ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,312 รายการ


วันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองแห่งใหม่ขึ้น ตรงบริเวณพื้นที่ราบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นทรงขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า มังรายศาสตร์ และนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมถึงมีเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือเป็นของตนเอง ทั้งนี้อาณาจักรล้านนาได้พัฒนาการเจริญเติบโตร่วมสมัยกับอาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรสุโขทัย ทำให้มีความผูกพันผสมผสานกันระหว่างศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ และสังคม หลังจากการสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว ทั้งสามพระองค์ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นที่เวียงเชียงมั่น ตรงบริเวณหอนอนที่พระองค์ทรงประทับชั่วคราวในระหว่างที่ควบคุมการสร้างเมืองแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า “เวียงเหล็ก” หรือ “เวียงเล็ก” จากนั้นพญามังรายเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานแห่งใหม่ เรียกว่า “เวียงแก้ว” และทรงถวายตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็ก ที่มีความหมายว่า “ความมั่นคงแข็งแรง” โดยสถาปนาตำหนักคุ้มหลวงฯ ให้สร้างเป็นวัด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสนา และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” หมายถึง “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนามาตั้งแต่ในสมัยนั้นมาโดยตลอด วัดเชียงมั่นมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ อย่างเช่น พระอุโบสถรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบล้านนา บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถประดิษฐานศิลาจารึก หลักที่ ๗๖ ซึ่งมีการจารึกไว้ในจุลศักราช ๙๔๓ ตรงกับปีพ.ศ. ๒๑๒๔ เป็นการจารึกถึงเรื่องราวของกษัตริย์สามพระองค์ คือ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ว่าทั้งสามพระองค์ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างวัดเชียงมั่น ตลอดจนการทำนุบำรุงวัดนี้จากกษัตริย์และพระราชวงศ์ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และทรงคุณค่าที่มีความสำคัญ หลักฐานทางประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ที่สำคัญ นั่นก็คือ “ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น” อยู่บริเวณด้านหน้าของพระอุโบสถ โดยได้มีการจารึกไว้ในจุลศักราช ๙๔๓ (พ.ศ. ๒๑๒๔) ด้วยอักษรฝักขามบนหินทรายสีแดงเป็นรูปใบเสมา มีขนาดกว้าง ๕๙ เซนติเมตร สูง ๑๕๔ เซนติเมตร หนา ๒๑ เซนติเมตร เนื้อหากล่าวถึงประวัติของการก่อสร้างวัดเชียงมั่นตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๑๘๓๙ ระหว่างความสัมพันธ์สามกษัตริย์ คือ พญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา พญางำเมือง แห่งอาณาจักรพะเยา และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) แห่งอาณาจักรสุโขทัย ที่ได้ร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง ได้ทรงสร้างที่ประทับชั่วคราวเพื่อควบคุมการสร้างเมือง ได้ขุดคู ก่อกำแพงสามชั้น ทั้ง ๔ ด้าน เมื่อแล้วเสร็จก็ได้โปรดให้ก่อเจดีย์ตรงที่หอนอน คือ บริเวณพระราชมณเฑียรที่เวียงเชียงมั่น และสถาปนาพระราชมณเฑียรให้สร้างเป็นวัด พร้อมพระราชทานนามอันเป็นมงคล “วัดเชียงมั่น” ปีพ.ศ. ๒๐๑๔ รัชสมัยพญาติโลกราช โปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ทำด้วยหินแลง ซึ่งสันนิษฐานว่าเจดีย์น่าจะพังถล่มลงมาเนื่องจากชำรุดทรุดโทรมมานาน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๙๔ เมืองเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดเชียงมั่นจึงถูกทอดทิ้งให้เป็นวัดร้าง ในปีพ.ศ. ๒๑๐๑ สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช (เจ้าฟ้ามังทรา) แห่งพม่า ทรงพระราชทานอ่างอาบเงินหนัก ๔ ชั่ง ระหว่างนั้นอาณาจักรล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าในราชวงศ์ตองอู ในปีพ.ศ. ๒๑๑๔ โปรดให้พระยาแสนหลวง สร้างเจดีย์คร่อมเจดีย์องค์เดิม วิหาร อุโบสถ หอไตร เสนาสนะ กำแพง และประตูโขง และในปีพ.