ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ
ปทฺวาทสปริตฺต (ทฺวาทสปริตฺต-ตติยภาณวาร-ภาณปลาย) ชบ.บ 124/1ง
เอกสารโบราณ
(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/6เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ประติมากรรมปูนปั้นรูปศีรษะบุรุษ สมัยทวารวดี
ประติมากรรมปูนปั้นรูปศีรษะบุรุษ ได้จากวัดช่องลม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ประติมากรรมปูนปั้นนูนสูงรูปศีรษะบุรุษ กว้าง ๑๑.๕ เซนติเมตร สูง ๑๓ เซนติเมตร ใบหน้ากว้างค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วเป็นสันนูนต่อกันเป็นปีกกา ตาเรียวเหลือบต่ำ จมูกโด่งและใหญ่ ริมฝีปากหนามีเส้นขอบที่ขีดเป็นร่อง อมยิ้มเล็กน้อย ผมเรียบเฉพาะบริเวณด้านข้างตกแต่งด้วยเส้นตรงขีดเป็นร่องในแนวตั้ง ด้านหลังประติมากรรมแบนเรียบ
ลักษณะใบหน้าของประติมากรรมที่มีคิ้วต่อกันเป็นปีกกา จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา เป็นลักษณะเฉพาะที่เป็นเป็นเอกลักษณ์ของใบหน้าประติมากรรมบุคคลในสมัยทวารวดีที่มีการพัฒนาจากศิลปะอินเดียที่เป็นต้นแบบแล้ว จึงกำหนดอายุประติมากรรมชิ้นนี้ในสมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว
เนื่องจากประติมากรรมมีแผ่นหลังที่แบนเรียบ จึงสันนิษฐานว่าประติมากรรมนี้เคยประดับบนผนังของสถาปัตยกรรมในสมัยทวารวดี ซึ่งมักก่อด้วยอิฐ และนิยมประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมดินเผาหรือปูนปั้น พบหลักฐานประติมากรรมสำหรับประดับสถาปัตยกรรมจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี เช่น ประติมากรรมปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก พบที่เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ประติมากรรมปูนปั้นรูปนักดนตรี และประติมากรรมดินเผารูปชาวต่างชาติ พบที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี ประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระประดับฐานเจดีย์เขาคลังใน จังหวัดศรีเทพ และประติมากรรมดินเผารูปพระภิกษุสามองค์อุ้มบาตร พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น
แม้ประติมากรรมชิ้นนี้จะอยู่ในสภาพชำรุดมีเพียงศีรษะ แต่ก็เป็นประติมากรรมปูนปั้นที่ผลิตขึ้นด้วยความประณีต แสดงถึงเทคนิคการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมของช่างพื้นเมืองสมัยทวารวดี และยังอาจเป็นหลักฐานที่แสดงถึงเค้าโครงหน้าตาของผู้คนในสมัยทวารวดีด้วย
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๒.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 17/2ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 38 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อผู้แต่ง ปรีดา ศรีชลาชัย
ชื่อเรื่อง ประวัติพระแก้วมรกต ฉบับตรวจสอบ
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 2
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ บริษัทประยูรวงศ์ จำกัด
ปีที่พิมพ์ 2525
จำนวนหน้า 78 หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
รายละเอียด หนังสือประวัติพระแก้วมรกต ฉบับตรวจสอบเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๗๕ เนื้อหาประกอบด้วย บทที่ ๑ ตำนานพระแก้วมรกต บทที่๒ ว่าด้วย ข้อสังเกตบางประการ บทที่ ๓ ว่าด้วยอาณาจักรไทนสมัยโบราณ บทที่ ๔ ว่าด้วยมหาอาณาจักรไทยศรีธรรมราชฯ และบทที่ ๕ สรุปเรื่องพระแก้วมรกต
แนะนำ หนังสือ E-book หายาก จำนวน 3 เล่ม
1.จาริกอินเดีย ภาคสอง
พระเทพกวี (ประยูร สนฺตงฺกุโร). จาริกอินเดีย ภาคสอง. พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2509.
