ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,356 รายการ

องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”EP. 1 โคลงมังทรารบเชียงใหม่ กับการปรากฏตัวของแหล่งทรัพยากรเหล็กอาณาจักรล้านนาในหน้าประวัติศาสตร์...เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ...โคลงมังทรารบเชียงใหม่ เป็นวรรณกรรมโบราณที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าเป็นเชื้อพระวงศ์หรือนายทหารที่มีความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเถิน กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2158 ตันฉบับเป็นตัวหนังสือฝักขาม จำนวน 303 บท...เรื่องราวที่ปรากฏในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ตรงกับเหตุการณ์ช่วงกองทัพพม่าเข้ายึดเชียงใหม่รอบที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2157 โดย “อนอคเปตลุน” กษัตริย์ราชวงศ์ตองอูตอนปลาย เหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีการกวาดต้อนชาวเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางจากเมืองเชียงใหม่ เดินทางข้ามผ่านพื้นที่เทือกเขาที่คั่นกลางระหว่างอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าสู่หงสาวดี ซึ่งได้กล่าวถึงชาวลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ ดังนี้.      (161) สี่เสาแดนที่ตั้ง หินฝังปันเขตเดิมแดนยัง          เก่าเกื้อลวะไทยเท่าเทียวทัง       มวลหมู่ มาเอยตามแต่เดิมรั้งเรื้อ           รอดรู้ธัมมดุล ฯ...เนื้อความข้างต้นแปลความได้ว่า เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ฝังหลักหินสี่เสา เป็นเขตหรือหมุดหมายที่แบ่งเขตแดนตั้งแต่โบราณยังคงอยู่ คนลัวะและคนไทยที่เดินมาด้วยกันทั้งหมด เมื่อมาถึงพื้นที่ตรงนี้ต่างก็ทราบดีว่าเป็นเขตแดนที่เที่ยงธรรมแต่โบราณมา...นอกจากเนื้อความส่วนแรกที่กล่าวถึงผู้คนและเขตแดนแล้ว ยังมีเนื้อความสำคัญอีกส่วน ที่กล่าวถึงแหล่งทรัพยากรแร่เหล็ก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เทือกเขาคั่นกลางระหว่างอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความว่า.   (171) แม่โถเถิงแล้วเขต   กองลอยหอมกลิ่นสาวชาวดอย       บ่อบ้านติณะคร่าครานฝอย           เหลืองหล่น รุยเอยบางแบ่งใบค้อมก้าน           แผ่ผ้ายผาย                                           ประกา ฯ   (172) สีสรีนวลร่มไม้       โพธิงตกแต่งก้านกิ่งอิง               อืบหน้าตระหม้อแร่เหล็กหิน            หืมบ่อ บักเอยเป็นส่วนสินเจ้าฟ้า               ก่อนกี้มาลุน ฯ...จากเนื้อความข้างต้นสามารถแปลความได้ว่า เมื่อเดินทางไปถึงดอยแม่โถ ซึ่งเป็นบริเวณอาณาเขตของบ้านกองลอย ได้กลิ่นสาวชาวดอยในหมู่บ้าน แต่ว่าหญ้าแห้งผากเป็นฝอย ใบไม้เหลืองหล่นร่วงลงมา บางต้นแตกใบอ่อนกำลังมีผล บางต้นตามกิ่งก้านอ่อนค้อมมีดอกบานเต็มไปหมด ฯ          ..