ศ. ๒๑๒๔ ได้มีการรวบรวมเงิน ที่ดินจำนวนมากอุทิศให้แก่พระอารามแห่งนี้ โดยมีพระมหาหินทาทิจจวังสมหาสมเด็จเป็นเป็นเจ้าอาวาส พระเจดีย์ช้างล้อม เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียว ตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา ประดับด้วยฐานเขียง สี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน ๒ ชั้น บนฐานช้างล้อมปูนปั้นครึ่งตัวโดยรอบ ๑๕ เชือก และประดับช้างประจำมุมละ ๑ เชือก ระหว่างช้างปูนปั้นแต่ละเชือกประดับด้วยเสาลาย ด้านทิศตะวันออกเป็นทางขึ้นสู่ซุ้มเรือนประดับตกแต่งด้วยราวบันไดนาค ถัดไปเป็นฐานปัทม์ย่อเก็จรองรับเรือนธาตุรูปสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมไม้ ๑๒ องค์ ซุ้มจระนําด้านละ ๓ ซุ้ม รวม ๑๒ ซุ้ม มีการประดับลวดลายปูนปั้น ซุ้มจระนำกลางเป็นซุ้มซ้อน ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้าน ส่วนเรือนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ประกอบด้วยชั้นหลังคาเอนลาดในผังยกเก็จ ๒ ชั้น ปลายหลังคาประดับหางวัน ต่อด้วยชุดฐานรองรับองค์ระฆังแบบบัวถลาในผังแปดเหลี่ยม ๓ ชั้น ถัดจากองค์ระฆัง ประกอบด้วยบัลลังก์ในผังเพิ่มมุม ก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน ปลียอด และเม็ดน้ำค้างตามลำดับ พระวิหารจตุรมุข เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมือง “พระเสตังคมณี” มาจากคำว่า “เสต” แปลว่า ขาว และ “มณี” แปลว่า แก้ว จึงรวมกันเป็น “พระแก้วขาว”  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสลักจากแก้วสีขาวใส มีขนาดหน้าตักกว้าง ๔ นิ้ว สูง ๖ นิ้ว เป็นศิลปะสกุลช่างละโว้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นองค์เดียวกันกับพระแก้วขาวที่เป็นพระพุทธรูปคู่บารมีของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย ตำนานพระเสตังคมณี กล่าวถึงในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๗๐๐ ปี ในวันเพ็ญเดือน ๗ สุเทวฤๅษีได้นำเอาดอกจำปา ๕ ดอกขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้สนทนากับพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์ได้บอกแก่สุเทวฤๅษีว่าในปีนี้เดือนวิสาขะเพ็ญที่ลวะรัฎฐให้สร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยแก้วขาว ต่อมาสุเทวฤๅษีกลับจากดาวดึงส์มาเมืองละโว้แล้ว พระยารามราชเจ้าเมืองละโว้กับพระมหากัสสปะเจ้าปรารภการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ได้นำแก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันทเทวบุตรแล้วขอพระวิษณุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรสุเทวฤๅษี และฤๅษีอื่นๆ ได้ช่วยกันสร้างพระแก้วขาวด้วย หลังจากสร้างสำเร็จแล้ว จึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๔ องค์ไว้ในพระโมลี (กระหม่อม) ๑ องค์ พระนลาฏ (หน้าผาก) ๑ องค์ พระอุระ (หน้าอก) ๑ องค์ พระโอษฐ์ (ปาก) ๑ องค์ รวม ๔ แห่ง แล้วจึงนำมาประดิษฐานยังเมืองละโว้ ต่อมาภายหลังได้สร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว สุเทวฤๅษี จึงได้เชิญเสด็จพระแม่เจ้าจามเทวี พระราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้มาครองนครหริภุญชัย โดยอัญเชิญพระแก้วขาวมาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์มาประดิษฐานที่นครหริภุญชัยด้วย ต่อมาในปีพ.ศ. ๑๘๒๔ รัชสมัยพญาญี่บา พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย ในครั้งนั้นพญามังรายได้ยกทัพไปปราบปรามเมืองหริภุญชัยที่ยังแข็งเมืองอยู่ให้เข้ารวมอยู่ในอำนาจของพระองค์ กองทัพพญามังราย ได้ใช้ธนูเพลิงยิงเข้าไปทำให้เกิดไฟไหม้ทั้งเมือง ในที่สุดนครหริภุญชัยก็พ่ายแพ้แก่กองทัพพญามังราย สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่สุด คือ หอพระที่อยู่ในบริเวณพระราชวังของพญาญี่บาไม่ถูกไฟไหม้แต่อย่างใด พระองค์จึงเข้าไปทอดพระเนตรพบพระแก้วขาว จึงทำให้เกิดพระราชศรัทธาอัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานยังที่ประทับของพระองค์ ทรงเคารพสักการบูชาเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ ภายหลังเมื่อพญามังรายสร้างนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นราชธานีในปีพ.