ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,635 รายการ
องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านตั๋วเมืองน่ารู้...ร่วมอนุรักษ์และสืบสานอักษรธรรมล้านนาตอน "งาช้างดำ"--- งาช้างดำ เดิมเป็นสมบัติของเจ้าผู้ครองนครน่าน ที่รักษาสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งยังคงอยู่คู่กับหอคำ หรืออาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน มาจนถึงปัจจุบัน--- ลักษณะเป็นงาปลี (งาที่มีความยาวไม่มากนัก แต่มีวงรอบขนาดใหญ่) สีน้ำตาลเข้ม มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ถอดความเป็นภาษาไทยว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" ขนาดของงาช้างดำยาว ๙๗ เซนติเมตร วัดโดยรอบตรงส่วนที่กว้างที่สุดได้ ๔๗ เซนติเมตร มีโพรงตอนโคนลึก ๑๔ เซนติเมตร มีน้ำหนัก ๑๘ กิโลกรัม --- จากการศึกษาทางวิชาการพบว่า เป็นงาช้างตันที่ถูกถอดมาจากตัวช้าง โดยช้างเจ้าของงาน่าจะมีอายุ ๖๐ ปี สันนิษฐานว่าเป็นงาช้างข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงวงชัดเจน--- อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่างาช้างดำกิ่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร แต่มีตำนานและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับงาช้างดำ ดังนี้--- ตำนานที่ ๑ กล่าวว่าพญาการเมือง เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์ภูคา (ครองเมืองพุทธศักราช ๑๘๙๖ - ๑๙๐๖) ได้ทำพิธีสาปแช่งให้งาช้างดำกิ่งนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว ต้องไว้ที่หอคำหรือวังเจ้าผู้ครองนครน่านเท่านั้น เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย ในพุทธศักราช ๒๔๗๔ เจ้านายบุตรหลานจึงได้มอบงาช้างดำให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน--- ตำนานที่ ๒ กล่าวว่าในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๕๗ (ครองเมือง พ.ศ.๒๓๕๓ - ๒๓๖๘) มีพรานคนเมืองน่านเข้าป่าล่าสัตว์ไปถึงเขตแดนระหว่างไทยกับเชียงตุง ได้พบซากช้างตัวดำสนิทตายอยู่ในห้วย พอดีกับพรานชาวเชียงตุงมาพบด้วย พรานทั้งสองจึงแบ่งงาช้างดำกันคนละกิ่ง ต่างคนต่างก็นำมาถวายเจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองเชียงตุงได้ส่งสารมาทูลเจ้าสุมนเทวราชว่า ตราบใดที้งาช้างดำคู่นี้ไม่สูญหาย เมืองน่านกับเมืองเชียงตุงจะเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป--- ตำนานที่ ๓ กล่าวว่ากองทัพเมืองน่านยกทัพไปล้อมเมืองเชียงตุงหลายเดือน ทำให้ชาวเมืองเชียงตุงเดือดร้อน โหรเมืองเชียงตุงทูลเจ้าเมืองว่าเป็นเพราะมีงาช้างดำอยู่ด้วยกัน ทางที่ดีควรแยกกันอยู่ จึงได้นำงาช้างดำกิ่งหนึ่งมอบให้กองทัพเมืองน่าน แล้วกระทำสัตย์สาบานเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป--- ส่วนฐานที่เป็นครุฑแบกรับงาช้างอยู่นั้น ทำจากไม้สักทั้งท่อน สร้างขึ้นในพุทธศักราช ๒๔๖๙ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีข่าวว่าเจ้าเมืองทางเหนือบางเมืองแข็งข้อก่อกบฏ เจ้าเมืองน่านจึงให้ทำครุฑขึ้นมาแบกงาช้างดำ วัตถุคู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นว่า นครน่านยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไม่เสื่อมคลาย#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน #อักษรธรรมล้านนา
ชื่อพระพุทธรูป พระพุทธรูปประจำแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑, รัชกาลที่ ๒, รัชกาลที่ ๓, รัชกาลที่ ๔
สถานที่ประดิษฐาน ถ้ำเขาหลวง อ.เมือง จ.เพชรบุรี
ประวัติ เป็นพระพุทธรูปประจำแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑, รัชกาลที่ ๒, รัชกาลที่ ๓, รัชกาลที่ ๔ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ช่างปั้นขึ้น เพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลถวายพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑, รัชกาลที่ ๒, รัชกาลที่ ๓, รัชกาลที่ ๔ พระพุทธรูปแต่ละองค์มีท่าทางการประทับนั่งและการแสดงมุทราที่แตกต่างกัน กล่าวคือ พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑, รัชกาลที่ ๒ ปางมารวิชัย และพระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๓, รัชกาลที่ ๔ ปางสมาธิ ที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าประดับพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาล และที่ฐานของพระพุทธรูปทุกองค์มีจารึกพระปรมาภิไธย โดยมีรายละเอียดดังนี้
๑. พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร มีจารึกพระปรมาภิไธยที่ฐานว่า “พระบาทสมเดจพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์” หรือรัชกาลที่ ๑ ที่ผ้าทิพย์ประดับตราประทุมอุณาโลม
๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ มีจารึกพระปรมาภิไธยที่ฐานว่า “พระบาทสมเดจพระพุทธเลิศหล้านภาไลย” หรือรัชกาลที่ ๒ ที่ผ้าทิพย์ประดับตราสัญลักษณ์ที่ได้รับการซ่อมแซมจนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เดิมก็อาจจะเป็นตราครุฑยุดนาค ซึ่งเป็นตราแทนพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๓. พระพุทธรูปปางสมาธิขัดสมาธิราบ มีจารึกพระปรมาภิไธยที่ฐานว่า “พระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” หรือรัชกาลที่ ๓ ที่ผ้าทิพย์ประดับตราพระมหาปราสาท
