ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,163 รายการ

หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ชวนผู้อ่านไปค้นพบหลากหลายเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจจากหนังสือกรมศิลปากร วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “ที่มาของชื่อเมืองแปดริ้ว”   บริเวณตอนล่างของแม่น้ำบางปะกงเป็นที่ตั้งของเมืองฉะเชิงเทราหรือเมืองแปดริ้ว เป็นสองชื่อที่ได้รับการเรียกขานกันมาเนิ่นนาน และต่างมีที่มาจากหลายหลักฐานเรื่องราวของชื่อบ้านนามเมือง โดยชื่อ “ฉะเชิงเทรา” เป็นชื่อที่ใช้ในทางราชการ ส่วนชื่อ “แปดริ้ว” เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานกันมานานแล้ว   นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี มีความเห็นว่า “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเป็นการเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “สตรึงเตรง” หรือ “ฉ’ทรึงเทรา” แปลว่าคลองลึกหรือแม่น้ำลึก อาจมาจากเหตุผลตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง ส่วนชื่อบ้านนามเมืองว่า “แปดริ้ว” มีตำนานเล่าที่มาของชื่อแตกต่างกันออกไป ได้มาจากการที่เมืองนี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในลำน้ำเต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะ “ปลาช่อน” ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่ชุกชุม ปลาช่อนจากที่นี่มีชื่อเสียงว่ามีขนาดใหญ่ กว่าท้องถิ่นอื่น เมื่อนำมาทำเป็นปลาแห้งต้องบั้งถึงแปดริ้วเพื่อตากแห้ง แทนที่จะบั้งเนื้อเป็นริ้วเพียงสี่ริ้วหรือห้าริ้วตามปกติ จึงสันนิษฐานว่าการเรียกชื่อเมืองว่า “แปดริ้ว” อาจมาจากขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่   อย่างไรก็ตาม ชื่อ “แปดริ้ว” ยังมีคำอธิบายว่าอาจจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน ซึ่งคนในท้องถิ่นพนมสารคามเล่าถึงเรื่อง “พระรถ-เมรี” เป็นนิทานเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดกว่า ยักษ์ได้ฆ่านางสิบสองแล้วลากศพไปยังท่าน้ำในบริเวณที่เป็น “คลองท่าลาด” แล้วชำแหละศพออกเป็นริ้วๆ รวมแปดริ้ว แล้วทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาด ริ้วเนื้อริ้วหนังของนางสิบสองที่ถูกชำแหละได้ลอยมาที่แม่น้ำบางปะกงไปจนถึงฉะเชิงเทรา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว” ตามเรื่องราวในนิทานปรัมปรา   ผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองแปดริ้ว และพระพุทธโสธร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี จากหนังสือ “พระพุทธโสธรและสัตตทศบริรักษ์ : จดหมายเหตุการอนุรักษ์พระพุทธโสธร และพระพุทธรูป 17 องค์” โดยกรมศิลปากรและวัดโสธรวราราม วรวิหาร ได้จัดพิมพ์หนังสือเพื่อเป็นที่ระลึกในการอนุรักษ์พระพุทธรูปภายในพระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร   ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ พระพุทธโสธรและสัตตทศบริรักษ์ : จดหมายเหตุการอนุรักษ์พระพุทธโสธร และพระพุทธรูป 17 องค์ =The conservation of Phra Phuttha Sothon and seventeen Buddha      statues.  ฉะเชิงเทรา: วัดโสธรวราราม วรวิหาร, 2567. 




ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ.                       143/5ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               50 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง                     พระอภิธรรมปิฎก                              พระกถาวัตถุบทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน  ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


           ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร แนะนำหนังสือออกใหม่ หนังสือ “โขน” เรียบเรียงโดย นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร มีเนื้อหาว่าด้วยประวัติและวิวัฒนาการของโขนตั้งแต่สมัยอยุธยา เรื่องสำหรับเล่นโขน หัวโขน วิธีการแสดงโขน ตลอดจนเกร็ดธรรมเนียมเกี่ยวกับการดูโขน เป็นตำราที่ได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ในปีพุทธราช ๒๕๖๘ นี้ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้จัดพิมพ์หนังสือ “โขน” จากต้นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่นายธนิต อยู่โพธิ์ แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อต่ออายุหนังสือหายากและเผยแพร่ความรู้ด้านนาฎศิลป์ที่เป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป จำหน่ายราคาเล่มละ ๖๐๐ บาท            ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อหนังสือได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร ภายในบริเวณกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) เขตดุสิต กรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร (ในวันและเวลาราชการ) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th


เลขทะเบียน : นพ.บ.693/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 219 (209-226) ผูก 1ก (2568)หัวเรื่อง : ฉลองสังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


         กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ แหล่งรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเมืองสุรินทร์” วิทยากร นพรัศม์ เมธีวราธนานันท์ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ผู้ดำเนินรายการ สิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร          รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ - กันยายน ๒๕๖๘



