ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 3,968 รายการ

ความฝันอันสูงสุด : “Kwam Fan An Sung Sut”(The Impossible Dream)  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43           เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43 ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2514 ท่านผู้หญิงมณีรัตน์บุนนาคเล่าไว้ในหนังสือ “ภิรมย์รัตน์” ว่าเมื่อตนตามเสด็จฯ ไปอยู่ที่ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์พุทธศักราช 2512 ได้รับ     พระราชเสาวนีย์จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เขียนกลอนแสดงความนิยมส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจทำงานเพื่ออุดมคติเพื่อประเทศชาติ           “ข้าพเจ้าค่อยๆ คิดคำกลั่นกรองให้ตรงกับความหมายเท่าที่จะสามารถ แล้วทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตรทรงพระกรุณาติชม จนผลสุดท้ายออกมาเป็นกลอน 5 บท... ความบันดาลใจในเรื่องนี้มีที่มาจากการสังเกตของข้าพเจ้าได้รู้เห็นพระราชอัธยาศัยพระราชจริยวัตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประพฤติปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่เสื่อมคลาย”           สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์กลอนบทนี้ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็กๆ พระราชทานข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดีเพราะบ้านเมืองขณะนั้นยุ่งอลเวงน่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติ ต่อมาสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ใส่ คำกลอน “ความฝันอันสูงสุด” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่รู้จักกันแพร่หลายทุกวันนี้ นับเป็นเพลงที่แต่งคำร้องก่อนพระราชนิพนธ์ทำนอง   Royal Composition Number 43          The forty-third royal musical composition was written in 1971. Thanpuying Maniratana Bunnag related in the book “ Phirom Ratana” that when she accompanied the royal party to stay at Bhubing Palacein 1969 , she was instructed by Her Majesty the Queen to write a poem encouraging the well-intentioned to work for their ideals and for the nation.           “...I carefully searched for words to communicate the messageat the best of my ability and gradually presented to Her Majestyfor review, until finally I got five simple verses. My inspirationcame from my close observation of the determination of His Majesty in carrying out his duties day in and day out...”           Her Majesty the Queen had the poem printed on small cards anddistributed to officials, soldiers , police and civilians who work for thecountry , reminding them not to be discouraged in performing gooddeeds as the country was then in turmoil and the future was threatened.            Her Majesty the Queen later requested the melody for the poem "Kwam Fan An Sung Sut" from His Majesty which become a widelyknown royal composition .It was the song with the lyrics composed first before the tune was written.


          ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้ามุสลิมมาตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 1893 หลังจากนั้นในสมัยกรุงธนบุรีพบว่ามีชาวมุสลิมเดินทางเข้ามาค้าขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศไทยเปิดการค้าเสรีภายใต้สนธิสัญญาเบาริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยิ่งทำให้มีพ่อค้าจากอินเดีย มลายูและอาหรับเข้ามาเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก           ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นบริเวณปากคลองสานถือเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของชาวมุสลิม แบ่งออกเป็น 2 ย่าน คือ “ย่านตึกแดง” และ “ย่านตึกขาว” มุสลิมที่อยู่ในย่านตึกแดงเป็นพวกชาวอินเดียที่ส่วนมากมาจาก ตำบลแรนเดอร์ เมืองสุรัต ประเทศอินเดีย เป็นชาวมุสลิมที่นับถือนิกายสุหนี่ แต่มุสลิมที่อยู่ในย่านตึกขาวส่วนใหญ่เป็นมุสลิมที่นับถือนิกายชีอะห์ ซึ่งเดินทางมาจากเมืองสุรัต เมืองแคมบ๊าต เมืองอะห์เมดาบ๊าด รัฐคุชราต และจากเมืองซิ๊ดปุร และเมืองโดรายี ทางตะวันตกของอินเดีย ซึ่งชาวมุสลิมที่อยู่ในย่านตึกขาวนี้เรียกตนเองว่า “มุอ์มิน ดาวูดี โบห์รา”           ดาวูดี โบห์รา (Dawoodi Bohra) เป็นกลุ่มสาขาของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองทางตะวันตกของอินเดีย โดยคำว่า “โบห์รา” เป็นภาษาคุชราต แปลว่า “พ่อค้า” ส่วนคำว่า “ดาวูดี” มาจากการสนับสนุนนายดาวูดบิน ในระหว่างที่มุสลิมมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรณีการเลือกผู้นำ ในปี ค.ศ. 1592 ชาวดาวูดี โบห์รา ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการค้าผ้าอินเดียกับราชสำนักสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดำเนินการค้าขายสินค้าประเภทผ้าแพร ดิ้นเงินดิ้นทอง เพชรพลอย เครื่องเทศ เครื่องหอม โดยจะข้ามจากฝั่งคลองสานเพื่อมาทำการค้าบริเวณท่าราชวงศ์ ทรงวาด และย่านสำเพ็ง           ในปัจจุบันยังมีชาวมุสลิมดาวูดี โบห์รา อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ย่านคลองสานและกระจายออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อื่นๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งในทุกๆ วันสำคัญ เหล่ามุอ์มินดาวูดี โบห์ราต่างเดินทางมาร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ณ มัสยิดเซฟี หรือมัสยิดตึกขาว อันเป็นศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจของกลุ่ม มัสยิดเซฟีหรือมัสยิดตึกขาวนี้ ตั้งอยู่ที่ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 5 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เป็นมัสยิดที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2446 โดยมีลักษณะสถาปัตยกรรมผสมระหว่างยุโรปแบบกอธิค (gothic) ซึ่งรับมาจากอินเดีย และมีการต่อเติมแบบไทยผสมเข้าไปด้วย ปัจจุบันกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานมัสยิดเซฟี (ตึกขาว) แล้ว ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 328 ง ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ภาพ : การแต่งกายของชาวโบห์รา ภาพ : มุสลิมพ่อค้าดาวูดีโบห์รา กำลังรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานเฉลิมฉลองการเสด็จนิวัติพระนครจากการประพาสยุโรปครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2450 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)ภาพ : มัสยิดเซฟี (ตึกขาว)..................................................................ผู้เขียน/เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวอารียา สีชมพู นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มวิชาการทะเบียนโบราณสถาน กองโบราณคดี 


วันนี้ (วันพุธที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔) เวลา ๐๙.๓๐ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วย นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม และคณะกรรมการ ร่วมประชุมคณะกรรมการและตรวจงานในโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม บริเวณกลุ่มอาคารศุลกสถาน ถนนเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร



๑ ธันวาคม วันดำรงราชานุภาพ เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย



          สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชม โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกสัตลุง ตรีเมฆ วันเสาร์ที่ ๒๑ และวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงละครแห่งชาติ นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต กำกับการแสดงโดย สมชาย อยู่เกิด           บัตรราคา ๒๐๐, ๑๕๐, ๑๐๐ บาท เริ่มจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เป็นต้นไป ณ ห้องจำหน่ายบัตร โรงละครแห่งชาติ (เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๕.๓๐ น.) และจำหน่ายบัตรออนไลน์ที่ https://ntt.finearts.go.th (เปิดด้วยโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ อาทิ Safari, Google Chrome, Firefox, Internet Explorer) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ และ ๐ ๒๒๒๑ ๐๑๗๑(การจัดการแสดงอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันโรคตามแผนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยและมาตรการที่ทางราชการกำหนด)



          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ขอเชิญทุกท่านร่วมรับฟังการบรรยายทางวิชาการ โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ครั้งที่ ๓/๒๕๖๖ เรื่อง “เครื่องดนตรีในศิลปะอินเดียสมัยโบราณกับเอเชียอาคเนย์" และนำชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดย ศ. ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร            ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมฟังการบรรยายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่ง โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓, ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒ เปิดทำการวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น.


          อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ขอเชิญเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (เขตในกำแพงเมือง : วัดพระแก้ว - วัดพระธาตุ) พร้อมระบบไฟส่องสว่างโบราณสถานยามค่ำคืน ตั้งแต่เวลา ๑๖.๓๐ น. - ๒๐.๐๐ น. เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ที่สวยงามในช่วงกลางคืน           อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย ภายใต้ชื่อ “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร” (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns) เนื่องจากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรมที่มีความงดงามและเป็นผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการสร้างสรรค์จากอัจฉริยภาพด้านศิลปะอย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นพยานหลักฐานที่แสดงขนบธรรมเนียมประเพณี หรืออารยธรรมซึ่งยังคงหลงเหลือและปรากฏให้เห็น            ขอเชิญชวนผู้สนใจไปชมความสวยงามยามค่ำคืนของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๑๖.๓๐ น. - ๒๐.๐๐ น. ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๐๐ บาท


           สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ขอเชิญผู้สนใจร่วมงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง “กรมศิลปากรขอส่งมอบสระมะโนราคืนให้ชาวลพบุรี” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี วันพุธที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. ผู้เข้าร่วมฟังการเสวนา จะได้รับชมการแสดงโขน จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เวลา ๑๙.๐๐ น. ฟรี!!  โดยสามารถลงทะเบียนด้วยการสแกน QR Code หรือทางลิ้ง https://forms.gle/3JYSvWKTQs3EiVFr9 ฟรี!! ตั้งแต่วันนี้ ถึง ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ (*รับจำกัดเพียง ๑๐๐ ท่าน) 




          สุภาพสตรี (หม่อมปริม บุนนุค)           ผลงาน : สุภาพสตรี (หม่อมปริม บุนนุค)           ศิลปิน : พิมาน มูลประมุข           เทคนิค : ประติมากรรมสำริด           ขนาด : สูง 74 เซนติเมตร           ปีที่สร้างสรรค์ : พ.ศ.2470 - 2480           ประวัติ : พิมาน มูลประมุข สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนประณีตศิลปกรรม เป็นศิษย์รุ่นแรกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ต่อมาเข้ารับราชการในแผนกหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมายให้ช่วยงานศาสตราจารย์สิลป์ ในการออกแบบอนุสาวรีย์ที่สำคัญหลายแห่ง พิมานมีความเชี่ยวชาญในการปั้นรูปเหมือนตัวอย่างงานประเภทนี้ได้แก่รูปเหมือนหม่อมปริม บุนนาค เป็นรูปหญิงสาวที่ดูสงบแฝงไว้ด้วยความสุภาพเรียบร้อย (สุธี 2545 : 53) จากผลงานอันเป้นที่ประจักษ์ พิมานจึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) เมื่อปี พ.ศ.2531 (ขนิษฐา และคณะ 2535 : 46)           อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป  (Guide to The National Gallery, Bangkok)   ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/


            สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ขอเชิญร่วมฟังเสวนาทางวิชาการ เนื่องในงานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ หัวข้อ “ไม่บันทึก...ก็นึกไม่ออก”  วิทยากรโดย ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ, รศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง, นางณิชา จริยเศรษฐการ ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และนางสาวนวลพรรณ นาคปรีชา นักจดหมายเหตุชำนาญการ ดำเนินรายการโดย นายนพดล ภู่ชัย ผู้อำนวยการกลุ่มบันทึกเหตุการณ์ ในวันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2567 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร              ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังการเสวนาผ่านการสแกน QR Code หรือกดตามลิงก์ลงทะเบียน https://shorturl.at/itBU6 รับจำนวน 50 ท่าน สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2567 หรือจนกว่าที่นั่งเต็ม https://www.facebook.com/share/p/oMpd8R3xxsCp78yX/?mibextid=WC7FNe


black ribbon.