ดูสีใบโพธิ์ดูนวลงามร่มรื่น กิ่งก้านเหมือนคนตัดแต่งไว้ ก่ายพิงกันคลุมไปหมด ที่นี้มีภูเขาที่เป็นบ่อแร่เหล็ก เป็นที่รับรู้และกำหนดเป็นหลักไว้ว่า ทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่โบราณ ฯ...จากเนื้อความในโคลงมังทรารบเชียงใหม่ เนื้อหาส่วนที่ 161 171 และ 172 ช่วยสะท้อนนัยบางประการให้เห็นภาพของพื้นที่ ทรัพยากร และผู้คน ที่มีเกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านโลหกรรมทำเหล็กช่วงที่พม่าปกครองเชียงใหม่ (พุทธศตวรรษที่ 22) ซึ่งนำมาสู่การสันนิษฐานเบื้องต้นภาพบางประการในอดีต ได้ตามประเด็นดังนี้... 1) ประเด็นสถานะพื้นที่ พื้นที่เทือกเขาสูงคั่นกลางระหว่างอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจและการบริหารจัดการโดยราชธานีเชียงใหม่มาแล้วก่อน ปี พ.ศ. 2157 สันนิษฐานว่าการควบคุมพื้นที่และการกำหนดปักปันเขตแดนระหว่างกลุ่มชนในพื้นที่แถบนี้ (กลุ่มคนลัวะบนพื้นที่สูงและกลุ่มคนไทบนพื้นราบ) น่าจะมีมาตั้งแต่ช่วงราชวงศ์มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา และเป็นที่รับรู้โดยประจักษ์ของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่... 2) ประเด็นสถานะทรัพยากร ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 กลุ่มชนชั้นนำและผู้ปกครองต่างรับรู้ดีว่าที่ แม่โถเป็นแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กที่สำคัญของราชธานีเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์ล้านนามาแต่โบราณ อย่างน้อยก่อนปี พ.ศ. 2158 จึงสันนิษฐานได้ว่า บ่อเหล็กแม่โถ น่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีการใช้งานและอยู่ในการควบคุมดูแลของราชธานีเชียงใหม่ มาตั้งแต่ช่วงราชวงศ์มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 19 – ครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22)....3) ประเด็นสถานะผู้คน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 อาณาบริเวณดอยแม่โถและปริมณฑลโดยรอบบ่อเหล็ก น่าจะมีกลุ่มชุมชนช่างเหล็กชาวลัวะตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ และน่าจะมีบทบาทในการทำเหมือง ถลุงเหล็ก รวมถึงตีเครื่องมือเหล็ก ส่งให้แก่ราชธานีเชียงใหม่สืบต่อมาเหมือนเมื่อครั้งบรรพบุรุษ ตั้งแต่ช่วงราชวงศ์ มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา ทั้งนี้น่าจะมีสถานะทางสังคมพิเศษเรียกว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นไพร่ที่มีหน้าที่จัดเก็บทรัพยากรผลผลิตตามต้องการของรัฐ โดยจะได้รับการคุ้มครองดูแลจากราชธานี ตามประเพณีของรัฐจารีตโบราณ.เอกสารอ้างอิง- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.- สิงฆะ วรรณสัย. (2522). โคลงเรื่องมังทรารบเชียงใหม่. เชียงใหม่: ศูนย์หนังสือเชียงใหม่.- อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เค. วัยอาจ. (2543). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลเวอร์ม.


