ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการ “ศิลป์ นิยาม : ความรัก ความงาม ความสุข” นิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ร่วมค้นหาและดื่มด่ำกับนิยามของ “ศิลปะ” ผ่าน 3 มุมมองอันเป็นนิยามศิลปะของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย “ความรัก” ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ  “ความงาม” ที่ศิลปะได้ถ่ายทอด  และ “ความสุข” ที่มอบคืนให้ผู้คน พร้อมนวัตกรรมการจัดแสดง โฮโลแกรมอาจารย์ศิลป์ ที่จะทำให้เรื่องราวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 15 - 25 กันยายน 2568 เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร) ทั้งนี้ *วันจันทร์ที่ 15 กันยายน เปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ  อาคารนิทรรศการ6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท        ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิมว่า นายคอร์ราโด เฟโรจี (Corrado Feroci) เป็นชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ ตําบลซานตาจิโอวานี นครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี สําเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาศิลปะชั้นสูงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) มีพระประสงค์ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านศิลปะตะวันตกเพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นในแผ่นดินไทยและทําการฝึกสอนช่างไทยให้มีความสามารถในการสร้างงานประติมากรรมแบบตะวันตก ทางรัฐบาลอิตาลีจึงส่งคุณวุฒิและผลงานของศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ให้สยามพิจารณา ด้วยเหตุนี้ศาสตราจารย์คอร์ราโด จึงเดินทางสู่แผ่นดินสยาม เพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจํากรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 และได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ. 2469 ผลงานการสร้างสรรค์ประติมากรรมและอนุสาวรีย์ชิ้นสําคัญ เช่น พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ที่เสียสละและอุทิศตนเพื่องานศิลปะของไทย โดยเป็นผู้ที่ทําให้วงการศิลปะของไทยเริ่มต้นเข้าสู่รูปแบบที่เป็นสากล ด้วยการนําความรู้ทางด้านศิลปะตามหลักวิชาการแบบตะวันตกมาเป็นแนวทางในการวางรากฐานการศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย นับว่าเป็นผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมสมัยใหม่ ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยอย่างแท้จริง จนได้รับการยกย่องว่า “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย”   ----------------------------------------------- Exhibition: “Art Defined: Love, Beauty, Joy”  A special exhibition commemorating the 133rd anniversary of Professor Silpa Bhirasri, the father of modern Thai art. Explore and immerse yourself in the definition of “art” through three perspectives as envisioned by Professor Silpa Bhirasri:  • “Love” that nourishes the soul  • “Beauty” expressed through artistic creation  • “Joy” that art returns to the people Experience innovative displays, including a hologram of Professor Silpa, bringing his story back to life. 15–25 September 2025 Open Wednesday to Sunday (Closed Monday–Tuesday) 09:00–16:00 Exhibition Hall 6, The National Gallery of Thailland, Chao Fa Road Admission: Thai visitors 30 THB | International visitors 240 THB  


        อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเลือกซื้อของที่ระลึก เมื่อไปเยือนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท สามารถนำไปเป็นของขวัญของฝากให้คนที่คุณรักและเคารพในโอกาสต่างๆ โดยมีของที่ระลึกที่น่าสนใจมากมาย เช่น หอนางอุสาจำลอง ขนาดใหญ่สูง 35.5 เซนติเมตร ทำจากโฟมมีน้ำหนักเบา เคลือบด้วยอีพ็อกซี่ โรยด้วยทรายให้สัมผัสหยาบเหมือนหินทรายของแท้ ลงสีได้อย่างสมจริง แข็งแรงทนทาน สวยงามเสมือนของจริงมากๆ ราคา 1,900 บาท   หอนางอุสาจำลอง ผลิตจากเรซิ่น ทนทานไม่แตกง่าย ราคา 200 บาท รูปปั้นจำลองหอนางอุสา หล่อจากปูนปลาสเตอร์ลงสีเคลือบเงา ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมเชื่อมติดกัน ราคา 180 บาท   Magnet ติดตู้เย็นรูปหอนางอุสา มรดกโลกภูพระบาท วัสดุทำจากไม้อัด ราคา 40 บาท   แก้วเก็บอุณหภูมิ ไอเทมคู่กายของคนชอบดื่มน้ำบ่อยๆ พิเศษตรงที่สกรีนลายหอนางอุสา, มรดกโลกภูพระบาท ควรค่าแก่การจดจำ สามารถใส่เครื่องดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ขนาด 240 ml.ราคา 200 บาท   พวงกุญแจหอนางอุสา ทำจากอะคริลิคใส ราคา 30 บาท   Magnet ติดตู้เย็น ทำจากไม้อัด ราคา 25 บาท   ไปรษณียบัตร (POSTCARD) รูปภาพโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เช่น หอนางอุสา, ถ้ำคน, วัดลูกเขย, ถ้ำพระ, กู่นางอุสา ราคา 35 บาท   พวงกุญแจหอนางอุสา ทำจากไม้อัด มีทั้งแบบเป็นรูปภาพสวยงาม และแบบยิงเลเซอร์ ราคา 25 บาท   พวงกุญแจหอนางอุสา ผลิตจากเรซิ่น อันละ 25 บาท   กระเป๋าผ้ารักษ์โลก สกรีนลายหอนางอุสา, ถ้ำวัว, ถ้ำคน ใบละ 99 บาท ผ้าพันคอ&ผ้าคลุมไหล่ ผ้าทอนุ่มลื่นสกรีนลายหอนางอุสา มรดกโลกภูพระบาท ผืนใหญ่สามารถใช้เป็นผ้าพันคอก็ได้ หรือจะคลุมไหล่ก็ดูดี มีหลายสีให้เลือกชม ราคา 200 บาท         ผู้สนใจสามารถซื้อสินค้าที่ระลึกได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.30 - 16.30 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4221 9837 - 8 (ในเวลาราชการ) Facebook : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท https://www.facebook.com/phuphrabathistoricalpark









ปราสาทพนมวันเป็นศาสนสถานที่มีการก่อสร้างและต่อเดิมหลายสมัย ตั้งอยู่บนแหล่งโบราณคดียุคเหล็ก (อายุประมาณ ๑,๕๐๐ ปี) ปราสาทประธานองค์ปัจจุบันก่อสร้างด้วยหินทราย สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ในบริเวณเดิมที่เคยเป็นที่ตั้งของศาสนสถาน สร้างด้วยอิฐมาก่อน จำนวน ๘ หลัง มีอายุในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ . ปราสาทพนมวัน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๗.๓๐ น. - ๑๗.๓๐ น. ชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างชาติ ๘๐ บาท . ...ศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยว มรดกศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้แบบบูรณาการ... ( #นครราชสีมา #ชัยภูมิ #บุรีรัมย์ #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #มหาสารคาม ) สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา 274 หมู่ 17 ถนนพิมาย-ชุมพวง ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 30110 Tel : 044-471518 , 044-481024 E-Mail : fed_10@finearts.go.th Website : www.finearts.go.th/fad10 Facebook : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร Youtube : สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา


          วันอังคารที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยข้าราชการ ผู้รับจ้าง และประชาชนในพื้นที่บ้านหนองเข็ง ร่วมพิธีบวงสรวงในการบูรณะโครงการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์อุโบสถ (สิม) วัดจอมทองธรรมคุณ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ


          วันอังคารที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยข้าราชการ ผู้รับจ้าง และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีบวงสรวงก่อนการบูรณะโบราณสถานศาลาการเปรียญ วัดราชโพนเงิน ตำบลโพนแพง อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย



อาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นราชอาณาจักรของชาวลัวะอยู่ร่วมกับกลุ่มคนไทยวนในอดีต ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ตลอดจนจังหวัดปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา เมืองเชียงรุ่ง ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน รวมถึงฝั่งทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ประเทศพม่า มีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองเอก และทางฝั่งตะวันตก มีเมืองนายเป็นเมืองเอก นอกจากนี้อาณาจักรล้านนาได้พัฒนาการเจริญเติบโตร่วมสมัยกับอาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรสุโขทัย ทำให้มีความผูกพันผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ และสังคม พญามังราย กษัตริย์แห่งล้านนา องค์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์มังราย ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนา และเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้น เป็นราชธานีในสมัยนั้นมีชนชาติลัวะอยู่ร่วมกับกลุ่มคนไทยวน ถือได้ว่าเป็นผู้มีบทบาทสังคมวัฒนธรรม ภาษา ตัวหนังสือ วัฒนธรรม และประเพณี เป็นของตนเอง รวมถึงเศรษฐกิจการค้าในสมัยนั้นได้ใช้หอยเบี้ย โลหะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน ทองแดง หรือสำริด เพื่อใช้เป็นเงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้า รวมถึงใช้ในการค้าขายเพื่อเป็นมาตรฐานระบบเงินตราที่ใช้มีหลากหลายชนิด เช่น เงินเจียง เงินธ็อก เงินใบไม้ และเงินดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเงินตราจากอาณาจักรอื่นที่ร่วมสมัยนำมาใช้จ่ายปะปนกันในการค้าชายแดน เช่น เงินไซซีของจีน เงินฮ้อยและเงินลาดของอาณาจักรล้านช้าง และเงินรูปีอินเดียของอังกฤษ เป็นต้น ระบบการค้าและเศรษฐกิจของล้านนาเริ่มรุ่งเรืองมากขึ้นในช่วงสมัยพญากือนา พระมหากษัตริย์แห่งล้านนา พระองค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย โดยอาณาจักรล้านนาได้ผลิตเงินตราที่สำคัญขึ้นชนิดหนึ่ง คือ เงินเจียง หรือเงินขาคีม เป็นเงินตราที่สำคัญและถือว่าที่มีมูลค่าสูงสุดในระบบเงินตราอาณาจักรล้านนา สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง สันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากกำไลมือ ผลิตจากเนื้อโลหะเงินที่มีเปอร์เซ็นต์สูง โดยมีลักษณะเหมือนกับเกือกม้าสองวงปลายมาต่อกัน หรือคล้ายกับการผ่าซีกของผลฟักทอง แยกออกเป็นสองกลีบตรงปลายมาต่อกันให้หัวและท้ายติดอยู่ด้วยกัน สาเหตุที่ผ่าเพื่อต้องการให้เห็นเนื้อเงินข้างในว่าไม่ได้พอกตะกั่วหรือทองแดง และในส่วนของตรงกลางที่เป็นรอยบากเพื่อให้สามารถหักออกใช้เป็นเงินปลีกได้ เงินเจียง มาจากคำว่า เงินเวียง หมายถึง เงินตราที่เมืองใหญ่ผลิตขึ้น มีขนาดความกว้างประมาณ ๒.๕๐ เซนติเมตร ความหนาของกลีบแต่ละกลีบประมาณ ๐.