ายกันคือมีการก่อศิลาแลงเป็นขอบเขตและเว้นตรงกลางเป็นลานดินไว้ ไม่พบอาสนะ (บัลลังก์) ด้านหน้าของฐานดังกล่าว ตำแหน่งของฐานโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ยังมีความสัมพันธ์กับข้อความในจารึกนครชุมที่ระบุตำแหน่งว่ามีการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้านหลังพระธาตุอีกด้วย เนื่องจากฐานอาคารที่พบมีตำแหน่งในแนวแกนหลักของวัดและตั้งอยู่ด้านหลังของเจดีย์ประธาน ทั้งนี้นอกจากที่เมืองกำแพงเพชรแล้วที่เมืองศรีสัชนาลัยก็พบลักษณะพื้นที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ที่ด้านทิศตะวันตกของวัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดยายตาที่พบฐานรูปแปดเหลี่ยมด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานและยังตั้งอยู่ในแนวแกนหลักของวัดเช่นกัน นับว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านอกเหนือไปจากงานศิลปกรรมต่าง ๆ ในพุทธศาสนาที่พบแล้วบ้านเมืองในวัฒนธรรมสุโขทัยต่างรับความเชื่อการปลูกและบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาพร้อมกันกับการติดต่อสัมพันธ์เพื่อรับพระพุทธศาสนาด้วย-----------------------------------------------------------ที่มาของช้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร-----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง :กรมศิลปากร. ประชุมจารึกภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๘. พัชรินทร์ ศุขประมูล, วิเศษ เพชรประดับ และเมธินี จิระวัฒนา. รูปและสัญลักษณ์แห่งพระศากยพุทธ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๒. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ลังกา. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๖. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ไทยสายสัมพันธ์กับศรีลังกา. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๓.
งานฉลองรัฐธรรมนูญหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ หรือรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลระบอบใหม่ได้พยายามประชาสัมพันธ์เรื่องรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธีการประชาสัมพันธ์ดังกล่าว คือ การจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ โดยจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๑๑-๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ และหลังจากนั้นรัฐบาลได้กำหนดจัดงานอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยระยะเวลาในการจัดงานแต่ละปีแตกต่างกันไป เช่น - พ.ศ. ๒๔๗๖ จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ๑๕ วัน ระหว่างวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม- สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม กำหนดให้จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ๓ วัน ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๐ ธันวาคม โดยวันแรกเป็นงานพระราชพิธี อีกสองวันที่เหลือเป็นงานฉลองและแสดงมหรสพ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการจัดงานส่วนใหญ่จะจัดประมาณ ๗ วัน ระหว่างวันที่ ๘-๑๔ ธันวาคม ซึ่งได้จัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ทุกจังหวัดจัดงานในช่วงเวลาเดียวกัน แต่จำนวนวันและกิจกรรมอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับงบประมาณและศักยภาพของแต่ละจังหวัดวัตถุประสงค์ของการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญไม่เพียงเป็นการฉลองเหตุการณ์สำคัญที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์หลักคือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้จักและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจความหมายของรัฐธรรมนูญและหลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร (เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา) รัฐบาลจึงต้องการดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาร่วมงานมากขึ้น ทำให้มีการจัดกิจกรรมรื่นเริงร่วมด้วย เช่น การแสดงมหรสพต่าง ๆ การประกวดการออกร้านค้า การจำหน่ายสินค้า การประกวดนางสาวสยาม การประกวดเรียงความ การประกวดประณีตศิลปกรรม กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายในงานจะอยู่ภายใต้แนวคิดการเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีต่อรัฐธรรมนูญ ส่งเสริมให้เกิดความเลื่อมใสในระบอบรัฐธรรมนูญและหลัก ๖ ประการ แสดงสัญลักษณ์แทนรัฐธรรมนูญและหลัก ๖ ประการ เช่น รัฐธรรมนูญจำลอง เสา ๖ เสา ธง ๖ ผืน เป็นต้น งานฉลองรัฐธรรมนูญลดบทบาทความสำคัญลงมากตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เนื่องจากสงครามโลกและการเปลี่ยนแปลงกลุ่มบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญที่เป็นงานรื่นเริงโดยสิ้นเชิง คงไว้เพียงงานพระราชพิธีในวันที่ ๑๐ ธันวาคมเท่านั้นผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ภาพชุด การประกวดภาพเก่าเกี่ยวกับจังหวัดลำพูนอ้างอิง :๑. ชาตรี ประกิตนนทการ. ๒๕๕๒. “งานฉลองรัฐธรรมนูญ.” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ (ตุลาคม ๒๕๕๒): ๑๖๔-๑๙๑.๒. ศราวุฒิ วิสาพรม. ๒๕๕๙. ราษฎรสามัญ หลังวันปฏิวัติ ๒๔๗๕. นนทบุรี: โรงพิมพ์มติชน.๓. นิตยสารสารคดี. ม.ป.ป. ย้อนอดีต ๖ เรื่องรื่นเริงที่เคยเกิดขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญ (Online).https://www.sarakadeelite.com/.../thailand-constitution.../, สืบค้นเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔.๔. พิพิธภัณฑ์รัฐสภา. ม.ป.ป. งานฉลองรัฐธรรมนูญ-มหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุค (Online). https://parliamentmuseum.go.th/ar63-feast.html, สืบค้นเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔.
