ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,245 รายการ


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9  ฉบับที่ 582 (20 ก.ค. 2510) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2510 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                             ไทย


        สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญร่วมกิจกรรมเผยแพร่พระเกียรติคุณสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง “สยามและเพื่อนบ้านในสายพระเนตร บันทึกความทรงจำผ่านพระปรีชาญาณในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม หอสมุดดำรงราชานุภาพ ถนนหลานหลวง กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านลิงก์ https://forms.gle/phgwyTq5PpVJLyF49 ปิดรับสมัครวันที่ 2 กันยายน 2569 (รับจำนวนจำกัด 100 ท่าน)          พบกับปาฐกถาพิเศษ “สยามและเพื่อนบ้านในสายพระเนตร บันทึกความทรงจำผ่านพระปรีชาญาณ ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” โดยหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, การเสวนา “เยี่ยมเพื่อนบ้านผ่านงานพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” วิทยากรโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนกฤต ลออสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ดำเนินรายการโดย อาจารย์วรารก์ เพ็ชรดี อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง, การเสวนา “ให้พระยาอนุมาน" จดหมายคู่ขนานของสาส์นสมเด็จ วิทยากรโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนโชติ เกียรติณภัทร อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ดำเนินรายการโดย อาจารย์วรารก์ เพ็ชรดี อาจารย์ประจําภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง  


        วันที่ 2 ตุลาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมป้องกันโบราณสถาน และติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พร้อมรับฟังแผนบริหารจัดการและการป้องกันโบราณสถานจากเหตุอุทกภัย สืบเนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดพระนครศรีอยุธยา         นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้เตรียมความพร้อมดูแลโบราณสถาน ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร รวม 394 แห่ง แบ่งเป็นในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 189 แห่ง และนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 205 แห่ง โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนประสานความร่วมมือเพื่อบูรณาการกับภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วัด เจ้าของ หรือผู้ครอบครองโบราณสถาน มณฑลทหารบกที่ 18 สระบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ในการป้องกันโบราณสถานจากเหตุภัยพิบัติ ซึ่งมีโบราณสถานสำคัญที่กรมศิลปากรได้ดำเนินมาตรการป้องกันน้ำที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่โบราณสถาน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม วัดธรรมาราม บ้านโปรตุเกส วัดเชิงท่า ส่วนป้อมเพชร เป็นโบราณสถานริมแม่น้ำที่ได้รับการบูรณะแล้ว จึงสามารถรับการท่วมขังของน้ำได้ โดยอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาดำเนินการถอดไฟส่องสว่างโบราณสถานในพื้นที่ออกเรียบร้อยแล้วเพื่อความปลอดภัย        นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน พื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาซึ่งมีโบราณสถานสำคัญสูงสุดยังคงปลอดภัย ไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สถานท่องเที่ยวและเส้นทางคมนาคมทุกสายยังเปิดให้บริการและเข้าถึงได้ตามปกติ