๕๐ เซนติเมตร และมีการตอกตราสำคัญบนตัวเงิน และแสดงความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน ตรงบริเวณขาของเงินเจียงมีตราประทับสำคัญ ๓ แบบ ได้แก่ ตราตัวเลขบอกค่าน้ำหนักและจำนวนราคา ตราชื่อเมืองที่เป็นแหล่งผลิต เป็นตัวอักษรฝักขาม เช่น “หม” (เงินเจียงเชียงใหม่) “แสน” (เงินเจียงเชียงแสน)  และ “นาน” (เงินเจียงน่าน) และตราจักร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าเมืองผู้มีอำนาจสั่งผลิตเงินเจียง เบี้ยหรือหอยเบี้ย เป็นเงินตราที่มีมูลค่าต่ำที่สุดในระบบเงินตราที่มีการนำมาใช้หลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่สมัยอาณาจักรทวารวดี รวมไปถึงการนำเงินตราชนิดนี้มาใช้ในล้านนาอย่างแพร่หลาย ซึ่งหอยเบี้ยโดยส่วนใหญ่จะเป็นหอยที่มาจากทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ เช่น เบี้ยจั่น และเบี้ยนาง เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นเปลือกแข็ง ผิวมัน หลังโค้งนูน ท้องแบน ช่องปากยาวแคบ และไปสุดตอนปลายทั้ง ๒ ข้าง เป็นลำราง ตามขอบปากทั้ง ๒ ข้าง เป็นรอยหยักคล้ายฟัน และไม่มีฝาปิด เงินตราชนิดนี้สามารถนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซื้อสินค้าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หรือนำมาใช้เป็นเงินปลีกย่อยสำหรับซื้อขายสิ่งของ โดยใช้ควบคู่กับเงินตราชนิดต่างๆ เช่น เงินเจียง และเงินธ๊อก เป็นต้น อย่างไรก็ตามในสมัยก่อนหอยเบี้ยเป็นสิ่งของที่หายาก และมีความต้องการเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของอาณาจักรล้านนาอยู่ห่างไกลจากทะเลมาก เงินธ๊อก ผลิตมาจากเนื้อโลหะผสมโลหะอื่น อย่างเช่น ตะกั่ว ดีบุก สังกะสี หรือทองเหลืองอยู่มาก โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระแบนกว้าง มักจะมีขอบงอโค้งขึ้นมาเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันไปตามแหล่งผลิตและยุคสมัยซึ่งผลิตใช้ขึ้นในพื้นที่เมืองนั้นๆ โดยมีรูปแบบ และส่วนผสมที่แตกต่างกันออกไปตามแหล่งแร่โลหะในท้องถิ่น จึงมีชื่อเรียกตามพื้นที่ต่างกัน และมีเงินธ๊อกอยู่หลากหลายชนิด เช่น เงินธ๊อกเชียงใหม่ เงินธ๊อกเชียงแสน เงินธ๊อกน่าน เงินธ๊อกลำปางหรือเงินธ๊อกวงตีนม้า เงินธ๊อกหอยโข่ง เงินธ๊อกปากหมู และเงินธ๊อกใบไม้ เป็นต้น เงินธ๊อกใบไม้ เป็นเงินตราชนิดนี้มีตั้งแต่ในสมัยหิรัญนครเงินยาง และนำมาใช้ในอาณาจักรล้านนาอย่างแพร่หลาย ซึ่งเงินชนิดนี้เป็นเงินที่มีมูลค่าต่ำเพราะทำมาจากจากโลหะสำริด มักจะผลิตมาจากเนื้อโลหะทองแดงผสมทองเหลือง มีรูปร่างลักษณะรูปทรงค่อนข้างกลม ด้านหน้าที่นูนขึ้นนั้น มีทั้งแบบเรียบไม่มีลวดลาย มีลวดลายเป็นเส้นเดียวผ่ากลาง และแบบที่มีกิ่งแยกออกไปคล้ายด้านหลังเป็นรูปใบไม้ ชาวล้านนาจึงเรียกกันว่า “เงินธ๊อกใบไม้” ส่วนด้านหลังเป็นรอยบุ๋มลึกลงมีลักษณะเหมือนเปลือกหอย บางชิ้นมักเจาะรูบริเวณริมขอบ เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน และนำมาเป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม เงินธ๊อกเชียงใหม่ ทำจากโลหะผสมเงิน ซึ่งมีส่วนผสมปริมาณเนื้อเงิน น้ำหนัก และมีมูลค่าสูงมากกว่าเงินธ๊อกชนิดอื่นๆ มีรูปร่างลักษณะกลมคล้ายเปลือกหอยตลับ ด้านบนจะมีขอบงอโค้งขึ้นมาเล็กน้อยโดยรอบ ส่วนด้านล่างชนิดที่มีเนื้อเงินเป็นฐานนั้นมักแบนเรียบ และที่มุมด้านหนึ่งเป็นรูโพรงลึกเข้าไปแล้วดันอีกด้านนูนสูงขึ้นมา ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่า “เงินหอย” หรือ “เงินขวยปู” เพราะมีลักษณะเหมือนกับมูลดินขรุขระที่ปูขุดขึ้น มีตั้งแต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๔ - ๔๗ มิลลิเมตร ทั้งนี้เงินธ๊อกที่มีขนาดใหญ่มักจะมีตราประทับไว้ที่บริเวณริมขอบด้านบน เงินธ๊อกเชียงแสน ทำด้วยโลหะทองแดงผสมเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะกลมค่อนข้างแบน ด้านล่างไม่โค้ง หรือเว้าเข้าไปเหมือนเงินธ๊อกชนิดอื่นๆ เงินธ๊อกน่าน ทำด้วยโลหะ ทองแดงเคลือบเงิน ลักษณะกลมแบนคล้ายเงินธ๊อกใบไม้ คือ โค้งนูนด้านบนส่วนด้านล่างเว้าลึกเข้าไป และเคลือบวัตถุสีแดงเหลืองเอาไว้ เงินธ๊อกลำปาง ทำด้วยโลหะ มีเงินผสมอยู่ ลักษณะกลมค่อนข้างแบน มีรูโพรงอยู่ด้านใน ส่วนใหญ่ชาวบ้านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เงินธ๊อกวงตีนม้า” เงินกำไล เป็นเงินที่มีรูปร่าง และน้ำหนักเท่ากับเงินเจียงมาตรฐาน แต่มีขนาดใหญ่กว่า ทำด้วยเนื้อที่เงินบริสุทธิ์ และมีจำนวนไม่มากเท่ากับเงินเจียง ทั้งนี้เงินตราชนิดนี้ตอกประทับไว้ไม่มีระบบที่ชัดเจนและไม่เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเงินที่พ่อค้าเงินทำขึ้น โดยประทับตราเพื่อใช้ในธุรกิจ และชำระหนี้ของตนเอง เงินไซซี เป็นเงินแท่งที่มีแหล่งกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน มีการใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ซึ่งพ่อค้าชาวจีนยูนนาน และรัฐฉานของพม่าเข้ามาติดต่อค้าขายในล้านนา เงินไซซีสามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าราคาสูงเนื่องจากมีความบริสุทธิ์ของเนื้อเงินสูงมาก  เงินชนิดนี้ผลิตขึ้นจากการหล่อโลหะทองคำหรือ เงินตามแบบแม่พิมพ์ ลักษณะเป็นเงินก้อนที่ขนาดและน้ำหนักเป็นมาตรฐาน มีหลากหลายรูปแบบ โดยมีตราประทับอักษรจีนเพื่อบอกชื่อเมืองที่ผลิต ผู้ออกเงิน และข้อความอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีชื่อที่ใช้เรียกตามลักษณะรูปแบบ เช่น เงินไซซีเรือสำเภา เงินไซซีอานม้า และเงินไซซีขนมครก เป็นต้น อย่างไรก็ตามอาณาจักรล้านนามีเงินท้องถิ่นที่ใช้อยู่ ได้แก่ เงินเจียง เงินธ๊อก เงินดอกไม้ หรือเงินผักชี แต่ในสมัยนั้นเงินไซซีก็เป็นเงินตราที่ได้รับการยอมรับ สามารถใช้ในการค้าขาย และยังนำเงินไซซีมาหลอมทำเป็นเงินเจียง หรือเครื่องใช้เครื่องประดับได้อีกด้วย เงินฮ้อย และเงินลาด เป็นเงินตราที่สำคัญของอาณาจักรล้านช้าง โดยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เสด็จจากอาณาจักรล้านช้างมาปกครองอาณาจักรล้านนา ในช่วงปีพ.ศ. ๒๐๘๙ - ๒๐๙๐ โดยเงินฮ้อย มีลักษณะเป็นแท่งโลหะตัน ทำด้วยโลหะเงินผสมทองแดงและทองเหลือง รูปร่างลักษณะเหมือนเรือชะล่าเหมือนกระสวยทอผ้าหัวท้ายเรียว ด้านบนของเงินฮ้อยมีรอยปุ่มขรุขระอันเกิดจากการหยดน้ำโลหะเหมือนกับท้องของตัวบุ้ง ส่วนด้านล่างเรียบ เว้นช่องตรงกลางตอกประทับตราสัญลักษณ์ และตราอักษรลงบนเงิน ส่วนเงินลาด มีรูปร่างมีลักษณะคล้ายเงินฮ้อย แต่เรียวเล็กกว่าไม่มีตุ่มที่ตัวเงิน ทำด้วยโลหะทองลงหิน เป็นโลหะผสมทองแดงผสมทองเหลืองกับดีบุก หรือที่เรียกว่าทองสำริด มีการตอกประทับตราสัญลักษณ์ และตราอักษรลงตรงกลาง สันนิษฐานว่าเงินลาดใช้เป็นเงินปลีกสำหรับใช้สอยเบ็ดเตล็ด เนื่องจากมีราคาต่ำเพราะทำด้วยโลหะผสมเป็นส่วนใหญ่ เงินดอกไม้ หรือเงินผักชี เป็นเงินที่ผลิตขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ผลิตมาจากเนื้อโลหะเงินที่สูงกว่าโลหะชนิดอื่นเล็กน้อย มีลักษณะรูปร่างกลมแบน ด้านหนึ่งเป็นรูปก้นหอย ส่วนอีกด้านขรุขระเป็นรูทั่วไป และมีรอยเว้าคล้ายรอยนิ้วกดหลายจุด ส่วนเหตุที่เรียกว่า “เงินผักชี” เพราะมีลวดลายที่อยู่บนพื้นผิวคล้ายกับใบผักชีหรือดอกไม้ ซึ่งลวดลายเกิดจากการใช้หลอดไม้ยาวเป่าลมลงในเบ้าหลอมที่มีแผ่นเงินหลอมละลายอยู่บริเวณรอบของเบ้าหลอม จึงเกิดเป็นลวดลายดังกล่าว บางเหรียญพบว่ามีการเจาะรู มักนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับห้อยคอ สันนิษฐานว่าเงินชนิดนี้ชาวล้านนาได้ผลิตขึ้นใช้เองในยุคที่ล้านนาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า โดยนำเทคนิควิธีการผลิตมาจากไทยใหญ่ และชาวมอญในประเทศพม่า เงินธ๊อกหอยโข่ง เป็นเงินตราในอาณาจักรล้านนา ภายใต้การปกครองของพม่า โดยมีลักษณะคล้ายเงินธ๊อกเชียงใหม่ แต่มีขนาดใหญ่กว่า มีน้ำหนักมากกว่า และมีมูลค่าสูงกว่า