ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,449 รายการ

       จังหวัดสุโขทัย ขอเชิญเที่ยวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย โดยในปีนี้ มีการจัดงาน 10 วัน 10 คืน ในบรรยากาศย้อนยุค อลังการ ผสมผสานกับเทคนิคการนำเสนอเรื่องราวแสง สี เสียงที่ทันสมัย เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาชมความยิ่งใหญ่ของงานประเพณีลอยกระทงของจังหวัดสุโขทัย





         กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของชาติ จึงน้อมนําแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงห่วงใยการใช้ภาษาไทยของคนไทย จึงดำเนินโครงการ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติอย่างสืบเนื่องตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๗ เป็นต้นมาเป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ โดยพุทธศักราช ๒๕๖๙ นี้ กรมศิลปากรมอบให้สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ดำเนินโครงการเนื่องใน วันภาษาไทยแห่งชาติ โดยจัดกิจกรรม ๓ กิจกรรม ได้แก่ การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” การจัดพิมพ์ หนังสือหายาก และการสัมมนาทางวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย   การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ จัดขึ้น เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถ ผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์ คีตศิลป์ และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม และนักร้องที่ขับร้องเพลง ได้ชัดเจนและถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีศิลปะการใช้เสียง และถ่ายทอดจังหวะอารมณ์ในการขับร้องได้ อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร หรือโครงการที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมภาษาไทย และมีคุณูปการต่อวงการเพลง โดยผลการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ มีทั้งสิ้น ๑๓ รางวัล ดังนี้   รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๔ รางวัล ๑. รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คําร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายกฤตศิลป์ ฉลองขวัญ จากเพลง อโยธยา ๒. รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คําร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร จากเพลง มนต์เพลงไทยสากล ๓. รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คําร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายชิติพัทธ์ สุขพร้อม (พร พระพิราพ) จากเพลง คนไทยหัวใจลูกทุ่ง ๔. รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คําร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายจารุพันธ์ ศรีม่วงกลาง จากเพลง ฟ้ายามแลง   รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๘ รางวัล ๑. รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายทชภณ พลกองเส็ง (พลพล) จากเพลง ไร้น้ำหนัก ๒. รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายรัชเมศฐ์ สุวโชคพิบูลย์ (เล็ก รัชเมศฐ์) จากเพลง อบอวล ๓. รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) จากเพลง อโยธยา ๔. รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ เรืออากาศโทหญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์ (ไอติม เดอะโกลเด้นซอง) จากเพลง วสันต์แทงโก้ ๕. รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายอนันต์ อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) จากเพลง ใครคือคนที่ใช่ของเธอ ๖. รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายพร้อมพงษ์ วงษ์อินตา (เบียร์ พร้อมพงษ์) จากเพลง เจ้านางเอย ๗. รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวพิชญา ยอดแสง (เต็นท์ พิชญา) จากเพลง คนไทยหัวใจลูกทุ่ง ๘. รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวพริมาภา เอื้อสลุง (พีช วรรณภา) จากเพลง รักจบที่ลพบุรี   รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ จำนวน ๑ รางวัล ได้แก่ รางวัลเชิดชูเกียรติ ศิลปินและครูจิตอาสาเสริมสร้างทักษะชีวิตแก่เด็กพิเศษและเด็กด้อยโอกาสด้วยศิลปะบทเพลงและดนตรี ได้แก่ นายชนะ เสวิกุล          ทั้งนี้ กรมศิลปากรจะจัดพิธีมอบรางวัลเพชรในเพลงในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย   การจัดพิมพ์หนังสือหายาก          เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติของทุกปี กรมศิลปากร มอบให้สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ พิจารณาคัดสรรหนังสือเก่าซึ่งมีคุณค่าทางวิชาการแขนงต่าง ๆ ซึ่งหาฉบับได้ยากในปัจจุบัน นํามาจัดพิมพ์เผยแพร่ เพื่ออํานวยประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ตลอดจนเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง องค์ความรู้ด้านภาษา วรรณคดี กวีนิพนธ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจารีตประเพณีที่มีอยู่ในหนังสือเก่า อันทรงคุณค่า         ในพุทธศักราช ๒๕๖๙ นี้ กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้จัดพิมพ์ หนังสือหายากเรื่อง “จินดามณี ฉบับหลวงในรัชกาลที่ ๓ และ มณีรัตนจินดา จินดามณี ฉบับหอสมุดแห่งรัฐ กรุงเบอร์ลิน” ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วยแบบเรียนภาษาไทย ๒ เรื่อง ได้แก่ จินดามณี ฉบับหลวงในรัชกาลที่ ๓ และ มณีรัตนจินดา (จินดามณี ฉบับหอสมุดแห่งรัฐ กรุงเบอร์ลิน) ซึ่งเป็นหนังสือที่มีความสำคัญแสดงให้เห็นถึง ขนบการสืบทอดองค์ความรู้ทางอักษรศาสตร์และแบบเรียนไทยเรื่องจินดามณีนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจศึกษาพัฒนาการของภาษาและอักขรวิธีไทย          ทั้งนี้ หนังสือ “จินดามณี ฉบับหลวงในรัชกาลที่ ๓ และ มณีรัตนจินดา จินดามณี ฉบับหอสมุด แห่งรัฐ กรุงเบอร์ลิน” จัดพิมพ์เผยแพร่ทั้งสิ้นจำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม นอกจากจะอภินันทนาการเป็นที่ระลึก แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ ในวันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยแล้ว ยังมีจําหน่ายให้แก่ผู้สนใจ ณ ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร เทเวศร์ หรือทางเว็บไซต์ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร https://bookshop.finearts.go.th  การสัมมนาทางวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย          กิจกรรมสำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งที่กรมศิลปากร มอบให้สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ จัดขึ้นเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี คือ การสัมมนาทางวิชาการด้านภาษา และวรรณคดีไทย ซึ่งในพุทธศักราช ๒๕๖๙ นี้ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ โดยกลุ่มภาษาและ วรรณกรรม ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “วิฬาร์วรรณนา : กวีนิพนธ์ตําราแมว” ขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ความรู้ และคุณค่าความสำคัญของกวีนิพนธ์ตําราแมว ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษา และวรรณคดีไทย เนื่องในโอกาสวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙          โดยการสัมมนาดังกล่าว ประกอบด้วยการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “แมวในวิถีชีวิตสู่ตําราแมวไทย” โดยนายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอักษรศาสตร์ (ภาษาและวรรณกรรม) ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบชําระ หนังสือ “ตําราแมวไทย” ฉบับกรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ การบรรยายเรื่อง “ตําราแมวไทย ในมุมมองชาวต่างชาติ” โดย Mr.Martin R. Clutterbuck ผู้เขียนหนังสือ The Legend of Siamese Cats การอภิปรายเรื่อง “แมวกับตําราแมวและการสร้างสรรค์” โดยรองศาสตราจารย์อภิลักษณ์ เกษมผลกูล อาจารย์ ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายเศรษฐพล รัตนกิจสุนทร นักวิเคราะห์ นโยบายและแผนชํานาญการพิเศษ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และนายจิรพันธุ์ สัมภาวะผล เจ้าของเพจ “อักษรร้อยวลีลิขิต” นายปารเมศ อภัยฤทธิ์รงค์ นักอักษรศาสตร์ชํานาญการ และการอภิปรายเรื่อง “กวีนิพนธ์ตําราแมว” โดยพระมหาวโรตม์ ธมฺมวโร วัดบวรนิเวศวิหาร นายพิทักษ์พงศ์ เก้าเอี้ยน นักอักษรศาสตร์ ปฏิบัติการ และนายพิรชัช สถิตยุทธการ นักอักษรศาสตร์ชํานาญการ มีนักเรียน นิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนา จำนวน ๑๐๐ คน   ดาวน์โหลด ภาพประกาศผลและภาพศิลปินผู้ได้รับรางวัล การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ https://drive.google.com/drive/folders/17Q3fzTKS2UGosWiF62gRR7zn2jR1xHJd?usp=sharing    ภาพกิจกรรม การสัมมนาทางวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย เรื่อง “วิฬาร์วรรณนา : กวีนิพนธ์ตําราแมว” https://www.facebook.com/share/p/1WJcLKnCTS/   