***บรรณานุกรม***  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู เล่ม 1 พระราชนิพนธ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนคร  โรงพิมพ์คุรุสภา 2507



     วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนชุมชนพบพระ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน ๑๔๐ คน เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง โดยมีนายสุเทพ อังกาบ เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงานและนางพรพิมล พ่วงแผน เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรนำชม



ผ้าป่าแถวแห่งเดียวในโลก ทอดกลางสายฝน สาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ใฝ่บุญเหนียวแน่น ไม่ถอยหนีนายธานีธัญญาโภชน์ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร  นายรุ่งชัย ใบกว้างรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายนลิน ตั้งประสิทธิ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรนายมนต์ ชัยรุ่งชาญชัยประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกำแพงเพชร นายดนัย ยอดนิลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร นายรวีโรจน์ ส่องศรีประชาสัมพันธ์จังหวัดกำแพงเพชร นางรัชนี อัศวสุธีรคุณ นางธีรยา ธรรมสุคติ นางชมดี สุทธะมุสิก คณะเหล่ากาชาดจังหวัดกำแพงเพชร นางจันทร์จิรา ยอดนิลผู้อำนวยการกองสาธารณสุข ตัวแทนเทศบาลเมืองกำแพงเพชร และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการทุกภาคส่วน สำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ได้ร่วมพิธีทอดผ้าป่าแถวในงานประเพณีเนื่องในวันสารทไทยเทศกาลวันสารทไทยตรงกับ (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) ปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ชาวเมืองกำแพงเพชร จะทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสารทไทย ผลไม้ที่นิยมกล้วยไข่คู่กับกระยาสารทไปทำบุญตักบาตร จึงเป็นที่มาของการจัดงานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง ตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา ในปีนี้หลังจากทำบุญภาคเช้าแล้ว ภาคค่ำก็มีพิธีทอดผ้าป่าแถว บริเวณวัดพระแก้ว ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในโลกนี้เนื่องจากประเพณีการนุ่งห่มของพระสงฆ์ กล่าวคือ สมัยพุทธกาล พระสงฆ์ทั้งหลายต้องเก็บเศษผ้าที่ชาวบ้านทิ้งแล้ว เพราะเปรอะเปื้อนด้วยของไม่สะอาด เป็นต้น จากที่ต่าง ๆ เอามาซัก ตัด เย็บย้อม ทำผ้านุ่งห่มดูเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร ชาวบ้านบางท่านประสงค์จะถวายผ้าแต่พระสงฆ์ก็รับไม่ได้ เพราะพระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้รับเพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนชาวบ้าน และฟุ่มเฟือยเกินไปเมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านจึงคิดหาวิธีที่จะให้พระสงฆ์มีผ้านุ่งห่มอย่างเพียงพอ โดยการนำผ้าไปทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ พระสงฆ์ไปพบเข้าพิจารณาดูแล้วไม่มีเจ้าของหวงแหน จึงนำมาทำเป็นผ้านุ่งห่ม นี่เป็นมูลเหตุของการทอดผ้าป่า โดยจุดประสงค์รวม ๆ ก็คือ อุปถัมภ์พระสงฆ์ให้มีผ้านุ่งห่มนั่นเอง ต่อมาพระพุทธองค์ ทรงเห็นความจำเป็นและความลำบากของพระสงฆ์ในเรื่องผ้านุ่งห่ม จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์รับผ้าจากผู้มีจิตศรัทธาได้ฉะนั้น การทอดผ้าป่า จึงเป็นแต่สมัยพุทธกาลประเทศไทยเราก็คงรับประเพณีนี้มาพร้อม