ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,751 รายการ
ชื่อผู้แต่ง คณะอนุกรรมการส่วนวิชาการและเจ้าหน้าที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์
ชื่อเรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์สหกรณ์ขายส่งแห่งประเทศไทย จำกัดสินใช้
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๘
จำนวนหน้า ๔๐ หน้า , ตาราง
ISBN -
เลขเรียกหนังสือ ๖๖๔.๑ ค๑๒๕ก
เลขทะเบียนหนังสือ ๐๖๒๓๖๓
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางเรียบ ประชานาถธนากร (เรียบ ไสยานนท์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม ๘ ธันวาคม ๒๕๐๘) น้ำตาลคือผลึกซูโครสซึ่งมีอยู่พืชต่าง ๆ เช่นอ้อย หัวบีท ต้นตาล มะพร้าว ข้าวฟ่าง ข้างโพด และต้นเมเบิล เป็นต้น แต่ที่นิยมทำกันเป็นอุตสากรรมก็คือ การทำน้ำตาลทรายจากอ้อย หรือ บีท เพียง ๒ ชนิดเท่านั้น กรรมวิธีผลิตน้ำตาลจากอ้อย และบีทส่วนใหญ่เหมือนกัน
ชื่อผู้แต่ง พระราชวรญาณมุนี (เปลี่ยน ปุณฺโณ)
ชื่อเรื่อง วจนานุกรมสมาสท้อง เล่ม ๔
พิมพ์ครั้งที่ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์การศาสนา
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๒
จำนวนหน้า ๑๐๕ หน้า
รายละเอียด
หนังสือวจนานุกรมสมาสท้อง เล่ม ๑ พระราชวรญาณมุนี (เปลี่ยน ปุณฺโณ) วัดบุรณศิริมาตยาราม พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพญาณเวที (ฦา ยติกเถร) เจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ เนื้อหาภายในมีรูปและชีวประวัติผู้ตาย รวมศัพท์สมาสท้องที่วิเคราะห์ทั้งสิ้น ๑,๒๐๐ ศัพท์ แบ่งเป็น ๔ เล่ม ๆ ละ ๓๐๐ คำศัพท์ เพื่อประสงค์จะให้เป็นเครื่องอุปกรณ์แก่ผู้ศึกษาภาษาบาลี ช่วยส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรให้เจริญก้าวหน้า
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 85/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 46 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
เรื่อง การดนตรี ของพระเจนดุริยางค์
ชื่อเรื่อง : เรื่อง การดนตรี ของพระเจนดุริยางค์
หัวเรื่อง : ดนตรี
ดนตรีสากล
บทละคร
คำค้น : มารยาทในการชมดนตรี
โรงละคร
อุปรากร
แตรวง
Brass Band
Programme Music
Light Music
รายละเอียด : จัดพิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ นายสาโรช อัศวรักษ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2497
ผู้แต่ง : เจนดุริยางค์ (ปิติ วาทะยากร), พระ, 2426-2511
แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ สำนักพิมพ์/ โรงพิมพ์ : เจริญศิลป์การพิมพ์
ปีที่พิมพ์ : 2497
วันที่เผยแพร่ : 17 พฤษภาคม 2568
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : สาโรช อัศวรักษ์
ลิขสิทธิ์ : -
รูปแบบ : PDF.
