ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,369 รายการ

การปฏิรูประบบเงินตราถือเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย หนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่ง คือ การประกาศใช้หน่วยเงินตราใหม่ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2441 ซึ่งนับเป็นการปรับโครงสร้างระบบเงินตราไทยให้มีมาตรฐานสากล โดยกำหนดให้ “บาท” เป็นหน่วยเงินตราหลักแทนการใช้หน่วยเงินโบราณที่ซับซ้อน ก่อนการกำหนดให้ “บาท” เป็นหน่วยมาตรฐานของเงินตราไทยนั้น ประเทศไทยใช้หน่วยเงินตราหลากหลายรูปแบบ เช่น เบี้ย สตางค์ โสฬส เฟื้อง เสี้ยว อัฐ ซีก ตำลึง ฯลฯ ซึ่งมิได้อิงกับระบบทศนิยม ทำให้การคำนวณ การแลกเปลี่ยน และการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีการใช้เงินพดด้วงและเงินตราต่างประเทศร่วมด้วย ยังส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจขาดความเป็นเอกภาพ และไม่สอดคล้องกับการค้าโลกที่กำลังขยายตัวในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบเงินตรา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมาตราเงินตราระบบเดิมจากน้ำหนักเป็นระบบทศนิยม โดยกำหนดให้เงิน “1 บาท” มีค่าเท่ากับ “100 สตางค์” และสั่งทำเหรียญกษาปณ์ทองขาวที่เรียกกันว่า เบี้ยสตางค์ทองขาว ซึ่งมีหน่วยเป็นสตางค์ นำออกให้ทดลองใช้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2441 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของไทยที่ได้ก้าวสู่ระบบเงินตราสมัยใหม่ ต่อมาใน พ.ศ. 2446 จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา รัตนโกสินทร ศก 122 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทยที่เกี่ยวกับหน่วยเงินตราโดยตรงและระบบเงินอย่างเป็นทางการของไทย    เหรียญเบี้ยสตางค์ทองขาว ที่ผลิตขึ้นนำออกใช้เมื่อครั้งเปลี่ยนหน่วยเงินตราใหม่ โดยเหรียญกษาปณ์รุ่นนี้มีอักษรไทยคำว่า “สยามราชอาณาจักร” จึงนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เหรียญสยามราชอาณาจักร” ใช้หน่วย “สตางค์” เป็นครั้งแรก หน่วยสตางค์มาจากคำว่า “องค์” หมายถึงภาคหรือส่วน และ คำว่า “สต” ที่แปลว่า 100 คำว่าสตางค์จึงแปลว่า ส่วนของร้อย เมื่อบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นแล้ว หน่วยของเงินตราไทยจึงเหลือแต่หน่วย “บาท” และ “สตางค์”           การปฏิรูประบบเงินตราของไทยนั้น มีพัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากต้องใช้เวลาเพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัวและมีความเข้าใจในรูปแบบของระบบเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้เวลานานถึง 28 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 ถึง พ.ศ. 2468 จึงประสบผลสำเร็จ การประกาศใช้หน่วยเงินตราใหม่นี้ส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้การคำนวณและการซื้อขายมีความสะดวก รวดเร็ว และลดความสับสนจากหน่วยเงินที่ซับซ้อน ด้านการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการมีมาตราเงินตราระบบทศนิยมทำให้เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ สามารถบูรณาการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้เงินตรามาตรฐานเดียวกันยังช่วยสร้างเอกภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นของความทันสมัยทางการเงินอีกด้วย วันที่ 21 สิงหาคม จึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนถึงการเข้าสู่ระบบเงินตราสมัยใหม่ของไทย เป็นวันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบการเงินแบบใหม่อย่างเป็นสากล “บาท” กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจ และยังคงเป็นหน่วยเงินตราที่คนไทยใช้กันมานานกว่าหนึ่งศตวรรษจนถึงทุกวันนี้ แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ นวรัตน์ เลขะกุล.  เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์.  กรุงเทพฯ: สารคดี, 2542. พระราชบัญญัติเงินตรา รัตนโกสินทร ศก 122.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2568, จาก https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1026197.pdf สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 29.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ: โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, 2550.     เรียบเรียงโดย   นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร  



                                            เนื่องในวันที่ ๑๓ ตุลาคม "วันนวมินทรมหาราช" วันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ปวงชนชาวไทยต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทยตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ                                               พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้เปรียบเสมือน "มรดกทางปัญญา" ที่ล้ำค่า เป็นดวงประทีปส่องทางให้พสกนิกรดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือ "คำพ่อสอน: ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต" ที่จัดทำขึ้นในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ นั้น ได้รวบรวมหลักคิดสำคัญที่ครอบคลุมทุกมิติแห่งความเป็นมนุษย์ ทั้ง กาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิด "สุขภาวะ" ที่แท้จริง"                                               ในวันสำคัญนี้ ขอเชิญชวนชาวไทยทุกคนน้อมนำพระบรมราโชวาททั้ง ๙ ประการนี้ มาสู่การประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง เพื่อนำมาซึ่ง ความสุขที่แท้จริงของชีวิตและความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธานแห่งองค์พระบรมราชชนกนาถของเรา                                             จากเนื้อหาอันลึกซึ้งในหนังสือเล่มนี้ จึงขออัญเชิญ ๙ คำสอนหลัก ที่เป็นแก่นแห่งความสุขตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและนำทางในการประพฤติปฏิบัติสืบไป ๑. ความสุขด้านกาย: การใช้แรงกายให้พอดี พระองค์ทรงสอนว่า สุขภาพกายเป็นรากฐานของชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีเริ่มต้นจากการดูแลร่างกายอย่างถูกต้องตามธรรมชาติ พระราชดำรัส: "ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉย ๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว และคงทนยั่งยืน..." (หน้าที่ ๑๐) ๒. ความสุขด้านจิตใจ: การมี "สติ" และความสงบภายใน ความสุขทางใจเกิดขึ้นจากการฝึกฝนจิตให้ตั้งมั่น รู้จักควบคุมความคิดและอารมณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดและการกระทำที่ถูกต้อง พระบรมราโชวาท: "การทำความสงบนั้นต้องเริ่มที่ภายในตัว ในใจก่อน เมื่อภายในสงบ ความคิดใจก็ตั้งมั่นสามารถคิดอ่านด้วยเหตุผล ความละเอียดรอบคอบและสามารถค้นหา จำแนกข้อเท็จจริง ถูกผิด ดีชั่วได้ โดยกระจ่างและถูกต้อง จึงเกื้อกูลให้บุคคลประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่งามตามแนวทางที่สุจริตเหมาะสมได้" (หน้าที่ ๗๕) ๓. ความสุขของการอยู่ร่วมกัน: รากฐานแห่งความสามัคคี ความสุขที่สมบูรณ์ต้องเป็นความสุขร่วมกันในสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน พระราชดำรัส: "ความสามัคคีนั้นอาจหมายความถึงเห็นชอบเห็นพ้องกันโดยไม่แย้งกัน ความจริงงานทุกอย่างหรือการอยู่เป็นสังคมย่อมต้องมีความแย้งกัน ความคิดต่างกันซึ่งไม่เสียหาย แต่อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลักวิชาและความปรองดอง ด้วยการใช้ปัญญา การแย้งต่างๆ ย่อมเป็นประโยชน์" (หน้าที่ ๒๖๑) ๔. คุณธรรม: