ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ

           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เชิญชมนิทรรศการหมุนเวียน "Object of the Month" วัตถุจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ประจำเดือน "กรกฎาคม" เชิญพบกับ “เกียรติมุข Kiratimukha"            โบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ ได้แก่ "หน้ากาล หรือ เกียรติมุข" พุทธศตวรรษที่ ๑๖ ศิลปะลพบุรี วัสดุทำจากปูนปั้น ขนาดสูง ๑๕.๕ เซนติเมตร กว้าง ๑๖ เซนติเมตร มีลักษณะสวมกระบังหน้าประดับกลีบบัวโค้ง มีขอบไรผม ดวงตากลมโปน มีการประดับคล้ายหยดน้ำระหว่างดวงตา จมูกแบน ปลายจมูกเชิด ปากแสยะกว้างเห็นฟัน ๔ ซี่ มีเขี้ยว ๒ ข้างที่มุมปาก พบที่โบราณสถานเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับความหมาย ตำนานของหน้ากาลหรือเกียรติมุข และรูปแบบลักษณะของประติมากรรมเกียรติมุข            ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “เกียรติมุข Kiratimukha" ได้ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร  ณ ห้องโถงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๕๓ ๕๓๓๐ หรือเฟซบุ๊ก: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี Suphanburi National Museum


เลขทะเบียน : นพ.บ.688/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 26 หน้า ; 4 x 50 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 217 (202-207) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : นิไสทุกกนีบาด--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.753/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 5 x 54 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 234 (370-381) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : นิสัยศัพท์--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม





           พี่บรรณนี่ขอชวนผู้อ่านไปค้นพบเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจจากหนังสือดีที่มีให้บริการในหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “แรกมีตัวพิมพ์อักษรไทย” หลักฐานเกี่ยวกับ “ตัวพิมพ์อักษรไทย” ปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2371 พบว่ามีการจัดพิมพ์หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ ชื่อ “A Grammar of the Thai or Siamese Language” เขียนโดย ร้อยเอก เจมส์ โลว์ (James Low) นายทหารชาวอังกฤษ โดยหนังสือมีความหนา 102 หน้า ขนาดใหญ่กว่าหนังสือ 8 หน้ายกเล็กน้อย เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทยมีทั้งพิมพ์ด้วยบล็อกและตัวพิมพ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวพิมพ์อักษรไทยที่เกิดจากการหล่อแบบแรก สันนิษฐานว่าตัวพิมพ์อักษรไทยที่ใช้ในการจัดพิมพ์นี้เป็นผลงานการออกแบบโดย แอนน์ ฮาเซลทีน จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) หรือ แนนซี จัดสัน มิชชันนารีหญิงที่เข้ามาบุกเบิกดินแดนแถบนี้ ซึ่งเดินทางเข้ามาพร้อมกับสามี อะดอนิแรม จัดสัน (Adoniram Judson) หรือหมอจัดสัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในพม่า แบบตัวพิมพ์อักษรไทยที่ออกแบบโดยนางจัดสันนี้มีลักษณะเป็นตัวกลมๆ และเอนไปข้างหลัง สันนิษฐานว่าอาศัยลายมือคนในย่างกุ้งที่เขียนภาษาไทยได้เป็นต้นแบบ ต่อมาเมื่อมีการผลัดแผ่นดินในพม่าสถานะของมิชชันนารีในพม่าไม่สู้ดีนัก จึงได้มีการย้ายโรงพิมพ์ไปไว้ที่เมืองเซรัมโปร์ ประเทศอินเดีย อันเป็นที่ตั้งใหญ่ของคณะแบปติสต์ โดยได้นำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาต่างๆ รวมทั้งตัวพิมพ์อักษรไทยไปไว้ที่นั่นด้วย ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2373 โรเบิร์ต เบิร์น (Robert Burn) มิชชันนารีคณะ London Missionary Society ได้ซื้อต่อแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยนี้มาใช้ในการพิมพ์หนังสือเผยแผ่ศาสนาในประเทศสิงคโปร์ และเมื่อ โรเบิร์ต เบิร์น ถึงแก่กรรม โรงพิมพ์จึงได้ขายแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์อักษรไทยให้กับมิชชันนารีคณะอเมริกันบอร์ด โดย “หมอบรัดเลย์” หรือ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley) ได้รับมอบแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์อักษรไทยนี้จากคณะอเมริกันบอร์ด และได้ขนย้ายจากสิงคโปร์มายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2378 นับเป็นจุดเริ่มต้นการพิมพ์ในสยามและต้นแบบของการพัฒนารูปแบบตัวพิมพ์อักษรไทยในเวลาต่อมา ผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวของตัวพิมพ์อักษรไทย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “แกะรอยตัวพิมพ์ไทย” เขียนโดย ประชา สุวีรานนท์ เนื้อหาภายในเล่มบอกเล่าถึงมิติต่างๆ ของตัวพิมพ์อักษรไทย เทคโนโลยีการสร้างตัวพิมพ์ และตัวพิมพ์กับสังคมไทยในหลากมิติแต่ละช่วงเวลา โดยหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ให้บริการที่ห้องหนังสือทั่วไป 2   ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ ประชา สุวีรานนท์.  แกะรอยตัวพิมพ์ไทย.  นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน, 2567.


        สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ร่วมกับสำนักหอสมุดแห่งชาติ กำหนดจัดโครงการอบรมจัดตั้งและอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) ด้านเอกสารโบราณของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ 2569 ในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมเพรส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พบกับการบรรยายและอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเอกสารโบราณ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้งจัดแสดงนิทรรศการมรดกศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5327 8322


กรมศิลปากร ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอมโบราณในงาน "Mini Light & Sound Phimai: วิมายะนาฏการ" ชมการแสดงแสง สี เสียง อันวิจิตรบรรจง ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสัมผัสตำนานอันทรงคุณค่า ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 - 20.00 น. ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา        ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ หรือกดลิงก์ เพื่อแจ้งรายชื่อการเข้าชมการแสดงฯ https://eform.tourismthailand.org/public/tatkorat-15 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4421 3030, 0 4421 3666 Facebook : ททท.สำนักงานนครราชสีมา TAT Nakhonratchasima https://www.facebook.com/TATNakhonratchasima 





กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “ศาลาไทยในต่างประเทศที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร” เนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘   หนังสือเรื่อง “ศาลาไทยในต่างประเทศที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร”  ได้รวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อของศาลาไทย สถานที่ตั้ง วัตถุประสงค์ในการสร้าง ประวัติการก่อสร้าง ผู้ออกแบบ แนวความคิดในการออกแบบ แผนผัง แบบแปลน และการใช้ประโยชน์จากศาลาไทย พร้อมภาพประกอบ รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จฯ ไปทรงร่วมพิธีเปิดศาลาไทยหลายแห่ง ตลอดจนกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ ศาลาไทยในต่างประเทศที่ออกแบบและควบคุมการดำเนินงานโดยกรมศิลปากร ทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ จำนวน ๑๓ แห่ง รวม ๑๒ ประเทศ เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมไทย และกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ให้แก่ผู้สนใจ รวมทั้งยังได้จัดทำ QR codeเพื่อความสะดวกในการอ่านหนังสือได้ง่ายยิ่งขึ้น   หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์สี่สีสวยงาม จำหน่ายราคาเล่มละ ๓๐๐ บาท (ไม่รวมค่าบริการจัดส่ง) ติดต่อสั่งซื้อได้ที่กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร ถนนหน้าพระธาตุ เขตพระนคร กรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๒๒๒๒ ๐๙๓๔, ๐ ๒๒๒๒ ๓๕๖๙


โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทิศเหนือ ชื่อโบราณสถาน                              วัดตะพังป่าน   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ บริเวณประตูศาลหลวงและชิดกับกำแพง                          เมืองชั้นนอก ริมถนนพระร่วง ๒ ด้านทิศตะวันออก ในเขตตำบลเมืองเก่า                       อำเภอเมือง  จังหวัดสุโขทัย พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๒ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๒๒ ลิปดา ๔๒ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                                      -   ลักษณะและสภาพ                  เป็นกลุ่มโบราณสถาน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีคูล้อมรอบ ในพื้นที่กว้าง                        ประมาณ ๑๕๐ เมตร ยาว ๓๕๐ เมตร กลุ่มโบราณสถานประกอบด้วย ๑.      เจดีย์ทรงลังกา ๑ องค์ ไม่มีองค์ระฆัง ขนาดฐานประมาณ ๖x๖ เมตร เป็นเจดีย์หลักของวัดที่ตั้งอยู่ด้านหลังของวิหาร ๒.      ฐานวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐและเสาทำด้วยศิลาแลงกลมตั้งซ้อนกันขึ้นไป ตั้งอยู่บริเวณเกือบกึ่งกลางของพื้นที่ ๓.      เจดีย์รายขนาดเล็ก ๑ องค์ ๔.      สระน้ำ ๑ สระ อยู่บริเวณหน้าทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของวิหารกว้างประมาณ ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ๕.      พระอุโบสถเป็นเนินโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขุดแต่งและบูรณะ อยู่ทางทิศตะวันออกของวิหาร มีแนวฐานเรียงอิฐและเสาศิลาแลงกลมเห็นได้อย่างชัดเจน   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานชื่อวัดตะพังป่านในเอกสารและศิลาจารึก   การดำเนินการ                      โบราณสถานส่วนใหญ่ได้รับการขุดแต่งและบูรณะแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔                                       ยกเว้นพระอุโบสถยังไม่ได้ขุดแต่งและบูรณะ   ชื่อโบราณสถาน                              วัดแม่โจน   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ ติดประตูศาลหลวง และริมถนนพระร่วง                          ๒ ด้านฝั่งตะวันตก หรือริมฝั่งแม่โจน ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง                       จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๒๗ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นเนินโบราณสถาน จำนวน ๒ เนินติดกัน เนินแรกอยู่ใกล้กับถนนพระ                  ร่วง ๒ ขนาดเส้นผ่านศูนย์ประมาณ ๑๕ เมตร มีลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐ              ส่วนเนินที่สองเป็นเนินก่ออิฐขนาดเล็กกว่าเนินแรกเล็กน้อย ไม่ทราบรูปร่าง                 ที่แน่นอน   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านศิลาจารึกและเอกสาร   ข้อสังเกตทั่วไป                      จากการขุดแต่งเรียกวัดนี้ว่า โบราณสถานวัดร้าง (N.11) หลักฐานที่ได้จาก                                    การขุดแต่งทำให้ทราบว่า วัดแม่โจนเป็นวัดขนาดเล็กสร้างในสมัยสุโขทัย                                      ตอนกลาง และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยต่อๆ มา   การดำเนินการ                      ขุดแต่งและบูรณะ พ.ศ. ๒๕๒๗ ชื่อโบราณสถาน                              วัดหนองปรือ   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือริมแม่โจนและวัดพระ                           พายหลวง ด้านทิศใต้ ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๓ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๕ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นเนินโบราณสถาน ประกอบด้วย ๑.      เนินฐานวิหารก่ออิฐ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ เมตร ๒.      เนินฐานเจดีย์ก่ออิฐขนาดเล็ก ๓ องค์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ ฐานวิหาร   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก   ข้อสังเกตทั่วไป                      จากการขุดแต่งพบว่าเป็นฐานวิหารขนาดเล็ก สันนิษฐานว่าสร้างในสมัย                                       สุโขทัยตอนกลาง ในการขุดแต่ง พ.ศ. ๒๕๒๗ เรียกวัดนี้ว่า โบราณสถานวัด                                   ร้าง (N.1) การดำเนินการ                      ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒                                       ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘                                       ๒. ขุดแต่ง พ.