ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,557 รายการ



          วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๑.๐๐ น. เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น เข้าดำเนินการถากถางกำจัดวัชพืช ในเขตพื้นที่โบราณสถานหอระฆังไม้ วัดศรีบุญเรือง ตำบลพันดอน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี




กรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาาติ ปราจีนบุรี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ขอเชิญร่วมกิจกรรม . เทศกาลพิพิธภัณฑ์สร้างสรรค์ สวนศิลป์บันดาลใจ Creative Museum, Prachinburi Art & Craft Fair ภายใต้โครงการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยามค่ำคืน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ . พร้อมเปิดประสบการณ์ไปกับการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืน ในวันที่ ๒๒ - ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๕.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย . Ganesha Puja สักการะพระพิฆเนศ องค์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อายุกว่า ๑,๔๐๐ ปี ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ เนื่องในวันคเณศชยันตี เทศกาลเฉลิมฉลองวันประสูติของพระพิฆเนศ ในปีนี้ ตรงกับวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๙ ........................................................... Museum Tour (จำกัดจำนวนรอบละ ๒๕ คน) วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๙ จำนวน ๒ รอบ รอบที่ ๑ เวลา ๑๘.๐๐ และรอบที่ ๒ เวลา ๑๙.๐๐ น. วันที่ ๒๓ - ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ วันละ ๔ รอบ รอบที่ ๑ เวลา ๑๖.๐๐ รอบที่ ๒ เวลา ๑๗.๐๐ รอบที่ ๓ เวลา ๑๘.๐๐ และรอบที่ ๔ เวลา ๑๙.๐๐ น. ....................................................... Museum Stamp Station กิจกรรมสะสมตราประทับเป็นที่ระลึก ชุด “โบราณวัตถุห้ามพลาด” แจกฟรีสมุดสะสมตราประทับสำหรับผู้ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม จำกัดจำนวน วันละ ๑๐๐ ชุด ....................................................... Ethnology Mobile Museum รถพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้เรื่องราวทางชาติพันธ์วิทยา ในวันที่ ๒๒ - ๒๔ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๕.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ………………………………………………. คลินิกหมออนุรักษ์ Artifact Conservation Clinic กิจกรรม Workshop และให้คำปรึกษาการอนุรักษ์วัตถุสะสม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำวัตถุมาร่วม workshop และอนุรักษ์เบื้องต้นได้ วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๕.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. งานโลหะ เช่น พระพุทธรูป เหรียญ เหรียญที่ระลึก วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๕.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. งานกระดาษ เช่น หนังสือ สูติบัตร โฉนดที่ดิน ..................................................... พิศภาพ เพลินเพลง "Passion of Prachinburi" นิทรรศการภาพถ่าย บันทึกภาพความทรงจำจากวันวาน บอกเล่าความงามและความประทับใจที่มีต่อปราจีนบุรี โดย กลุ่มคนรักการถ่ายภาพจังหวัดปราจีนบุรี นำโดย นายแพทย์จอมพล มุสิกวงศ์ .......................................................... Art & Craft Workshop กิจกรรม Workshop และการสาธิตสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ร่วมกับนักโบราณคดี และศิลปินอาร์ตทอย การลงทะเบียนกิจกรรม Workshop รายวัน ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี วันที่ ๒๒ - ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ กติกา ๑ คน เลือกทำกิจกรรมได้ ๑ อย่าง ๑. ลงทะเบียนที่จุดรับลงทะเบียน ๒. รับคูปองกิจกรรม Workshop ๓. ทำกิจกรรม Workshop ตามรอบเวลาที่ระบุในคูปอง วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๙ เริ่มเวลา ๑๖.