บทความทางวิชาการ " การบูรณะวิหารพระนาก วัดจักรวรรดิ์"
วิหารพระนาก วัดจักรวรรดิ์ สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๒๓๗๐ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เดิมเป็นวิหารหรือหอพระที่ประดิษฐานพระบางเมื่อครั้งที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้อัญเชิญมาจากนครหลวงเวียงจันทร์
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานพระบางกลับไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระนาก จากหอพระในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกันมาประดิษฐานไว้ในวิหารแทน จึงเรียกวิหารหลังนี้ว่า วิหารพระนาก
วิหารพระนากมีความพิเศษหลายประการที่พบไม่บ่อยนักในอาคารในรุ่นราวคราวเดียวกัน อาทิเช่น การตกแต่งผนังภายนอกด้วยงานจิตรกรรมลายแผงหรือลายแย่งแบบราชวัตร (ลายตาราง) ซึ่งมีลักษณะเป็นดอกพุดตานก้านแย่งจากดอกตูมออกไปทั้งสี่ทิศ ตัวลายสีเหลืองถมพื้นดำ คล้ายกับทำให้ดูเหมือนเป็นการตกแต่งด้วยลายทอง อย่างไรก็ตามการตกแต่งผนังภายนอกดังกล่าวนี้เป็นงานที่เขียนขึ้นใหม่ในยุคหลัง แต่ยังคงรูปแบบลวดลายตามอย่างของเดิม
ซุ้มประตู-หน้าต่าง ปั้นปูนเป็นลายดอกพุดตานปิดทอง ตัวบานเขียนด้วยลายทองสอดสีรูปมังกร สิงโต และสัญลักษณ์มงคลในวัฒนธรรมจีน ซึ่งถือเป็นงานศิลปกรรมชิ้นสำคัญของวิหารแห่งนี้
การตกแต่งหน้าบันด้วยลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบลายคราม แสดงเรื่องราวของแม่กาเผือกซึ่งเป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในภัทรกัลป์ และยังเป็นตำนานที่มีอิทธิพลมากในแถบล้านช้างและล้านนา
การทำช่องซุ้มประดับประทีป ซึ่งอาจพบเจอได้บ้างในวิหารที่อื่นๆ เช่น วัดไพชยนต์พลเสพย์ เป็นต้น แต่ช่องซุ้มประดับประทีปที่วิหารพระนากนี้ หากนับดูจะได้เท่ากับ ๒๔ ช่อง ซึ่งทำให้นึกไปถึงอดีตพุทธทั้ง ๒๔ พระองค์
การตกแต่งพนักบันไดด้านหน้าด้วยลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบลายคราม เป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพุทธประวัติตอนมารผจญ ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่ปรากฏการการนำเรื่องราวดังกล่าวมาแสดงภายนอกอาคาร
นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการเขียนลายทองรูปดอกไม้ที่กรอบช่องเปิดพาไล (กรอบหน้าต่างแนวผนังรอบนอก) ซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่สำคัญคาดว่าวิหารพระนาก หรือวิหารพระบางหรือหอพระบางเดิม อาจมีหน้าต่างตรงกรอบช่องเปิดพาไล (กรอบหน้าต่างแนวผนังรอบนอก) เนื่องจากพบว่าไม้กรอบพาไลบางส่วนมีร่องเดือย และร่องรางรับบาน
อ้างอิง
กรมศิลปากร. ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 4 : วัดสาคัญกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2525). 217-218
ปฐมพงษ์ สุขเล็ก. “พระบาง” จากลาวสู่สยาม มาเพราะ “การเมือง” ส่งกลับเพราะ “ความเชื่อ”, ใน ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับมกราคม 2556.