ศ. ๑๘๓๙ จึงได้อัญเชิญพระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาวมาประดิษฐานที่วัดเชียงมั่น ต่อมาในสมัยพระเจ้าติโลกราช โปรดให้หมื่นด้ำพร้าคตหรือสีหโคตรเสนาบดี นายช่างเอกแห่งอาณาจักรล้านนา ไปศึกษาและจำลองแบบโลหะปราสาทจากกรุงลังกา เพื่อนำแบบมาสร้างหอพระแก้วเป็นที่ประดิษฐาน พระเสตังคมณี ในปัจจุบันมีความเชื่อกันว่าพระเสตังคมณี เป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย และเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้มากราบสักการะ นอกจากนี้ยังมีพระศิลาเจ้าหรือพระศีลาเจ้า เป็นพระพุทธรูปปางทรงทรมานช้างนาฬาคิรี แกะสลักจากหินชนวนดำ มีความสูงประมาณ ๘๐-๙๐ เซนติเมตร ศิลปะแบบราชวงศ์ปาละของอินเดีย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ พุทธลักษณะของพระศิลาเจ้า เป็นพระพุทธเจ้ายืนตริภังค์บนฐานรูปดอกบัว (ฐานปัทม์) ภายใต้ซุ้ม ทรงยืนเอียงพระโสณี (สะโพก) มีช้างหมอบอยู่ด้านข้างขวา พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับปั้นพระองค์ (บั้นเอว) ฝ่าพระหัตถ์คว่ำยื่นออกมาขึ้นลูบตระพองหน้าผากศีรษะพญาช้างที่หมอบอยู่ ซึ่งมีความหมายเป็นตอนที่พระเทวทัตได้สั่งคนให้หาช้างตกมันไปปล่อยกลางทางที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อหวังให้ช้างประทุษร้ายพระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาบารมี จนพญาช้างสงบลงทรุดกายยกงวงขึ้นถวายอภิวาท ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยกในท่าประทานอภัยหรือแสดงธรรม โดยพระอานนท์ยืนถือบาตรอยู่ด้านซ้าย ส่วนแผงหลังประภาวลีสลักเป็นซุ้มโค้งประดับฉัตร ๒ ด้าน และมีขอบแผงซุ้มสลักรัศมีเป็นรูปกลีบบัวรวน ส่วนตำนานพระศิลาเจ้ามีอยู่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พระเจ้าอาชาตศัตตุราช ผู้ครองนครราชคฤห์ มีพระประสงค์ที่จะสร้างพระพุทธรูป ทรงได้นำเอาหินจากท้องมหาสมุทรมาสร้างพระพุทธรูปปางเสด็จบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ ปางทรงทรมานช้างนาฬาคิรี โดยมีรูปช้างนาฬาคีรีนอนหมอบอยู่ทางขวา และรูปพระอานนท์ถือบาตรอยู่ทางซ้าย ทรงให้สร้างรูปทั้ง ๓ ข้างต้นนั้นในหน้าหินลูกเดียวกัน เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จพระเจ้าอาชาตศัตตุราชา และพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายพร้อมใจกันตั้งจิตอธิฐาน กล่าวคำอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ๗ พระองค์ ให้เสด็จเข้าสถิตในองค์พระศิลาเจ้า และโปรดสร้างที่ประดิษฐานพระศิลาเจ้าในเงื้อมเขาที่สูง รวมถึงทำแท่นสักการบูชา หลังจากนั้นมีพระเถรเจ้า ๓ องค์ นามว่า สีละวังโส เรวะโต และญาณคัมภีระเถระ ออกเดินทางไปสักการะพระศิลาเจ้า และมีความปรารถนาที่จะนำพระศิลาเจ้าโปรดมหาชนในประเทศบ้านเมืองที่ไกล จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระเจ้าอาชาตศัตตุราชา เพื่อนำพระศิลาเจ้าไปประดิษฐานยังเมืองหริภุญไชย เมื่อพระเถระเจ้าทั้งสามเดินทางถึงเมืองหริภุญไชย จึงอัญเชิญพระศีลาเจ้าประดิษฐาน เพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชนชาวเมืองหริภุญไชยเป็นเวลาหลายสมัย ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช มีรับสั่งให้ไปอาราธนาพระศิลาเจ้า มาประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงใหม่ โดยประดิษฐานไว้ที่วัดป่าแดง วัดหมื่นสาร และวัดสวนดอกตามลำดับ และปีพ.ศ. ๒๐๑๘ ทรงอาราธนาพระศิลาเจ้ามาประดิษฐานในหอพระแก้วในพระราชวังของพระองค์ ภายหลังได้รับการประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่นคู่กับพระเสตังคมณี ปัจจุบันในช่วงประเพณีปี๋ใหม่เมืองของแต่ละปี จะมีการจัดประเพณีสรงน้ำพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระศิลา พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และบูรพกษัตริย์ที่สร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู และเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่นิยมมากราบไหว้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย วัดเชียงมั่น จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทรงคุณค่า อีกทั้งยังได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ทำให้เกิดความสบายใจ หรือที่เรียกว่า สัปปายะสถาน คือ การมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรม และเจริญสมาธิภาวนาอันทำให้จิตสามารถเข้าถึงภาวะอันสงบได้เป็นอย่างดี เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ฉ่ำ ทองคำวรรณ.  “คำอ่านศิลาจารึก วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่.”  ศิลปากร.  ๖, ๓ (กันยายน ๒๕๐๕): ๖๑-๗๐. ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  จารึกวัดเชียงมั่น.  [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26515 “ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓. ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. วัดเชียงมั่น.  ตำนานพระแก้วขาว (เสตังคมณี) กับพระศิลา (พระหินอ่อน).  เชียงใหม่: ธาราทองการพิมพ์, ๒๕๒๕. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


วันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองแห่งใหม่ขึ้น ตรงบริเวณพื้นที่ราบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นทรงขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า มังรายศาสตร์ และนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมถึงมีเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือเป็นของตนเอง ทั้งนี้อาณาจักรล้านนาได้พัฒนาการเจริญเติบโตร่วมสมัยกับอาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรสุโขทัย ทำให้มีความผูกพันผสมผสานกันระหว่างศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ และสังคม หลังจากการสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว ทั้งสามพระองค์ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นที่เวียงเชียงมั่น ตรงบริเวณหอนอนที่พระองค์ทรงประทับชั่วคราวในระหว่างที่ควบคุมการสร้างเมืองแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า “เวียงเหล็ก” หรือ “เวียงเล็ก” จากนั้นพญามังรายเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานแห่งใหม่ เรียกว่า “เวียงแก้ว” และทรงถวายตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็ก ที่มีความหมายว่า “ความมั่นคงแข็งแรง” โดยสถาปนาตำหนักคุ้มหลวงฯ ให้สร้างเป็นวัด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสนา และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า “วัดเชียงมั่น” หมายถึง “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนามาตั้งแต่ในสมัยนั้นมาโดยตลอด วัดเชียงมั่นมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ อย่างเช่น พระอุโบสถรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบล้านนา บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถประดิษฐานศิลาจารึก หลักที่ ๗๖ ซึ่งมีการจารึกไว้ในจุลศักราช ๙๔๓ ตรงกับปีพ.ศ. ๒๑๒๔ เป็นการจารึกถึงเรื่องราวของกษัตริย์สามพระองค์ คือ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ว่าทั้งสามพระองค์ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างวัดเชียงมั่น ตลอดจนการทำนุบำรุงวัดนี้จากกษัตริย์และพระราชวงศ์ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และทรงคุณค่าที่มีความสำคัญ หลักฐานทางประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ที่สำคัญ นั่นก็คือ “ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น” อยู่บริเวณด้านหน้าของพระอุโบสถ โดยได้มีการจารึกไว้ในจุลศักราช ๙๔๓ (พ.ศ. ๒๑๒๔) ด้วยอักษรฝักขามบนหินทรายสีแดงเป็นรูปใบเสมา มีขนาดกว้าง ๕๙ เซนติเมตร สูง ๑๕๔ เซนติเมตร หนา ๒๑ เซนติเมตร เนื้อหากล่าวถึงประวัติของการก่อสร้างวัดเชียงมั่นตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๑๘๓๙ ระหว่างความสัมพันธ์สามกษัตริย์ คือ พญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา พญางำเมือง แห่งอาณาจักรพะเยา และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) แห่งอาณาจักรสุโขทัย ที่ได้ร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง ได้ทรงสร้างที่ประทับชั่วคราวเพื่อควบคุมการสร้างเมือง ได้ขุดคู ก่อกำแพงสามชั้น ทั้ง ๔ ด้าน เมื่อแล้วเสร็จก็ได้โปรดให้ก่อเจดีย์ตรงที่หอนอน คือ บริเวณพระราชมณเฑียรที่เวียงเชียงมั่น และสถาปนาพระราชมณเฑียรให้สร้างเป็นวัด พร้อมพระราชทานนามอันเป็นมงคล “วัดเชียงมั่น” ปีพ.ศ. ๒๐๑๔ รัชสมัยพญาติโลกราช โปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ทำด้วยหินแลง ซึ่งสันนิษฐานว่าเจดีย์น่าจะพังถล่มลงมาเนื่องจากชำรุดทรุดโทรมมานาน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๙๔ เมืองเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดเชียงมั่นจึงถูกทอดทิ้งให้เป็นวัดร้าง ในปีพ.ศ. ๒๑๐๑ สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช (เจ้าฟ้ามังทรา) แห่งพม่า ทรงพระราชทานอ่างอาบเงินหนัก ๔ ชั่ง ระหว่างนั้นอาณาจักรล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าในราชวงศ์ตองอู ในปีพ.ศ. ๒๑๑๔ โปรดให้พระยาแสนหลวง สร้างเจดีย์คร่อมเจดีย์องค์เดิม วิหาร อุโบสถ หอไตร เสนาสนะ กำแพง และประตูโขง และในปีพ.