ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,396 รายการ

เลขทะเบียน  นม.บ.12/3ค


       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ขอเชิญน้อง ๆ และผู้สนใจร่วมสนุกกับเกม "ผู้พิชิตโบราณวัตถุ" เกมการเรียนรู้ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร และนิสิตโครงการสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร พร้อมลุ้นรับของที่ระลึก สำหรับ ๑๐ ท่านแรก สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5571 1570 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet National Museum https://www.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum



วิหารพระด้าน หรือระเบียงคด สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบใจกลางของวัดพระมหาธาตุ และรวมถึงโบราณสถานที่สำคัญที่สุด เช่น หมู่สถูปของพระบรมธาตุเจดีย์และวิหารโพธิ์ลังกา ระเบียงนี้สูง 5.30 เมตร ด้านตะวันออก ยาว 134 เมตร ด้านตะวันตก ยาว 129 เมตร และด้านเหนือ ยาว 86.90 เมตร           การขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานของส่วนเหนือของวิหารนี้กำหนดอายุแบบ TL ได้ราว พ.ศ. 1859 -1970, 1910 - 1966 และ 1960 - 2010 แสดงให้เห็นว่าการก่อสร้างเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 วิหารนี้มีระเบียงที่มีผนังภายนอกแข็งแรงและผนังภายในที่เปิดโล่ง โดยมีความกว้าง 2.36 เมตร และยาวรวมทั้งหมด 558 เมตร ในแต่ละช่องภายในหอจะมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย รวมทั้งหมด 165 องค์ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 172 องค์ ชื่อว่า พระด้าน แปลว่า พระพุทธรูปที่อยู่ด้านหนึ่งของผนังซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธรูปเหล่านี้ภายในวิหาร           วิหารนี้มีประตูเข้าออก 2 ทาง ประตูทางทิศตะวันออก ซึ่งเรียกว่า ประตูเหมันตรังสี มีมุมที่ยื่นออกมาจากหลังคาระเบียง หน้าบันของประตูประดับด้วยภาพพระบรมธาตุเจดีย์ ใต้ฐานของเจดีย์บน   หน้าบันมีภาพครุฑจับพญานาคหกตัว ซึ่งเป็นปริศนาให้ผู้ชมได้ตีความ ประตูอีกบานหนึ่งทางทิศตะวันตกเป็นประตูไม้เรียบง่ายและมีการใช้งานไม่บ่อยนัก การมีประตูในด้านทิศตะวันออกแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทิศทางการเข้าหรือออก โดยเน้นที่ทิศตะวันออกเหมือนกับพุทธสถานในอยุธยา           ตัวอย่างของพุทธสถาปัตยกรรมมีหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดขอบเขตพุทธาวาส การเป็นพื้นที่สำหรับพิธีกรรมและการเจริญสมาธิของพระสงฆ์และฆราวาส และการเป็นสถานที่สำหรับการสวดพระไตรปิฎกและพระนิพพานโสตร (ตำนานท้องถิ่น) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ สวดด้าน (หมายถึงการสวดที่ระเบียงพระด้าน) ซึ่งไม่สามารถพบเห็นได้ในที่อื่นและยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน ฆราวาสจะหันหน้าเข้าไปยังพระบรมธาตุเจดีย์ในขณะสวด ดังนั้น วิหารนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม และสืบทอดการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพงศาวดารท้องถิ่น ซึ่งแสดงถึงบทบาทอันสำคัญของการอนุรักษ์และความต่อเนื่องของประเพณีการสวดจนถึงยุคปัจจุบัน