อมรรัตน์ จริงวาจา. จิตรกรรมลายแผงสมัยรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 4 : วิเคราะห์ที่มารูปแบบและพัฒนาการ, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2560.
http://gis.finearts.go.th/fineart/ วัดจักรวรรดิราชาวาส
เรียบเรียง
ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี
เอื้อเฟื้อข้อมูล
พงศธร เหียงแก้ว
ศุภกิจจ์ เสถียรอินทร์
เรียบเรียง
ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี
ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ขอแนะนำหนังสือ จดหมายเหตุ เดอ วิเซ ว่าด้วยการเดินทางของคณะราชทูตสยามในราชอาณาจักรฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1686 ของสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ จำหน่ายในราคาชุดละ ๗๙๐ บาท (มีทั้งหมด ๔ เล่มพร้อมกล่อง) ผู้ที่สนใจสามารถซื้อหนังสือได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) โทรศัพท์ ๐-๒๑๖๔-๒๕๐๑ ต่อ ๑๐๐๔ (ในวันและเวลาราชการ) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th และสามารถติดตามข่าวสารหนังสือต่าง ๆ ของกรมศิลปากรได้ที่ facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร
โบราณสถานวัดวังไทร
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ บ้านวังไทร ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช
.....มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติวัดวังไทรว่า เดิมแถบนี้เป็นป่าดง มีช้างอาศัยเป็นจำนวนมาก พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งจึงสั่งให้พระยาไทรบุรี – ยะรัง เป็นหัวหน้ามาตั้งเพนียดจับช้างเพื่อส่งให้แก่เมืองหลวง จึงได้มาสร้างที่พำนักหรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่าวังอยู่บริเวณนี้จึงเรียกว่า “วังพระยาไทย” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “วังไทร” อย่างไรก็ดี ชื่อวังไทรนี้บ้านว่ามาจากชื่อต้นไทรใหญ่อยู่ริมคลองในบริเวณวัด
.....โบราณสถานสำคัญภายในวัดได้แก่ เจดีย์ สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน ๔ องค์ ตั้งเรียงตามแนวทิศตะวันออก – ทิศตะวันตก ซึ่งกรมศิลปากรขุดค้น ขุดแต่งและบรูณะในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ประกอบด้วย เจดีย์องค์ที่ ๑ (องค์ทิศตะวันตกสุด) ขนาดฐานกว้างด้านละ ๑.๖๐ เมตร เจดีย์องค์ที่ ๒ ขนาดฐานกว้างด้านล่ะ ๑.๘๐ เมตร เจดีย์องค์ที่ ๓ ขนาดฐานกว้าง ด้านละ ๑.๓๐ เมตร และเจดีย์องค์ที่ ๔ (องค์ทิศตะวันออกสุด) ขนาดฐานด้านล่ะ ๑.๓๐ เมตร เจดีย์เหล่านี้ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ส่วนเรือนธาตุย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนองค์ระฆังเป็นดินเผาแกะสลักลวดลาย มีการประดับตกแต่ง ด้วยลายปูนปั้นที่งดงาม
อายุสมัย : สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓
วัดวังไทร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๘๓ ง หน้า ๑ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ เนื้อที่โบราณสถานประมาณ ๘๗ ตารางวา
จัดทำโดย
นายสรรชัย แย้มเยื้อน และ นายสหภาพ ขนาน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาการจัดการสารสนเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
#วัดวังไทร #โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนนครศรีธรรมราช
อ้างอิง
นภัคมน ทองเฝือ. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๓
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าฟังการบรรยายพาชมพระราชวังจันทรเกษม ในกิจกรรม “ชาววัง พาชม” ซึ่งภัณฑารักษ์จะพาทุกท่านดื่มด่ำไปกับบรรยากาศโบราณสถานในยามค่ำคืน พร้อมรับฟังเรื่องราวของวังแห่งนี้ นับตั้งแต่เป็นวังหน้าสมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนเปลี่ยนแปลงการใช้งานเป็นที่ว่าการมณฑลเทศาภิบาล โดยเปิดรอบนำชม ทุกวันเสาร์ เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ลงทะเบียน ณ จุดขายบัตรเข้าชม (งานนี้เราจะพาท่านไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวังด้วย ใครเป็นสายมูไม่ควรพลาด)
กิจกรรม “ชาววัง พาชม” เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษม (เฉพาะภายนอกอาคาร) ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 16.30 - 21.00 น. ค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท ผู้พิการ และชาวไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร. 0 3525 1586