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสืออนุสรณ์งานศพ
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : หนังสืออนุสรณ์งานศพ นายสาโรช อัศวรักษ์ ภายในเล่มมีประวัติและภาพของ ผู้วายชนม์ และคำไว้อาลัยจากญาติมิตร เนื้อหาว่าด้วยเรื่องการดนตรีของพระเจนดุริยางค์ และได้นำบทละครสลับระบำที่ผู้วายชนม์ได้แต่งไว้เมื่อ พ.ศ. 2492 ในงานต้อนรับน้องใหม่ของคณะวิทยาศาสตร์มารวบรวมไว้ท้ายเล่มในหนังสือเล่มนี้ด้วย
เลขทะเบียน : น. 34 บ. 6289 จบ. (ร)
เลขหมู่ : ห
780.2
จ716ร
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ. 143/2ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 48 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พระอภิธรรมปิฎก พระวิภังค์บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อแบบฉบับ : มหานิปาตวณฺณนา ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (ผูก ฆ2)
ชื่อเรื่อง : ทสชาติ สุวรรณสามชาดก-นารทชาดก (ผูก ฆ2)
เลขทะเบียน : ชม.บ.557/ฆ2
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : อุบาสิภิกษุ ปีที่สร้าง : จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266)
จำนวน : 1 คัมภีร์ 14 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก ก1, ข1-3, ค1-5:4ก, ฆ1-2, ง1-2)
จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด จำนวนหน้า : 70 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ล่องชาด ไม้ประกับ : ทารัก ขอบทาชาด ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : อุบาสิภิกษุสร้าง จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266 สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) มี 5 เรื่อง ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
เลขทะเบียน : นพ.บ.751/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 40 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 234 (370-381) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : วินัยสังเขป--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชวนร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ เนื่องในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์สร้างสรรค์ศิลป์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ เนื่องในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์สร้างสรรค์ศิลป์ ระหว่างวันที่ ๒๘ - ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
- วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ "การอนุรักษ์งานศิลป์ไทย : งานประคบทองเขียนสี" แรงบันดาลใจจากลวดลายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยากรโดย นางประภาพร ตราชูชาติ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม) นายเกรียงศักดิ์ เนียมสุด นายช่างศิลปกรรมอาวุโส คณะทำงานกลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร - วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ การอบรมศิลปะเพื่อเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ พบกับกิจกรรม Workshop “การประคบลายสีเบื้องต้น” เสริมสร้างประสบการณ์งานศิลปะ ที่สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยากรโดย นางสาวชุตินันท์ กฤชนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะและการช่างไทย และคณะทำงานกลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
ทั้ง ๒ กิจกรรม *รับจำนวนจำกัด สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๕๕๗๑ ๑๕๗๐ โทร. ๐ ๕๕๗๑ ๑๕๗๐ หรือทางกล่องข้อความเฟซบุ๊ก “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet National Museum” https://www.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum
ศูนย์หนังสือกรมศิลปากรขอแนะนำน่าอ่าน หนังสือ “มหาเวสสันดรชาดก คาถาพัน และ นิบาตชาดก” ฉบับสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช 2566 เป็นหนังสือที่นำเสนอเรื่องมหาเวสสันดรชาดก นิทานชาดกที่ว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันตรโพธิสัตว์ อันเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทยหลายเรื่อง ประกอบด้วย คาถาพัน คือเวสสันตรชาดกในมหานิบาตชาดกที่แต่งเป็นคาถาหรือร้อยกรองภาษาบาลีในพระไตรปิฎก (ตรวจสอบจากฉบับกรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่พุทธศักราช 2514) และ นิบาตชาดก คืออรรถกถาเวสสันตรชาดกที่พระภิกษุและคฤหัสถ์ผู้รู้ภาษาบาลีแปลและเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วภาษาไทย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรวจสอบจากหนังสือ “นิบาตชาดก เล่ม 22 เวสสันตรชาดก ในมหานิบาต” ฉบับพุทธศักราช 2474 พร้อมทั้งนำพระบรมราชาธิบายเรื่องนิบาตชาดก พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มารวมพิมพ์ไว้ด้วย หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจเรื่องชาดกและวรรณคดีพุทธศาสนาต่อไป
