ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 37,665 รายการ

                 วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ เดือน ๘ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเมื่อ ๔๕ ปีก่อนพุทธศักราช มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรก โดยทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงเรื่องอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ให้แก่ปัญจวัคคีย์ ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสสชิ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เกิดพระรัตนตรัยครบองค์สาม คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก          พุทธศักราช ๒๕๖๓ นี้ วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ ๕ กรกฎาคม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ขอนำเสนอโบราณวัตถุสำคัญชิ้นหนึ่งที่อาจสร้างขึ้นเพื่อแทนความหมายของวาระสำคัญดังกล่าว          ภาพพระพุทธรูปนูนสูงสลักจากหิน  สูง ๑๕๕ เซนติเมตร กว้าง ๙๕ เซนติเมตร พบที่วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สลักภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิ พระหัตถ์สองข้างวางประสานกันบนพระเพลา            สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ฐานด้านล่างบริเวณกึ่งกลาง สลักภาพธรรมจักรด้านข้าง หันส่วนที่เป็นสันออก ขนาบข้างด้วยรูปกวางหมอบเหลียวหลัง ๒ ตัว  ซึ่งอาจหมายถึงเหตุการณ์แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือป่าสวนกวาง แขวงเมืองพาราณสี อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพระพุทธรูปจะแสดงปางสมาธิ ไม่ใช่ปางแสดงธรรมก็ตาม แต่จากภาพสลักที่ฐานของพระพุทธรูป สื่อถึงการแสดงพุทธประวัติตอนปฐมเทศนาอย่างชัดเจน และสะท้อนถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยคุปตะอย่างแท้จริง กำหนดอายุช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือเมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว เอกสารอ้างอิง จิรา จงกล. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง. พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๐๙. สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ศิลปะอินเดีย. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, ๒๕๓๔. สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. “วิวัฒนาการของประติมากรรมสมัยทวารวดี”, ท่องอารยธรรม เล่ม ๒, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธุรกิจก้าวหน้า, ๒๕๔๐. ศิลปากร, กรม. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี: โรงพิมพ์สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕.




ชื่อเรื่อง                                ปฐมสมโพธิ (ปฐมสมฺโพธิเผด็จ)สพ.บ.                                  139/11ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           46 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 ธรรมะ บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดศรีบัวบาน ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี




เนื่องในอภิลักขิตสมัยครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะทรงสถาปนาสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ถาวรเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงพระราชดำริว่าประเทศสยามยังไม่มีหอสมุดสำหรับพระนคร ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมหนังสือที่เป็นสมบัติของชาติเช่นเดียวกับนานาประเทศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหอสมุดซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ ๓ แห่ง ได้แก่ หอพระมณเฑียรธรรม หอพระสมุดวชิรญาณ และหอพุทธสาสนสังคหะ จัดตั้งเป็นหอสมุดสำหรับให้บริการประชาชนทั่วไป และพระราชทานนามว่า “หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร” โดยได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มีที่ทำการอยู่ที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง (ปัจจุบันคือ ศาลาสหทัยสมาคม) หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มีการบริหารจัดการโดยสภานายกและกรรมการ ๔ คน สภาสมัยแรกประกอบด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นสภานายก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาโบราณบุรานุรักษ์ และพระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) เป็นกรรมการ นายออสการ์ แฟรงเฟิร์ตเตอร์ (Oscar Frankfurter) หัวหน้าบรรณารักษ์ของหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ได้เขียนบันทึกเรื่องหอพระสมุดวชิรญาณฯ ไว้ในหนังสือเรื่อง “Twentieth Century Impressions of Siam: Its History, People, Commerce, Industries, and Resources” ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ว่า ในระยะแรกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครมีการจัดหนังสือแบ่งออกเป็น ๓ แผนก ได้แก่ แผนกหนังสือพระพุทธศาสนา แผนกหนังสือไทย และแผนกหนังสือทั่วไป (ซึ่งในหนังสือ “ตำนานหอพระสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนสังคหะ แลหอสมุดสำหรับพระนคร” จัดพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ เรียกว่า แผนกหนังสือต่างประเทศ) นอกจากหนังสือแล้วหอสมุดฯ ยังได้เก็บรักษาภาพถ่ายและตราประทับซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และประเพณี ตลอดจนเอกสารสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและรายงานของรัฐบาลที่ออกโดยกรมต่าง ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครจากเดิมที่ตั้งอยู่ที่ศาลา สหทัยสมาคม มาที่ตึกใหญ่ริมถนนหน้าพระธาตุเรียกว่า ตึกถาวรวัตถุ และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขยายพื้นที่การให้บริการในหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครเป็น ๒ แห่งคือ หอพระสมุดวชิราวุธ เก็บรักษาและให้บริการหนังสือฉบับพิมพ์และหนังสือส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือสมุดไทย ตู้ลายรดน้ำ ย้ายไปให้บริการที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระราชทานนามว่า หอพระสมุดวชิรญาณ และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอพระสมุดวชิรญาณและหอพระสมุดวชิราวุธ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ครั้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลมีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๗๖ กำหนดให้หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครเป็นกองหอสมุด ขึ้นอยู่ในกรมศิลปากร ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น หอสมุดแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติได้พัฒนามาเป็นลำดับ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๕ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติเป็นอาคารทรงไทย สูง ๕ ชั้นขึ้นที่บริเวณท่าวาสุกรี ถนนสามเสน ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ และเริ่มให้บริการ ณ สถานที่แห่งใหม่มาจนถึงปัจจุบัน หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสถานที่เก็บรวบรวมหนังสืออันมีค่าของชาติ เป็นหน่วยงานที่มีการวางรากฐานการจัดห้องสมุดตามมาตรฐานสากลหลายประการ เช่น การจัดทำหมวดหมู่หนังสือ บัตรรายการค้นหนังสือ บรรณานุกรม ฯลฯ ตลอดจนจัดพิมพ์หนังสือที่มีประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยเป็นอันมาก ยังผลให้คนไทยมีความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การศึกษาของชาติได้มีการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ ................................................................................. ชรัตน์ สิงหเดชากุล นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มแปลและเรียบเรียง



