ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ


           เครื่องสังคโลกที่ผลิตและได้รับการส่งออกไปอย่างกว้างขวางนั้น มีจุดเด่นประการหนึ่งคือมีการเคลือบผิว ซึ่งทำให้เครื่องสังคโลกนั้นมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น และสีของเคลือบเหล่านั้นก็สามารถนำมาใช้ในการแบ่งประเภทของเครื่องสังคโลกได้ด้วย ดังนี้            ภาชนะไม่เคลือบผิว (Unglazed Wares) เป็นภาชนะที่ไม่ได้เคลือบด้วยน้ำยาเคลือบ มีสีเทาถึงสีน้ำตาลเข้ม บางชิ้นมีขี้เถ้าปลิวไปติดที่ผิวภาชนะ ทำให้ผิวมีความมันวาวเหมือนเคลือบผิว เรียกว่า “เคลือบขี้เถ้า” โดยมากมักเป็นภาชนะประเภทโอ่ง ไห ครก และแจกัน            เครื่องเคลือบสีเขียว หรือเซลาดอน (Celadon Wares) เป็นเครื่องเคลือบในกลุ่มสีเขียวใส สันนิษฐานว่าพัฒนามาจากเครื่องถ้วยสีเขียวมะกอกหรือสีเขียวอมน้ำตาลของเครื่องถ้วยเชลียง และได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องเคลือบสีเขียวแบบหลงฉวนของจีน เครื่องเคลือบประเภทนี้มีรูปแบบค่อนข้างหลากหลาย ได้แก่ ชาม จาน ถ้วย ขวดทรงป่อง กระปุกทรงน้ำเต้า กาน้ำ ตุ๊กตาเสียกบาล ตุ๊กตารูปสัตว์ เป็นต้น            เครื่องเคลือบเขียนลายสีดำ หรือสีน้ำตาลใต้เคลือบ (Black/Brown Painting Underglaze Wares) เป็นเครื่องเคลือบที่ได้รับแบบอย่างมาจากเครื่องลายครามของจีน โดยมีการวาดลวดลายต่าง ๆ ด้วยสีน้ำตาลไหม้หรือสีดำบนผิวภาชนะ แล้วเคลือบด้วยน้ำยาเคลือบสีใสถึงสีเขียวใส รูปแบบภาชนะมักเป็นชาม จาน ตลับหรือผอบ แจกัน ขวด กาน้ำ และตุ๊กตา เป็นต้น ภาพ : ภาชนะ/วัตถุที่ไม่มีการเคลือบผิว ภาพ : เครื่องเคลือบสีเขียวหรือเซลาดอน ภาพ : เครื่องเคลือบเขียนลายสีดำ หรือสีน้ำตาลใต้เคลือบใส ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก



ชื่อเรื่อง : พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ประวัติพระพุทธศาสนา และปาฐกถาเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ชื่อผู้แต่ง : มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, วัน นวลยง และบริบาลบุรีภัณฑ์, หลวง ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : [ม.ป.ท.] สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สถานสงเคราะห์หญิงปากเกร็ด จำนวนหน้า : 176 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย เรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2466 เพื่ออธิบายให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจโดยทั่วกันว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ หรืออริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ และทางไปสู่ความดับทุกข์ เรื่องประวัติพระพุทธศานา ของนายวัน นวลลยง กล่าวถึงพุทธประวัติที่เริ่มจากประเทศอินเดีย การสังคายนา การเผยแพร่พระพุทธศาสนามาถึงสุวรรณภูมิและการกำเนิดมหายาน เนื้อหาตอนสุดท้ายคือปาฐกถา เรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ กล่าวถึงประวัติและการเข้ามาในประเทศไทยของพุทธศาสนาลัทธิต่าง ๆ จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุ ประกอบด้วย ลัทธิหินยานอย่างเถรวาท ลัทธิมหายาน ลัทธิหินยานอย่างพุกาม และลัทธิลังกาวงศ์