จำหน่ายราคาเล่ม 400 บาท ผู้สนใจสามารถซื้อได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) หรือสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ https://bookshop.finearts.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร (ในวันและเวลาราชการ)
*(ออกแบบภาพประกอบ ณภัทร เตชพาหพงษ์)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงประกอบพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๕๕ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการกรมศิลปากร และประชาชน เฝ้า ฯ รับเสด็จ
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กราบบังคมทูลรายงานการบูรณะพระพุทธสิหิงค์ เจ้าพนักงานพระราชพิธีอัญเชิญพระรัศมีทองคำประดับเพชร เข้าถวาย ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมพระรัศมีทองคำประดับเพชร จากนั้นพระราชทานพระรัศมีทองคำประดับเพชรแก่อธิบดีกรมศิลปากรอัญเชิญไปสวมถวายพระเศียรพระพุทธสิหิงค์ภายในพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ แล้วจึงเสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังพระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ ทรงวางพวงมาลัยถวายสักการะพระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์ ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ความเคารพสักการะมาอย่างยาวนาน ด้วยพุทธลักษณะอันงดงามตามแบบศิลปะล้านนา พุทธศักราช ๒๕๖๘ กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พระพุทธสิหิงค์ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าองค์พระพุทธสิหิงค์มีความเสื่อมสภาพหลายประการ และพบหลักฐานว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปกรรมจากของแท้ดั้งเดิม นับแต่พระรัศมี ยอดฉัตร ระย้าที่ห้อยระบายฉัตร กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการบูรณะพระพุทธสิหิงค์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ยึดหลักการรักษาคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิมให้มากที่สุด เพื่อธํารงรักษางานพุทธศิลป์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับจารีตประเพณี และดำเนินการหล่อพระรัศมีพระพุทธสิหิงค์ ด้วยทองคำลงยาประดับเพชรตามหลักฐานเดิม สันนิษฐานจากภาพถ่ายเก่าและรูปลักษณะพระรัศมีปัจจุบัน เปรียบเทียบกับพระรัศมีของพระพุทธสิหังคปฏิมากร พระประธานในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำลองจากพระพุทธสิหิงค์ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ โดยประดับเพชรเม็ดใหญ่ที่ใจกลางของเปลวรัศมี ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวม ๒ เม็ด และที่ใจกลางกลีบบัวฐานพระรัศมี ๘ เม็ด ในการนี้มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธามีส่วนร่วมบริจาคทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ เพื่อนำมาหล่อพระรัศมีทองคำถวายแด่พระพุทธสิหิงค์ด้วย
หมู่สถูปของพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นศูนย์กลางของศาสนสถานภายในวัดพระมหาธาตุ ประกอบด้วย พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่หนึ่งองค์ที่ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง เจดีย์ทิศ 4 องค์ที่มุมของฐาน และเจดีย์ราย 120 องค์ล้อมรอบฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวนสามชั้น พระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่บนพื้นทรายที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 5.25 เมตร