ไชยเชษฐ์ ชบ.ส. ๑๐๘ เจ้าอาวาสวัดเขาคันธมาทน์ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.32/1-6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)



๐ สวัสดียามบ่ายค่ะทุกๆท่าน วันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่มีสาระความรู้มามอบให้กับทุกๆท่านอีกเช่นเคย  โดยในวันนี้ทางเราขอเสนอองค์ความรู้เรื่อง “โบราณวัตถุที่พบในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” เมื่อครั้งที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมเมื่อครั้งสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตากค่ะ ๐ โดยการดำเนินงานทางโบราณคดีในครั้งนั้น เริ่มขึ้นเนื่องด้วยทางราชการจะสร้างเขื่อนภูมิพล เพื่อกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว ตำบลยันฮี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก จากการสำรวจพบว่าเมื่อเขื่อนภูมิพล สร้างเสร็จ บริเวณเหนือเขื่อนขึ้นไปจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่คล้ายทะเลสาบ กินพื้นที่ไปจนถึงอำเภอฮอด และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทั้งโบราณสถาน รวมทั้งบ้านเรือนชาวบ้านที่อยู่ในรัศมีของอ่างเก็บน้ำจะจมอยู่ภายใต้ทะเลสาบ ๐ อำเภอฮอด เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในอดีต มีโบราณสถานที่สร้างขึ้นในสมัยล้านนาอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลในสมัยดังกล่าวจึงได้ตั้งคณะสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในศาสนสถาน โบราณสถาน ขึ้นมาเก็บรักษาก่อนที่น้ำจะท่วมในเขตอำเภอฮอดค่ะ โบราณวัตถุดังกล่าวนั้นมีอะไรบ้างตามมาดูกันได้เลยจ้า ๐ ปล.1 ทางเราแว่วมาว่าขณะนี้ทางกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กำลังดำเนินการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองโบราณฮอดกันอย่างเข้มข้นเลยค่ะ ถ้ามีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเมื่อไหร่ ทางเราจะอัพเดตให้ทุกๆท่านได้ทราบกันอย่างแน่นอนค่ะ รอติดตามและเป็นกำลังใจให้ทีมงานทุกๆท่านด้วยนะคะ  ๐ ปล.2 โบราณวัตถุที่พบที่พื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และ ที่พบจากพื้นที่เหนือเขื่อนภูมิพล ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ของเรานี่เองค่ะ หากท่านใดสนใจสามารถเข้าชมได้ ณ อาคารจัดแสดง ชั้นหนึ่ง ห้องโบราณวัตถุที่พบในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ค่ะ แล้วพบกันในองค์ความรู้รอบหน้านะคะ --------------------------------------------------------------- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. e-mail : cm_museum@hotmail.com สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308 For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+


ยาคู  : ข้าวมธุปายาส        ยาคู ยาโค ข้าวมธุปายาส มธุปายาสยาคู ข้าวทิพย์ ข้าวกระยาทิพย์ เป็นชื่ออาหารชนิดหนึ่ง สมัยก่อนชาวภาคใต้นิยมทำกันที่วัดในเดือน ๖ บ้าง เดือน ๑๐ บ้าง ภายหลังหันมานิยมทำในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ต่อเนื่องกับวันมาฆบูชา ชาวใต้นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “ข้าวยาคู” ชาวภาคใต้เชื่อกันว่า มธุปายาสยาคูเป็นยาวิเศษ ผู้ใดมีวาสนาได้รับประทานจะขจัดโรคภัยร้ายทุกชนิด ร่างกายจะเจริญเติบโตมีพลังและสมบูรณ์ด้วยปัญญา เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทำมาหากินบังเกิดผล        ในการกวนข้าวยาคู เครื่องปรุงที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นไปตามสภาพท้องถิ่นและฤดูกาลของพืชผลที่สำคัญ ได้แก่ น้ำนมข้าว มันสำปะหลัง ฝรั่ง ฟักทอง กล้วย มะพร้าว แป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย นม น้ำอ้อย มะละกอ ขนุน ทุเรียน กะทิ กระวาน กานพลู พริกไทย ฯลฯ        พิธีกวนข้าวยาคู บางแห่งจะมีหมอไสยศาสตร์ ๑ คน สำหรับร่ายเวทย์มนตร์คาถา พระสงฆ์ ๙ รูป สวดชัยมงคลคาถา ๓ จบ และผู้กวนข้าวยาคูอีก ๔ คน เป็นชาย ๒ คน หญิง ๒ คน อายุ ๑๕-๒๐ ปี แต่งตัวนุ่งขาวแบบนักบวช ผู้ที่กวนข้าวยาคูจะต้องเป็นคนที่ไม่เคยเสียความบริสุทธิ์มาก่อน ปัจจุบัน การกวนข้าวยาคู ยังคงทำต่อเนื่องมาทุกปี เรียบเรียงโดย : นางสมร พูนพนัง บรรณารักษ์ชำนาญการ อ้างอิง. ดิเรก พรตตะเสน, พิทยา บุษรารัตน์. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้  เล่ม ๑๓. กรุงเทพ​ฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรม​ไทย​ธนาคาร​ไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒.







Messenger