ๆ กับการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา แต่คงเป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ไม่เด่นชัดนัก จนมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ประเพณีการทอดผ้าป่าจึงได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่จนเป็นที่นิยมปฏิบัติของ ชาวพุทธไทยเราตราบเท่าทุกวันนี้ต่อมาในงานประเพณีสำคัญ เทศกาลวันสารทไทย (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) งานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง ได้จัดพิธีทอดผ้าป่าแถว บริเวณวัดพระแก้ว ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ได้จัดเตรียมสถานที่ โดยปักหลักสำหรับพาดพุ่มผ้าป่าแถว ไว้เป็นแถว ๆ รวมประมาณ 172 หลัก จำนวนเลขก็เท่ากับจำนวนพระสงฆ์  สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาก็จะพากันจัดพุ่มผ้าป่า (ของใช้ต่าง ๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผ้า) นำไปทอดผ้าป่าแถว บริเวณวัดพระแก้ว ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมื่อไปถึงก็ไปจับสลากแล้วนำพุ่มผ้าป่าไปวางไว้ตามหลัก  (ไม่มีการเรียงลำดับไว้ให้) แล้วเอาสลากที่จับไปติดไว้ที่พุ่มผ้าป้าของตนให้พระสงฆ์เดินดูแล้วมองเห็นได้ง่าย เมื่อถึงเวลาประมาณ 20.00 น. พระสงฆ์มาพร้อมกัน เมื่อเสร็จพิธีทางสงฆ์แล้ว พระสงฆ์ จะเดินไปตามแถวผ้าป่า เพื่อชักพุ่มผ้าป่าที่ติดเลขตรงกับเลขของท่าน โดยแสดงเลขสลากให้เจ้าของพุ่มผ้าป่าให้เห็นด้วย  เป็นประเพณีการทอดผ้าป่าแถวของเมืองกำแพงเพชรที่มีเอกลักษณ์ควรอนุรักษ์ อย่างยิ่งแม้ว่าในปีนี้จะมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง สาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ก็ไม่ได้หวั่นไหว สู้ตากสายฝนถวายกองผ้าป่าจนแล้วเสร็จพิธี ถือเป็นบุญอันในยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสร่วมในพิธีทางศาสนาภายวัดพระแก้ว อุทยานประวัติศาสตร์ ที่มีอายุยืนยามมากว่า 700 ปี  


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ครบกำหนดรื้อถอนอาคารรุกล้ำกำแพงดินแล้วแต่สถานการณ์ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ ยันสั่งแล้วต้องดำเนินการ เทศบาลเผยเจ้าของอาคารอุทธรณ์กลับต้องนำเสนอจังหวัดอีกรอบก่อนดำเนินการต่อ ด้านศิลปากรบอกต้องอุทธรณ์กับส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่รู้เจ้าของอาคารดำเนินการหรือยัง ส่วนธนารักษ์แจงความเห็นแตก “รื้อหมด-รื้อเฉพาะที่ล้ำ” รอชี้ขาดในที่ประชุมติดตามความคืบหน้า 17 ก.พ. นี้ วันนี้ (17 ก.พ.) หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหา กรณีเอกชนก่อสร้างอาคารบริเวณแนวกำแพงเมือง-คูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ อาคารศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเข้าร่วมประชุม การประชุมดังกล่าวเป็นการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ปัญหากรณีที่เอกชน 2 ราย ก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่แนวกำแพงดิน ซึ่งนับตั้งแต่มีการเปิดเผยเรื่องราวผ่านทางสื่อมวลชน หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมหารือ และกำหนดมาตรการแก้ไข โดยล่าสุด ได้มีการออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ที่เป็นปัญหาทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ อาคารโรงแรม บริเวณตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง ของนางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี และอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 