ศ. ๒๑๒๔ ได้มีการรวบรวมเงิน ที่ดินจำนวนมากอุทิศให้แก่พระอารามแห่งนี้ โดยมีพระมหาหินทาทิจจวังสมหาสมเด็จเป็นเป็นเจ้าอาวาส พระเจดีย์ช้างล้อม เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียว ตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา ประดับด้วยฐานเขียง สี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน ๒ ชั้น บนฐานช้างล้อมปูนปั้นครึ่งตัวโดยรอบ ๑๕ เชือก และประดับช้างประจำมุมละ ๑ เชือก ระหว่างช้างปูนปั้นแต่ละเชือกประดับด้วยเสาลาย ด้านทิศตะวันออกเป็นทางขึ้นสู่ซุ้มเรือนประดับตกแต่งด้วยราวบันไดนาค ถัดไปเป็นฐานปัทม์ย่อเก็จรองรับเรือนธาตุรูปสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมไม้ ๑๒ องค์ ซุ้มจระนําด้านละ ๓ ซุ้ม รวม ๑๒ ซุ้ม มีการประดับลวดลายปูนปั้น ซุ้มจระนำกลางเป็นซุ้มซ้อน ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้าน ส่วนเรือนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ประกอบด้วยชั้นหลังคาเอนลาดในผังยกเก็จ ๒ ชั้น ปลายหลังคาประดับหางวัน ต่อด้วยชุดฐานรองรับองค์ระฆังแบบบัวถลาในผังแปดเหลี่ยม ๓ ชั้น ถัดจากองค์ระฆัง ประกอบด้วยบัลลังก์ในผังเพิ่มมุม ก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน ปลียอด และเม็ดน้ำค้างตามลำดับ พระวิหารจตุรมุข เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมือง “พระเสตังคมณี” มาจากคำว่า “เสต” แปลว่า ขาว และ “มณี” แปลว่า แก้ว จึงรวมกันเป็น “พระแก้วขาว”  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสลักจากแก้วสีขาวใส มีขนาดหน้าตักกว้าง ๔ นิ้ว สูง ๖ นิ้ว เป็นศิลปะสกุลช่างละโว้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นองค์เดียวกันกับพระแก้วขาวที่เป็นพระพุทธรูปคู่บารมีของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย ตำนานพระเสตังคมณี กล่าวถึงในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๗๐๐ ปี ในวันเพ็ญเดือน ๗ สุเทวฤๅษีได้นำเอาดอกจำปา ๕ ดอกขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้สนทนากับพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์ได้บอกแก่สุเทวฤๅษีว่าในปีนี้เดือนวิสาขะเพ็ญที่ลวะรัฎฐให้สร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยแก้วขาว ต่อมาสุเทวฤๅษีกลับจากดาวดึงส์มาเมืองละโว้แล้ว พระยารามราชเจ้าเมืองละโว้กับพระมหากัสสปะเจ้าปรารภการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ได้นำแก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันทเทวบุตรแล้วขอพระวิษณุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรสุเทวฤๅษี และฤๅษีอื่นๆ ได้ช่วยกันสร้างพระแก้วขาวด้วย หลังจากสร้างสำเร็จแล้ว จึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๔ องค์ไว้ในพระโมลี (กระหม่อม) ๑ องค์ พระนลาฏ (หน้าผาก) ๑ องค์ พระอุระ (หน้าอก) ๑ องค์ พระโอษฐ์ (ปาก) ๑ องค์ รวม ๔ แห่ง แล้วจึงนำมาประดิษฐานยังเมืองละโว้ ต่อมาภายหลังได้สร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว สุเทวฤๅษี จึงได้เชิญเสด็จพระแม่เจ้าจามเทวี พระราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้มาครองนครหริภุญชัย โดยอัญเชิญพระแก้วขาวมาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์มาประดิษฐานที่นครหริภุญชัยด้วย ต่อมาในปีพ.ศ. ๑๘๒๔ รัชสมัยพญาญี่บา พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย ในครั้งนั้นพญามังรายได้ยกทัพไปปราบปรามเมืองหริภุญชัยที่ยังแข็งเมืองอยู่ให้เข้ารวมอยู่ในอำนาจของพระองค์ กองทัพพญามังราย ได้ใช้ธนูเพลิงยิงเข้าไปทำให้เกิดไฟไหม้ทั้งเมือง ในที่สุดนครหริภุญชัยก็พ่ายแพ้แก่กองทัพพญามังราย สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่สุด คือ หอพระที่อยู่ในบริเวณพระราชวังของพญาญี่บาไม่ถูกไฟไหม้แต่อย่างใด พระองค์จึงเข้าไปทอดพระเนตรพบพระแก้วขาว จึงทำให้เกิดพระราชศรัทธาอัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานยังที่ประทับของพระองค์ ทรงเคารพสักการบูชาเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ ภายหลังเมื่อพญามังรายสร้างนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นราชธานีในปีพ.