๓๐ น. กิจกรรม “เล่าเรื่องเมืองศรีมโหสถแบบหวาน ๆ” ปั้นขนมอาลัวสด จากลวดลายโบราณสถาน วิทยากรโดย นางเป็นภัสญ์ ศรีสุวิทธานนท์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี จำนวน ๑๐ รอบ ๆ ละ ๕ คน รอบที่ ๑ เวลา ๑๖.๓๐ น. รอบที่ ๒ เวลา ๑๖.๔๕ น. รอบที่ ๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. รอบที่ ๔ เวลา ๑๗.๑๕ น. รอบที่ ๕ เวลา ๑๗.๓๐ น. รอบที่ ๖ เวลา ๑๗.๔๕ น. รอบที่ ๗ เวลา ๑๘.๐๐ น. รอบที่ ๘ เวลา ๑๘.๑๕ น. รอบที่ ๙ เวลา ๑๘.๓๐ น. รอบที่ ๑๐ เวลา ๑๘. ๔๕ น. วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๙ กิจกรรม หล่อเรซิ่นโมเดลโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี x Munkky Studio รอบที่ ๑ เวลา ๑๕.๐๐ รอบที่ ๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. รอบที่ ๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. รอบที่ ๔ เวลา ๑๘.๐๐ น. วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๙ กิจกรรม ระบายสีแมกเนตโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี x Munkky Studio รอบที่ ๑ เวลา ๑๕.๐๐ รอบที่ ๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. รอบที่ ๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. รอบที่ ๔ เวลา ๑๘.๐๐ น. วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๙ กิจกรรม หล่อเรซิ่นโมเดลโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี x Munkky Studio รอบที่ ๑ เวลา ๑๕.๐๐ รอบที่ ๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. รอบที่ ๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. รอบที่ ๔ เวลา ๑๘.๐๐ น. วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ กิจกรรม ระบายสีแมกเนตโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี x Munkky Studio รอบที่ ๑ เวลา ๑๕.๐๐ รอบที่ ๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. รอบที่ ๓ เวลา ๑๗.๐๐ น. รอบที่ ๔ เวลา ๑๘.๐๐ น. ……………………………………………….. กิจกรรม Workshop ของที่ระลึก โดย โรงเรียนดนตรี กีฬา สเก็ตโซโฟน Sk8xophone Music Academy วันที่ ๒๒ - ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ ........................................................... Museum Talk วันที่ ๒๓ - ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๙ พิพิธ - พิพิธภัณฑ์ พูดคุยกับภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก ถึงบทบาทของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ต่อสังคมหลากมิติ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๙ Beyond the Shot: แรงบันดาลใจจากเลนส์สู่ภาพ พลังสะท้อนสังคม พูดคุยกับนายแพทย์จอมพล มุสิกวงศ์ และผู้แทนชมรมคนรักการถ่ายภาพ ค้นหาแรงบันดาลใจ และสารจากช่างภาพที่สะท้อนออกมาในผลงานภาพถ่าย วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๙ วัตถุสะสมที่มีคุณค่า อนุรักษ์เองได้แค่รู้หลักการ พูดคุยกับนักอนุรักษ์โบราณวัตถุ เรียนรู้วิธีการอนุรักษ์วัตถุ ของสะสมที่มีคุณค่าได้ด้วยตัวเอง เพื่อนำไปต่ออายุสิ่งของที่มีคุณค่านั้นให้อยู่ไปอีกยาวนาน ……………………………………………………………. Art & Craft Market สวนศิลป์บันดาลใจ Workshop งานศิลปะ เครื่องประดับ ของที่ระลึก จำหน่ายสินค้างานสร้างสรรค์ งาน Craft ศิลปะ และ Art Toys รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ........................................................... เพลินเพลงในสวน การแสดงนาฏศิลป์ และดนตรี จากนักเรียน และกลุ่มเครือข่ายในจังหวัดปราจีนบุรี ........................................................... **เข้าชมนิทรรศการภายในอาคาร มีค่าใช้จ่าย ค่าเข้าชม ชาวไทย ๓๐ บาท ชาวต่างชาติ ๒๐๐ บาท พระภิกษุ สามเณร นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุเกิน ๖๐ ปี เข้าชมฟรี ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ : https://maps.app.goo.gl/ZReq8B727nwkvzp17?g_st=ic สอบถามเพิ่มเติม โทร ๐๓๗ ๒๑๑ ๕๘๖


          วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยนายเชาวน์วัศ มังกร วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ประชุมติดตามความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรค พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดำเนินโครงการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์โบราณสถานสะพานขอม ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร


         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมพิเศษ การสาธิตขนบชาววังกับ “หญิงน้ำปรุง จรุงจิต” พบกับการสาธิตการทำมาลัยดอกไม้สด มาลัยตัวสัตว์ วันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 และการสาธิตการจัดดอกไม้แบบไทยประดิษฐ์ วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ณ อาคารปรัศว์ซ้าย พระราชวังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา           กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสุดพิเศษในโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” จัดให้ยาวๆ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 - กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรม “Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม” เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษมยามค่ำคืน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. พิเศษปีนี้! เปิดให้เข้าชมภายในอาคารพลับพลาจตุรมุข อีกด้วย          อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/chantharakasemmuseum   



วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทนมีย์มิตรประชา ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๓๐ คน คุณครู ๓ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ชวนประชาชนผู้สนใจประกวดภาพถ่ายจากการเที่ยวงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี (Songkhla Night Museum) "เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ" ชิงเงินรางวัลรวม 20,000 บาท ใช้ได้ทั้งกล้องดิจิตอล, กล้องฟิล์มและสมาร์ทโฟน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. - 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 7431 1728    กติกา 1. ส่งภาพผลงานประกวดถ่ายภาพขนาด A3 ที่คุณประทับใจในงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี (Songkhla Night Museum) "เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ" 2. ส่งไฟล์ภาพเป็น jpg ได้ที่ songkhlamuseum@gmail.com 3. ปิดรับภาพถ่ายวันที่ 31 มกราคม 2569 4. ประกาศผลการประกวดภาพถ่าย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทาง Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ***การตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด***   ชิงรางวัล รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 3,000 บาท รางวัลชมเชย เงินรางวัล 2,000 บาท


       กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชม “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุก และได้ความรู้จากกรมศิลปากร ออนไลน์ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 14.00 - 15.00 น. เตรียมพร้อมรับทั้งความรู้และความสนุกไปด้วยกัน เริ่มตอนแรกในวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 ตอน “การบูรณะปราสาทหินด้วยเทคนิคอนัสติโลซิส” โดย วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกเชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม (บูรณปฏิสังขรณ์หรือสถาปัตยกรรมไทย) ร่วมพูดคุยกับ นฤพร เสาวนิตย์ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม สามารถรับชมได้ผ่านทาง Facebook : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept  และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร  https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d


กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ กรมศิลปากร จัดกิจกรรมให้ร่วมสนุก เพียง “กดติดตาม กดไลค์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็น” ลุ้นรับรางวัล หนังสือชุด 4 เล่ม “จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” จำนวน 20 รางวัล โดยจะสุ่มจับรางวัลในวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 (ระยะเวลาร่วมกิจกรรม วันที่ 13 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569) โดยกติกาดังนี้  1. กดติดตาม Facebook page : กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ https://www.facebook.com/profile.php?id=100069102404211 2. กดไลค์ และกดแชร์โพสนี้ พร้อมติดแฮชแท็ก #กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ 3. แสดงความคิดเห็นใต้โพสนี้“นำเสนอจังหวัดบ้านเกิดของคุณ อาจจะแนะนำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สิ่งของ ผลไม้ หรือ อะไรก็ได้ ที่อยากนำเสนอ เพื่อให้คนได้รู้จักบ้านเกิดของคุณมากยิ่งขึ้น” พร้อมติดแฮชแท็ก #กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ  


พญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลากหลายด้าน ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ มีอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดพระเจ้าเม็งราย อยู่ในตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่สามที่พญามังรายทรงสร้างขึ้น โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุถึงการตั้งวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ในสมัยก่อนวัดนี้เดิมชื่อ “วัดคานคาด” หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน โดยมีความหมายมาจาก ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างวัดขึ้นตรงนั้น พระอาจารย์การกุย ทูลสนโย อดีตเจ้าอาวาส อธิบายว่าวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ ยังมีอีกชื่อว่า วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” ตรงกับพระนามของพระองค์ท่าน วัดพระเจ้าเม็งราย มีพระพุทธรูปยืนที่สำคัญองค์หนึ่ง นามว่า พระเจ้าค่าคิงพญามังราย โดยมีตำนานและความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏในตำนานเมืองเชียงใหม่และในพงศาวดารโยนก กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๙ พญามังรายทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้น ทรงขนานนามว่า “เวียงกุมกาม” ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๑ ได้มีพระมหาเถรเจ้า นามว่าพระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยลูกศิษย์ ๕ รูป เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติอันสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ปริยัติ (การเรียนรู้หลักธรรม) ปฏิบัติ (การนำไปลงมือทำ) และ อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) โดยสามารถทำได้ครบทั้งสามส่วนและเป็นผู้ปฏิบัติดีโดยสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อยักษ์ไม่ไกลจากเวียงกุมกาม พญามังรายทรงกราบพระมหาเถรเจ้า ซึ่งได้ทรงปราศรัยและสนทนาธรรมกับพระมหากัสสปะเถระแสดงธรรมเรื่องวัฏฏังคุลีราชชาดก โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปของพระยาวัฏฏังคุลีให้พญามังรายฟังว่า พระยาวัฏฏังคุลีเพียงได้ต่อนิ้วพระหัตถ์พระพุทธรูปที่ชำรุดแล้ว อานิสงส์จากการต่อนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปยังมีอานิสงส์สามารถชนะข้าศึกศัตรูได้ ถึงแม้ไม่ได้สร้างพุทธรูปองค์ใหม่ทั้งองค์ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า ได้สร้างพระพุทธรูปทั้งองค์แล้ว อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปจักเป็นฉันใด จากพงศาวดารโยนก (๒๖๐-๒๖๑)  “ลุจุศักราช ๖๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก เจ้าเมงรายให้เอาดินที่ขุดหนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม ให้เป็นที่ไหว้บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ครั้งนั้นมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่ากัสปเถระเป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดมีศิษย์ ๕ รูป มาสถิตย์สำราญบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ ณ รุกขมูลร่มไม้มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นที่สงัดและเป็นที่สิงสถิตรุกขเทวดามาแต่ก่อน อันมี ณ ที่ไม่ไกลนักจากเวียงกุมกาม พระยาเมงรายได้ทราบว่ามีพระเถระ ๕ รูป มาสำนักอยู่ ณ ที่นั้น ก็เสด็จไปกระทำมนัสการมหาเถรเจ้านั้น แต่ตรัสปราศรัยไต่ถามด้วยปริยายหลายประการ มหาเถรเจ้าก็แสดงธรรมในวัฏฏคุลีชาฎกแก่เจ้าเมงราย ๆ มีใจเลื่อมใสศรัทธาในศีลาธิคุณแห่งพระมหาเถรเจ้านั้นเป็นอันยิ่ง จึงให้สร้างอาราม ณ ที่นั้นถวายพระผู้เป็นเจ้า และให้หล่อรูปพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นั่ง ๓ ยืน ๒ สูงใหญ่ขนาดเท่าส่วนองค์ของเจ้าเมงราย ประดิษฐานไว้ในพระอารามนั้น...พระยาเมงรายได้ไปกระทำสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรซึ่งสร้างไว้นั้น แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังรี้พลไปเอาเมืองรามัญหงสาวดีครั้งนี้ ขอให้พระยารามัญอ่อนน้อมแก่ข้า ด้วยอำนาจผลบุญนี้ ข้ากลับมาจักสร้างมหาวิหาร ให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าอีกแล” หลังจากนั้นพญามังรายอธิษฐานว่า “ด้วยเดชะบุญที่ข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังพลไปเมืองรามัญ ประเทศหงสาวดีเมืองมอญ หากว่าพระยามอญยังอ่อนน้อมกับด้วยข้า ด้วยอานุภาพอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้แท้ ข้ามาถึงจักสร้างวิหารให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าแล” พระองค์ยาตราทัพไปถึงแม่น้ำอิรวดี เมืองหงสาวดี อาณาจักรมอญแล้วนั้น ทางฝ่ายหงสาวดี พระเจ้าสุทธโสมกลัวในเดชานุภาพ จึงส่งราชทูตเพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ พร้อมยอมถวายพระราชธิดา “อุสาปายโค” ให้เป็นชายา เพื่อเป็นพระราชไมตรีต่อกันสืบไป จากพงศาวดารโยนก (๒๖๑) “อธิฐานฉันนี้แล้วพระยาเมงรายก็ยกพลโยธาไปเมืองหงสาวดี กองทัพข้ามน้ำแม่คงคาไปถึงน้ำแม่อาสา ขณะนั้นพระยาหงสาวดีตนชื่อว่าสุทธโฉม รู้ข่าวว่าพระยาเมงรายยกมาตั้งทัพอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองแห่งตนก็มีความตกใจ จึงแต่งอำมาตย์ผู้ฉลาดเชิญราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ขอเป็นทางพระราชไมตรี และยอมยกพระราชธิดาผู้ชื่อว่านางปายโค (ในราชาธิราชว่าตระแม่ศรี) ให้แก่พระยาเมงรายมหาราชเจ้า เพื่อจะได้เป็นพระราชสัมพันธมิตรสนิทต่อกันสืบไป” พญามังรายกลับมาถึงเวียงกุมกาม ตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า จากการที่ได้อธิษฐานพระพุทธรูป ๕ องค์ จึงบังเกิดเดชานุภาพเป็นผลสำเร็จในครั้งนี้ จึงได้สั่งการให้นายช่างผู้มากฝีมือเพื่อทำการสร้างวิหาร ต่อมาพบนายช่างนามว่า “กานโถม” ซึ่งต่อมาได้เป็นเป็นช่างเอกในสมัยพญามังราย เพื่อถวายวิหารคลุมพระพุทธรูป ๕ องค์ เป็นพระนั่ง ๓ องค์ พระยืน ๒ องค์ ในส่วนของพระยืน ๑ องค์นั้น เป็นพระสูงใหญ่เท่าตัวของพระองค์ ตรงบริเวณที่พระมหากัสสปะเถระอาศัยอยู่นั้น เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๓ ซึ่งในปัจจุบันวิหาวัดการโถม อยู่ตรงบริเวณวัดช้างค้ำกานโถม (วัดกานโถมกุมกามภิรมณ์) ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองใหม่ขึ้น บริเวณพื้นที่นาบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นได้ทรงขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์” รวมถึงการนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมไปถึงเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือ เป็นของตนเอง เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนา เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ นอกจากนี้ทรงมีพระบัญชาให้เหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารแต่งขบวนพยุหยาตราไปอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าค่าคิงพญามังราย ซึ่งมีขนาดองค์พระใหญ่โตเท่าตัวของพญามังรายจากเวียงกุมกามในตอนต้น เพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ระหว่างทางทางของการอัญเชิญพระเจ้าค่าคิงพญามังรายมาประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดเชียงมั่นนั้น ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดและประดิษฐานขึ้นไว้ตรงบริเวณดังกล่าว และพระราชทานนามว่า วัดคานคอด (ไม้คานหัก) หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” พระเจ้าค่าคิงพญามังราย เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ปางห้ามญาติ ประทับยืนในปางลีลา มีพุทธลักษณะสง่างามพระหัตถ์ซ้ายห้อยลงแนบพระวรกายตามปกติ พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาทรงห้าม จีวรแนบติดพระวรกาย เส้นพระศกใหญ่ไม่มีขอบไรพระศก พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมี ภายในพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สำหรับปางห้ามญาติ มีความหมายตามพุทธประวัติ คือปางที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดาและพระมารดาที่กำลังทะเลาะกันเรื่องน้ำที่ริมแม่น้ำโรหิณี เพื่อทรงห้ามความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายกันกับปางห้ามญาติ นั่นก็คือปางห้ามพยาธิ มีความหมายตามพุทธประวัติมาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงระงับโรคระบาดและภัยพิบัติในเมืองไพศาลี โดยทำการเจริญรัตนสูตรและประพรมน้ำมนต์ เพื่อเป็นการระงับโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน ซึ่งทั้งสองปางนี้เป็นพระพุทธรูปมีลักษณะท่าทางคล้ายกันมากและเป็นพระประจำตัวของผู้ที่เกิดวันจันทร์เช่นเดียวกัน คำว่า พระเจ้า ในภาษาเหนือหมายถึง พระพุทธรูป ส่วนคำว่า ค่า หมายถึง เท่ากับหรือเสมอ และคำว่า คิง หมายถึง ความสูงของพระองค์ โดยนำมาใช้เป็นความสูงขององค์พระพุทธรูป ในที่นี้อาจกำหนดตามระยะลำแสงทอดเงาออกบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในกลางแดดเวลาช่วงเช้าหรือบ่ายก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจนำน้ำหนัก ตามส่วนสูง ตามช่วงแขน ตามช่วงศอกของพระองค์มากำหนดเป็นความสูงให้เป็นอีกเท่าหนึ่งก็เป็นได้เช่นกัน วัดพระเจ้าเม็งราย (วัดการะกอด) ได้ขึ้นทะเบียนในประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ง หน้า ๓๖๘๒  ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : “ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง.  (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๒. ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


พญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลากหลายด้าน ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ มีอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดพระเจ้าเม็งราย อยู่ในตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่สามที่พญามังรายทรงสร้างขึ้น โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุถึงการตั้งวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ในสมัยก่อนวัดนี้เดิมชื่อ “วัดคานคาด” หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน โดยมีความหมายมาจาก ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างวัดขึ้นตรงนั้น พระอาจารย์การกุย ทูลสนโย อดีตเจ้าอาวาส อธิบายว่าวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ ยังมีอีกชื่อว่า วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” ตรงกับพระนามของพระองค์ท่าน วัดพระเจ้าเม็งราย มีพระพุทธรูปยืนที่สำคัญองค์หนึ่ง นามว่า พระเจ้าค่าคิงพญามังราย โดยมีตำนานและความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏในตำนานเมืองเชียงใหม่และในพงศาวดารโยนก กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๙ พญามังรายทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้น ทรงขนานนามว่า “เวียงกุมกาม” ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๑ ได้มีพระมหาเถรเจ้า นามว่าพระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยลูกศิษย์ ๕ รูป เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติอันสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ปริยัติ (การเรียนรู้หลักธรรม) ปฏิบัติ (การนำไปลงมือทำ) และ อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) โดยสามารถทำได้ครบทั้งสามส่วนและเป็นผู้ปฏิบัติดีโดยสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อยักษ์ไม่ไกลจากเวียงกุมกาม พญามังรายทรงกราบพระมหาเถรเจ้า ซึ่งได้ทรงปราศรัยและสนทนาธรรมกับพระมหากัสสปะเถระแสดงธรรมเรื่องวัฏฏังคุลีราชชาดก โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปของพระยาวัฏฏังคุลีให้พญามังรายฟังว่า พระยาวัฏฏังคุลีเพียงได้ต่อนิ้วพระหัตถ์พระพุทธรูปที่ชำรุดแล้ว อานิสงส์จากการต่อนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปยังมีอานิสงส์สามารถชนะข้าศึกศัตรูได้ ถึงแม้ไม่ได้สร้างพุทธรูปองค์ใหม่ทั้งองค์ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า ได้สร้างพระพุทธรูปทั้งองค์แล้ว อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปจักเป็นฉันใด จากพงศาวดารโยนก (๒๖๐-๒๖๑)  “ลุจุศักราช ๖๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก เจ้าเมงรายให้เอาดินที่ขุดหนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม ให้เป็นที่ไหว้บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ครั้งนั้นมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่ากัสปเถระเป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดมีศิษย์ ๕ รูป มาสถิตย์สำราญบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ ณ รุกขมูลร่มไม้มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นที่สงัดและเป็นที่สิงสถิตรุกขเทวดามาแต่ก่อน อันมี ณ ที่ไม่ไกลนักจากเวียงกุมกาม พระยาเมงรายได้ทราบว่ามีพระเถระ ๕ รูป มาสำนักอยู่ ณ ที่นั้น ก็เสด็จไปกระทำมนัสการมหาเถรเจ้านั้น แต่ตรัสปราศรัยไต่ถามด้วยปริยายหลายประการ มหาเถรเจ้าก็แสดงธรรมในวัฏฏคุลีชาฎกแก่เจ้าเมงราย ๆ มีใจเลื่อมใสศรัทธาในศีลาธิคุณแห่งพระมหาเถรเจ้านั้นเป็นอันยิ่ง จึงให้สร้างอาราม ณ ที่นั้นถวายพระผู้เป็นเจ้า และให้หล่อรูปพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นั่ง ๓ ยืน ๒ สูงใหญ่ขนาดเท่าส่วนองค์ของเจ้าเมงราย ประดิษฐานไว้ในพระอารามนั้น...พระยาเมงรายได้ไปกระทำสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรซึ่งสร้างไว้นั้น แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังรี้พลไปเอาเมืองรามัญหงสาวดีครั้งนี้ ขอให้พระยารามัญอ่อนน้อมแก่ข้า ด้วยอำนาจผลบุญนี้ ข้ากลับมาจักสร้างมหาวิหาร ให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าอีกแล” หลังจากนั้นพญามังรายอธิษฐานว่า “ด้วยเดชะบุญที่ข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังพลไปเมืองรามัญ ประเทศหงสาวดีเมืองมอญ หากว่าพระยามอญยังอ่อนน้อมกับด้วยข้า ด้วยอานุภาพอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้แท้ ข้ามาถึงจักสร้างวิหารให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าแล” พระองค์ยาตราทัพไปถึงแม่น้ำอิรวดี เมืองหงสาวดี อาณาจักรมอญแล้วนั้น ทางฝ่ายหงสาวดี พระเจ้าสุทธโสมกลัวในเดชานุภาพ จึงส่งราชทูตเพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ พร้อมยอมถวายพระราชธิดา “อุสาปายโค” ให้เป็นชายา เพื่อเป็นพระราชไมตรีต่อกันสืบไป จากพงศาวดารโยนก (๒๖๑) “อธิฐานฉันนี้แล้วพระยาเมงรายก็ยกพลโยธาไปเมืองหงสาวดี กองทัพข้ามน้ำแม่คงคาไปถึงน้ำแม่อาสา ขณะนั้นพระยาหงสาวดีตนชื่อว่าสุทธโฉม รู้ข่าวว่าพระยาเมงรายยกมาตั้งทัพอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองแห่งตนก็มีความตกใจ จึงแต่งอำมาตย์ผู้ฉลาดเชิญราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ขอเป็นทางพระราชไมตรี และยอมยกพระราชธิดาผู้ชื่อว่านางปายโค (ในราชาธิราชว่าตระแม่ศรี) ให้แก่พระยาเมงรายมหาราชเจ้า เพื่อจะได้เป็นพระราชสัมพันธมิตรสนิทต่อกันสืบไป” พญามังรายกลับมาถึงเวียงกุมกาม ตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า จากการที่ได้อธิษฐานพระพุทธรูป ๕ องค์ จึงบังเกิดเดชานุภาพเป็นผลสำเร็จในครั้งนี้ จึงได้สั่งการให้นายช่างผู้มากฝีมือเพื่อทำการสร้างวิหาร ต่อมาพบนายช่างนามว่า “กานโถม” ซึ่งต่อมาได้เป็นเป็นช่างเอกในสมัยพญามังราย เพื่อถวายวิหารคลุมพระพุทธรูป ๕ องค์ เป็นพระนั่ง ๓ องค์ พระยืน ๒ องค์ ในส่วนของพระยืน ๑ องค์นั้น เป็นพระสูงใหญ่เท่าตัวของพระองค์ ตรงบริเวณที่พระมหากัสสปะเถระอาศัยอยู่นั้น เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๓ ซึ่งในปัจจุบันวิหาวัดการโถม อยู่ตรงบริเวณวัดช้างค้ำกานโถม (วัดกานโถมกุมกามภิรมณ์) ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองใหม่ขึ้น บริเวณพื้นที่นาบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นได้ทรงขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์” รวมถึงการนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมไปถึงเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือ เป็นของตนเอง เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนา เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ นอกจากนี้ทรงมีพระบัญชาให้เหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารแต่งขบวนพยุหยาตราไปอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าค่าคิงพญามังราย ซึ่งมีขนาดองค์พระใหญ่โตเท่าตัวของพญามังรายจากเวียงกุมกามในตอนต้น เพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ระหว่างทางทางของการอัญเชิญพระเจ้าค่าคิงพญามังรายมาประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดเชียงมั่นนั้น ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดและประดิษฐานขึ้นไว้ตรงบริเวณดังกล่าว และพระราชทานนามว่า วัดคานคอด (ไม้คานหัก) หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดพระเจ้าเม็งราย” พระเจ้าค่าคิงพญามังราย เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ปางห้ามญาติ ประทับยืนในปางลีลา มีพุทธลักษณะสง่างามพระหัตถ์ซ้ายห้อยลงแนบพระวรกายตามปกติ พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาทรงห้าม จีวรแนบติดพระวรกาย เส้นพระศกใหญ่ไม่มีขอบไรพระศก พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมี ภายในพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สำหรับปางห้ามญาติ มีความหมายตามพุทธประวัติ คือปางที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดาและพระมารดาที่กำลังทะเลาะกันเรื่องน้ำที่ริมแม่น้ำโรหิณี เพื่อทรงห้ามความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายกันกับปางห้ามญาติ นั่นก็คือปางห้ามพยาธิ มีความหมายตามพุทธประวัติมาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงระงับโรคระบาดและภัยพิบัติในเมืองไพศาลี โดยทำการเจริญรัตนสูตรและประพรมน้ำมนต์ เพื่อเป็นการระงับโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน ซึ่งทั้งสองปางนี้เป็นพระพุทธรูปมีลักษณะท่าทางคล้ายกันมากและเป็นพระประจำตัวของผู้ที่เกิดวันจันทร์เช่นเดียวกัน คำว่า พระเจ้า ในภาษาเหนือหมายถึง พระพุทธรูป ส่วนคำว่า ค่า หมายถึง เท่ากับหรือเสมอ และคำว่า คิง หมายถึง ความสูงของพระองค์ โดยนำมาใช้เป็นความสูงขององค์พระพุทธรูป ในที่นี้อาจกำหนดตามระยะลำแสงทอดเงาออกบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในกลางแดดเวลาช่วงเช้าหรือบ่ายก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจนำน้ำหนัก ตามส่วนสูง ตามช่วงแขน ตามช่วงศอกของพระองค์มากำหนดเป็นความสูงให้เป็นอีกเท่าหนึ่งก็เป็นได้เช่นกัน วัดพระเจ้าเม็งราย (วัดการะกอด) ได้ขึ้นทะเบียนในประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ง หน้า ๓๖๘๒  ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : “ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง.  (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๒. ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


black ribbon.