4 คูหา ข้างร้านเต้ยติ่มซำ ของนายวลัญช์ชัย เกียรตินิยมรุ่ง ในที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีที่ นางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย นายณภัทร ประเสริฐดี ผู้อำนวยการส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง สำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ แจ้งต่อที่ประชุมว่า เรื่องการยื่นอุทธรณ์ของนางสาวเพ็ญสินี อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัด ส่วนนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ แจ้งว่า ทางสำนักได้แจ้งให้ นางสาวเพ็ญสินี ทราบแล้วว่าการยื่นอุทธรณ์นั้นต้องยื่นไปที่กรมศิลปากร แต่การยื่นอุทธรณ์นั้นจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า เนื่องจาก นางสาวเพ็ญสินี ได้แจ้งมาในคำร้องอุทธรณ์ ว่า ยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เปลี่ยนแปลงต่อเติมใหม่จากอาคารของเดิมที่มีอยู่ และจะปรับสภาพอาคารที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า ประกอบกับผู้ตรวจราชการ นางสาวจินตนา กิจจำนง ได้ให้ความเห็นภายหลังการเข้าตรวจสอบพื้นที่ ว่า ควรจะพิจารณาเรื่องการรื้อถอนให้รอบคอบ เนื่องจากหารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกทั้งหมดแล้ว ในอนาคตหากไม่มีการปรับปรุงพื้นที่ก็อาจมีปัญหาถูกรุกล้ำอีก ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จึงได้ทำหนังสือขอให้กรมธนารักษ์ประสานกับกรมศิลปากร เพื่อหารือว่าจะขอปรับสภาพอาคารที่มีการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กลับคืนอยู่ในสภาพเดิม ก่อนที่จะมีการจัดให้เช่า จะสามารถทำได้หรือไม่ แม้ที่ประชุมจะยังไม่มีข้อสรุปในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามแนวทางที่ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน ก็คือ จะรอให้คณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัดพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน เมื่อคณะกรรมการมีมติอย่างไรก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ขณะที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงคำสั่งต่างๆ ของกรมศิลปากรนั้นเป็นอำนาจของอธิบดี แต่ในเบื้องต้นหน่วยงานเห็นควรให้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้ออกไปแล้ว เช่นเดียวกับ หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้ให้ความเห็นว่าควรปล่อยให้เรื่องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการฟื้นฟูสภาพแนวกำแพงดินในส่วนที่ยังคงสภาพอยู่ โดยสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้เสนอพื้นที่ช่วงถนนกำแพงดิน บริเวณตรงข้ามวัดช่างฆ้องจนถึงสี่แยกถนนกำแพงดินตัดกับถนนลอยเคราะห์ ให้เป็นพื้นที่สำหรับทำการบูรณะฟื้นฟูแนวกำแพงดินส่วนที่ยังคงสภาพ ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่ในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เป็นจุดตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ความสนใจในแนวทางดังกล่าว และมีความเห็นว่า ให้สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ไปศึกษาถึงแนวทางในการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว โดยอาจจะใช้วิธีการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับประชาชนส่วนที่ยังอยู่ในพื้นที่ ส่วนธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ และสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะดูในส่วนของการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ และให้เทศบาลนครเชียงใหม่ดูแลในส่วนของการก่อสร้างและงบประมาณ ซึ่งในส่วนของงบประมาณอาจจะขอความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 17 กุมภาพันธ์ 2554 15:40 น http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000021498