ศ. ๑๘๓๙ จึงได้อัญเชิญพระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาวมาประดิษฐานที่วัดเชียงมั่น ต่อมาในสมัยพระเจ้าติโลกราช โปรดให้หมื่นด้ำพร้าคตหรือสีหโคตรเสนาบดี นายช่างเอกแห่งอาณาจักรล้านนา ไปศึกษาและจำลองแบบโลหะปราสาทจากกรุงลังกา เพื่อนำแบบมาสร้างหอพระแก้วเป็นที่ประดิษฐาน พระเสตังคมณี ในปัจจุบันมีความเชื่อกันว่าพระเสตังคมณี เป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย และเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้มากราบสักการะ นอกจากนี้ยังมีพระศิลาเจ้าหรือพระศีลาเจ้า เป็นพระพุทธรูปปางทรงทรมานช้างนาฬาคิรี แกะสลักจากหินชนวนดำ มีความสูงประมาณ ๘๐-๙๐ เซนติเมตร ศิลปะแบบราชวงศ์ปาละของอินเดีย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ พุทธลักษณะของพระศิลาเจ้า เป็นพระพุทธเจ้ายืนตริภังค์บนฐานรูปดอกบัว (ฐานปัทม์) ภายใต้ซุ้ม ทรงยืนเอียงพระโสณี (สะโพก) มีช้างหมอบอยู่ด้านข้างขวา พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับปั้นพระองค์ (บั้นเอว) ฝ่าพระหัตถ์คว่ำยื่นออกมาขึ้นลูบตระพองหน้าผากศีรษะพญาช้างที่หมอบอยู่ ซึ่งมีความหมายเป็นตอนที่พระเทวทัตได้สั่งคนให้หาช้างตกมันไปปล่อยกลางทางที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อหวังให้ช้างประทุษร้ายพระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาบารมี จนพญาช้างสงบลงทรุดกายยกงวงขึ้นถวายอภิวาท ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยกในท่าประทานอภัยหรือแสดงธรรม โดยพระอานนท์ยืนถือบาตรอยู่ด้านซ้าย ส่วนแผงหลังประภาวลีสลักเป็นซุ้มโค้งประดับฉัตร ๒ ด้าน และมีขอบแผงซุ้มสลักรัศมีเป็นรูปกลีบบัวรวน ส่วนตำนานพระศิลาเจ้ามีอยู่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พระเจ้าอาชาตศัตตุราช ผู้ครองนครราชคฤห์ มีพระประสงค์ที่จะสร้างพระพุทธรูป ทรงได้นำเอาหินจากท้องมหาสมุทรมาสร้างพระพุทธรูปปางเสด็จบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ ปางทรงทรมานช้างนาฬาคิรี โดยมีรูปช้างนาฬาคีรีนอนหมอบอยู่ทางขวา และรูปพระอานนท์ถือบาตรอยู่ทางซ้าย ทรงให้สร้างรูปทั้ง ๓ ข้างต้นนั้นในหน้าหินลูกเดียวกัน เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จพระเจ้าอาชาตศัตตุราชา และพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายพร้อมใจกันตั้งจิตอธิฐาน กล่าวคำอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ๗ พระองค์ ให้เสด็จเข้าสถิตในองค์พระศิลาเจ้า และโปรดสร้างที่ประดิษฐานพระศิลาเจ้าในเงื้อมเขาที่สูง รวมถึงทำแท่นสักการบูชา หลังจากนั้นมีพระเถรเจ้า ๓ องค์ นามว่า สีละวังโส เรวะโต และญาณคัมภีระเถระ ออกเดินทางไปสักการะพระศิลาเจ้า และมีความปรารถนาที่จะนำพระศิลาเจ้าโปรดมหาชนในประเทศบ้านเมืองที่ไกล จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระเจ้าอาชาตศัตตุราชา เพื่อนำพระศิลาเจ้าไปประดิษฐานยังเมืองหริภุญไชย เมื่อพระเถระเจ้าทั้งสามเดินทางถึงเมืองหริภุญไชย จึงอัญเชิญพระศีลาเจ้าประดิษฐาน เพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชนชาวเมืองหริภุญไชยเป็นเวลาหลายสมัย ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช มีรับสั่งให้ไปอาราธนาพระศิลาเจ้า มาประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงใหม่ โดยประดิษฐานไว้ที่วัดป่าแดง วัดหมื่นสาร และวัดสวนดอกตามลำดับ และปีพ.ศ. ๒๐๑๘ ทรงอาราธนาพระศิลาเจ้ามาประดิษฐานในหอพระแก้วในพระราชวังของพระองค์ ภายหลังได้รับการประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่นคู่กับพระเสตังคมณี ปัจจุบันในช่วงประเพณีปี๋ใหม่เมืองของแต่ละปี จะมีการจัดประเพณีสรงน้ำพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระศิลา พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และบูรพกษัตริย์ที่สร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู และเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่นิยมมากราบไหว้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย วัดเชียงมั่น จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทรงคุณค่า อีกทั้งยังได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ทำให้เกิดความสบายใจ หรือที่เรียกว่า สัปปายะสถาน คือ การมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรม และเจริญสมาธิภาวนาอันทำให้จิตสามารถเข้าถึงภาวะอันสงบได้เป็นอย่างดี เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ฉ่ำ ทองคำวรรณ.  “คำอ่านศิลาจารึก วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่.”  ศิลปากร.  ๖, ๓ (กันยายน ๒๕๐๕): ๖๑-๗๐. ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  จารึกวัดเชียงมั่น.  [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙, จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26515 “ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓. ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. วัดเชียงมั่น.  ตำนานพระแก้วขาว (เสตังคมณี) กับพระศิลา (พระหินอ่อน).  เชียงใหม่: ธาราทองการพิมพ์, ๒๕๒๕. อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.