ความซื่อสัตย์สุจริตและความหนักแน่น ความสุจริตและมั่นคงในจิตใจเป็นรากฐานสำคัญ ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญและตัดขาดจากความเสื่อมเสียทั้งปวง พระบรมราโชวาท: "รากฐานที่นับว่าสำคัญ คือรากฐานทางจิตใจ อันได้แก่ความหนักแน่นมั่นคงในสุจริตธรรมอย่างหนึ่งในความมุ่งมั่นที่จะประกอบกิจการงานให้ดีจนสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง เหตุใดจึงดึงต้องมีความสุจริตและความมุ่งมั่น ก็เพราะความสุจริตนั้นย่อมกีดกั้น บุคคลออกจากความชั่วและความเสื่อมเสียทั้งหมดได้" (หน้าที่ ๑๖๗) ๕. คุณธรรม: วิริยะอุตสาหะและความกล้าเผชิญตนเอง ความสำเร็จทุกอย่างต้องอาศัยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ และกล้าที่จะเอาชนะความอ่อนแอหรือความขัดแย้งในตนเอง พระราชดำรัส: "ความอุตสาหะหรือความกล้าก็เป็นคำที่สำคัญ ต้องกล้าที่เผชิญตัวเอง เมื่อกล้าเผชิญตัวเอง กล้าที่จะลบล้างความขี้เกียจเกียจคร้านในตัว หันมาพยายามอุตสาหะก็ได้เป็นวิริยะอุตสาหะ" (หน้าที่ ๑๘๗) ๖. คุณธรรม: การมีเหตุผลและความพอประมาณ (รู้จักประมาณตน) การรู้จักประเมินตนเองตามความสามารถที่แท้จริง เป็นหนทางสู่การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแก่นของความสุขที่ไม่ต้องแสวงหาจากภายนอก พระบรมราโชวาท: "การรู้จักประมาณตน ได้แก่การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญาและความสามารถในด้านไหน เพียงใด และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร... ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ" (หน้าที่ ๒๒๑) ๗. สังคม: ไมตรีจิตและการร่วมมือเกื้อกูลกัน สังคมจะมั่นคงและเป็นสุขได้ ต้องอาศัยการยึดมั่นใน ไมตรี หรือความมีเมตตาหวังดีในกันและกัน นำไปสู่การร่วมมือที่สร้างสรรค์ พระราชดำรัส: "คุณธรรมข้อนั้นก็คือไมตรี ความมีเมตตาหวังดีในกันและกัน. คนที่มีไมตรีต่อกัน จะคิดอะไรก็คิดแต่ในทางสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน... จะทำอะไรก็ช่วยเหลือร่วมมือกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน" (หน้าที่ ๒๒๖) ๘. สังคม: ความเข้มแข็งในการยึดมั่นความดี ท่ามกลางปัญหาและความเปลี่ยนแปลงของสังคม มนุษย์ต้องมีสติและปัญญาเป็นเครื่องกำกับ เพื่อไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงผิดไปในทางเสื่อมเสีย พระราชดำรัส: "บุคคลผู้สามารถประคับประคองตนให้อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขจึงต้องมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ที่จะยึดมั่นปฏิบัติมั่นตามแบบอย่างที่พิจารณารู้ชัดด้วยปัญญาแล้วว่าเป็นทางแห่งความดี ความเจริญไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้มัวเมาหลงผิดไปในทางเสื่อมเสีย" (หน้าที่ ๒๓๗) ๙. สิ่งแวดล้อม: การใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด ความสุขของประเทศชาติและความอุดมสมบูรณ์ถาวร ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และมุ่งถึงประโยชน์ในระยะยาว พระราชดำรัส: "ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม" (หน้าที่ ๒๔๖)                                               ท่านที่สนใจ สามารถศึกษาค้นคว้าหนังสือ "คำพ่อสอน: ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต" (895.915 ภ671ค) เพิ่มเติมได้ที่ห้องหนังสือทั่วไป ชั้น ๑ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา   เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย: นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน ออกแบบกราฟิกโดย: นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ   บรรณานุกรม ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา.  คำพ่อสอน : ประมวลพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, ๒๕๕๙.