ชื่อวัตถุ ชุดเครื่องถ้วยจีน ทะเบียน ๒๗/๓๕๕/๒๕๓๒ อายุสมัย รัตนโกสินทร์ วัสดุ(ชนิด) กระเบื้องเคลือบสี ประวัติที่มา ทำจากเมืองจีน มีตราที่ก้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ได้รับมอบจากนายประชา ตัณฑวณิช บ้านเลขที่ ๙๘ ถนนกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “ชุดเครื่องถ้วยจีน” ชุดเครื่องถ้วยจีน ประกอบด้วย ถ้วย จาน และช้อน ถ้วยปากฝายออก ขอบหยักคล้ายคลื่น เขียนด้วยสีทอง ด้านนอกถ้วยใต้ขอบปากตกแต่งด้วยสีชมพู เหลือง เขียว และน้ำเงิน เป็นลายมงคลต่างๆ เช่น วัฏสงสารหรือปมเชือกที่ไม่สิ้นสุด จีนเรียก “ฉาง”(panchang) เป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน การประสานรวมกันและปลาคู่ จีนเรียก “ยู”(yu)เป็นสัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ์และดอกบัว เป็นต้น ลำตัวตกแต่งด้วยสีชมพู เหลืองเขียว และน้ำเงิน ทำเป็นลายนกฟีนิกส์(Phoenix) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีและสง่างาม และลายดอกโบตั๋น(Peony) ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าโบตั๋นเป็นราชาแห่งหมู่มวลดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและเกียรติยศ ส่วนเชิงของถ้วยเป็นสีชมพู ก้นถ้วยมีตราสี่เหลี่ยมภายในมีตัวอักษรจีนสีส้มด้านในถ้วยใต้ขอบปากตกแต่งด้วยลายมงคลต่างๆ เช่น หอยสังข์ จีนเรียก “ลั่ว”(luo) เป็นสัญลักษณ์แทนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และฉัตรหรือร่ม จีนเรียก “ไก”(gai) เป็นสัญลักษณ์แทนการปกปักรักษา และดอกบัว เป็นต้น ส่วนก้นด้านในเป็นลายดอกโบตั๋น จานรองขอบปากหยักคล้ายคลื่นเขียนด้วยสีทอง ด้านในจานตกแต่งด้วยสีชมพู เหลือง เขียว และน้ำเงิน เป็นรูปสัญลักษณ์มงคลต่างๆ เช่น หอยสังข์ ร่ม(ฉัตร) และดอกบัว เป็นต้น ส่วนกลางของจานตกแต่งด้วยสีต่างๆ เช่น สีชมพู เหลือง เขียว และน้ำเงิน เป็นต้น ทำเป็นรูปนกฟีนิกส์และรูปดอกโบตั๋น ส่วนด้านนอกขอบจานตกแต่งด้วยสีชมพู เหลือง และฟ้า เป็นลายดอกไม้ ก้นจานมีตราสี่เหลี่ยมภายในมีตัวอักษรจีนสีส้ม ช้อน ด้ายบนตกแต่งด้วยสีต่างๆ เช่น ชมพู เขียว และส้ม เป็นต้น ด้ามช้อนเป็นรูปนกฟีนิกส์ส่วนที่ตักเป็นรูปดอกโบตั๋น เครื่องถ้วยรูปแบบนี้เรียกกันว่า “เครื่องถ้วยนนยา” (Nyonya Wares)ซึ่งคำว่า นนยา (Nyonya) เป็นคำภาษาชวาที่ยืมมาจากคำว่า “dana”ซึ่งเป็นภาษาดัชต์ หมายถึง ผู้หญิงต่างประเทศแต่งงาน ต่อมาใช้เรียกกลุ่มลูกครึ่งจีนกับมลายูที่มีวัฒนธรรมผสมผสานและสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่เรียกว่า “เปอรานากัน” แปลว่า “เกิดที่นี่” ซึ่งส่วนใหญ่อยู่อาศัยในแถบประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วนในภูเก็ตเรียกคนที่มีเชื้อสายจีนผสมกับพื้นเมืองว่า “บาบ๋า” “เครื่องถ้วยนนยา” คือ เครื่องถ้วยลงยาสีบนเคลือบ เครื่องถ้วยชนิดนี้มีราคาที่แพง เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากและมีการเผาหลายครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรกต้องเผาด้วยอุณภูมิที่ต่ำ เรียกว่า “เผาดิบ” จากนั้นนำไปชุบน้ำเคลือบแล้วเผาอีกครั้งด้วยอุณภูมิที่สูงขึ้นแล้วจึงได้ภาชนะเคลือบสีขาวแล้วจึงนำไปลงยาสี “การลงยา” หมายถึง การนำน้ำเคลือบมาผสมกับน้ำมันการบูรซึ่งเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติต่างๆ คือ ทำให้สีแห้งเร็ว สามารถละลายตัวสีให้มีความข้นพอที่จะทำให้ตัวสีติดกับผิวเคลือบ สีที่ติดบนผิวภาชนะจะสดใส มีความหนา และแข็งตัวง่ายเมื่อถูกอากาศ แล้วจึงเผาอีกครั้ง และหากมีการลงสีทองต้องมีการเผาครั้งสุดท้ายในอุณภูมิที่ต่ำกว่า ลายที่นิยมใช้ตกแต่งบนเครื่องถ้วยนนยา เช่น ลายดอกไม้ นก เป็นต้น เครื่องถ้วยนนยาแบบที่ตกแต่งด้วยการลงยาบนสีเคลือบ มีอายุสมัยเก่าที่สุดในช่วงราชวงศ์ชิง พ.