                          หากพูดถึงภาพจำของคนไทยสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ "รอยยิ้มฟันดำ" และ "เชี่ยนหมาก" ที่วางอยู่คู่กายผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แก้ง่วง และถือเป็นความงามรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ยังใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพนับถือและมิตรภาพ ใช้เป็นส่วนประกอบในการประกอบพิธีสำคัญ อีกทั้งยังสะท้อนวิถีชีวิตการดูแลสุขภาพปากและฟัน หมากไม่ได้เป็นเพียงแค่ของขบเคี้ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานานนับศตวรรษ                           วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย สันนิษฐานว่ารับมาจากศาสนาพราหมณ์ เพราะหมากและใบพลูเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา ปรากฏหลักฐานครั้งแรกสมัยสุโขทัย บนศิลาจารึก หลักที่ ๑ ด้านที่ ๑ จารึกว่า “...ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น” ด้านที่ ๒ จารึกว่า “...สร้างป่าหมากพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่งมีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นตาน” หลักศิลาจารึกวัดศรีชุม หลักที่ ๒ จารึกว่า “ปลูกดอกไม้ต้นใหญ่หลายพรรณแก่...พระศรีมหาโพธิ์ไว้คนแต่งเฝ้ารักษาหลายครั้ง มีทั้งสวนหมากสวนพลูไว้” หลักที่ ๓ จารึก ว่า “อันฝูงเท้าพระยาทั้งหลายอันเป็นมิตรสหาย อันมีในบัดนี้” สันนิษฐานได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็กินหมากพลู โดยได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินหมากมาจากขอม และขอมก็รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย                           สมัยอยุธยา หมากและพลูนับเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยส่งหมากไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ได้เงินปีละ ๗๕,๐๐๐ เหรียญ และใบพลูก็ยังเป็นสินค้าที่มีการเก็บภาษีอากรอีกด้วย ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ได้มีการกล่าวถึงการกินหมากของคนไทยในสมัยอยุธยาไว้ว่า“...เป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้านต้องยอมให้แขก ที่มาสู่เหย้านั่งที่ตนเคยนั่ง และต้องเชื้อเชิญให้ยอมนั่ง ภายหลังก็ยกผลไม้ ของว่างและของหวานมาเลี้ยง บางที่ก็ถึงเลี้ยงข้าวปลาด้วย และข้อสำคัญนั้นเจ้าของบ้าน ต้องส่งเชี่ยนหมากแลทีชาให้แขกรับประทาน ด้วยมือเอง...”  และจากบันทึกของลาลูแบร์อีกตอนหนึ่งที่ว่า “ในพระราชมณเทียรพระมหากษัตริย์นั้น ข้าราชการที่เข้าเฝ้าไม่กล้าไอ จาม หรือบ้วนน้ำหมาก ถ่มเสลด และไม่กล้าสั่งมูลนาสิก หมากที่อมติดปากไว้นั้นก็กลืนน้ำหมากเอือก ๆ ให้หายเข้าไปในคออย่างแช่มชื่น” แสดงให้เห็นว่าการกินหมากพลูเป็นวัฒนธรรมสังคมไทยมาแต่ครั้งโบราณ และเป็นที่นิยมทั้งชนชั้นสูงจนถึงประชาชนทั่วไป หากกษัตริย์เสด็จไปในที่แห่งใด ก็จะมี ผู้อัญเชิญพานพระศรี สำหรับใส่หมากพลูติดตามไปด้วย เชี่ยนหมากจึงสามารถใช้ในการกำหนดสถานะบรรดาศักดิ์ของเจ้านายไทยในสมัยก่อนด้วย                           ต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสมัยที่ ย่าโม หรือ ท้าวสุรนารี มีชีวิต (พ.ศ. ๒๓๑๔-๒๓๙๕) การกินหมากยังคงเป็นวัฒนธรรมร่วมของ คนไทยทุกชนชั้น ผู้คนยังนิยมกินหมากตั้งแต่กษัตริย์จนถึงชาวบ้านทั่วไป ดังเช่นในสมัยอยุธยา ด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา ชาวโคราชจึงเชื่อว่าย่าโมชอบกินหมากเช่นกัน ดังนั้น ชาวโคราช และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองโคราช จึงมักมาขอพรให้คุณย่าโมช่วย ปกปักรักษา คุ้มครอง ให้ปลอดภัย มีโชคลาภ ไร้โรคภัย จึงได้เกิดพิธีการตำหมากถวายย่าโม เพื่อขอพรขึ้น และมักจะตำหมากถวายพร้อมทั้งนำผลไม้ ดอกไม้มาไหว้สักการะขอพรคุณย่าโม เมื่อสมปรารถนาแล้ว ก็มักจะมาตำหมากถวายอีกครั้งหนึ่ง                           เมื่อสุขสมหวังตามแรงปรารถนา คำหมากศักดิ์สิทธิ์ที่ตำถวายคุณย่าโมนั้น กลับมีคุณค่าอีกครั้ง และได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะถูกทิ้งไปตามสภาพ โดย ห้องเสื้อดีเทล ดีกรีแชมป์รางวัลเหรียญทองสีเทรนด์บุ๊คประเภทผ้ายกเล็ก ประจำปี ๒๕๖๔ และรางวัลเหรียญทอง ประเภทผ้ายกเล็ก จากการประกวดผ้าลายพระราชทานลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ระดับประเทศ โดยดีไซน์เนอร์ได้นำ “คำหมาก” มาสร้างสรรค์ใหม่ ให้กลายเป็นสีย้อมผ้า ตามแนวพระดำริเรื่องแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ งานผ้าที่มีชื่อว่า “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา”                           “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา” ด้วยศรัทธาที่ต่อยอด กล่าวคือ จากผู้ที่มาแก้บนด้วยการถวายหมากพลู เมื่อสมปราถนาแล้ว สามารถที่จะนำคำหมากนั้น มาให้ทางห้องเสื้อดีเทล ได้รังสรรค์เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็น ผ้าไหมที่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา และเป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน                           ในขั้นตอนการผลิต ห้องเสื้อดีเทลได้นำคำหมากที่แล้วเสร็จจากการถวายคุณย่าโม มาคั้นกรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำเส้นไหมที่แช่น้ำ บิดหมาดลงแช่ข้ามคืน จากนั้นบิดตากแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด และนำไปสู่ขั้นตอนการทอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ด้วยวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน ทำให้ได้เส้นไหมที่คงทน เงางาม ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สีติดทนนาน เพราะในคำหมากประกอบไปด้วยสารให้สี และสารตรึงสีในตัว ทำให้เกิดมิติใหม่ของการย้อมผ้า ด้วยเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ตามหลักการ SDGs ที่ตระหนักถึงคุณค่าและการใช้งานของสิ่งแวดล้อมแบบมากถึงมากที่สุด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ท้องถิ่น ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างสรรค์แนวคิดและสินค้าใหม่อย่างยั่งยืน บรรณานุกรม  กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. การกินหมาก ไม่ใช่พิธีเฉพาะของไทย ใคร ๆ ในภูมิภาคเขาก็กิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙, จาก: https://shorturl.at/fjlVO.  กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร. วัฒนธรรมการกินหมากพลู ในประเทศไทย. พิษณุโลก: กอง.  ประวัติท้าวสุรนารี และวัดศาลาลอย เมืองนครราชสีมา. นครราชสีมา: ตะวันรุ่งซินดิเคท, ๒๕๕๒. วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. มรดกวัฒนธรรมพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ, ๒๕๔๔. สุพิชฌาย์ จินดาวัฒนภูมิ. “วัฒนธรรมการกินหมากในสังคมไทยสมัยก่อน.” ใน งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑๐.  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, ๒๙-๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑.    ขอขอบคุณ คุณธงชัย พันธุ์สง่า ศิลปินช่างทอผ้า จากกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม, สัมภาษณ์   จัดทำโดย  นางรสสุคนธ์ ตั้งนภากร บรรณารักษ์ชำนาญการ