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9  ฉบับที่ 583 (30 ก.ค. 2510) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2510 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                             ไทย


       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประจำปี 2569 "ช่วง มูลพินิจ" ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2556 ร่วมสำรวจโลกของ ช่วง มูลพินิจ ผ่านผลงานที่ยังคงชวนให้เรามองศิลปะอย่างลึกซึ้งและแตกต่าง จัดแสดงระหว่างวันที่ 5 - 27 กันยายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร) ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป        ศิลปะของ ช่วง มูลพินิจ เติบโตขึ้นจากการมองโลกอย่างละเอียดอ่อน ถ่ายทอดผ่านเส้น สี รูปทรง และจินตนาการที่เป็นเอกลักษณ์ จากจุดเริ่มต้นบนเส้นทางศิลปะ ช่วง มูลพินิจ สั่งสมประสบการณ์จากหลากหลายบทบาท ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และลวดลาย การเขียนภาพประกอบหนังสือ การเขียนภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ และการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมสู่ภาษาทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว        ผลงานของช่วงโดดเด่นด้วย เส้นสายที่พลิ้วไหว รูปทรงของมนุษย์และธรรมชาติที่ถูกถ่ายทอดผ่านจินตนาการ และบรรยากาศอันลึกลับเหนือจริง ผสานความงามแบบไทยเข้ากับมุมมองร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ชีวิต และธรรมชาติ ผ่านภาพที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และความหมาย ผลงานของเขาไม่ได้เพียงบันทึกสิ่งที่มองเห็น หากยังชวนให้เราหยุดมองสิ่งที่อยู่ลึกลงไป ความงาม ความรู้สึก สัจธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ        นิทรรศการครั้งนี้นำเสนอผลงานสำคัญในหลากหลายช่วงของการสร้างสรรค์ เผยให้เห็นพัฒนาการภาษาทางศิลปะของศิลปิน ตลอดจนเรื่องราวเบื้องหลังผลงานที่สะท้อนตัวตนและมุมมองต่อชีวิตของ "ช่วง มูลพินิจ" ผู้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่ศิลปกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ ในวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. (ลงทะเบียนเวลา 10.00 น.) ลงทะเบียนเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการได้ทาง Qr Code หรือทาง https://forms.gle/4Kj6ChGAZZtR4DcL6           ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสผลงานและเรื่องราวตลอดเส้นทางศิลปะของ “ช่วง มูลพินิจ” ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และสืบสานคุณค่าของศิลปกรรมไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2282 8525, 0 2282 0637 E-mail: national.gallery.th@gmail.com, Facebook: The National Gallery of Thailand https://www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand  


วันที่ 8 กันยายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันการรู้หนังสือสากล” (International Literacy Day) ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 เพื่อย้ำเตือนให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ ทั้งในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งกระตุ้นให้รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ร่วมมือกันขจัดปัญหาการไม่รู้หนังสือ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคนและสังคมในหลายประเทศทั่วโลก           การรู้หนังสือเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาที่ทำให้ผู้คนได้รับความรู้ ทักษะ ค่านิยม และมีทัศนคติที่กว้างขวางขึ้น มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้ที่อ่านออกเขียนได้มักมีโอกาสในการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น มีรายได้ที่สูงขึ้น และสามารถเข้าถึงบริการทางสังคมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับอัตราการรู้หนังสือยังช่วยลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยของประชาชน           ในอดีตการรู้หนังสือมักถูกนิยามว่าคือความสามารถในการอ่านออกและเขียนได้เพียงเท่านั้น แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ความหมายของการรู้หนังสือได้ขยายกว้างขึ้นอย่างมาก การรู้หนังสือในนิยามสมัยใหม่ครอบคลุมถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความสามารถในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง นอกจากนี้ยังรวมถึง “การรู้เท่าทันสื่อ” (Media Literacy) ที่ช่วยให้สามารถแยกแยะข่าวจริงจากข่าวปลอมได้ และ “การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล” (Digital Literacy) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นี้           การขจัดปัญหาการไม่รู้หนังสือต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม จัดสรรงบประมาณเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังพื้นที่ห่างไกล สถาบันการศึกษาและครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการถ่ายทอดความรู้และปลูกฝังทักษะการอ่านเขียนให้แก่เยาวชน ขณะที่ภาคเอกชนสามารถสนับสนุนผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เช่น การบริจาคหนังสือหรือสนับสนุนทุนการศึกษา ส่วนภาคประชาสังคมและชุมชนก็มีบทบาทในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในระดับท้องถิ่น เช่น ห้องสมุดชุมชนหรือโครงการอาสาสมัครสอนหนังสือผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการรู้หนังสือ จึงได้กำหนดให้วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันการรู้หนังสือสากลเป็น “วันการศึกษานอกโรงเรียน” และได้จัดกรรมกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมมาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน           ในปี พ.ศ. 2569 นี้ วันการรู้หนังสือสากล มีกำหนดครบรอบ 60 ปี ซึ่งยูเนสโกจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองระดับโลกระหว่างวันที่ 8 - 9 กันยายน 2569 ที่ประเทศเม็กซิโก ภายใต้หัวข้อ “Literacy for people, the planet, and prosperity” ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะประเมินความก้าวหน้า ทำความเข้าใจความท้าทายที่ยังคงมีอยู่และที่เกิดขึ้นใหม่ และกำหนดวาระการรู้หนังสือในอนาคตท่ามกลางสภาวการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยความร่วมมือกับรัฐบาลเม็กซิโก งานนี้จะมีพิธีมอบรางวัลยูเนสโกนานาชาติว่าด้วยการรู้หนังสือ เพื่อยกย่องโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือดีเด่นจาก ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการเฉลิมฉลองในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาคในทั่วโลกอีกด้วย           วันการรู้หนังสือสากลจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักว่า การอ่านออกเขียนได้คือประตูบานแรกที่เปิดไปสู่โอกาส ความรู้ และอนาคตที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการประกอบอาชีพ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มภาคภูมิ การส่งเสริมให้ทุกคนในสังคมสามารถอ่านออกเขียนได้ จึงไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันสร้างโลกที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะขาดโอกาสในการเรียนรู้ ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบบุญเติม แสงดิษฐ.  วันสำคัญ.  กรุงเทพฯ: พชรการพิมพ์, 2541.ประชิด สกุณะพัฒน์ และอุดม เชยกีวงศ์.  วันสำคัญ.  กรุงเทพฯ: ภูมิปัญญา, 2549.International Literacy Day.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569, จาก https://www.unesco.org/en/days/literacyเรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ                     หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร  