ศ.๒๓๖๔ – ๒๔๙๓ แต่ถูกผลิตมากในช่วง พ.ศ.๒๔๐๕ – ๒๔๕๑ ซึ่งตรงกับยุครัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๙๔) จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓) ซึ่งในช่วงเวลารัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นช่วงที่มีชาวจีนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาทำเหมืองแร่บนเกาะภูเก็ต “เครื่องถ้วยเขียนสี” หรือ “เครื่องถ้วยนนยา” ชุดนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางรับมอบจากนายประชาตัณฑวณิช ชาวภูเก็ตซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีเชื่อชาติผสมระหว่างพื้นเมืองและจีนหรือที่เรียกว่า “บาบ๋า” เครื่องถ้วยชุดนี้ จึงเป็นหลักฐานการเข้ามาของชาวจีนในช่วงเวลารัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ และสะท้อนถึงความนิยมเครื่องถ้วยจีนในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ลวดลายบนเครื่องถ้วยยังเป็นสัญลักษณ์มงคลที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของชาวจีนอีกด้วย เอกสารอ้างอิง - ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และนิสิต มโนตั้งวนพันธุ์. “เรียนรู้วัฒนธรรมเปอรานากัน (บ้าบ๋า ย่าหยา) จากเครื่องถ้วยนนยา,” วารสารนักบริหาร ๓๐, ๓ (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๓):, ๖๒– ๖๗. -The Brithish Museum. Chinese symbols.Available at: URL:https://www.britishmuseum.org/pdf/Chinese_symbols_๑๑๐๙.pdf. Accessed May ๔, ๒๐๑๘.


                                 คาถาโอม มณี ปัทเม ฮัม (Om Mani Padme Hum)      มนตราบทหนึ่งของชาวธิเบตที่นับถือพุทธศาสนา ซึ่งแปลความได้ว่า ‘โอม อัญมณีในดอกบัว’ บทสวดนี้เป็นบทสวดที่ใช้ในการสวดอ้อนวอนต่อเชนเรสี (Chenrezi, พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร) หรือเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษาชาวธิเบต และมักจะพบบทสวดนี้ได้ตามหินผา                                การอ่านมนตรานี้ซ้ำๆ จะเป็นการเพิ่มพูนกุศลบุญ และลดบาปอันเกิดจากการกระทำส่วนการเจริญสมาธิ เชื่อว่าเป็นการชำระล้างใจและกายให้สะอาดบริสุทธิ์ ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องตกนรกหมกไหม้ และได้บรรลุธรรมเช่นเดียวกับพระพุทธองค์ เชื่อกันว่าการหมุนกงล้ออธิษฐานนั้นให้ผลเช่นเดียวกับการสวดมนตรานี้พร้อมไปกับการใช้นิ้วมือหมุนสร้อยลูกประคำไปทีละเม็ด                                  มีการสันนิษฐานว่าบทสวดนี้น่าจะแปลความหมายได้ว่า มนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงกายเนื้อ คำพูด และจิตใจที่แปดเปื้อนมีมลทินไปเป็นกายเนื้อ คำพูด และจิตใจอันบริสุทธิ์ได้ เหมือนดังพระพุทธองค์ที่ครั้งหนึ่งเคยต้องมัวหมองทั้งกาย ใจ และคำพูดมาก่อนแต่สุดท้ายพระองค์ก็ทรงสามารถตัดกิเลสและตรัสรู้ได้เอง การเดินตามรอยพระพุทธองค์ด้วยวิธีการเดียวกันนั้น จะทำให้วิธีคิดและปัญญาไม่แยกออกจากกัน                                 คำว่า โอม (om) นั้นเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีร่างกาย คำพูด และจิตใจที่มัวหมอง          มณี (Mani) หมายถึง อัญมณี