เลขทะเบียน นม.บ.9/10


       มาเพ้นท์แก้วกันเถอะ ........พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “Workshop เพ้นท์แก้วลายไทย” พร้อมรับน้ำสมุนไพรกลับบ้านไปดื่มให้สดชื่น วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระราชวังจันทรเกษม ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม” เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษมยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 – 21.00 น. พิเศษปีนี้ !!! เปิดให้เข้าชมภายในอาคารพลับพลาจตุรมุขด้วย อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/chantharakasemmuseum 


          วิหารเขียนตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระทรงม้าและพระบรมธาตุ โดยอยู่ในแนวทิศเหนือ - ใต้เดียวกัน มีหลังคาจั่วร่วมกับวิหารพระทรงม้า มีขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 25 เมตร และสูง 11.75 เมตร  มีอายุการสร้างที่คาดว่าจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 จากข้อมูลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานรากของวิหารนี้ กำหนดอายุด้วยวิธี TL อยู่ที่ พ.ศ. 1736 - 1808, 1739 -1811 และ 1741 - 1813 ซึ่งบ่งชี้ว่า วิหารนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ในพุทธศตวรรษที่ 18           เชื่อกันว่าวิหารนี้เคยเป็นวิหารที่มีเสาแต่ไม่มีผนัง โดยเปิดรับลม และเคยทำหน้าที่เป็นสถานที่สำหรับเรียนวรรณกรรมและการเขียนตำราและพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาบนกระดาษข่อยและใบลานในสมัยอยุธยา ดังนั้นวิหารนี้จึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาของวัด มีหน้าที่ส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแผ่พุทธศาสนาในคาบสมุทรภาคใต้ของไทย ปัจจุบันผนังของอาคารน่าจะเป็นผลมาจากการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ใน พ.ศ. 2446 วิหารเขียนได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อเก็บรักษาวัตถุมงคลและศิลปวัตถุหลายชนิด ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีศิลปวัตถุสำคัญนับร้อยชิ้น เช่น ดอกไม้และต้นไม้ทำจากเงินและทอง รวมถึงเครื่องประดับเงินและทองหลากหลายประเภท เช่น แหวน สร้อยคอ กำไลข้อมือ  กำไลแขน ปิ่นปักผม ตุ้มหู และเข็มขัด นอกจากนี้ยังมีพระพิมพ์ กริช งานสลักจากงาช้าง เสาธง เสาหงส์ เจดีย์จำลอง ศาลาจำลอง เรือสำเภาจำลอง รวงข้าว คันไถ เชี่ยนหมาก ตะบันหมาก และพระพุทธรูปประดับอัญมณี สิ่งที่โดดเด่นในหมู่พระพุทธรูปเหล่านี้ ได้แก่ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรทำจากเงิน  และอัญมณี และพระพุทธรูปทองคำถือบาตร วัดพระมหาธาตุมีพิพิธภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง   ตั้งอยู่ในวิหารเขียน วิหารโพธิ์ลังกา และอาคารส่วนขยายจากระเบียงคดด้านเหนือ ซึ่งเปิดให้ประชาชน เข้าชมฟรี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เก็บรักษาศิลปวัตถุและโบราณวัตถุจำนวนมากถึง 32,656 รายการ โดยมีงานศิลปะ 84 ชิ้น ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล วัตถุมีค่าเหล่านี้ที่ได้รับบริจาคจากเชื้อพระวงศ์และประชาชนทั่วไป เป็นหลักฐานแห่งความศรัทธา วิถีปฏิบัติในการทำกุศลทาน และความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณที่มั่นคงระหว่างอารามแห่งนี้และประชาชน



#ภาพเก่า #เล่าใหม่ #พระธาตุพนม ภาพหนึ่งใบ…อาจมิใช่เพียงความทรงจำในอดีต แต่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยตราบจนทุกวันนี้ . ภาพเก่าเล่าใหม่ในวันนี้ ทำให้พวกเราหวนนึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่พสกนิกร และทรงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งทั้ง ๒ ภาพนี้ เป็นพระราชกรณียกิจที่พระธาตุพนม ในช่วงเวลาที่ต่างกัน เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้ว ค่ะ . โดยภาพบน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สรงพระกรัณฑ์พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ณ พระธาตุพนม พร้อมด้วย พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ขณะดำรงอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรางลกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ . ส่วนภาพด้านล่างนั้น เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนม เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ . ภาพทั้ง ๒ นี้ มาจากปกหนังสือ “ตามรอยธรรมราชา ในดินแดนอีสาน” ซึ่งรวบรวมข้อมูลและภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ . สำหรับท่านที่สนใจ สามารถยืมหนังสือเล่มนี้ ได้ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา นะคะ . แนะนำโดย นางรสสุคนธ์ ตั้งนภากร บรรณารักษ์ชำนาญการ





black ribbon.