ผู้แต่ง : นิคม พรหมมาเทพย์ ปีที่พิมพ์ : 2559 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่สำนักพิมพ์ : แม็กซ์พริ้นติ้ง (มรดกล้านนา)      ลัวะล้านนาโลกาภิวัตน์นี้ มุ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้เปิดประสบการณ์ และมุมอับบางเรื่องราว ที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมที่ผ่านมาให้แพร่หลายยิ่งขึ้น อันประกอบไปด้วย ประวัติความเป็นมาต้องจารึกตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเรื่องราวอาจมีทั้งประวัติศาสตร์ เจี้ย นิยายปรัมปราตำนาน ประเพณี วัฒนธรรม เรื่องราวกระแสชีวิตจิปาถะ ซึ่งบ้างอาจเป็นเรื่องราวที่แอบแฝงด้วยความเชื่อปาฏิหาริย์ หรือความเหลือเชื่อต่างๆนานาปะปนกันไป ฉะนั้นลัวะล้านนาโลกาภิวัตน์นี้ จึงเสมือนเอกสารบันทึกข้อมูลอันหลากหลายต่างๆพร้อมกับเผยแพร่เรื่องราวในสังคมล้านนา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


การศึกษาเรือโบราณ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร   ประวัติการพบเรือ                      เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๖ สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี  ได้รับแจ้งจากองค์การบริหารส่วนตำบลพันท้ายนรสิงห์ ว่ามีการพบซากเรือโบราณอยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้งของนายสุรินทร์ และนางพนม       ศรีงามดี บ้านเลขที่ ๖๕/๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร สาเหตุการพบเนื่องจากการปรับพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งให้ลึกลงกว่าเดิม โดยบริเวณที่พบเรือโบราณเป็นพื้นที่ลุ่มริมชายฝั่งทะเล อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ ๘ กิโลเมตร     สภาพก่อนการขุดศึกษา                      เรือโบราณที่พบจมอยู่ใต้ดินเลนในลักษณะพลิกตะแคง ส่วนที่โผล่พ้นดินแล้วเป็นกราบเรือด้านทิศตะวันตก เรือวางตัวในแนวทิศเหนือ - ใต้จากหลักฐานที่พบสันนิษฐานว่าเป็นเรือที่มีการเสริมกราบสองชั้นด้วยการเจาะรูและใช้เชือกผูกโยงยึดแผ่นไม้ไว้ด้วยกัน ไม้และเชือกมีสภาพเปื่อยยุ่ยอย่างมาก ภายในเรือพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ ทั้งภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดินที่ผลิตจากแหล่งเตาภายในประเทศ เครื่องเคลือบที่ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศจีน และพบอินทรียวัตถุหลายประเภท เช่น ลูกมะพร้าว ลูกตาล เมล็ดข้าว เชือก ยางไม้ เมล็ดพืช เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบภาชนะดินเผาอีกหลายแบบที่ยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้             การขุดศึกษาทางโบราณคดี                             สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี ร่วมกับกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ สำนักโบราณคดี ดำเนินการขุดศึกษา โดยเริ่มการขุดศึกษาตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ – ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ แต่การดำเนินงานยังคงไม่แล้วเสร็จเนื่องจากยังคงพบหลักฐานอีกหลายอย่าง รวมทั้งหลักฐานบางชิ้นยังคงอยู่ในหลุมขุดค้นด้วย   เทคนิคการขุดศึกษาทางโบราณคดี                      เนื่องจากก่อนการดำเนินการขุดศึกษาเรือโบราณ ได้มีการนำไม้ทับกระดูกงูและเสากระโดงเรือขึ้นมาไว้บนคันดิน และมีการขุดเปิดพื้นที่เรือบางส่วนไว้แล้ว การขุดศึกษาจึงใช้เทคนิคการขุด ๒ วิธีคือ   ๑.      