2.พระประวัติลูกเล่า
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. พระประวัติลูกเล่า. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2505.
3.เรื่องเที่ยวประเทศตะวันออก
สิบพันพารเสนอ โสณกุล, หม่อมเจ้า. เรื่องเที่ยวประเทศตะวันออก. พระนคร: โรงพิมพ์กรมวิชชาธิการ, 2475.
ชื่อผู้แต่ง ดำรงราชานุภาพ , กรมพระยา
ชื่อเรื่อง ตำนานคณะสงฆ์ และตำนานพระปวิตร
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่เจ็ด , พิมพ์ครั้งที่แปด
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์วิทยากร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๗
จำนวนหน้า ๖๑ หน้า
นางอนงค์ อนัมบุตร ผู้เป็นบุตรบุญธรรม ได้มีความประสงค์ขออนุญาตจัดพิมพ์เพื่อแจกเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเลื่อน ปิ่นทอง บ.ช. ณ เมรุวัดฉัตรแก้วจงกลณี หนังสือตำนานคณะสงฆ์ เป็นหนังสือที่ว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่พุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ในประเทศอินเดีย จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หนังสือเรื่อง ตำนานพระปวิตร เป็นคำอธิบายมูลเหตุที่จะเกิดมีการปวิตร และลักษณะการสวดพระปวิตร และเจ้าภาพได้เรียบเรียงประวัติ นายเลื่อน ปิ่นทอง ผู้วายชนม์ให้พิมพ์ไว้ด้วย
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ อมรินทร์การพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๙
จำนวนหน้า ๑๒๙ หน้า
หมายเหตุ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
รายละเอียด
หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ คุณยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เนื้อหาประกอบด้วยเรื่องตำราอาหารของยี่สุ่นจาหนังสือตำรับสายเยาวภา คนไทยคนแรกที่จบวิชาแพทย์จากอังกฤษ กุหลาบ-ราชินี แห่งบุปผชาติและเข้าของประเทศสยามทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
เลขทะเบียน : นพ.บ.436/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 14 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 157 (141-148) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ปัญญาบารมี--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.583/1 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 188 (365-371) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : แทนน้ำนมแม่--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ตามรอยบันทึก : เมื่อข้าราชการต้องย้ายที่ (ตอนที่ 2) -- ความเดิมจากตอนที่แล้ว พระเจดีย์รัฐธำรง ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปรับตำแหน่งปลัดจังหวัดหล่มศักดิ์ และเริ่มออกจากเดินทางจากจังหวัดพิษณุโลก พักตามศาลาที่พักหลายแห่งจนถึงอำเภอป่าหมากและพักแรมที่นั่น ต่อไปนี้คือการเดินทางของคุณพระและคณะในช่วงต่อไป- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - คนเก่าเล่าตำนาน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปนั้น คุณพระจำเป็นต้องหาคนหาบหามชุดใหม่ ได้ขอความช่วยเหลือจากหลวงพำนักนิกรราษฎร์ นายอำเภอป่าหมาก แต่โชคไม่ดีที่นายอำเภอหาคนจ้างไม่ได้ในวันนั้น จึงต้องอยู่ที่อำเภอป่าหมากอีกวัน ระหว่างรอเดินทางได้เดินดูตลาดในเมือง และเช่นเคย คุณพระได้บันทึกสภาพการค้าขายที่ตลาดอำเภอป่าหมาก พบว่าต้องอาศัยเรือสินค้าที่ล่องไปตามลำน้ำวังทองเป็นหลัก ขาไปเอาข้าวเปลือกซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองไปขายกรุงเทพฯ ขากลับซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ เข้ามาขาย ช่วงระหว่างที่พักอยู่ที่อำเภอป่าหมากนั้น คุณพระได้ฟังเรื่องเล่าตำนานเขาสมอแครง (สะกดตามต้นฉบับ) จากนายถนอม ครูโรงเรียนวัดป่าหมาก สรุปความได้ว่า สองสามีภรรยาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บึงราชนก มีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่ง เป็นที่รักใคร่ของวานรที่อาศัยอยู่บนเขาฟ้า วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก มีปลาหมอยักษ์มาอยู่ที่บันไดเรือน สองสามีภรรยาจึงปลาหมอมาต้มกินและแจกจ่ายให้คนอื่นกินด้วย ต่อมาเกิดเหตุน้ำท่วมมีผู้คนตาย วานรทราบข่าวจึงหักหินที่ยอดเขาฟ้าจะมาทดน้ำหวังช่วยหญิงสาวที่รักให้รอด แต่สุดท้ายก็ไม่ทันกาล วานรจึงทิ้งหินก้อนนั้นที่ทุ่งนาบ้านหนองกระทอน และกลายเป็นเขาสมอแครงในที่สุด- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เดินทางเข้าป่า วันที่ 25 ธันวาคม 2468 เมื่อได้คนหาบหามแล้ว คุณพระและคณะจึงออกเดินทางเลียบลำน้ำวังทองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ป่าอย่างแท้จริง โดยคุณพระได้บันทึกไว้ว่าระหว่างทางต้องผ่านทั้งป่าไม้สักและป่าไม้เต็งรัง รวมถึงต้องฝ่าภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง เช่น เขาวัวหัก เขาฟอง และเขาปลาตะเพียร มีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ จุดพักระหว่างการเดินทางไม่ใช่ศาลาอย่างที่เคยเป็น หากแต่เป็นลำห้วยต่างๆ ที่มีน้ำพอใช้อุปโภคบริโภค เช่น ห้วยฟอง ห้วยสพานหิน ห้วยม่วง คณะได้เดินทางออกจากป่ามาถึงศาลาห้วยหนองปรือที่เป็นทุ่งนาเมื่อเวลา 18.30 น. จึงพักค้างคืนที่นั่น- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ฝ่าด่าน 33 ห้วย วันรุ่งขึ้น คุณพระและคณะออกเดินทางจากบ้านหนองปรือตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปตามเส้นทางที่บุกป่าฝ่าดงอีกครั้ง รวมถึงต้องขึ้นเขากระยางซึ่งคุณพระบรรยายว่า “สูงเป็นชั้น 5 กระพัก [ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้] ถึงยอดเขาระยะ 100 เส้น [4 กิโลเมตร]” ซึ่งถึงแม้จะเป็นยอดเขาสูง แต่คุณพระก็ยังได้พบเห็นชาวบ้านไล่ต้อนกระบือลงจากเขาถึง 120 ตัว เพื่อนำไปขายทางใต้ ชาวบ้านบอกว่าได้กำไรดีแต่เสียค่าโสหุ้ยมาก นอกจากเขากระยางแล้ว คุณพระยังต้องขึ้นลงเนินเขาจำนวนมาก และต้องขึ้นลงห้วยอีก 33 แห่ง รวมระยะทางในการเดินทางตลอดทั้งวัน 700 เส้น (28 กิโลเมตร) กว่าจะถึงจุดหมายที่พักที่ศาลาวัดบ้านหนองกระเท้าก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว การเดินทางอันแสนทรหดของคุณพระเจดีย์รัฐธำรงยังไม่จบแค่นี้ ในตอนต่อไปจะเล่าเรื่องราวการเดินทางช่วงสุดท้ายจนถึงจังหวัดหล่มศักดิ์และชะตากรรมของคุณพระหลังจากไปรับตำแหน่งใหม่แล้วผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ 2.42/25 เรื่อง รายงานเดินทางของพระเจดีย์รัฐธำรงไปเมืองหล่มศักดิ์ [ 6 ม.ค. 2468 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
เทวดาปูนปั้นวัดเจ็ดยอด ประติมากรรมปูนปั้นรูปเทวดาถูกประดับอยู่ที่บริเวณผนังของวิหารวัดมหาโพธาราม หรือ วัดเจ็ดยอด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1998 สมัยพระเจ้าติโลกมหาราช โดยโปรดให้ช่างถ่ายแบบมาจากวิหารมหาโพธิ์ ตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยย่อส่วนให้เหลือประมาณ 1 ใน 3 ส่วนเท่านั้น ส่วนลวดลายปูนปั้นที่ผนังนอกวิหารใช้การประดับเป็นรูปเทวดาแทนตำแหน่งพระพุทธรูป ซึ่งแตกต่างจากต้นแบบ .ลักษณะของเทวดาที่ประดับเรียงรายอยู่ในแต่ละช่องที่คั่นด้วยเสามี 2 ชั้น แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ 1. เทวดานั่งพนมมือ ท่าทางเหมือนลอยหรือเหาะอยู่กลางอากาศ ประดับที่ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ 2. เทวดายืนพนมมือ อยู่บนฐานบัว ประดับที่มุมจากการยกเก็จด้านหลังของวิหารพื้นหลังของเทวดาตกแต่งโปรยปรายด้วยลายดอกไม้ร่วง จากลักษณะดังกล่าวนี้เอง การประดับเทวดาในที่นี้น่าจะหมายถึง เหล่าเทวดาลงมาชุมนุม ร่วมแสดงความยินดีในคราวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่ามกลางดอกไม้สวรรค์ เนื่องจากเหล่าเทวดามีหันพระพักตร์ไปทางด้านหลังของวิหารวัดเจ็ดยอด ซึ่งมีต้นโพธิ์อันเป็นสัญลักษณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย ภาพเหล่าเทวดาหรือเทพชุมนุมเช่นนี้มักพบอยู่ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ที่วัดเจ็ดยอดนี้เป็นงานปูนปั้นด้านนอกของวิหาร.