     ชื่อเรื่อง : " ประเพณีสร้างสรรค์ " ในสังคมไทยร่วมสมัย      ผู้เขียน : ศิราพร ณ ถลาง      สำนักพิมพ์ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิริรธร (องค์การมหาชน)      ปีพิมพ์ : 2558      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-7154-29-9      เลขเรียกหนังสือ : 390.09593 ศ444ป      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : "ประเพณีสร้างสรรค์" ในสังคมไทยร่วมสมัย เป็นหนังสือรวมบทความวิจัยจากโครงการวิจัยเรื่อง "คติชนสร้างสรรค์" พลวัตและการนำคติชนไปใช้ในสังคมไทย  ร่วมสมัย (2554-2557) เป็นโครงการที่วิจัยโดยใช้ข้อมูลคติชนที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมเป็นหลักซึ่งได้นำเสนอทั้งข้อมูลและข้อค้นพบจากงานวิจัยประเพณีสร้างสรรค์     ที่สะท้อนปรากฏการณ์พลวัตของประเพณีพิธีกรรมและปรากฎการณ์การประยุกต์ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดมาจากสังคมประเพณีหรือที่มีการสร้างใหม่อย่างสร้างสรรค์      ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน บทความวิจัยทั้ง 6 เรื่อง ประกอบด้วย (1) การสร้างภาพลักษณ์ "หมู่บ้านวัฒนธรรม" จากคติชนบนเวทีการท่องเที่ยวที่บ้านหนองขาว (2) พลวัตพิธี "สืบ ส่ง ถอน" ในสังคมล้านนาปัจจุบัน (3) การสืบทอดและการผลิตซ้ำประเพณี และพิธีกรรมเกี่ยวกับพระอุปคุตในสังคมไทยปัจจุบัน (4) ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวญี่ปุ่นและชาวไทย : การศึกษาเปรียบเทียบประเพณับั้งไฟริวเซโยะฌิดะ และประเพณีบุญบั้งไฟบ้านปะอาว (5) พลวัตและการสร้างประเพณัประดิษฐ์ในชุมชนอีสานลุ่มน้ำโขง และ (6) พิธีสวดนพเคราะห์ : พลวัตและพิธีกรรมประดิษฐ์ในสังคมไทยปัจจุบัน นอกจากนี้ยังนำเสนอบทความสังเคราะห์เรื่อง "พลวัตประเพณีพิธีกรรมในสังคมไทยร่วมสมัย" ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ข้อค้นพบ วิธีการ และวิธีคิดของคนไทยในการนำเสนอประเพณี พิธีกรรมในปัจจุบัน ตลอดจนอภิปรายบทบาทและลักษณะของประเพณีสร้างสรรค์ในฐานะคติชนสร้างสรรค์ ด้วยความมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจพลวัตของคติชนและพลวัตของวัฒนธรรมไทยในสังคมปัจจุบันยึ่งขึ้น


หลักฐานศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในภาคใต้ของประเทศไทยตอน การเข้ามาของชาวอินเดียในภาคใต้           หลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อชาวอินเดียได้เดินเรือออกไปติดต่อค้าขายทางทิศตะวันออกเพื่อแสวงหาความร่ำรวยยังดินแดนห่างไกลที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi) หรือ สุวรรณทวีป (Suvarnadvipa)           สุวรรณภูมิ หรือ สุวัณณภูมิ หรือ สุวรรณทวีป แปลตามรากศัพท์ได้ว่า ดินแดนแห่งทองคำ เชื่อกันว่ามีทองคำมากมาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวอินเดีย รวมทั้งยังเป็นแหล่งที่มีทรัพยาการทางธรรมชาติและเครื่องเทศซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวตะวันตก           สุวรรณภูมิ หรือ สุวรรณทวีป ในปัจจุบันหมายถึง ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมพื้นที่ - ผืนแผ่นดินใหญ่ (Mainland) คือ พม่า ลาว ไทย เขมร เวียดนาม มาเลเชีย สิงคโปร์ - ผืนแผ่นดินคาบสมุทร (Peninsular) คือ คาบสมุทรพม่า คาบสมุทรมลายู และคาบสมุทรอินโดจีน - ดินแดนที่เป็นเกาะ (Islands) คือ หมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และอินโดนีเชีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และติมอตะวันออก            ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริเวณภาคใต้ของไทยและแหลมมลายูมีการติดต่อกับชาวอินเดียและชาวต่างชาติในสมัยโบราณ คือ           ๑. ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ภาคใต้ของไทยตั้งอยู่บนแหลมมลายู ซึ่งมีลักษณะเหมือนแท่งเดือยอยู่ตรงกลางของคาบสมุทร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการคมนาคม การค้า การทหาร           ๒. ตั้งอยู่ในเขตมรสุม คือ ลมมรสุมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม) พัดข้ามมหาสมุทรอินเดียจากเส้นศูนย์สูตร และลมมรสุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–เมษายน) พัดจากตะวันออกจากฝั่งทะเลจีนและข้ามทะเลจีนมาบรรจบกันที่บริเวณปลายแหลมมลายูหรือมาบรรจบกันที่บริเวณช่องแคบมะละกา ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นจุดนัดพบของเรือสินค้าจากซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก เช่น อินเดีย อาหรับ จีน เวียดนาม เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นจุดนัดพบของพ่อค้านักเดินเรือชาวต่างชาติและชาวท้องถิ่นเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ ๓. มีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ คือ มีพืชพันธ์ไม้เศรษฐกิจและผลผลิตจากป่าที่เป็นที่ต้องการในสมัยโบราณ เช่น ไม้เนื้อหอมต่างๆ หนังสัตว์ เขาสัตว์ ผลผลิตจากทะเล เช่น กระดองเต่า ไข่มุก แร่ธาตุ เช่น ดีบุก ตะกั่ว ทองคำ เป็นต้น           จากปัจจัยทั้ง ๓ ประการ ส่งผลให้ภาคใต้ของไทยและแหลมมลายูมีพัฒนาการเป็นชุมชนหรือเมืองท่าโบราณที่สำคัญในเวลาต่อมา           สันนิษฐานว่าในการเดินเรือเข้ามาติดต่อค้าขาย พ่อค้าชาวอินเดียน่าจะนำเครื่องรางหรือรูปเคารพขนาดเล็กหรืออาจมีนักบวชของแต่ละศาสนาติดตามมาด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางทางทะเลมักมีอันตรายจากธรรมชาติและโจรสลัด รวมทั้งเพื่อให้ประสบความสำเร็จทางการค้า และอาจด้วยเหตุนี้ที่ทำให้คติความเชื่อทางศาสนา รวมทั้งอิทธิพลทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของอินเดียได้ปรากฏและหยั่งรากลงในดินแดนสุวรรณภูมิหรือพื้นที่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดินแดนในภาคใต้ของไทยในเวลาต่อมา ภาพ : แผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของปโทเลมี นักเขียนแผนที่ชาวยุโรปในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่มา : Wheatley,Paul. The Golden Khersonese. Kuala Lumpur: University of Malay Press, ๑๙๖๑. ภาพ : แผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ที่มา : อมรา ศรีสุชาติ. ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗. ภาพ : เรือสำเภาและนักเดินทาง บุโรพุทโธ ชวาภาคกลาง เกาะชวา อินโดนีเซีย ที่มา : อมรา ศรีสุชาติ. ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗.-------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : น.ส.สุขกมล วงศ์สวรรค์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช -------------------------------------อ้างอิง : - ผาสุข อินทราวุธ, ศ.ดร. สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘. - Wheatley,Paul. The Golden Khersonese. Kuala Lumpur: University of Malay Press, ๑๙๖๑.