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี นำกิจกรรมพิพิธภัณฑ์สัญจร และ กิจกรรม Workshop ไปร่วมจัดในงาน “พิศภาพ เพลินเพลง 1+2” ภายในงานมีนิทรรศการภาพถ่ายที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองศิลป์ และผสานเสียงดนตรีโฟล์คซองอันละเมียดละไม พร้อมกิจกรรม Workshop, DIY ที่สร้างสรรค์ และสินค้า OTOP คุณภาพอีกมากมาย ให้คุณได้เดินชม ช้อป ชิลล์ และสัมผัสเสน่ห์ความเป็นปราจีนบุรีอย่างงดงาม…ในพื้นที่เดียว ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์แห่งสุนทรียะ ระหว่างวันที่ 1 - 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานโปรโมชั่นประตูพาวเวอร์บาย ชั้น 1 โรบินสันไลฟ์สไตล์ ปราจีนบุรี 


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเนื่องในวันปิดโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ พบกับการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี ในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒         เนื้อเรื่องการแสดงโขนในตอนนี้ กล่าวถึง พระอิศวรมีเทวะบัญชาให้พระนารายณ์อวตารไปเป็นพระราม เพื่อปราบบรรดาอสูรและมารร้ายที่เบียดเบียนมนุษย์โลก พร้อมประทานพรให้ จักร สังข์ ตรี บัลลังก์นาค และคทา ไปจุติเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ละองค์นามว่า พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด ตามลำดับ ให้บรรดาเหล่าเทวดาและอสูรเทพบุตร ลงมาจุติเป็นพลวานรในกองทัพของพระราม ส่วนพระลักษมีให้ลงไปจุติเป็นนางสีดา ธิดาของทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา โดยให้นางสีดาเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบกันระหว่างพระรามและทศกัณฐ์           กาลต่อมาพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพวานร ได้ออกเดินทางติดตามนางสีดาที่ถูกทศกัณฐ์ลอบลักไปไว้ยังกรุงลงกา และได้พบกับพิเภกน้องชายของทศกัณฐ์ที่ถูกขับไล่ออกจากเมือง พิเภกได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระรามเพื่อคอยช่วยเหลือการศึกให้แก่กองทัพของพระรามโดยเหตุที่พิเภกถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้น เนื่องจากทศกัณฐ์กริ้วโกรธที่พิเภกทำนายฝันร้ายของทศกัณฐ์และขอให้ส่งนางสีดาคืน แก่พระราม  เมื่อทราบข่าวว่าพิเภกเข้าร่วมในกองทัพของศัตรู ทศกัณฐ์จึงให้กุมภกรรณ อุปราช กรุงลงกาออกไปทำศึก       กุมภกรรณได้เข้ารบกับพระรามและถูกพระรามแผลงศรสังหาร ก่อนตายกุมภกรรณได้เห็นพระรามเป็นพระนารายณ์จึงได้สำนึกผิด และเรียกพิเภกเข้ามากำชับสอนสั่งให้จงรักภักดีต่อพระราม          เมื่อทศกัณฐ์ทราบข่าวการตายของกุมภกรรณจึงโกรธแค้น ยกทัพออกทำศึกกับพระราม พระรามได้แผลงศรตัดร่างกายทศกัณฐ์ขาดเป็นท่อน ๆ แต่ทศกัณฐ์ก็ร่ายมนต์ต่อติดร่างกายให้คืนกลับดังเดิม ซ้ำยังกล่าวเยาะเย้ยพระราม เมื่อทั้งสองฝ่ายทำศึกรบกันจนถึงพลบค่ำ จึงตกลงเลิกทัพกลับไปยังที่มั่นของตน     


แหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน เรียบเรียงโดย ธนพล บึงอำพันธ์ ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ช่องทางการติดต่อ Facebook Page : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท Email: hp_phuprabart @fineaets.go.th โทร 042 219 837, 042 219 838 #มรดกโลก #ภูพระบาท #วัฒนธรรมสีมา #วัดพระพุทธบาทบัวบาน