เป็นตัวแทนขององค์ประกอบของความเมตตา กรุณาและความรักความห่วงใย           ปัทเม (padme) แปลว่า ดอกบัว และเป็นเครื่องหมายของปัญญา การที่ดอกบัวมีกำเนิดมาจากโคลนตม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดอกบัวต้องมัวหมองด้วยโคลนตม ด้วยเหตุนี้ดอกบัวจึงถูกนำพาไปเปรียบเทียบกับปัญญาที่นำมนุษย์ให้พ้นจากความมัวหมองทั้งปวง          ฮัม (hum) แปลว่า สิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์และสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการรวมเอาวิธีการและปัญญาไว้ด้วยกัน จากหนังสือนัยแห่งสัญลักษณ์ ภาพประกอบ http://board.palungjit.com    


ทรัพย์ในดินสิงห์บุรีแสดงสภาพภูมิศาสตร์ธรณีวิทยา แหล่งกำเนิดของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะดิน หิน แร่ ของที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแหล่งโบราณคดีบ้านคูเมืองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ แสดงหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีสมัยทวารวดี ขุดค้นพบที่ บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เช่น ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปศิลา ภาชนะดินเผา แท่นหินบดยา ชิ้นส่วนศาสนสถาน เช่น ยอดสถูปดินเผาแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อยเป็นเตาเผาผลิตเครื่องปั้นดินเผาสมัยอยุธยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20 - 24 ตั้งอยู่ที่วัดพระปรางค์ ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งกรมศิลปากรได้ขุดแต่งแล้วเป็นเตาเผาขนาดใหญ่ 3 เนิน ปัจจุบันนี้สร้างหลังคาคลุมเตา ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเตาเผาแห่งนี้มี 2 ประเภท คือ ภาชนะใช้สอย เช่น ไห กาน้ำ และเครื่องมือประกอบสถาปัตยกรรม เช่น กระเบื้องเชิงชาย มกร อาคารดุริยางกูร


          เครื่องถ้วยเวียงกาหลงมีแหล่งผลิตอยู่ที่ตำบลหัวฝาย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย บริเวณลำน้ำลาว บริเวณบ้านป่าส้าน และบ้านทุ่งม่าน ลักษณะของเตาเผาเป็นเตาชนิดระบายความร้อนผ่านในแนวนอน ขุดเข้าไปในเนินดิน           ลักษณะเด่นของเครื่องถ้วยจากแหล่งเตานี้มักมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเนื้อดินที่ใช้ปั้นภาชนะมีความละเอียด และสามารถขึ้นรูปได้บางกว่าเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาอื่นๆ ที่พบในประเทศไทย เนื้อดินมีสีขาว สีเหลืองนวล และสีเทา น้ำเคลือบบางใส และรอนรานเป็นรอยเล็กละเอียด เครื่องถ้วยเวียงกาหลงมักเคลือบถึงบริเวณขอบเชิง บางใบมีการเคลือบก้นด้วย รูปทรงของเครื่องถ้วยที่ผลิต ได้แก่ จาน ชาม แจกัน โถ ผางประทีป ถ้วย รวมถึงตัวหมากรุก และตุ๊กตารูปสัตว์ต่างๆ           แหล่งเตาเวียงกาหลงจะผลิตเครื่องถ้วย 4 ประเภท คือ ประเภทเขียนลายสีดำใต้เคลือบ ประเภทเคลือบใส ประเภทเคลือบสีเขียว และประเภทเคลือบสีน้ำตาล           ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องถ้วยเวียงกาหลงประเภทเขียนลายสีดำใต้เคลือบ ได้แก่ ลายกลีบดอกไม้หรือใบไม้ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ลายกา” นอกจากนี้ยังพบลายช่อดอกไม้ ลายพันธุ์พฤกษา ลายดอกไม้ก้านขด ลายรูปสัตว์ รวมทั้งลายที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากภายนอก เช่น ลายเก๋งจีน ลายภูมิประเทศ ลายกิเลน เป็นต้น           ส่วนเครื่องถ้วยเวียงกาหลงประเภทเคลือบใสมักตกแต่งด้วยการขูดขีดลายซี่หวีหรือกลีบดอกไม้ลักษณะต่างๆ เครื่องถ้วยเวียงกาหลงมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน


black ribbon.