วิธีการขุดลอกดินต่อจากบริเวณที่ถูกขุดไว้แล้ว เพื่อเปิดให้เห็นตัวเรือทั้งหมด โดยวาง   ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบพื้นที่ตัวเรือไว้   ๒.      ขุดหลุมทดสอบ (TP.1) เป็นแนวยาวขวางตัวเรือในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก   ขนาดกว้าง ๒ เมตร เพื่อดูลักษณะของตัวเรือ โครงสร้างเรือ และโบราณวัตถุที่พบภายในเรือ                      พื้นที่ในการขุดศึกษามี ๒ พื้นที่ โดยพื้นที่ที่พบเรือในตอนแรกเรียกว่า Area 1 ได้ดำเนินการขุดค้นในบริเวณนี้ เพื่อศึกษารูปแบบเรือและโบราณวัตถุที่พบ แต่พบว่ามีบางส่วนของเรือได้ต่อขยายไปใต้แนวคันดินทางด้านทิศเหนือ จึงได้เปิดขยายพื้นที่ทางด้านทิศเหนือ มีการวางผังหลุมขุดค้นครอบคลุมตัวเรือ โดยขุดลอกดินออกทีละน้อยเพื่อดูขอบเขตของเรือในแต่ละด้าน และเว้นนระยะระหว่างตัวเรือและผนังหลุมในแต่ละด้าน ด้านละประมาณ ๑ เมตร ส่วน Area 2 เป็นพื้นที่ต่อขยายอยู่ทางด้านทิศเหนือของ Area 1บริเวณนี้สันนิษฐานว่าจะพบเรือส่วนที่เหลือ ทำการวางผังครอบพื้นที่ที่สันนิษฐานว่าเป็นเรือ ขนาดพื้นที่กว้าง ๑๕ เมตร ยาง ๑๕ เมตร โดยประมาณ   ผลการขุดศึกษาในเบื้องต้น พบหลักฐานสำคัญ ดังนี้   ๑. เรือโบราณ เป็นเรือไม้ขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ ๒๕ เมตร พบที่ระดับความลึกจากผิวดินประมาณ ๒ เมตร บริเวณกลางลำเรือมีท่อนไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นไม้ทับกระดูกงูที่หลุดขึ้นมา ความยาว ๑๗.๖๕ เมตร ด้านล่างมีการบากทำเป็นร่องสลับกันสำหรับต่อกงเรือ บริเวณด้านทิศใต้พบท่อนไม้ที่มีลักษณะคล้ายส่วนหัวเรือ ด้านทิศตะวันตกของเรือพบท่อนไม้กลมยาว สันนิษฐานว่าเป็นเสากระโดงเรือ ความยาว ๑๗.๓๗ เซนติเมตร กราบเรือทั้งสองด้านล้มพับไปทางทิศตะวันออก กงเรือและไม้เปลือกเรือด้านทิศตะวันออกหัก ครึ่งอาจเนื่องจากถูกดินกดทับ กราบเรือหรือเปลือกเรือพบว่ามีการเสริมกราบสองชั้นด้วยการเจาะรูแล้วใช้เชือกผูกโยงยึดแผ่นไม้เข้าด้วยกัน เรียกว่า “การหมันเรือ” ซึ่งเป็นเทคนิคการต่อเรือที่เหมือนกับเรืออาหรับโบราณ   ๒. ภาชนะดินเผา  ภายในเรือพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ มีทั้งเครื่องเคลือบที่ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศจีน  ภาชนะดินเผาเนื้อดินที่ผลิตจากแหล่งเตาภายในประเทศ  และภาชนะดินเผาบางรูปแบบที่ยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้   - ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน (Earthenware) พบหม้อก้นกลม บริเวณไหล่ทำเป็นสัน ส่วนลำตัวถึงก้นภาชนะทำลวดลายเชือกทาบและขูดขีด หลายใบมีรอยไหม้และคราบเขม่าที่ก้นจากการใช้งาน ภาชนะดินเผาประเภทนี้เป็นภาชนะที่ผลิตในท้องถิ่นมักพบในแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖   -  ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง(Stoneware) พบหลายรูปแบบ ดังนี้   ๑) พบชิ้นส่วนภาชนะแบบมีเดือยแหลมที่ก้น ลักษณะเป็นภาชนะเนื้อหนา รูปทรงยาวรี ลำตัวป่อง ส่วนก้นกลมมีเดือยแหลม ปากแคบแบบไห บางใบพบว่ามีการเจาะรู จำนวน ๑-๒ รู บริเวณใต้ขอบปากลงมา ไม่พบใบที่สมบูรณ์ ขนาดของภาชนะ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๕-๕๐ เซนติเมตร ความสูง จากปลายเดือยถึงขอบปากโดยประมาณ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร เนื้อภาชนะหนา ๑-๑.