#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเตาเชิงกรานที่พบระหว่างการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒)...โครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) เป็นโครงการที่มีการดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ในพื้นที่วัดอาวาสใหญ่ วัดสิงห์ วัดพระสี่อิริยาบถ และวัดพระนอน ด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาป้ายสื่อความหมายและปรับปรุงเส้นทางเดินชมโบราณสถานให้ได้มาตรฐานสากล สามารถเพิ่มศักยภาพในการอำนวยความสะดวกรองรับการใช้บริการของนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อันเป็นการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานในระดับสากลในฐานะแหล่งมรดกโลกจากการก่อสร้างในโครงการดังกล่าวที่วัดพระสี่อิริยาบถได้พบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชิ้นส่วนเตาตั้งหม้อประกอบอาหาร เรียกตามรูปลักษณ์ว่า เตาเชิงกราน จำนวน ๑ ชิ้น มีขนาดกว้าง ๖.๑-๖.๒ เซนติเมตร ยาว ๕.๗-๖.๙ เซนติเมตร หนา ๐.๙-๑.๒ เซนติเมตร มีกรวยยื่นออกมาจากลำตัวขนาดกว้าง ๒.๓-๔.๑ เซนติเมตร ยาว ๓.๐ เซนติเมตร และพบที่วัดพระนอนอีกจำนวน ๑ ชิ้น มีขนาดกว้าง ๕.๐-๗.๘ เซนติเมตร ยาว ๕.๙-๑๐.๒ เซนติเมตร หนา ๑.๒-๑.๙ เซนติเมตร มีกรวยยื่นออกมาจากลำตัวขนาดกว้าง ๑.๓-๒.๙ เซนติเมตร ยาว ๒.๙ เซนติเมตรพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นิยามความหมาย “เตา” “เชิง” และ“กราน” ดังนี้เตา คือ ที่สำหรับก่อไฟหุงต้มหรือเผาสิ่งต่าง ๆ โดยเตาไฟ หมายถึง ที่สำหรับก่อไฟหุงต้มอาหาร เชิง หมายถึง ตีนซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของบางสิ่งบางอย่าง หรือ ปลายของบางสิ่งบางอย่างที่ยื่นออกมา เช่น เชิงสะพาน เชิงเขา เชิงกำแพง เชิงตะพาบน้ำ เชิงกลอน กราน ในคำโบราณ หมายถึง ไฟ เช่น เชิงกราน เชิงกราน หมายถึง เตาไฟปั้นด้วยดิน ยกย้ายได้ มีชานสำหรับวางฟืน หรือเรียกกระดูกตะโพกที่มีสัณฐานอย่างเชิงกรานว่า กระดูกเชิงกราน  เตาเชิงกรานสมัยอยุธยา มีลักษณะเนื้อดิน มีฐานหรือพื้นเตาอยู่ด้านหน้าเหมือนถาดสำหรับวางไม้ฟืน ผนังเตาตรงข้ามกับที่วางไม้ฟืนเจาะรู ๒ รู เพื่อระบายอากาศและความร้อนจากไฟที่ใช้ในการประกอบอาหารส่วนบนมีกรวยทั้งสามตำแหน่งยื่นออกมาเพื่อรองรับหม้อปรุงอาหารเรียกว่า “เส้า” ขอบเตาด้านบนมีร่องหยักตื้น เพื่อรองรับก้นหม้อได้ดียิ่งขึ้น  พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาคลองสระบัว  และแหล่งเตาวัดนางเลิ้ง กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒  พบในแหล่งเรือขนส่งสินค้าอับปางในอ่าวไทย เช่น เรือสีชัง ๑ จังหวัดชลบุรี กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๒  โดยเอกสารทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงแหล่งผลิต “เตาไฟ” สมัยอยุธยา ในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง สมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑)  ความว่า“...อนึ่ง ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งฟากรอบกรุงศรีอยุธยานั้น ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแลราษฎร ทำของต่าง ๆ ขายแลประกอบการค้าขายต่าง ๆ กัน เปนหมู่เปนย่านเปนตำบลมากมาย...บ้านม่อ ปั้นม่อเข้าม่อแกงใหญ่เลก แลกระทะเตาขนมครกขนมเบื้อง เตาไฟตะเกียงใต้ตะคันเชิงไฟพานภู่มสีผึ้ง ถวายพระเข้าวษา...บ้านคนทีปั้นกระโถนดินกระถางดินปลูกต้นไม้ แลตะคันเชิงไฟเตาไฟ และปั้นรูปช้างรูปม้าตุกตาต่าง ๆ ขาย...”