กระแส #สิ่งศักสิทธิ์​ ช่วยด้วยยังคงอยู่กับเรามาอย่างต่อเนื่อง เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ที่เรากราบไหว้บูชากันอยู่มีที่มาที่ไปอย่างไร หาคำตอบกันได้จากเล่มนี้.ภารตะ-สยาม มูฯ ไทย ไสยฯ อินเดียผู้แต่ง : คมกฤช อุ่ยเต็กเค่งสำนักพิมพ์ : มติชนอ่านนิตยสารฉบับเต็มได้ที่ : https://shorturl.asia/kxhRM.ติดต่อ #พี่บรรณฯ ได้ที่ : หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯนครพนม &  : nltnakhonphanom : to_library@hotmail.com : 042 516246.เปิดให้บริการ วันอังคาร-วันเสาร์ 9.00-17.00 น.ปิดบริการวันอาทิตย์-วันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์.จัดทำโดย นางสาวพิมพิกา วะสาร บรรณารักษ์ปฏิบัติการ


ภาพแสดงวิถีชีวิต"นางเทวธิสังกา" ตัวละครเอก หาบน้ำทุ้ง นุ่งซิ่นตีนจก ด้วยไม้คาน จิตรกรรมเล่าเรื่องราว "จันทคาธชาดก" ชาดกของชาวล้านนา หลังจากที่นางได้พลัดพรากจากเจ้าจันทคาธผู้เป็นสามี นางได้ไปอาศัยอยู่กับยายปริสุทธิ ช่วงเวลานั้นพระเจ้าสุทัสสนจักร เสด็จประพาสผ่านมาพบเห็นนาง จึงเกิดความรักใคร่ และต้องการเอามาเป็นชายาตน นางจึงหนีออกบวชเป็นชีพรามณ์...ตามเรื่องราว จิตรกรรรมฝาผนังวิหาร วัดหนองบัว ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน


แนะนำหนังสือน่าอ่าน @ห้องสมุดอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท วันนี้นำเสนอ "เรื่อง เปิดกรุหลักฐาน อยุธยา : หลากหลาย ลุ้มลึก และ ท้าทาย" เนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์สำคัญเรื่องราวในอดีตทั้งสภาพบ้านเมืองและสังคมของกรุงศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น. ๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘ (ในเวลาราชการ) #อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท #PhuPhraBatWorldHeritageSite #ท่องเที่ยว #มรดกโลก #ภูพระบาท


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 10  ฉบับที่ 614 (30 พ.ค. 2511) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2511 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                            ไทย


ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 11 ฉบับที่ 665 (10 พ.ย. 2512) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2512ลักษณะวัสดุ               12 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


“ซาบีดา” มอบนโยบายหน่วยงานสังกัด วธ. - กรมศิลปากร - สำนักศิลปากร 12 แห่งทั่วประเทศ เตรียมรับมือน้ำท่วม และภัยพิบัติทุกประเภท  กำชับเตรียมแผนรับมือ - มาตรการป้องกันโบราณสถาน – แหล่งเรียนรู้ – โบราณวัตถุ – พร้อมให้เร่งสำรวจพื้นที่และจัดลำดับความเสียหาย – ความเสี่ยง – ความเร่งด่วน และจัดทำบัญชีโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ศาสนสถาน และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงและเร่งฟื้นฟู ด้านกรมศิลป์ รายงาน “วัดภูมินทร์ – วัดต้นแหลง – วัดหนองบัว” ระดับน้ำโดยรอบลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ตรวจเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้าง    วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อโบราณสถานและแหล่งเรียนรู้ โดยมี นายปารเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักศิลปากร 12 แห่ง และวัฒนธรรมจังหวัดน่าน,นครพนม,พะเยา เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบ Zoom Meeting นางสาวซาบีดา ได้มอบนโยบายและให้เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน โบราณวัตถุ แหล่งเรียนรู้ มรดกและทรัพย์สมบัติของชาติ รวมถึงบุคลากร ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรม เพื่อให้ทุกหน่วยงาน อาทิ กรมส่งเสริมวัฒนรรม กรมการศาสนา กรมศิลปากร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ให้มีแผนรับมือภัยพิบัติที่ชัดเจน โดยกำหนดแนวทางรับมือภัยพิบัติต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ    โดยแผนก่อนเกิดภัยพิบัติ ให้ทุกหน่วยงานสำรวจพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว จัดทำบัญชีโบราณวัตถุและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เส้นทางการเคลื่อนย้าย การจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับโบราณวัตถุ โดยคำนึงถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น การจัดเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ และการซักซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมบุคคลากรกรณีเกิดภัย   แผนระหว่างเกิดภัยพิบัติขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ป้องกันหรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินตามระดับความเสี่ยง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อดูแลโบราณสถาน ศาสนสถาน แหล่งเรียนรู้ บุคลากร และเครือข่ายทางวัฒนธรรม   สำหรับแผนหลังเกิดภัยพิบัติ ให้เร่งตรวจสอบความเสียหายจากน้ำและความชื้น การสำรวจความมั่นคงของโครงสร้างโบราณสถาน ศาสนสถาน โบราณวัตถุ ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น และจัดทำแผนซ่อมแซมและฟื้นฟูแบบถาวร ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พื้นที่และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด   นางสาวซาบีดา ยังกล่าวว่า  สำหรับแหล่งมรดกสำคัญ เช่น แหล่งมรดกโลก และพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติซ้ำซาก กำชับให้บูรณาการการทำงานกับกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนแนวทางป้องกันน้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น และมาตรการลดความเสี่ยง ในระยะยาว โดยขอให้กำหนดพื้นที่และแนวทางด้านเทคนิคให้ชัดเจน รวมทั้งจัดทำตารางระบุหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถสั่งการ ใช้งบประมาณ และเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้รายงานว่าจากการติดตามสถานการณ์ของสำนักศิลปากรทั่วประเทศ ปัจจุบันยังไม่พบโบราณสถานหรือแหล่งเรียนรู้ในความดูแลของกรมศิลปากรได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างจากอุทกภัย สำหรับพื้นที่จังหวัดน่าน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ รายงานว่า ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2569 มีน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบโบราณสถาน 3 แห่ง ได้แก่ วัดภูมินทร์ อำเภอเมืองน่าน วัดต้นแหลง อำเภอปัว และวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา แต่น้ำไม่ได้เข้าท่วมตัวอาคารโบราณสถาน ปัจจุบันระดับน้ำโดยรอบลดลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารโบราณสถาน   นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ได้รายงานว่าจากการสำรวจสถานการณ์อุทกภัย พบศาสนสถานได้รับผลกระทบใน 4 จังหวัด จังหวัดน่าน พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ โดยกรมการศาสนาจะนำเครื่องอัฐบริขารและสิ่งของจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ และถุงยังชีพ ส่งไปยังจังหวัดน่าน เพื่อกระจายช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะอำเภอปัว ท่าวังผา เมืองน่าน ภูเพียง และเวียงสา พร้อมเตรียมความช่วยเหลือรอบที่สองเพิ่มเติมอีกประมาณ 400 – 500 ชุด สำหรับการฟื้นฟูหลังน้ำลด กรมการศาสนาจะประสานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและองค์กรศาสนาในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายของศาสนสถานในความรับผิดชอบ เพื่อพิจารณาสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมและบูรณะตามความจำเป็นต่อไป   นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้รายงานว่าจากสถานการณ์ผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดน่าน พบเครือข่ายทางวัฒนธรรมได้รับผลกระทบใน 4 อำเภอ ได้แก่ ปัว ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา ครอบคลุมกลุ่มทอผ้าและวิสาหกิจชุมชน ศิลปินพื้นบ้าน สภาวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม โดยหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งผ้าทอ กี่ทอผ้า อุปกรณ์การผลิต และสิ่งปลูกสร้าง เบื้องต้นได้ประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อรวบรวมความต้องการเร่งด่วน โดยเฉพาะฝ้ายและอุปกรณ์ทอผ้าที่สูญหายหรือเสียหายจากน้ำ พร้อมประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สนับสนุนถุงยังชีพประมาณ 600 ชุด และจัดหาฝ้ายสำหรับช่วยเหลือกลุ่มทอผ้าในจังหวัดน่าน สำหรับการฟื้นฟูระยะยาว กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะประสานสภาวัฒนธรรมทุกระดับในจังหวัดน่าน จัดทำโครงการเสนอขอรับการสนับสนุนจากงบอุดหนุนของกรม ประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อฟื้นฟูอาชีพ เครือข่าย และทุนทางวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง    “ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานของ วธ. ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเมื่อระดับน้ำลดลงให้เร่งสำรวจความเสียหายและดำเนินการฟื้นฟูทันที ทั้งโบราณสถาน ศาสนสถาน แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนดูแลบุคลากร ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบ พร้อมประสานหน่วยงานในพื้นที่และทุกภาคส่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพราะภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ กระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่สำคัญในการดูแลมรดกและทรัพย์สมบัติของชาติ รวมถึงบุคลากร ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรม จึงขอให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ รายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมให้ครอบคลุมทุกมิติ” นางสาวซาบีดา กล่าว  