พระบรมธาตุเจดีย์ เจดีย์ประธานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 29.20 เมตร สูง 5 เมตร ฐานทรงกลมขององค์ระฆังสูง 3.10 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 21.98 เมตร ส่วนองค์ระฆังเองสูง 9.80 เมตร บัลลังก์ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ระหว่างองค์ระฆังและปล้องไฉนมีความสูง 5.30 เมตร และปล้องไฉนสูง 20.7 เมตร ส่วนปลียอดที่ประดับอย่างวิจิตรด้วย แผ่นทองคำแท้และอัญมณีมีความสูง 12.09 เมตร เจดีย์ทิศสี่องค์อยู่ที่มุมซึ่งมีรูปทรงแบบเดียวกับเจดีย์ประธาน ส่วนบนขององค์ระฆังใกล้กับบัลลังก์มีเสาทำด้วยหินแกรนิตหลายต้นตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่ปรากฏในเจดีย์ประธานของศาสนสถานอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสาเหล่านี้อาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่เก่ากว่า เช่น กรอบประตูและเสาของเทวาลัยฮินดูเก่าแก่ในพื้นที่วัดพระมหาธาตุ เนื่องจากส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินแกรนิตเหล่านี้พบได้บ่อยในเทวาลัยฮินดู แต่ไม่เป็นที่นิยมในอารามพุทธศาสนาบนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย หินแกรนิตเหล่านี้บางส่วนมีการกระจุกตัวอยู่บนเนิน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของวิหารพระพุทธบาทหลังใหม่ทางตอนเหนือของวัดพระมหาธาตุ
พระบรมธาตุเจดีย์สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากอินเดียและอินโดนีเซีย (ชวา ภาคกลาง) การออกแบบแผนผังของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่นี้ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อแสดงถึงแผนผังมณฑลสามมิติ (แผนผังจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์) โดยมีชั้นแนวนอนสามชั้นเป็นสี่เหลี่ยมที่ประกอบไปด้วยเจดีย์รายล้อมรอบฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ของพระบรมธาตุเจดีย์ มีสัดส่วนโดยประมาณดังนี้ เจดีย์ชั้นในสุดมีความสูง 9.98 เมตร และฐานสี่เหลี่ยมกว้าง 3.75 เมตร เจดีย์ชั้นกลางมีความสูง 7.95 เมตร และฐานสี่เหลี่ยมกว้าง 2.95 เมตร ส่วนเจดีย์ชั้นนอกสุดมีความสูง 7 เมตร และฐานสี่เหลี่ยมกว้าง 2.25 เมตร ความสูงของเจดีย์ราย เหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลงจากชั้นในสุดไปยังชั้นนอกสุด ตัวเจดีย์จัดเรียงอย่างสมมาตรและเป็นระเบียบตามแนวรัศมีที่แผ่ออกจากเจดีย์ประธาน ทำให้เกิดรูปลักษณ์ของการขึ้นสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นอย่างอัศจรรย์ ค่าอายุทางวิทยาศาสตร์จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานของพระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์รายบ่งชี้ว่าโบราณสถานเหล่านี้น่าจะสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 กรมศิลปากรได้ขุดค้นที่ฐานสี่เหลี่ยมของมหาเจดีย์และพบแถวอิฐขนาดใหญ่ที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ บางก้อนมีขนาดกว้างถึง 28 ยาว 40 และหนา 10 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับอิฐในแหล่งโบราณสถานยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวอย่างอิฐจากแถวอิฐที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบจากหลุมทดสอบที่ฐานของมหาเจดีย์ถูกเก็บรวบรวมเพื่อนำไปหาค่าอายุด้วยวิธีเรืองแสง ความร้อน (Thermoluminescence (TL)) และ Accelerator Mass Spectrometry (AMS) ที่ห้องปฏิบัติการหลายแห่ง ผลการหาค่าส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกันเป็นอย่างดี โดยค่าจาก TL ส่วนใหญ่ ได้แก่ พ.ศ. 1307 - 1441, 1323 - 1435, 1331 - 1461, 1365 - 1473 และ 1379 – 1485 ในขณะที่ค่าจาก AMS คือ พ.ศ. 1393 - 1453 ปีเหล่านี้สอดคล้องกับผลการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานของเจดีย์ราย ค่าอายุจาก TL ทั้งหมด ได้แก่ พ.ศ. 1421 - 1523 และ 1382 - 1508 และค่าอายุจาก AMS ได้แก่ พ.ศ. 1318 - 1333 และ 1343 - 1523 (Ueasaman 2022: 211 - 218) ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์รายสร้างขึ้นพร้อมกันตาม ผังมณฑล ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15
ผังมณฑลนี้ใช้ในสถาปัตยกรรมฮินดูและบ่อยครั้งใช้ในการจัดวางสถาปัตยกรรมพุทธศาสนามหายาน ตัวอย่างที่เด่นชัดคือแผนผังวัดพุทธศาสนามหายานในชวาภาคกลาง (อินโดนีเซีย) อายุราว พุทธศตวรรษที่ 13 - 14 เช่น บุโรพุทโธ วัดเซวู และวัดเพลาสัน รวมถึงโบราณสถานเขาคลังนอก (เมืองโบราณศรีเทพ ภาคกลางตอนบนของไทย) ซึ่งมีเทวาลัยฮินดูเพียงไม่กี่แห่งที่ใช้ผังมณฑลนี้ เช่น วัดปรัมบานัน (ชวาภาคกลาง) ในพุทธศตวรรษที่ 14 และพนมบาแค็ง (เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา) ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 เห็นได้ชัดว่าผังมณฑลนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดในชวาภาคกลาง วัดทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ข้อเท็จจริงนี้ทำให้พระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดพระมหาธาตุซึ่งยังคงมีการใช้งานเป็นตัวอย่างที่มีอายุยืนยาวที่สุดของผังในลักษณะมณฑลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร
ความเชื่อมโยงระหว่างชวากลางและนครศรีธรรมราชยังได้ปรากฎหลักฐานสำคัญคือจารึกหมายเลข 23 หรือที่เรียกว่าจารึกลิกอร์ พบที่วัดเสมามืองอยู่ห่างจากวัดพระมหาธาตุเพียง 1.50 กิโลเมตร จารึกนี้เขียนเป็นภาษาสันสกฤตด้วยอักษรปัลลวะที่ได้รับการดัดแปลงแล้ว ด้านบีของจารึกที่เรียกว่า ลิกอร์ บี (Ligor B) กล่าวถึงกษัตริย์ที่อาจชื่อวิษณุแห่งราชวงศ์ไศเลนทร์จากชวากลาง และตามที่เฮอร์มันน์ คุลเค (2559) ได้เสนอไว้ จากรูปแบบตัวอักษรอาจมีอายุช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 14 ในขณะที่ด้านเอ หรือลิกอร์ เอ (Ligor A) มีการระบุ พ.ศ. 1318 และกล่าวถึงกษัตริย์แห่งศรีวิชัย อาณาจักรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร ซึ่งมีเครือข่ายการค้าและพุทธศาสนามหายานอย่างกว้างขวาง พระบรมธาตุเจดีย์ของวัดพระมหาธาตุมีฐานสี่เหลี่ยมสูงพร้อมบันไดหนึ่งทางตั้งอยู่ทางทิศเหนือ บนฐานสูงนี้มีพระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่ตรงกลาง และมีเจดีย์ทิศ 4 องค์ในรูปแบบเดียวกับพระบรมธาตุเจดีย์ที่มุมทั้งสี่ จัดเรียงเป็นแผนผังแบบห้าองค์ (quincunx) อันศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับเจดีย์หมายเลข 3 ที่นาลันทาในอินเดีย องค์ระฆังของพระบรมธาตุมีรูปทรงกระบอกหนา แตกต่างจากองค์ระฆังของเจดีย์ศรีลังกา และปยู (ในเมียนมา) แต่คล้ายกับศิลปะปาละในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เจดีย์ที่นาลันทา ในพุทธศตวรรษที่ 13 ซึ่งมีอิทธิพลต่อรูปแบบเจดีย์ที่บุโรพุทโธ และวัดเซวู อย่างไรก็ตาม พระบรมธาตุเจดีย์มีองค์ระฆังขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเจดีย์แบบนี้ทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยังคงใช้งานอยู่ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญระดับสากลของแหล่งมรดกแห่งนี้ องค์ระฆังทรงกระบอกของพระบรมธาตุเจดีย์ยังเป็นแบบอย่างให้วัดอื่น ๆ ในภาคใต้ของประเทศไทย เช่น วัดเขียนบางแก้ว วัดพะโคะ และวัดพระบรมธาตุสวี ราวพุทธศตวรรษที่ 17 -18 บัลลังก์ของพระบรมธาตุเจดีย์น่าจะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นแบบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ของศรีลังกา เช่นเดียวกับเจดีย์ที่โปลนนารุวะ ภาพแบบจำลองพื้นผิวดิจิทัล (DSM) ที่ถ่ายด้วยโดรนโดยใช้เทคนิคการถ่ายภาพเชิงภูมิศาสตร์ยิ่งสนับสนุนสมมติฐานนี้ จากภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่าบัลลังก์ระหว่างองค์ระฆังและและปล้องไฉนนั้นเอนออกและไม่ตรงกับฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสของพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งบ่งชี้ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้อาจไม่ได้รับการสร้างขึ้นในเวลาเดียวกัน บัลลังก์ดั้งเดิมแบบปาละ ซึ่งโดยปกติจะมีขนาดเล็กและย่อมุม ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 อาจถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่แบบศรีลังกาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 และในช่วงเวลาต่อมา ฐานนี้ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเครื่องเคลือบดินเผาจากจีน ซึ่งแสดงถึงเครือข่ายการค้าทางทะเลที่กว้างขวางของนครศรีธรรมราช
ส่วนซุ้มวงโค้งที่ครอบประติมากรรมช้างที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์แบบศรีลังกา น่าจะถูกเพิ่มเข้ามาราวพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ว่าซุ้มเหล่านี้อาจเป็นลักษณะดั้งเดิมตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 โดยตัวอย่างที่โดดเด่นของรูปปั้นช้างรอบฐานเจดีย์ในศรีลังกา ได้แก่ เจดีย์รุวันเวลิเสยะในเมืองอนุราธปุระ ซึ่งได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (พ.ศ. 1696 - 1729) แห่งอาณาจักรโปลนนารุวะ
การบูรณะครั้งใหญ่ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะนี้ตรงกับการกำหนดอายุแบบ TL จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐาน (ข้างซุ้มช้าง) ของพระบรมธาตุ ชั้นของอิฐจำนวนมากได้รับการกำหนดอายุแบบ TL ได้แก่ พ.ศ. 1558 - 1662, 1571 - 1663, 1566 - 1668, 1055 - 1598, 1614 - 1706, 1627 - 1721 และ 1780 - 1848 (ช่วงปีสุดท้ายนี้มาจากชั้นอิฐชั้นบนสุดในการขุดค้น) นอกจากนี้ ยังพบอิฐที่แตกหักอยู่บนชั้นอิฐที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบในการขุดค้น ซึ่งกำหนดอายุแบบ TL ได้แก่ พ.ศ. 1988 - 2046, 2001 - 2047 และ 2002 - 2048 ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่ามีการบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์และทางเดินเวียนรอบฐานครั้งใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 พุทธศตวรรษที่ 18 และครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 18 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาคารที่ยังคงใช้งานอยู่แห่งนี้ได้รับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ไว้อย่างดีตลอดยุคสมัยต่าง ๆ