ชื่อเรื่อง                                พรหลั่งน้ำ (พอนหลั่งน้ำ)สพ.บ.                                  222/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           32 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 30ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ศาสนพิธิ บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


     ลับแลเรื่องอิเหนา (ด้านหลัง)      ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (๒๐๐ ปีมาแล้ว)      ไม้ลงรักปิดทอง สีฝุ่น      กรมศิลปากรซื้อจากพิพิธภัณฑ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๗๙        อิเหนาเป็นนิทานของชวา ที่แพร่เข้ามาสู่ราชสำนักตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา สำนวนที่แพร่หลายในปัจจุบันเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ ลับแลลายกำมะลอด้านหน้าเขียนเรื่องอิเหนาตอนสียะตราเผยม่าน ด้านหลังเขียนตอนบุษบาเล่นธาร ตัดดอกลำเจียกให้นางยุบลค่อม อิเหนาฉายกริช บุษบาเสี่ยงเทียน จนถึงตอนฤาษีสังปะลิเหงะให้พรแก่อิเหนาและบุษบา


เลขทะเบียน : นพ.บ.124/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  62 หน้า ; 4.7 x 58 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 71 (243-247) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : ปพฺพชาขนฺธก (ปัพพชาขันธ์)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


     "ข้าว วิถีไทย สายใยวัฒนธรรมแห่งแผ่นดิน" ปฏิทินชาวนา ตอนที่ ๑ เดือนเมษายน      ในช่วงเดือนเมษายนของไทยนั้น จะเป็นช่วงที่ชาวนาคัดเลือกพันธุ์ข้าวเก็บไว้ปลูก หรือแบ่งขาย เก็บไว้กินในครอบครัว และเตรียมทำนาตามฤดูกาลต่อไป เป็นช่วงระยะเวลาที่ชาวนาไทยกำลังรอฝน     นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เผยแพร่


กฏหมายอัยการลักษณะวิวาท ชบ.ส. ๓๙ เจ้าอาวาสวัดบุญญฤทธยาราม ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๒ ก.ค. ๒๕๓๕เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.23/1-2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