ทีมนักโบราณคดีได้ทำการวิเคราะห์แนวโบราณถสถานในพื้นที่ขุดค้นระยะที่ 4 เรียบร้อยแล้ว พบแนวโบราณสถานทั้งสิ้น 11 แนว ที่สำคัญเช่นแนวฉนวนทางเดินอิฐ ที่มีความยาวหลายเมตร ฐานรากอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมจำนวน 4 หลัง แนวขอบพื้นปูศิลาด้านข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ บางแนวมีอายุเก่าไปถึงสมัยรัชกาลที่ 4 การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้ถือเป็นมิติการค้นพบครั้งใหม่และกุญเเจสำคัญ ที่ช่วยตอบคำถามการใช้พื้นที่และตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล บริเวณเขตพระราชฐานชั้นกลาง (หมู่พระมณเฑียร และที่ออกว่าราชการของพระอุปราช) ในช่วงก่อนการยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่ามีหลักฐานในอดีตหลงเหลือน้อยอย่างยิ่งข้อมูลจาก https://www.facebook.com/WangnaArchaeologicalProject2012      



วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ เข้าร่วมการประชุมแนวทางการพัฒนา โครงกระดูกมนุษย์ที่ค้นพบที่วัดพระนารายณ์ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยมีนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุม


ประวัติการเกิดโณคระบาดในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ 


black ribbon.