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบมอญยังมีอิทธิพลต่อรูปแบบของพระบรมธาตุเจดีย์ในราว พุทธศตวรรษที่ 20 - 22 เช่น การตกแต่งปลียอดด้วยทองคำแท้ซึ่งไม่พบในศรีลังกา พงศาวดารท้องถิ่นของนครศรีธรรมราชยังกล่าวถึงกษัตริย์องค์แรกที่เป็นอัครศาสนูปถัมภกของพุทธศาสนาเถรวาทผู้มาจากหงสาวดี เมืองหลวงของมอญโบราณในเมียนมาตอนใต้ เจดีย์ในย่างกุ้งที่มีชื่อเสียงซึ่งได้รับอิทธิพลจากมอญ มีปลียอดตกแต่งด้วยทองคำ ได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง ซึ่งรูปแบบในปัจจุบันสามารถสืบย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 20
ปลียอดของพระบรมธาตุได้รับการประดับตกแต่งเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสมัยอยุธยาด้วยทองคำและอัญมณีต่าง ๆ ในช่วงเวลาหลายปี เช่น พ.ศ. 2155, 2192, 2213, 2229, 2230, 2231, 2235, 2242 และ 2277 หลังจากนั้น โดยเฉพาะในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์มีการบูรณะปลียอดขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ด้วยทองคำและเครื่องประดับมีค่า เช่น แหวน ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาอย่างลึกซึ้งของประชาชนที่มีต่อพระบรมธาตุเจดีย์นั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ และยังคงสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบัน แผ่นทองคำทั้งหมดมีน้ำหนักรวม 197.45 กิโลกรัม ทองคำและของมีค่าสำหรับการนี้ได้รับการบริจาคจาก ผู้มีจิตศรัทธาหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไป เชื้อพระวงศ์ และเหล่าข้าราชการ โดยแผ่นทองคำแต่ละแผ่นจะสลักเป็นภาษาไทย ซึ่งมักประกอบด้วยชื่อและที่อยู่ของผู้บริจาค วันที่บริจาค น้ำหนักของทองคำ และความปรารถนาสูงสุดของผู้บริจาค โดยทั่วไป ความปรารถนาที่สลักไว้ได้แก่การบรรลุสมบัติสูงสุด 3 ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ รวมทั้งความปรารถนาที่จะได้พบ พระศรีอริยเมตไตรย แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ปลียอดทองคำนี้ทำให้พระบรมธาตุเจดีย์มีลักษณะที่ยิ่งใหญ่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนทำให้เป็นหนึ่งในเจดีย์ที่ยังคงมีการใช้งานที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของวัดพระมหาธาตุ หมู่สถูปของพระบรมธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลางทาง จิตวิญญาณของประเพณีที่มีชีวิตอันหลากหลายและฝังรากลึก โดยเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่น ศาสนาฮินดู และพุทธศาสนา ผสานกันอย่างลงตัว ประเพณีที่มีชีวิตซึ่งมีความสำคัญในระดับสากล ได้แก่ ประเพณีสารทเดือนสิบ พิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ การแสดงโนรา และการสวดพระนิพพานโสตรหรือตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชที่วัดพระมหาธาตุ
ผู้แต่ง : ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเชียงใหม่ ปีที่พิมพ์ : 2539 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ. เชียงใหม่มีอายุยืนยาวนานมาถึง 700 ปี ในปีพ.ศ. 2539 เป็นปีที่มีความหมายสำหรับชาวเชียงใหม่ ที่มีความสำคัญสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง โดยเฉพาะเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามหลายสิ่งหลายประการที่ได้นิยมนับถือปละปฏิบัติสืบสานกันต่อมา ในด้านวัฒนธรรมประเพณีท่านที่มีความรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ พระสงฆ์องค์เจ้า ได้รวบรวมจัดทำคู่มือเป็นหนังสือรูปเล่มอยู่จำนวนไม่น้อย ที่จะได้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเป็นแบบปฏิบัติในด้านประเพณีต่างๆ ของบ้านเมืองไว้เป็นมรดกตกทอดสืบสานต่อไปยังลูกหลาน ในวาระที่บ้านเมืองมีอายุได้ถึง 700 ปีในครั้งนี้ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเชียงใหม่จึงได้รวบรวมเรียบเรียงประเพณีที่ดีงามต่างๆ ของท้องถิ่น และยังมีความจำเป็นสำหรับวิถีชีวิตประจำวันขึ้นในเวลาที่เป็นมงคล