๔. พระพุทธรูปปางสมาธิขัดสมาธิเพชร มีจารึกพระปรมาภิไธยที่ฐานว่า “พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” หรือรัชกาลที่ ๔ ที่ผ้าทิพย์ประดับตราพระมหามงกุฎ
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นใหม่ในปลายรัชสมัย รัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพุทธศักราช 2454 โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ เรือศรีสุพรรณหงส์ หรือ เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพุทธศักราช 2454 โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ เรือศรีสุพรรณหงส์ หรือ เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2091 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีชื่อเรือพระที่นั่ง สุวรรณหงส์ สมัยรัชกาลที่ 1 (พุทธศักราช 2325 - 2352) ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่ง สุวรรณหงส์ และ รัชกาลที่ 3 (พุทธศักราช 2367 - 2394) ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่ง ศรีสุพรรณหงส์
หัวเรือพระที่นั่งนี้มีโขนเรือรูปหัวของหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่ห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับเรียก ราชบัลลังก์กัญญา สำหรับพระเจ้าอยู่หัวหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เรือมีความยาว 46.15 เมตร กว้าง 3.17 เมตร ลึกจนถึงท้องเรือ 94 เซนติเมตร กินน้ำลึก 41 เซนติเมตร น้ำหนัก 15 ตัน ใช้กำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 50 คน นายเรือ 2 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนถือฉัตร 7 คน คนขานยาว 1 คน คนขานยาวทำหน้าที่ในการร้องขานเพลงเรือโดยฝีพายจะร้องเห่เรือพร้อมกันไปตามจังหวะร่วมกับเรือลำอื่นๆ
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ได้รับรางวัลยกย่องให้เป็นเรือมรดกโลก จากองค์กรที่เรียกว่า World Ship Trust เมื่อพุทธศักราช 2535
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/royalbarges
วันนี้ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ได้รวบรวมภาพถ่ายเก่าภายในบริเวณนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งเป็นชุดภาพถ่ายเก่าที่บอกเล่าเหตุการณ์และสถานที่ในอดีตได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ภาพถ่ายเก่ายังมีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการเปลื่ยนแปลงต่าง ๆ จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาย้อนอดีตไปกับชุดภาพถ่ายเก่าใน "เสน่ห์วังนารายณ์ จากภาพถ่ายผ่านเลนส์" เพื่อกลับไปดูบรรยากาศของวังนารายณ์ในสมัยอดีต ซึ่งจะได้เห็นสภาพพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมการแต่งกาย รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่หลากหลายมุมมองของผู้คนในยุคนั้น
ปราสาทช่างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
ปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีชาลาอยู่ด้านหน้าเชื่อมต่อกับซุ้มประตู บรรณาลัยตั้งหันหน้าเข้าหาปราสาทประธาน ตั้งอยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ กำแพงแก้วล้อมรอบปราสาทประธานและบรรณาลัย มีซุ้มประตูทางเข้าตั้งอยู่กึ่งกลางกำแพงแก้วด้านตะวันออก สระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 1 สระ ตั้งอยู่นอกกำแพงด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
จากการขุดค้นปราสาทช่างปี่ พบหลักฐานสำคัญเช่น ประติมากรรมหินทรายรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเต-ศวรสี่กร ประทับยืนที่ซุ้มประตู ประติมากรรมนี้สันนิษฐานว่า เป็นพระไภสัชยคุรุไวฑูรยประภา และบริวารทั้งสอง คือ พระโพธิสัตว์สูริยไวโรจนจันทรโรจิ และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนโรหิณีศะ ภายในปราสาทประธาน และภายในบรรณาลัย พบว่ามีการประดิษฐานประติมากรรมหินทรายรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่กร ประทับนั่ง เป็นต้น
สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดยกลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ จัดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้ของหอสมุดแห่งชาติ โดยดำเนินการจัดนิทรรศการหมุนเวียน เรื่อง “เมนูสำรับ กับข้าวเจ้านายในราชสำนักสยาม” เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ในด้านขนบธรรมเนียมการบริโภคภายในราชสำนัก ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ จนไปถึงเจ้านายและสตรีฝ่ายใน นำเสนอผ่านหนังสือและตำราต่าง ๆ ของหอสมุดแห่งชาติ โดยมีเนื้อหากล่าวถึงอาหารที่เกิดโดยชาววังได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และได้เริ่มมีการบันทึกเป็นตำราทำอาหารเกิดการตีพิมพ์ตำราอาหารขึ้น
ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการ “เมนูสำรับ กับข้าวเจ้านายในราชสำนักสยาม” ระหว่างวันที่ ๑๖ พฤษภาคม - ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เปิดวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. วันเสาร์ อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ปิดวันนักขัตฤกษ์ และวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี ณ ห้องวชิรญาณ ๒ และ ๓ อาคาร ๒ ชั้น ๑ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญรับชมรายการ "นิทานก่อนนอน" ที่จะนำนิทานสนุกๆ สอดแทรกทั้งความรู้ มาแบ่งปันและเล่าให้ฟังโดยคุณตุ๊บปอง ในทุกวันเสาร์ เวลา 4 โมงเย็น นิทานเรื่องที่ 1 นำเสนอนิทาน เรื่อง "กระต่ายตื่นตูม" เรื่องโดย ตุ๊บปอง (เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป) ภาพโดย นฤมล ตนะวรรณสมบัติ ผู้สนใจสามารถรับชมได้ผ่านทางเฟซบุ๊ก National Library of Thailand หรือรับชมผ่านช่องทาง YouTube ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ https://youtu.be/R3aoaRoJdoo
ชื่อเรื่อง นิพฺพานสุตฺต (นิพพานสูตร) สพ.บ. 479/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง พุทธศาสนา ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 24 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 39 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดด่านช้าง ต.ด่านช้าง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง นิทานอิหร่านราชธรรม (ประชุมปกรณัม )เล่ม 2ผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ วรรณคดีภาษาอื่นๆเลขหมู่ 894.23 ป523นสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์คุรุสภาปีที่พิมพ์ 2505ลักษณะวัสดุ 354 หน้า หัวเรื่อง นิทาน -- อินเดีย นิทาน – อิหร่าน วรรณคดีสันสกฤตภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ นนทุกปกรณัม เป็นหนังสือนิทาน ที่นำเนื้อเรื่องมาจากประเทศอินเดีย และที่มาก็คือปัฐจตันตระแทบทั้งสิ้น ส่วนปัจตันตระนั้นก็มาจากชาดกโดยมากชาดกเป็นหนังสือรุ่นเก่ากว่า และที่เกิดปัญจตันตระขึ้นนั้นก็เพราะผู้เรียบเรียงเห็นประโยชน์ในการสั่งสอนโดยวิธีเล่านิทานตามแบบชาดก รวมทั้งสิ้น 53 เรื่อง และประเภทที่ 2 คือ หิโตปเทศวัตุปกรณัมเป็นนิทานประเภทร้อยแก้ว
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี จ.ชลบุรี (เวลา 09.00 น.) จำนวน 44 คนวันเสาร์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เข ๓ จำนวน ๔๔ คน เข้าศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม ตำแหน่ง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้
โรงเรียนวัดหนองทองทราย ชั้นอนุบาล 2 - ป.3 จ.ระยอง (เวลา 10.00-11.00 น.) จำนวน 86 คน
กรมศิลปากร กำหนดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ วัดมงคลนิมิตร ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ในวันเสาร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. และขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่กรมศิลปากรขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดมงคลนิมิตร ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ในวันเสาร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. โดยจะมีพิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทาน ในวันศุกร์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๘.๐๐ น. และการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ขับพิเภก - พิเภกสวามิภักดิ์ - ถอนต้นรัง - ยกรบ ในเวลา ๑๙.๐๐ น. เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างหนึ่งของไทย
วัดมงคลนิมิตร ได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๓ ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต วัดมงคลนิมิตรเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๖ - ๒๓๙๒ มีพระภูเก็ต (แก้ว) ผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ตเป็นผู้สร้าง โดยสร้างขึ้นเป็นวัดแรกพร้อมกับการสร้างเมืองภูเก็ต ปรากฏหลักฐานในใบบอกของพระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (ลำดวน) ผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๔
กรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัย ได้ที่ กลุ่มคลังและพัสดุ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร (ชั้น ๓) เลขที่ ๘๑ /๑ ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ หรือบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี ๐ ๒ ๗ ๐ ๓ ๓ ๔ ๔ ๔ ๐ สาขาถนนข้าวสาร ชื่อบัญชี "การกุศลกรมศิลปากร" ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ ทั้งนี้ กรมศิลปากรจะได้รวบรวมนำเข้าสมทบถวายบำรุงวัดมงคลนิมิตรต่อไป สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๐๑ ต่อ ๓๐๕๕ , ๓๐๖๓
ชื่อเรื่อง ศาลายาฉายานิทรรศน์ผู้แต่ง อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, บรรณาธิการประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN 978-616-279-952-5หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์เอเชีย โลกตะวันออก เลขหมู่ 959.3 ศ366สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ หจก สามลดาปีที่พิมพ์ 2559ลักษณะวัสดุ 306 หน้า : ภาพประกอบ ; หัวเรื่อง ประวัติศาสตร์--ศาลายาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลอง 20 ปีแห่งการสถาปนาอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม พุทธศักราช 2539-2559