ศ. ๒๕๒๗ ชื่อโบราณสถาน                              วัดเนินร่อนทอง   ที่ตั้ง                                  อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ ริมแม่โจนหรือบริเวณที่เรียกว่า                                       เนินร่อนทอง ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๘ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นเนินโบราณสถานก่ออิฐ ไม่ทราบรูปร่างที่แน่นอน   ประวัติ                               ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านเอกสารและศิลาจารึก   ข้อสังเกตทั่วไป                      จากการขุดแต่งพบว่าวัดเนินร่อนทอง มีโบราณสถาน ๒ กลุ่ม ที่สร้างต่าง                                      ระดับกันประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ห่างกันประมาณ ๒๐ เมตร ดังนั้นใน                                       การดำเนินการขุดแต่ง จึงกำหนดชื่อเรียกเป็นโบราณสถานวัดร้าง (N.2)                                   และโบราณสถานวัดร้าง (N.3)   การดำเนินการ                      ขุดแต่ง พ.ศ. ๒๕๒๗ ชื่อโบราณสถาน                              วัดศรีชุม   ที่ตั้ง                                  อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกำแพงเมือง ห่างจากมุมกำแพงเมือง                          ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย   พิกัดทางภูมิศาสตร์                 รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๓๒ พิลิปดาเหนือ                                       แวง ๙๙ องศา ๔๑ ลิปดา ๔๕ พิลิปดาตะวันออก   อายุสมัย                             สุโขทัย   ลักษณะและสภาพ                  เป็นกลุ่มโบราณสถานที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีคูน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน                    โดยพื้นที่นี้กว้างประมาณ ๑๐๐ เมตร และยาว ๑๕๐ เมตร โบราณสถาน          เหล่านี้ประกอบด้วยสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้ ๑.      มณฑปรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ๓๒ เมตร สูง ๑๕ เมตร ผนังหนา ๓ เมตร มีพระพุทธรูปปูนปั้นแบบมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๑.๓๐ เมตร มณฑปนี้ตรงประตูทางเข้าเจาะเป็นช่องสูง ผนังด้านซ้ายมีทางเดินเข้าไปภายในผนังและขึ้นไปได้จนถึงหลังคา บนเพดานผนังทางเข้านี้ มีภาพสลักอยู่บนหินชนวน ๕๐ กว่าภาพ ทุกภาพมีอักษรไทยสมัยสุโขทัยโบราณบรรยาย ๒.      ฐานวิหาร ๖ ห้อง ขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร มีผนังก่อด้วยอิฐเจาะช่องเป็นรูปกากบาท ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของมณฑป ๓.      วิหารอยู่ทางทิศเหนือของมณฑป ก่อด้วยอิฐขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ๔.      มณฑปขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกว้าง ยาว ด้านละ ๙.๕๐ เมตร อยู่ทางด้านหลังวิหารเล็กหรือทางทิศเหนือของมณฑปใหญ่ ๕.      เจดีย์รายจำนวน ๙ องค์ ตั้งอยู่ด้านข้างวิหารใหญ่ และมณฑปใหญ่ด้านทิศเหนือ ๖.      พระอุโบสถอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑปใหญ่และอยู่นอกคูน้ำที่ล้อมรอบกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ ๗.      ศาลาฤๅษีอยู่นอกคูน้ำทางทิศใต้ของกลุ่มโบราณสถานใหญ่ ๘.      สระน้ำ ๓ สระ สระแรกอยู่ภายในแนวคูน้ำล้อมรอบโบราณสถานโดยอยู่ด้านทิศเหนือติดกับวิหารและมณฑปเล็ก สระที่สองอยู่ด้านนอกคูหาน้ำทางทิศใต้โดยอยู่ติดกับศาลาพระฤๅษี สระที่สามอยู่ทางทิศตะวันตกนอกคูน้ำ ๙.      คูน้ำล้อมรอบวัด มีขนาดกว้างโดยประมาณ ๖ เมตร ล้อมรอบพื้นที่ที่ตั้งโบราณสถานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดพื้นที่กว้าง ๑๐๐ เมตร และยาว ๑๕๐ เมตร ประวัติ                               วัดศรีชุมเป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ในสมัยสุโขทัย ปรากฏหลักฐานใน                                   ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พุทธศักราช ๑๘๓๕ กล่าวไว้ว่า “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาทมีป่าหมากพร้าว มีป่าหมากลาง” พระอจนะ ในที่นี้คงหมายถึง พระพุทธรูปในมณฑปวัดศรีชุมนั่นเอง นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานจากศิลาจารึกวัดศรีชุมประมาณพุทธศักราช ๑๘๘๔-๑๙๑๐ ด้าน ๒ บรรทัดที่ ๓๙-๔๒ ความว่า “พระเจดีย์สูงใหญ่ รอบนั้นฉลักหินห้าร้อยชาติติรเทศงามพิจิตรนักหนาแก่กม ตุรกมล้างเอาทองตรธานสมเด็จพระมหาสามี จากแต่สีหลมา เอาฝูง…แบกอิฐแต่ต่ำขึ้นไปกระทำพระเก้าท่านคืนบริบวรณด้วยศรัทธา” นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ว่า เมื่อพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นมาปราบกบฏเมืองสวรรคโลก ในปี พ.ศ. ๒๑๒๘ นั้น ก่อนจะยกไปเมืองสวรรคโลกได้แวะพักพลที่ตำบลฤๅษีชุม เมืองสุโขทัย เข้าใจว่าคือที่วัดศรีชุมแห่งนี้นี่เอง การดำเนินการ                      ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒                                       ตอนที่ ๗๕ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘                                       ๒. ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๖                                       ๓. บูรณะมณฑปเพิ่มเติมอีกครั้ง พ.ศ. ๒๕๑๐




black ribbon.