โบราณวัตถุที่พบจากการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) ณ วัดพระสี่อิริยาบถและวัดพระนอน สันนิษฐานว่าเป็นส่วน “เส้า” หรือส่วนบนของเตาลักษณะทรงกรวยที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับหม้อปรุงอาหาร ทั้งนี้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรก่อนหน้านี้ พบชิ้นส่วนเตาเชิงกรานบริเวณเขตในกำแพงเมือง เช่น บริเวณกำแพงเมือง พื้นที่ในกำแพงเมืองด้านตะวันตก สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง คูเมือง และวัดพระแก้วเตาไฟ เป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการประกอบอาหารเพื่อรับประทาน หลักฐานดังกล่าว ได้บอกเล่าวิถีชีวิตส่วนหนึ่งในสมัยอยุธยา แล้วยังสะท้อนถึงการดำรงชีวิตของชาวเมืองกำแพงเพชรโบราณทั้งเขตในกำแพงเมืองและเขตอรัญญิกเมื่อครั้งอดีต...เอกสารอ้างอิงวิไลวรรณ อยู่ทองจุ้ย.  “ระเบียนรูป ๓.๑๐ เตาตั้งหม้อประกอบอาหาร ‘เตาเชิงกราน’.” เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก (ระเบียนรูปเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น).  กรุงเทพฯ: สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร, ๒๕๖๕. ๒๔๑.ภัคพดี อยู่คงดี และพรทิพย์ พันธ์ุโกวิท.  รายงานผลการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเครื่องปั้นดินเผาบนคาบสมุทรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา - กรุงรัตนโกสินทร์.  ลพบุรี: สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี, ๒๕๕๒.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.  นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ๒๕๕๔.ราชบัณฑิตยสถาน.  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔.  กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.วินัย พงศ์ศรีเพียร, บรรณาธิการ.  คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง.  กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ๒๕๓๔.สายันต์ ไพรชาญจิตร์, ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และอัจฉรา แข็งสาริกิจ.  โบราณคดีสีคราม ๒ เครื่องถ้วยจากทะเล.  กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๓.ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  การขุดตรวจทางโบราณคดี บริเวณพื้นที่ภายในกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก (สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเดิม) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๙. (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  รายงานการขุดตรวจ ขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดี กำแพงเมืองกำแพงเพชร ด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ ความยาว ๒,๘๒๕ เมตร.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๘.  (โครงการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกเมืองกำแพงเพชรและกลุ่มเมืองบริวาร พ.ศ. ๒๕๔๗).  (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๔.  (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  รายงานผลการขุดค้น ขุดตรวจ ขุดแต่ง พื้นที่สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (ฝั่งตะวันตก) คูเมือง และคันดินชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ป้อมด้านหน้าประตูวัดช้าง ป้อมด้านหน้าประตูเตาอิฐ ป้อมมุมเมืองตะวันออกเฉียงเหนือ งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๙.  (เอกสารอัดสำเนา).


ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 7  ฉบับที่ 435 (8 ก.ย.2507)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2507ลักษณะวัสดุ               16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


***รายการบรรณานุกรม*** หนังสือหายาก กรมศิลปากร.  ละคอน เรื่อง รถเสน.  พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๐.