เพราะผลิตจากโลหะเงินที่มีความบริสุทธิ์ในอัตราที่สูงกว่า เมื่อหงายขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายเปลือกหอยโข่งโป่งนูน ส่วนด้านในเป็นโพรงลึกและเป็นโละที่มีค่าต่ำกว่าด้านนอก สำหรับด้านล่างมีขอบปากที่หนาและไม่มีพื้นผิว ทำให้เงินตราชนิดนี้ตั้งได้ด้วยขอบที่มีความหนาได้ จึงมีลักษณะเหมือนกับหอยโข่งนั่นเอง เงินธ๊อกปากหมู มีลักษณะและวิธีการผลิตเช่นเดียวกับเงินธ๊อกหอยโข่ง แต่มีความสูงน้อยกว่า ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการพกพาขนย้าย และไม่เสียหายได้ง่าย เงินชนิดนี้ผลิตด้วยโลหะเงินผสมอยู่ค่อนข้างมาก จึงมีน้ำหนักและมีมูลค่าสูงกว่าเงินธ๊อกหอยโข่งในขนาดที่เท่ากัน สำหรับบริเวณด้านบนมีความโค้งนูนมีลักษณะกลมคล้ายกับลูกสะบ้า ส่วนด้านล่างมีความโค้งน้อยกว่า และมีความหนา มีเนื้อเงินปิดรูโพรงไว้ และมีรูกลวงเล็กๆ ลึกเข้าไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายช่องบริเวณของปากหมู ทั้งนี้เงินธ๊อกปากหมูเป็นเงินที่ใช้ในอาณาจักรล้านนาในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเช่นกัน เงินแถบหรือเงินรูปี เป็นเงินตราในสมัยพม่าภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ และจากการที่ประเทศพม่าเข้าปกครองอาณาจักรล้านนา แต่ในภายหลังเมื่อประเทศพม่าพ่ายแพ้ต่อสงครามกับประเทศอังกฤษ จึงทำให้ประเทศอังกฤษได้เข้ามาปกครองแทนในหลายประเทศ ประกอบกับได้มีการนำเหรียญเงินรูปีอินเดียเข้ามาใช้ด้วย เนื่องจากปริมาณของเงินรูปีของอินเดียมีจำนวนมากเพียงพอ และมีขนาด น้ำหนัก รูปร่างมาตรฐาน เป็นเนื้อเงิน ทำให้สามารถซื้อสินค้าได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ชาวล้านนายังนิยมมาทำเครื่องเงิน รวมถึงนำมาทำเครื่องประดับลักษณะเป็นแถบๆ จึงเป็นที่มาของชื่อที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “เงินแถบ” เงินตราชนิดนี้ มีลักษณะเป็นเหรียญรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย สวมมงกุฎ และสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ ๗ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเงินตราอีกชนิดหนึ่งที่ใช้แพร่หลายที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างอาณาจักรล้านนา ประเทศพม่า และประเทศอังกฤษ พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ตำบล ศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเป็นอาคารราชพัสดุ และเคยเป็นคุ้มของเจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็น “ศาลาธนารักษ์ ๑ จังหวัดเชียงใหม่” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้รับการออกแบบตกแต่งภายในแบบร่วมสมัย ผสมผสานกับเอกลักษณ์ความเป็นล้านนา ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของการใช้เงินตราล้านนา เงินตราโบราณ เงินตราประเภทต่างๆ ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องที่เคยใช้ในดินแดนล้านนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง :ธนาคารแห่งประเทศไทย.  เงินตราล้านนาและผ้าไท.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๐. นวรัตน์ เลขะกุล.  "เงินตรา."  สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.  ๒๙. (๒๕๔๗): ๑๗๕-๒๐๗. นวรัตน์ เลขะกุล.  เงินตราล้านนา.  เชียงใหม่: นพบุรีการพิมพ์, ๒๕๕๕. บุปผา คุณยศยิ่ง และศรีเลา เกษพรหม.  "เงินตรา."  สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ.  ๓. (๒๕๔๒): ๑๓๙๑-๑๓๙๖. พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่.  [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๘, จาก: https://emuseum-chiangmai.treasury.go.th/%20about-us


black ribbon.