ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,708 รายการ

จดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕



***บรรณานุกรม***     ผดุงถิ่นยุคข่าวเศรษฐกิจ     ปีที่ 16(7)      ฉบับที่ 668(262)    วันที่ 16-31 ธันวาคม 2534


หลักฐานจากเอกสารจดหมายเหตุสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยกับอาเซียน พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์


เมืองโบราณบ้านแม่ต้าน นางสาวนาตยา ภูศรี นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของรายงานการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีพื้นที่ชุมชนโบราณในเขตจังหวัดตากเพื่อวิเคราะห์ตำแหน่งที่ตั้งเมืองฉอด . เมืองโบราณบ้านแม่ต้านตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาริมฝั่งแม่น้ำเมย ในเขตตำบลแม่ต้าน อำเภอ ท่าสองยาง จังหวัดตาก กรมศิลปากร ได้ดำเนินการสำรวจเมืองโบราณแห่งนี้เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น และนายชิน อยู่ดี ได้สำรวจพบว่ามีโบราณสถานที่มีร่องรอยการบูรณะหลายสมัย และโบราณวัตถุที่พบเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย และพระพุทธรูปแบบเชียงแสนรุ่นหลัง ซึ่งมีอายุไม่เก่ากว่าสมัยสุโขทัย ในพ.ศ. ๒๕๑๖ หน่วยศิลปากรที่ ๓ ในขณะนั้น (สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ในปัจจุบัน) ได้สำรวจเมืองโบราณแม่ต้านอีกครั้งหนึ่ง พบว่ามีร่องรอยของกำแพงเมืองที่เป็นคันดิน ด้านทิศตะวันตกมีรอยตัดเนินดินธรรมชาติให้เป็นคูติดกับลำห้วยลึก ซึ่งมีคันเนินดินโค้งอ้อมไปตามเชิงเขาติดลำห้วยลึกไปทางทิศเหนือจรดภูเขา ด้านทิศใต้ของเมืองติดแม่น้ำเมยซึ่งกำแพงเมืองคงพังลงน้ำไปมาก มีโบราณสถานสำคัญ ๖ แห่ง ได้แก่ วัดพระธาตุเมืองเก่าห้วยลึก วัดห้วยพระธาตุ วัดห้วยลึก วัดริมเมย วัดวังต้อม และวัดสองห้วย . ในพ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๐ กลุ่มโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ได้ศึกษาวิจัยชุมชนโบราณในจังหวัดตากเพื่อวิเคราะห์หาตำแหน่งที่ตั้งเมืองฉอด ซึ่งมีงานศึกษาวิจัยในส่วนของเมืองโบราณบ้านแม่ต้านรวมอยู่ด้วย ผลการศึกษาพบว่า บริเวณพื้นที่เมืองโบราณบ้านแม่ต้าน มีร่องรอยการอยู่อาศัยของชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพราะได้พบหลักฐานประเภทขวานหินขัด และเครื่องมือโลหะ แสดงให้เห็นความสำคัญของพื้นที่บริเวณเมืองแม่ต้าน ที่ตั้งอยู่บริเวณลานตะพักแม่น้ำเมย จึงเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะอยู่ไม่ห่างจากลำน้ำและเป็นพื้นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง ผลการดำเนินงานทางโบราณคดี ได้พบ หลักฐานทางโบราณคดีประเภทต่าง ๆ ทั้งหลักฐานด้านสถาปัตยกรรม และหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ในส่วนของหลักฐานด้านสถาปัตยกรรม พบว่ามีอิทธิพลด้านรูปแบบศิลปกรรมแบบล้านนา และเมื่อศึกษาจากโบราณวัตถุประเภทเศษภาชนะดินเผา พบว่าส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งจากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัยและแหล่งเตาสันกำแพง และภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาในประเทศจีน ที่กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จึงสันนิษฐานได้ว่า ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ได้มีการสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างเนื่องในพุทธศาสนาขึ้นในพื้นที่เมืองโบราณแห่งนี้ และมีการใช้พื้นที่ต่อเนื่องจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ดังปรากฏหลักฐานประเภทภาชนะดินเผาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาเวียงกาหลง และผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตากอร์ดอน ในเขตรัฐมอญ ประเทศเมียนมา และผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จากแหล่งเตาจิ่งเต๋อเจิ้น ในประเทศจีน ก่อนที่ชุมชนจะถูกทิ้งร้างไปในช่วงเวลาหลังจากนี้ . เมื่อเปรียบเทียบกับชุมชนโบราณที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ เวียงยวม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งพร้าว อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยวม ปัจจุบันยังปรากฏคันดินเป็นกำแพงเวียง มีคูน้ำทางด้านทิศตะวันออกและบางส่วนทางทิศใต้ พบว่ามีความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ สภาพทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนลานตะพักแม่น้ำ เมืองโบราณบ้านแม่ต้าน ตั้งอยู่บนลานตะพักแม่น้ำเมย ขณะที่เมืองยวม ตั้งอยู่บนลานตะพักฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยวม ซึ่งจะไหลไปรวมกับแม่น้ำเมย ก่อนที่จะไหลไปรวมกับแม่น้ำสาละวิน และไหลออกสู่ทะเลอันดามันที่เมืองท่ามะละแหม่ง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ชุมชนโบราณบริเวณลุ่มน้ำเมย มีความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณบริเวณลุ่มน้ำสาละวิน เนื่องจาก แม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำสายย่อยของแม่น้ำสาละวิน โดยมีต้นกำเนิดในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ไหลตามหุบเขาเป็นแนวยาวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทำหน้าที่เป็นแนวเขตแดนระหว่างประเทศไทยและสหภาพเมียนมา ผ่านอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด และอำเภอท่าสองยาง ในเขตจังหวัดตาก จากนั้นจึงไหลไปบรรจบรวมกับแม่น้ำสาละวินที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนั้นจึงพบว่าวัฒนธรรมของชุมชนบริเวณลุ่มน้ำเมยตอนล่างและลุ่มน้ำสาละวิน เป็นกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน โดยเฉพาะชุมชนในเขตอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณในเขตอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนและอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีความสำคัญต่อล้านนา เพราะเป็นช่องทางออกสู่ทะเลของล้านนา โดยใช้เส้นทางจากแม่น้ำสาละวิน ออกสู่ทะเลที่เมืองมะละแหม่ง ความสำคัญของชุมชนโบราณเหล่านี้อาจพิจารณาได้จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของล้านนา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๒ ในรัชสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าลก (พระเจ้าติโลกราช) ถูกเนรเทศไปอยู่เมืองยวมใต้ ซึ่งสันนิษฐานว่า คือ เมืองยวม ในอำเภอแม่สะเรียงในปัจจุบัน แสดงว่าเมืองยวมที่อำเภอแม่สะเรียง ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นเมืองชายแดนของล้านนาในขณะนั้น และอำนาจของล้านนาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อาจจะครอบคลุมลงมาจนถึงเมืองแม่ต้าน ดังที่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุจำนวนมากภายในเมืองโบราณบ้าน แม่ต้าน ผลการดำเนินงานทางโบราณคดี แสดงให้เห็นว่าเมืองโบราณบ้านแม่ต้านมีอายุอยู่ในสมัยล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๑ โดยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นช่วงที่มีประชากรเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองแม่ต้านอย่างเบาบาง แต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นช่วงที่เมืองโบราณบ้านแม่ต้านเจริญรุ่งเรืองสูงสุด และน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่นขึ้นด้วย แต่หลังจากช่วงเวลานี้ไปแล้ว ไม่พบว่ามีการอยู่อาศัยที่เมืองโบราณแม่ต้านอีกเลย . อ้างอิง : 1. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), แม่น้ำเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน [ออนไลน์], เข้าถึงเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๒. เข้าถึงได้จาก http://learn.gistda.or.th/thailandfromthaichote/moei-river/ 2. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฎเชียงใหม่, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี (เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๓๘), ๖๐.