รูปแบบของเทวดาทั้งกลุ่มนั่งและยืน มีพระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรมองตรง แย้มพระโอษฐ์ พระวรกายเพรียวบาง บั้นพระองค์เล็ก เครื่องประดับ ทรงสวมมงกุฎกรวยสูง (กรัณฑมงกุฎ) กุณฑล กรองศอ สายอุทรพันธะ พาหุรัด ข้อพระกร ข้อพระบาท การแต่งกาย ทรงสวมผ้านุ่งยาวและชักชายผ้าออกมาโดยทำให้มีลักษณะพลิ้วไหวปลายสะบัดขึ้น ทำให้เหมือนว่าเทวดากำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศพื้นหลังมีลายดอกไม้ร่วง โดยทำเป็นลายดอกโบตั๋น ผสมใบและลายกนกก้านขด ลายก้อนเมฆ ลายจำปาดะที่คล้ายดอกจำปีหรือจำปา แต่มีขนาดใหญ่กว่า.เทวดาปูนปั้นวัดเจ็ดยอดถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการกำหนดอายุงานศิลปกรรมในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ของล้านนาได้ จากรูปแบบข้างต้นได้สะท้อนให้เห็นถึงการได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะหลายแหล่งที่เป็นนิยมในช่วงนั้น เช่น การทำพระพักตร์รูปไข่ พระเนตรมองตรง พระวรกายบาง แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย ซึ่งลักษณะเหล่านี้ได้ปรากฏในกลุ่มพระพุทธรูปด้วย การสวมเครื่องประดับ เช่น กรัณฑมงกุฎ การนุ่งผ้า และลายดอกจำปาดะ ก็แสดงให้เห็นถึงกระแสศิลปะลังกา ที่ในสมัยพระเจ้าติโลกมหาราช มีกลุ่มพระภิกษุนิกายวัดป่าแดงได้ไปศึกษาศาสนาที่ลังกาและอาจนำกลับมาก็เป็นได้ ส่วนลายดอกโบตั๋น แสดงให้เห็นถึงความนิยมในลวดลายประดับแบบศิลปะจีนที่พบเจอทั้งในงานประติมากรรม งานจิตรกรรม และเครื่องถ้วยในสมัยนี้-------------------------------------------อ้างอิง- สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย – ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2555. หน้า 121 - 123.- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. หน้า 323 – 325.- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, 2565. หน้า .ที่มารูปภาพ- ภาพถ่ายเก่าวัดเจ็ดยอด จาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่
พระสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเทคนิค : สีน้ำมันบนผ้าใบขนาด : ๗๐ X ๖๐ เซนติเมตรปีที่สร้าง : พ.ศ.๒๕๖๖ผู้สร้างสรรค์ : นายลาภ อำไพรัตน์กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรในโอกาสเปิดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง "พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ" และนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๖ โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารสำนักช่างสิบหมู่ และจิตรกรผู้สร้างสรรค์ผลงาน ถวายพระสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้แทนรับมอบขอขอบพระคุณข้อมูลจาก นายลาภ อำไพรัตน์ กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่
วธ. นำคณะทูตานุทูตเยี่ยมชมแหล่งประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ผลักดันการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก
วันที่ 10 สิงหาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในการจัดกิจกรรมสำหรับสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อประเมินและเปรียบเทียบแหล่งประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่เป็นมรดกโลก และที่อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ โดยมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร คณะทูตานุทูตและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลกจาก 7 ประเทศ และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การเสนอเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เป็นไปได้ด้วยดี เอกสารได้รับการประเมินและผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนสำหรับการอนุมัติ ขั้นสุดท้ายในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 45 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10 ถึง 25 กันยายน 2566 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดกิจกรรมนำคณะทูตานุทูตและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลกสัมผัสกับสถานที่ โบราณวัตถุ และกิจกรรมที่แสดงถึงเรื่องราวและผู้คนในอดีตและปัจจุบันอย่างแท้จริง โดยเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 10 – 11 สิงหาคม 2566 เพื่อประเมินและเปรียบเทียบแหล่งประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่เป็นมรดกโลกและที่อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งเพื่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพให้เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทย
นายอิทธิพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีคณะทูตานุทูตและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลกจาก 7 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนติน่า เบลเยี่ยม อียิปต์ อินเดีย อิตาลี เม็กซิโก และไนจีเรีย เข้าร่วม โดยมีวิทยากรให้ความรู้เน้นเนื้อหาวิชาการเกี่ยวกับข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ให้เกิดความเชื่อมโยงกับแหล่งประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ในประเทศไทย พร้อมทั้งนำชมแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อาคารจัดแสดงเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โบราณสถานวัดราชบูรณะ และโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการศิลปะในดินแดนไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพให้เป็นมรดกโลก และยังเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวต่างประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันแหล่งมรดกโลกในไทยที่คัดเลือกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) มีทั้งสิ้น 5 แห่ง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 3 แห่ง คือ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร จังหวัดสุโขทัย (ปี 2534) นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร (ปี 2534) แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี (ปี 2535) ส่วนมรดกโลกทางธรรมชาติมี 2 แห่งคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ครอบคลุมจังหวัดอุทัยธานี ตาก และกาญจนบุรี ทางตะวันตกของประเทศชายแดนประเทศพม่า (ปี 2534) และป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ครอบคลุม 6 จังหวัดคือ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้วและบุรีรัมย์ นอกจากนี้ยังมีขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในอนาคต ทั้งสิ้น 7 แห่ง และหนึ่งในนั้นคือ เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยรัฐบาลได้ลงนามในเอกสารที่ใช้ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกอบการพิจารณาใน พ.ศ. 2565 มีการนำเสนอ 3 แหล่งในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ได้แก่ โบราณสถานเขาคลังนอก โบราณสถานเขาถมอรัตน์ และเมืองโบราณศรีเทพ รวมพื้นที่ 8.6 ตารางกิโลเมตร