ชื่อเรื่อง : เชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ 4 สมัย (พ.ศ. 2361 - 2445) ผู้แต่ง : บัวผิว วงศ์พระถาง, เจ้าไข่มุกต์ ประชาศรัยสรเดช และดวงแก้ว รัตนวงศ์ ปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : แพร่ สำนักพิมพ์ : แพร่ไทยอุตสาหกรรมการพิมพ์      เนื่องจากตระกูลเจ้าเมืองแพร่ ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานที่น่าจะค้นคว้าอ้างอิงได้ บรรดาลูกหลานส่วนมากในปัจจุบันต่างไม่ทราบแน่ชัด จึงอยากทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร จึงได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ทั้งที่มีความหนักใจและมีปัญหามากมายเป็นอุปสรรค ความรู้เรื่องราวที่มีอยู่และหลักฐานต่างๆ ที่ได้จดบันทึกมาร่วม 50 ปี อาจจะสูญหายโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าหากไม่นำมาเผยแพร่ให้ลูกหลานได้ทราบถึงบรรพบุรุษ บุพการีของเมืองแพร่ ข้อมูลเหล่านี้อาจจะสาบสูญไปพร้อมกับบรรพบุรุษ จึงได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ลูกหลานรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้รู้จักบรรพบุรุษ บุพการีและเครือญาติของตนโดยถูกต้อง ทำให้เกิดความรักใคร่ปองดอง สนิทสนมสามัคคีกัน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง พระนคร: www.virtualmuseum.finearts.go.th/bangkoknationalmuseums        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นับเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งตั้งขี้นเมื่อ พ.ศ.2402 แต่เดิมเป็น "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือวังหน้าซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักอันนับเป็นสถาปัตยกรรมไทย ที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง         ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการต่างๆ นับว่าเป็นบ่อเกิดของพิพิธภัณฑ์ในสมัยต่อมา       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "มิวเซียม" ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2417 ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ.2430 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทิวงคต จึงได้มีประกาศยกเลิกตำแหน่งพระอุปราชแล้ว  ทำให้สถานที่ในพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดีย ไปตั้งจัดแสดงที่พระราชวังบวรสถานมงคลเฉพาะด้านหน้า 3 องค์ โดยใช้พระที่นั่งด้านหน้าคือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์วังหน้า"       ต่อมาในปี พ.ศ.2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับ พระนครขึ้น และได้จัด พระที่นั่งศิวโมกขพิมานให้เป็นสถานที่จัดแสดง ศิลาจารึก  คัมภีร์  ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่าหอสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ.2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ.2477


     สลักจากหินชนวน ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ย้ายมาจากวัดเขาพระบาทน้อย เมืองเก่าสุโขทัย      พระพุทธบาทสี่รอย ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยแสดงเส้นขอบพระบาทซ้อนลดหลั่นกันสี่รอย รอยพระบาทบนสุดมีร่องรอยการจารเป้ฯลวดลาย ปรากฎรูปธรรมจักรบริเวณกลางฝ่าพระบาท อันเป็นพุทธลักษณะหรือมหาบุรุษลักษณะของพระพุทธเจ้า ซึ่งรอยพระบาททั้งสี่รอยหมายถึงรอยพระบาทของอดีตพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือพระโคตมะ หรือ สมณโคดม      คติการจำลองรอยพระพุทธบาท ประกอบด้วยเครื่องหมายมงคลสำหรับสักการะบูชาในสุโขทัยเริ่มขึ้นเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยรับคตินิยมนี้มาจากลังกา ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งจากหลักฐานศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไท โปรดฯให้จำลองรอยพระพุทธบาท ตามแบบรอยพระบาทจากลังกามาประดิษฐานไว้บนภูเขาในเมืองสำคัญ ๔ แห่ง ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย บางพานและพระบาง


พรปีใหม่ : Phon Pi Mai (New Year Greetings)   เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๓           เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๓ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๔ เมื่อเสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์ เพลง “พรปีใหม่” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องเป็นคำอวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี ๒ วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๕   Royal composition Number 13           The thirteenth royal musical compositions was written in December 1951, when His Majesty returned to the country and took up residence at Chitralada Villa, Dusit Palace. With his desire to make New Year greetings to the Thai people through a song, His Majesty composed “Phon Pi Mai” with lyrics as blessings on the occasion composed by His Royal Highness Prince Chakrabhand Pensiri, He then granted the composition to 2 bands, that of Chulalongkorn University students, performing at Chulalongkorn University, and Suntaraporn Band perfoming at Sala Chaloemthai Theater on New Year’s Day, Tuesday, 1 January 1952.


black ribbon.