๕ เซนติเมตร เนื้อดินละเอียด ผิวเรียบ จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบพบว่ามีลักษณะคล้ายกับภาชนะแบบ Amphoraซึ่งมักพบในแหล่งเรือจมในต่างประเทศ เป็นภาชนะที่ออกแบบเพื่อใช้ในการขนส่งทางทะเล   ๒) พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเคลือบสีดำ เนื้อภาชนะละเอียดสีขาว สภาพไม่สมบูรณ์ รูปทรงภาชนะคล้ายไห มีหูจับขนาดใหญ่ จำนวน ๒ หู ขอบปากตั้งสูง บริเวณไหล่ภาชนะมีการตกแต่งด้วยการทำเป็นสันและกดเป็นจุดๆ ส่วนก้นเป็นแบบมีเชิง พบจำนวน ๑ ใบ เบื้องต้นยังไม่ทราบแหล่งที่มา                        นอกจากนี้ยังพบภาชนะดินเผาที่เนื้อภาชนะคล้ายกับประเภทเนื้อแกร่ง เนื้อภาชนะบาง  พบทั้งเนื้อสีเทาและสีน้ำตาล พบจำนวนมาก ในเบื้องต้นยังไม่ทราบแหล่งที่มา     - ภาชนะดินเผาประเภทเครื่องถ้วยจีนพบ  ๒ ประเภท ดังนี้                      ๑) ประเภทเคลือบสีเขียว  พบเป็นไหขนาดใหญ่ เคลือบสีเขียวใส มีหูในแนวนอนจำนวน ๔-๖ หู บริเวณขอบปากและก้นไม่เคลือบ พบหลายใบ สภาพเกือบสมบูรณ์ ภาชนะรูปแบบนี้พบว่าเป็นภาชนะที่ผลิตจากกลุ่มเตากวนจง อำเภอซินหุ้ย เมืองเจียงเหมิน มณฑลกว่างตง มีอายุอยู่ในปลายสมัยราชวงศ์ถัง ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔(early to mid 9th century)                        ๒) ประเภทไม่เคลือบ พบภาชนะดินเผาประเภทไห ผิวภาชนะทั้งด้านนอกและด้านในมีสีน้ำตาลเข้ม คล้ายเคลือบ มีหูจำนวน ๖ หู สลับกันทั้งแนวตั้งและแนวนอน ที่สำคัญพบเชือกสีดำร้อยอยู่ที่หูภาชนะ พบจำนวน ๑ ใบ โดยภาชนะรูปแบบนี้ผลิตจากกลุ่มเตาเฟิงไค เมืองเจ้าฉิ้ง มณฑลกว่างตง มีอายุอยู่ในปลายสมัยราชวงศ์ถัง ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔   ๓. โบราณวัตถุที่ทำจากหิน                      - แท่นหินกลมขนาดใหญ่ เนื้อหนามาก รูปทรงภายนอกคล้ายหมวก โดยตรงกลางนูนสูงขึ้นมา ผิวเรียบ ไม่ทราบหน้าที่การใช้งาน สันนิษฐานว่าอาจเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบดเมล็ดพืชหรือแป้ง สำหรับการบริโภคในเรือ                      - แผ่นหินรูปทรงกลม สภาพไม่สมบูรณ์ พบหักเหลือเพียงครึ่งเดียว เนื้อหินหยาบ สีดำ พบอยู่ในบริเวณใกล้กับปลายของเสากระโดงต้นที่สอง                      - หินบด จำนวน ๒ ชิ้น รูปทรงเป็นแท่งทรงกระบอกยาว เนื้อหินสีเทาเข้ม พบอยู่ภายในตัวเรือ และพบแท่นหินบดทรงสี่เหลี่ยม แบน อีก ๑ ชิ้น   ๔. อินทรียวัตถุภายในภาชนะหลายใบ พบอินทรียวัตถุหลายประเภท เช่น ลูกมะพร้าว ลูกตาล เมล็ดข้าว ลูกหมาก เมล็ดกัญชง  ชัน กะลามะพร้าวเจาะรู ก้างปลา และกระดูกสัตว์ เป็นต้น   ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น                      จากการพบกระดูกงูขนาดใหญ่และเสากระโดง แสดงให้เห็นว่าเรือโบราณที่พบในครั้งนี้เป็นเรือขนาดใหญ่ และจากลักษณะเรือที่มีการเสริมกราบสองชั้นด้วยการใช้เชือกผูกโยงยึด เป็นเทคนิคการต่อเรือที่เหมือนกับเรืออาหรับโบราณ และโบราณวัตถุที่พบในเรือ มีทั้งภาชนะที่เป็นบรรจุภัณฑ์และภาชนะที่ใช้สอยในเรือ บางประเภทเป็นภาชนะที่ไม่เคยพบในแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย ทั้งยังพบตัวอักษรโบราณบนภาชนะด้วย แสดงให้เห็นว่าเรือลำนี้มีความสำคัญในการศึกษาเรื่องประวัติการเดินเรือในภูมิภาคนี้จากการศึกษารูปแบบเรือและโบราณวัตถุที่พบ สันนิษฐานว่าเรือโบราณลำนี้ น่าจะมีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕



วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2559 ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม จัดอบรมการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ ปี 2559 วันที่ 20-21 มิถุนายน 2559 ณ ห้องอบรมคอมพิวเตอร์ ตึกธนาลงกรณ์ ชั้น 8 ในการนี้นายต่อพงศ์ เหลืองชัยวัฒนา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ รับหน้าที่เป็นวิทยากร


โครงการองค์ความรู้เรื่อง ใบเสมาอิสาน เล่มแรก (องค์ความรู้ปี ๒๕๕๒)


โถงทางเดิน           ทางเข้าอาคารด้านหน้าเป็นสะพานนาคราชเชื่อมต่อระหว่างทางเข้ากับห้องจัดแสดงนิทรรศการ โถงทางเข้าขวามือมีฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดแสดงโครงกระดูกช้าง ด้านซ้ายมือเป็นระเบียงทางเดิน จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบในจังหวัดสุรินทร์ เช่น ศิลาจารึก บัวยอดปราสาท นาคปัก ชิ้นส่วนทับหลัง กลีบขนุนจำหลักรูปเทพเจ้า บันแถลงจำหลักรูปเทพเจ้า ฯลฯ นอกจากนี้บริเวณลานหญ้าได้ปลูกต้นกันเกรา ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ต้นลีลาวดีหลากสี และไม้ดัดรูปโคลงช้าง




วัสดุ หินทราย แบบศิลปะ ศิลปะเขมรในประเทศไทย แบบบายน อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณ 800 ปีมาแล้ว) สถานที่พบ พบจากการขุดแต่งกู่โพนระฆัง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ พ.ศ.2545 พบบริเวณโคปุระทางเข้ากู่โพนระฆัง พระหัตถ์ขวาล่างทรงดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายบนทรงคัมภีร์ ส่วนพระหัตถ์ขวาบนและพระหัตถ์ซ้ายล่างหักหายไป แต่สันนิษฐานว่าทรงหม้อน้ำ และลูกประคำ พระโพธิสัตว์อโลกิเตศวร เป็นพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เกิดจากพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะ ดังนั้นจึงมีพระอมิตาภะประดับอยู่หน้ามวยพระเกศา พระองค์ได้รับการเคารพนับถืออย่างมากในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เพราะเหตุว่าทรงเป็นผู้คุ้มครองและช่วยเหลือสรรพสัตว์ พระนาม “อวโลกิเตศวร” แปลว่า“พระผู้มองลงต่ำ” หรือ “พระผู้มีแสงสว่าง”


ร่วมกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี ณ ลานพระบรมราชานุสารวรีย์ รัชกาลที่ ๕ จังหวัด  พร้อมใจร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี


โครงการฝึกอบรมด้านศิลปกรรมสำหรับบุคคลทั่วไป เรื่อง “งานประดับกระจก” (ขั้นพื้นฐาน)   รับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. – 20 ก.พ. 56   รับสมัครผู้เข้าฝึกอบรมจำนวน 20 คน   ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม   อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี   ดาวน์โหลดใบสมัครได้ตามไฟล์แนบ และส่งใบสมัครมาที่ Fax : 02-482-1399   หรือมาสมัครด้วยตนเองได้ที่ ชั้น 2 อาคารศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่   ถ.พุทธมณฑลสาย 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม   โทรสอบถาม 02-482-1399 (ในเวลาราชการ)   ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการฝึกอบรม ในวันที่ 1 มี.ค. 56   ทางเว็บไซต์ของกรมศิลปากร/สำนักช่างสิบหมู่/ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการฝึกอบรม   และทาง Facebook/ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย


black ribbon.