เทวสตรี : คติพุทธ พราหมณ์ และความเชื่อในประเทศไทย.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2558.           หนังสือจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2558 และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2558 ในวันที่ 27 เมษายน 2558 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยเนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วยเรื่องคติความเชื่อเกี่ยวกับเทวสตรี ได้แก่ เทวสตรีในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนา และ  พระแม่ เจ้าแม่ในความเชื่อท้องถิ่น ท้ายเล่มมีรายการโบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคติความเชื่อเกี่ยวกับเทวสตรีซึ่งจัดแสดงภายในนิทรรศการ   ศ          211         ศ528ท    ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก


ณัฏฐภัทร จันทวิช.  ผ้าพิมพ์ลายโบราณในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.  กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, 2545. หนังสือในโครงการศึกษาผ้าพิมพ์ลายโบราณในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มุ่งเน้นการศึกษาเรื่องผ้าพิมพ์ลายเป็นสำคัญแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของความนิยมลายไทยที่สะท้อนเป็นองค์ประกอบของลายผ้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสยามประเทศ และสื่อถึงภูมิปัญญาของช่างเขียนที่ออกแบบลวดลายได้อย่างสมดุล มีความงามโดดเด่น ทำให้ชิ้นผ้าแต่ละผืนถือเป็นงานจิตรกรรมไทยประเพณีที่น่ายกย่องและภาคภูมิใจ เนื้อหาภายในเล่มบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของผ้าลายโบราณที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประวัติการค้าระหว่างสยามและอินเดียในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ผ้าและการแต่งกายในสมัยอยุธยาซึ่งเป็นต้นแบบของสมัยรัตนโกสินทร์ ผ้าในมิติของสินค้าสำคัญจากอินเดีย ลายไทยในผ้าพิมพ์ การศึกษาผ้าพิมพ์ลาย และผ้าพิมพ์ลายสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์           อ     677 .028     ณ311ผ   ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก


สำนักราชเลขาธิการ.  ปกิณกะ...ในรั้ววัง.  กรุงเทพฯ: สำนักราชเลขาธิการ, 2551.          หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการมายาวนานถึง 26 ปี (พ.ศ. 2512-2538) ภายในเล่มมีภาพของผู้วายชนม์ โดยสำนักราชเลขาธิการได้รวบรวมภาพและเรื่องราวต่างๆ ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย บัตรอวยพรวันวิสาขบูชาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชุมพระรูปที่ระลึกถึงพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา และกลุ่มเอกสารจดหมายเหตุ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่สำนักราชเลขาธิการ ได้แก่ ตำราเรื่องวิธีทำยันต์สร้างตึก ตำรากระทำมงคลการพระราชพิธี พระตำหรับสวดพิธีฯ คาถาสวดพิธีฝนฯ เครื่องหมายสวนดุสิต ประกาศแช่งน้ำฝ่ายน่า คำสาบาลถือน้ำพระพิพัฒสัตยา ฝ่ายน่าวิธีคำนวนจันทรุปราคา และคำจารึกชื่อ (ฤาจันทัน) ทับเกษตร วัดพระบรมธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ยังได้นำหนังสือ “โคลง ฉันท์ กาพย์ ร่าย” พระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับหม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ มาลงพิมพ์ไว้ด้วย           ห    089.95911       ร426ป    ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก


ณัฏฐภัทร จันทวิช.  ผ้าและการแต่งกายในสมัยโบราณจากจิตรกรรมฝาผนัง บนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า).  กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี     และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, 2545.          หนังสือนำเสนอเรื่องราวของผ้าชนิดต่างๆ ร่องรอยผ้าและลักษณะการแต่งกายในสมัยโบราณ ผ้าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และผ้าสมัยประวัติศาสตร์หลังพุทธศตวรรษที่ 18 คติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ผ้า ลักษณะผ้าโบราณ สถาปัตยกรรมที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงสร้างที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ อธิบายรายละเอียดของผ้าโบราณจากภาพจิตรกรรมบนฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมประเพณีการใช้ผ้าและลักษณะการแต่งกายของคนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้งผ้าที่เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้าที่ใช้ตกแต่งเครื่องเรือน และผ้าที่ถวายเป็นพุทธบูชาในพุทธศาสนา           อ     677.028      ณ311ผ   ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก


เอนก นาวิกมูล.  หนังสือและสมุดคลาสสิค.  กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2553.           หนังสือเล่มนี้มาจากการรวบรวมและแบ่งหมวดหมู่เรื่องทั้งหมดที่เอนก นาวิกมูล เคยเขียนลงในคอลัมน์ “มุมสะสม” ที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสารคดีตั้งแต่ พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2536 รวมเรื่องที่น่าสนใจพร้อมภาพประกอบหายากสวยงาม เช่น ของเล่นของเก็บเมืองไทย การประกวดหนังสือเก่า โฆษณาเก่า สมุด แรกมีการ์ตูนในเมืองไทย หนังสือและเหรียญที่ระลึก หนังสืองานศพเล่มแรกของเมืองไทย เป็นต้น                     ห        069.5       อ893ห    ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก


ไกรฤกษ์ นานา.  สมุดภาพรัชกาลที่ 4 วิกฤติและโอกาสของรัตนโกสินทร์ในรอบ 150 ปี.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2550.             สมุดภาพชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อรำลึก 150 ปี การที่สยามประเทศส่งคณะราชทูตชุดแรกไปทวีปยุโรป ตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ตั้งมา ทั้งยังเป็นการฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อีกด้วย โดยเนื้อหาเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทฤษฎีใหม่ จากหลักฐานข้อเท็จจริงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสยามประเทศต้องฝ่าวิกฤติทางการเมืองกับลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งบันทึกและยืนยันอย่างละเอียดโดยสื่อตะวันตกเผยแพร่ไปทั่วโลกเมื่อ 150 ปีมาแล้ว โดยภาพที่รวบรวมส่วนใหญ่เป็นภาพวาดลายเส้นอายุ 150 ปี กว่า 300 ภาพ ซึ่งเป็นภาพหายากและไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในประเทศไทย             ห      923.1593       จ196กส    ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก


วันเสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนบ้านสน อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๘๘ คน คุณครู ๘ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางถนอม หลวงกลาง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


วันเสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๓๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านเกาะแก้ว ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๘๐ คน คุณครูและผู้ปกครอง ๒๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ นางศรีสุดา ศรีสด พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๑,๒๕๗ คน


รายงานงบทดลองหน่วยเบิกจ่ายรายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ปักหมุดจัดกิจกรรมสถานีพิพิธภัณฑ์ ครั้งที่ 3 ข้ามแม่น้ำไปยังค่ายภาณุรังษี ในงานสมโภชศาลหลักเมืองราชบุรี ประจำปี 2569 ณ ค่ายภาณุรังษี บริเวณพิพิธภัณฑ์ทหารช่าง ในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ที่ 6- 8 มีนาคม 2569 และวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ที่ 13-15 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.30 -19.00 น. โดยนำนิทรรศการและกิจกรรมเกี่ยวกับเมืองราชบุรีไปเผยแพร่ ในงานสมโภชศาลหลักเมืองราชบุรี ประจำปี 2569 ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ “สถาปัตยกรรมย่านการค้าเมืองราชบุรี” กิจกรรมโมเดลย้อนเมือง : อาคารย่านการค้า และหอนาฬิกาเมืองราชบุรี และการระบายสีตุ๊กตากระดาษกลุ่มชาติพันธุ์ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ครอบครัว เพื่อนๆ ชาวแก๊งที่มาเที่ยวในงานฯ สามารถแวะเข้ามาทำกิจกรรมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี https://www.facebook.com/ratchaburi.national.museum



black ribbon.