          ธรรมาสน์ คือ ที่นั่งแสดงธรรมสำหรับพระสงฆ์ ในภาคอีสานสามารถพบเห็นได้ทั้งธรรมาสน์ไม้และธรรมาสน์ปูน ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะธรรมาสน์ไม้อีสาน ที่จำแนกออกได้เป็น ๓ ประเภทหลักๆ ได้แก่           ๑) หอธรรมาสน์ ลักษณะเป็นธรรมาสน์ที่มีฐานสูงและมียอดเป็นชั้น           ๒) ธรรมาสน์ตั่ง ลักษณะคล้ายเก้าอี้ทรงสี่เหลี่ยม มีพนักพิงด้านหลัง ไม่มีหลังคา           ๓) ธรรมาสน์เตียง ลักษณะคล้ายเก้าอี้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีพนักพิง ไม่มีหลังคา           ธรรมาสน์เสาเดียว จัดอยู่ในกลุ่มของหอธรรมาสน์ มีลักษณะเด่น คือ ส่วนฐานของธรรมาสน์จะมี เสาเดียว และมีคันทวยหรือแขนนาง รองรับน้ำหนักจากตัวเรือนธรรมาสน์ลงสู่เสา ส่วนตัวเรือนและส่วนยอดของธรรมาสน์ จะมีความคล้ายคลึงกับหอธรรมาสน์ที่พบได้ทั่วไปในภาคอีสาน เช่น ส่วนตัวเรือนมักนิยมสร้างในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส และได้รับการประดับตกแต่งให้สวยงามด้วยการทาสี เขียนภาพจิตรกรรม ที่ส่วนใหญ่สะท้อนความเชื่อทางพุทธศาสนา วิถีชีวิต และนิทานพื้นบ้าน ผสมผสานงานแกะสลักหรืองานฉลุไม้ โดยนิยมสลักรูปดอกไม้ ใบไม้ และลวดลายตามธรรมชาติ นอกจากความสวยงามแล้ว เจตนาก็เพื่อทำช่องให้อากาศถ่ายเท และเป็นการอำพรางอิริยาบทของพระสงฆ์ขณะนั่งเทศน์บนธรรมาสน์ ตัวเรือนมีทั้งแบบผนังโปร่งและผนังทึบ ส่วนยอดพบทั้งหลังคาทรงจั่ว หลังคาทรงจัตุรมุข (ทรงจั่วซ้อนชั้น) และหลังคาทรงมณฑป (ทรงปราสาท) ซึ่งจำนวนชั้นหลังคาที่ซ้อนก็ขึ้นอยู่กับช่างฝีมือผู้สร้าง ธรรมาสน์เสาเดียวถือเป็นเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมที่พบเฉพาะในกลุ่มผู้ไท เช่นที่วัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง วัดศรีภูขันธ์ บ้านโคกโก่ง วัดหอคำ บ้านคำกั้ง วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง วัดบ้านหนองบัวทอง บ้านหนองบัวทอง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และ วัดพิจิตรสังฆาราม อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร           การสร้างธรรมาสน์นอกจากความเชื่อทั่วไปเรื่องบุญกุศลที่ทำให้ผู้สร้างได้รับอานิสงส์ เกิดในชาติหน้าจะพบแต่ความสุขความเจริญ เมื่อตายไปก็ได้เสวยทิพยสมบัติเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ชาวผู้ไทยังมี ความเชื่อเกี่ยวกับอานิสงส์ของการสร้างธรรมาสน์เสาเดียว ว่าจะส่งผลให้ในชาตินี้ผู้คนจะให้ความเคารพนับถือ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่อง “หลักบ้าน” ที่ในภาคอีสานนิยมตั้งไว้กลางหมู่บ้านเพื่อเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของการยึดเหนียวจิตใจ และทำให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ตามคติความเชื่อเรื่องการนับถือผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์           ธรรมาสน์เสาเดียวมักสร้างไว้ในหอแจก (ศาลาการเปรียญ) ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับให้คนในชุมชน มารวมตัวเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การฟังเทศน์ในงานบุญเดือนสี่ (บุญผะเหวด หรือ บุญพระเวส) หรือ งานบุญกฐินที่องค์มหากฐินจะถูกตั้งอยู่บนธรรมาสน์ ทำให้ธรรมาสน์กลายเป็นสิ่งที่สื่อถึงการรวมตัวกัน อย่างสงบสุขของคนในชุมชน           จากความเลื่อมใสศรัทธาของชาวผู้ไทที่มีต่อพุทธศาสนา ทำให้เกิดการผสมผสานทางคติความเชื่อเรื่องการนับถือผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเรื่อง “หลักบ้าน” ผนวกรวมกับคติความเชื่อทาง พุทธศาสนา ก่อให้เกิดสัญลักษณ์ทางคติความเชื่อเรื่องศูนย์รวมจิตใจ ที่คลี่คลายกลายมาเป็น “ธรรมมาสน์ เสาเดียว” สะท้อนให้เห็นถึงการรวมทั้งพุทธและผีเข้าไว้ด้วยกันของชาวผู้ไท------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล: นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สํานักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี------------------------------------------------------------อ้างอิงจาก คำพันธ์ ยะปะตัง. ธรรมาสน์เสาเดียว : รูปแบบโครงสร้างและคติความเชื่อของชาวผู้ไท อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๕๕. ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์, “ธรรมาสน์ไม้อีสาน” ใน เอกสารประกอบการนำเสนอผลงานทางวิชาการของ กรมศิลปากร ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒ วิจัย วิจักขณ์, วันที่ ๒๒ - ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๒, ณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร, หน้า ๑๗๐ - ๑๗๕.


black ribbon.