     กรมศิลปากรเดินหน้าสานต่อความร่วมมือไทย–สาธารณรัฐเกาหลี จัดนิทรรศการ “Amazing Thailand: Thai Buddhist Art” นำโบราณวัตถุและงานพุทธศิลป์ชิ้นสำคัญจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดแสดงระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม – 4 ธันวาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ทงโดซา เมืองยางซาน สาธารณรัฐเกาหลี        วันที่ 3 ตุลาคม 2569 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้แทนอธิบดีกรมศิลปากร ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ “Amazing Thailand: Thai Buddhist Art” ณ พิพิธภัณฑ์ทงโดซา (Tongdosa Museum) เมืองยางซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร คณะผู้บริหารวัดทงโดซา คณะผู้บริหารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศเข้าร่วมในพิธี       นิทรรศการ “Amazing Thailand: Thai Buddhist Art” เน้นการนำเสนอเรื่องราวความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมและวัฒนธรรมไทย รวมถึงเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมในยุคสมัยต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูปลีลา ศิลปะสุโขทัย พระพุทธรูปประทับรอยพระบาท ศิลปะล้านนา สมุดภาพพระมาลัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ และงานพุทธศิลป์ ชิ้นสำคัญ รวม 55 รายการ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 13 แห่งของกรมศิลปากร นับเป็นนิทรรศการขนาดใหญ่ครั้งแรก ที่จัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมของไทยในสาธารณรัฐเกาหลี จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม - 4 ธันวาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ทงโดซา เมืองยางซาน จังหวัดคย็องซังใต้ (Gyeongsangnam-do) สาธารณรัฐเกาหลี         นายชินณวุฒิ วิลยาลัย กล่าวว่า นิทรรศการในครั้งนี้เป็นการจัดแสดง โบราณวัตถุต่อเนื่องจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี กรุงโซล เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ในการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์ การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี ที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจ อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรม        นอกจากนี้ รองอธิบดีกรมศิลปากร ยังได้กล่าวถึงการจัดแสดงโบราณวัตถุ ของไทย ณ พิพิธภัณฑ์ทงโดซา ว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเสนอ ศิลปกรรมพุทธศิลป์ไทย เนื่องจากวัดทงโดซาเป็นหนึ่งในจุดหมาย การท่องเที่ยว ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด แห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก เมื่อปี 2018 มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยี่ยมชมกว่า 3 ล้านคนต่อปี จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่มรดก ศิลปวัฒนธรรมของไทยในเวทีระดับนานาชาติ และส่งเสริมงานด้าน โบราณวัตถุและพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยในฐานะสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนผ่านมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในระดับสากล


***บรรณานุกรม***   อนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิงศพ นายนิ่ม ดรุณถนอมณ วัดนิมมานราษฎร์บำรุง (หนองปรือ) วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2524 แก้จน โตไทพรามณ์ประโยชน์ของต้นเสลดพังพอนประโยชน์ของต้นหนุมานประสานกายหรือสังกรณี ยาแผนโบราณบางขนาน  กรุงเทพฯ  หจก.การพิมพ์พระนคร >2524



วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนพรหมพิรามวิทยา อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จำนวน ๒๓๗ คน เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง โดยมีนางพนาวัลย์ ไชยโย เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน นายชัยวัฒน์ ทองศักดิ์ เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงานและนายสิรวีย์ เอี่ยมสุดใจ นักวิชาการวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรนำชม



ภิรมย์รัก : Phirom Ruk (A Love Story)   เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 30           เพลงพระราชนิพนธ์ชุด “Kinari”  ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2502 ประกอบการแสดงระบำบัลเล่ต์ชุด “มโนราห์” ทรงแยกและเรียบเรียงเสียงประสานด้วยพระองค์เองทั้งชุด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้วงดนตรีสุนทราภรณ์บรรเลงประกอบการแสดงบัลเล่ต์ชุด “มโนราห์” ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงควบคุมการฝึกซ้อมด้วยพระองค์เอง เพลงพระราชนิพนธ์ชุดนี้ประกอบด้วย  A Love Story เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 30 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริทรงนิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ “A Love Story” และพลเรือตรีปรีชา ดิษยนันทน์ ประพันธ์คำร้องภาษาไทย “ภิรมย์รัก” Nature Waltz  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 31 The Hunter  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 32 Kinari Waltz  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 33           เพลงพระราชนิพนธ์ชุด “Kinari” นี้ ยังได้มีการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “Blue Day” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 8 มาบรรเลงร่วมด้วย   Royal Composition Number 30           The royal musical composition “ Kinari “ suite, was composed in 1959, for the “Manohra” ballet performance. His Majesty arranged the entire music himself , and acquired the Suntaraporn Band to perform for the ballet “Manohra” at Ambara Dance Hall. His Majesty directed the reshearsals himself.this “Kinari” Suite comprises A Love Story the thirtieth royal musical composition which he tasked His Royal Highness Prince Chakrbhand Pensiri to compose the English lyrics, with Rear Admiral Preecha Disyanan in charge of thethai Lyrics  Nature Waltz  Royal composition number 31 The Hunter      Royal composition number 32 Kinari Waltz     Royal composition number 33 Also in this “ Kinari” Suite, “ Blue Day”  the royal composition number 8 was included.


ขอเชิญร่วมกิจกรรมบรรยายพิเศษ โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ครั้งที่ ๓ "ศิลปะทวาราวดีเมืองอู่ทอง แรงบันดาลใจจากอินเดีย" โดยวิทยากรจากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ในวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๙.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง   ติดต่อและสำรองที่นั่ง โทร.๐ ๓๕๕๕ ๑๐๒๑ หรือ email: Uthongmuseum@hotmail.com


เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเข้าเยี่ยมสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่  


วันศุกร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓ เวลา ๑๒.๓๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ - ๓ โรงเรียนบ้านตอกตรา ตำบลขอนแตก อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ นักเรียนจำนวน ๓๔ คน คุณครูจำนวน ๓ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนางศรีสุดดา ศรีสด พนักงานประจำห้อง ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม



อัฐบริขาร และเครื่องใช้ในพระศาสนาจัดแสดงศิลปวัตถุสำคัญหลายประเภท ได้แก่ อัฐบริขาร ตาลปัตร พัดยศ พัดรอง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเครื่องประกอบสมณศักดิ์ของพระราชาคณะ


black ribbon.