ชื่อเรื่อง                           สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทศนาธาตุกถา-มหาปัฎฐานเผด็จ)สพ.บ.                                  169/6ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           28 หน้า กว้าง 4.7 ซ.ม. ยาว 55.5 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ธรรมเทศนาบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ภาษาบาลี-ไทย ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ.                                  117/5ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           26 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 54 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พระอภิธรรม                                           พระไตรปิฎก  บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดประสพสุข   ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี



เลขทะเบียน : นพ.บ.76/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  44 หน้า ; 4.4 x 56 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 47 (52-58) ผูก 2 (2564)หัวเรื่อง : สติปฏฺฐานสุตฺต (สติปัฏฐานสูตร) --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          “กริช” ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “กริช คืออาวุธชนิดหนึ่งใช้มีดสองคมปลายแหลม ใบมีดตรงก็มี คดก็มี เป็นของชาวมลายู” กริชสามารถพกพาเป็นเครื่องดับและเป็นเครื่องรางของขลัง เชื่อกันว่ากริชเป็นอาวุธที่มีมเหศักดิ์ ศรัทธากันว่าดั้งเดิมเป็นศัสตราภรณ์ประจาองค์พระศิวเทพ หรือพระอิศวร กริชอุบัติขึ้นด้วยกฤษฎาภินิหาร จากบุญฤทธิ์และเทวฤทธิ์ผสมกัน เช่นว่า กัตริย์ฮินดูสกุตรัม เมื่อประสูติมาก็มีกริชอยู่ข้างพระวรกาย ชื่อว่า กริช “ปโสปติ” ซึ่งคาว่า ปโสปติ ก็คือพระนามหนึ่งของพระศิวะ จากอดีตจนถึงปัจจุบันคนในสังคมเชื่อว่ากริชเป็นอาวุธที่เกิดขึ้นจากคติความเชื่อของฮินดู-ชวา และเป็นอาวุธที่เป็นตัวแทนเทพในศาสนาฮินดู จากการศึกษารูปแบบของกริชในภาคใต้ของไทยพบว่ามีกริชหลากหลายรูปแบบ แต่สาหรับกริชที่มีการพัฒนาจนมีรูปทรงและลวดลายที่เป็นรูปแบบเฉพาะของท้องถิ่นมีสองรูปแบบ คือ           ๑. รูปแบบสกุลช่างปัตตานี เรียกชื่อเป็นภาษามลายูท้องถิ่นว่าตากริชแบบ “ปาแนซาฆะห์” ลักษณะตากริชจะเรียบ มีสันตรงกลางคล้ายอกไก่ทั้งสองข้าง มีทั้งแบบคดและแบบตรง ซึ่งมีทั้งชนิดที่มีลายในเนื้อเหล็กและไม่มีลาย ส่วนด้ามกริชหรือที่นิยมเรียกว่า “หัวกริช” นิยมแกะสลักจากไม้เนื้อแข็ง           ๒. รูปแบบสกุลช่างสงขลา-นครศรีธรรมราช กริชสกุลช่างสงขลา-นครศรีธรรมราช ในส่วนของใบกริชหรือตากริชเป็นแบบ “ปาแนซาฆะห์” เหมือนสกุลช่างปัตตานี แต่มีลักษณะที่ต่างกันตรงฝักกริชที่ปีกฝักมีความโค้งดูคล้ายเขาควาย ปลายปีกฝักบางเล่มจะทาให้ม้วนปลายคล้ายเลยหนึ่งแบบเลขไทยหรือยอดผักกูด นิยมรัดฝักกริชด้วยปลอกเงินเป็นเปลาะๆ ส่วนหัวกริชเป็นหัวนกพังกะแบบไม่มีเคราใต้คาง แกะลายเป็นร่องตื้นๆ ผิดกับฟังกะแบบสกุลช่างปัตตานีที่นิยมแกะร่องลึก และมีลวดลายที่ละเอียดมากกว่า “กริช” ที่ยังคงความงามมีพลังและพลานุภาพ ที่มีคุณค่าสร้างความภูมิใจให้กับผู้ครอบครองเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน --------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง--------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง -ประพนธ์ เรืองณรงค์. “กริช”.ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 3, ฉบับที่ 10 (ส.ค. 2525) : หน้า 64-69 -วาที ทรัพย์สิน.“กริช : สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมุสลิมในชายแดนใต้”วัฒนธรรมไทย. ปีที่ 49, ฉบับที่ 6 (มิ.ย. 2553) : หน้า 22-25


เลขทะเบียน : นพ.บ.136/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  46 หน้า ; 5.5 x 58.4 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากไม้  ชื่อชุด : มัดที่ 82 (326-329) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : รตนสุตฺต (รัตนสูตร)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.88/11ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  76 หน้า ; 4.5 x 52.4 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 51 (94-102) ผูก 11 (2564)หัวเรื่อง : วิสุทธิมคฺคปาพัตถพฺยาขฺยาน (วิสุทธิมัคปาฬัตถพยาขยาน)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.9/1-4 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : หลักภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น ชื่อผู้แต่ง : สุธาน จักษุรักษ์ปีที่พิมพ์ : 2504สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์ จำนวนหน้า : 200 หน้า สาระสังเขป : หลักภาษาญี่ปุ่นขั้นต้น เป็นตำราภาษาญี่ปุ่นโดยเนื้อหาประกอบด้วย ที่มาและวิธีการเขียนอักษรญี่ปุ่น 3 ชนิด ได้แก่ ฮิระคะนะ คะตะคะนะ และคันจิ การเรียบเรียงไวยากรณ์ของภาษา และคำศัพท์สำคัญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน


black ribbon.