ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ
1. หน้าต้นหัศดีออกสู้รบกับท้าวคนธรรพ์และทศวรรษสองพี่น้อง จนถึงจันสูกับหัศดีออกป่าติดตามหาพระสมุทร แล้วไปเจอกับทัศกัมพลจึงคบกันเป็นเพื่อน 2. หน้าปลาย จันสูทัตกับหัศดีได้ช่วยพระสมุทรออกจากกรุงขัง แล้วฆ่าท้าวสุเมรุจักรวรรดิ์ตาย ทัศกัมพลได้ชวนทั้งสามเที่ยวเมืองบาดาล จนถึงพระสมุทรลอบเข้าหานางสุวรรณราศี ส่วนจันสูทัตและหัศดีปรึกษากันจะกลับเมืองจักรวาร แต่พระสมุทรยังทำเฉยอยู่
สามเณรกลั่น. นิราศพระแท่นดงรัง. พระนคร : กรมศิลปากร, 2500. มีเนื้อหาของเรื่องนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งเป็นเรื่องที่สามเณรกลั่น บุตรบุญธรรมของสุนทรภู่ แต่งขึ้นเมื่อคราวได้ติดตามสุนทรภู่ซึ่งกำลังบวชอยู่ไปนมัสการพระแท่นดงรัง เนื้อความพรรณนาถึงภูมิประเทศและเปรียบเทียบสิ่งที่ได้พบเห็นในระหว่างการเดินทาง
ชื่อเรื่อง : ศาสนาพิธีพื้นเมือง
ผู้แต่ง : -
ปีที่พิมพ์ : 2536
สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่
สำนักพิมพ์ : ส.ทรัพย์การพิมพ์
ตริปุรานตกะมูรติ (Tripurāntakamūrti) พระศิวะ (Śivā) ปางทำลายเมืองอสูรทั้งสาม (Tripura) เมืองทั้งสามเป็นปราการอันมั่นคงของเหล่าอสูรสร้างโดยมายาสุร (Mayāsura) สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายอสูร ให้กับบุตรทั้งสามของอสูรตารกะ (Tāraka) คือ ตารกาษะ (Tārakākṣa) วิทยุนมาลิ (Vidyunmāli) และกมลากษะ (Kamalākṣa) เมืองทั้งสามนี้ได้รับพรจากพระพรหม (Brahmā) ไม่อาจทำลายได้ เว้นแต่ศรดอกเดียวอันทำลายทั้งสามเมืองพร้อมกัน เมืองแรกมีกำแพงสร้างด้วยเหล็กตั้งอยู่บนพื้นโลก เมืองที่สองกำแพงสร้างด้วยเงินตั้งอยู่บนท้องฟ้า และเมืองที่สามกำแพงสร้างด้วยทองตั้งอยู่บนสวรรค์ เมืองทั้งสามเคลื่อนที่ตลอดเวลา ไม่เคยอยู่ในระนาบเดียวกัน ในรอบ 1,000 ปี จึงจะบรรจบกันครั้งหนึ่ง เมืองอสูรทั้งสามจึงเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยทรัพย์และอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือโลก ยากที่ผู้ใดจะทำลายลงได้ เมื่อได้รับพรแล้ว อสูรทั้งสามได้ก่อความเดือดร้อนแก่เล่าเทวดา (devas) และฤษี (Ṛṣi) ทั้งได้จับพระอินทร์ (Indra) และคณะเทพไปขังไว้ยังปราสาทเหล็ก เทพทั้งหลายจึงพากันไปอ้อนวอนพระศิวะให้ช่วยเหลือ เมื่อถึงวาระเมืองทั้งสามมาบรรจบกัน เทพเจ้าทั้งปวงจึงได้แบ่งกำลังให้แก่พระศิวะไปปราบอสูรทั้งสาม ทรงประทับบนราชรถอันเป็นนิรมิตของพระปฤถวี (Pṛithivī) เทพีแห่งพื้นปฐพี มีพระอาทิตย์ (Sun) และพระจันทร์ (Moon) เป็นวงล้อ พระพรหมทรงเป็นสารถี เขาพระสุเมรุ (Meru) เป็นคันธนู นาควาสุกรี (Vāsukī) เป็นสายธนู และพระวิษณุ (Viṣṇu) ทรงเป็นศรแห่งจักรวาล พระศิวะทรงแผลงศร ปลดปล่อยคณะเทวดาให้ออกจากที่คุมขัง และเผาทำลายเมืองทั้งสามจนสูญสิ้นไป พระศิวะปางตริปุรานตกะ มีหลายลักษณะ มักทำยืนอยู่บนรถเทียมม้า (อัศวะ-aśva) ในท่าอาลีฒาสนะ (ālīḍāsana) คือเหยียดพระชงฆ์ขวาและงอพระชงฆ์ซ้าย อันเป็นท่ายืนของผู้น้าวศร แสดงกฏกมุทรา (kaṭakamudrā) และกรรตรีมุทรา (kartarīmudrā) พระหัตถ์ขวาถือคันธนูและพระหัตถ์ซ้ายเหนี่ยวสายธนู และแสดงมุทราอื่น ๆ เช่น สูจิมุทรา (sūcimudrā) และ วิสมยะมุทรา (vismayamudrā) บางครั้งทำ 2 กร โดยปกติทำ 4 กร กรคู่บนถือขวาน (ปรศุ-paraśu) และกวาง (มฤค-mṛga) กรคู่ล่าง อาจถือคันธนู (ธนุส-dhanus) และลูกศร (śara) นอกจากนี้ ถืออาวุธอื่น ๆ เช่น จักร (cakra) คทา (gadā) กระดิง (ฆัณฏา-ghaṇṭā) ดาบ (ขัฑคะ- Khaḍga) โล่ (เขฏกะ-Kheṭa) สังข์ (śankha) สิ่ว (ฏังกะ-ṭaṅka) ตรีศูล (trīiśura) และวัชระ (vajra) รูปแบบอื่น ทรงยืนด้วยบาทข้างหนึ่งเหยียบอยู่เหนืออปัสมารบุรุษ (Apasmārapuruṣa) ภาพ 1. พระศิวะปางตริปุรานตกะ ศิลปะอินเดีย ศิลาสลัก มี 10 กร ถืออาวุธต่าง ๆ เช่น ตรีศูล, ขัฏวางคะ (ไม้เท้าทำด้วยกระดูกยอดกะโหลก) หอก ดาบ โล่ ฯ ยืนท่าอาลีฒาสนะ งอพระชงฆ์ซ้าย เหยียดพระชงฆ์ขวา พระบาทซ้ายเหยียบอยู่บนอปัสมารบุรุษ จาก Asian Art Museum ภาพ 2. พระศิวะปางตริปุรานตกะ ศิลปะอินเดีย หล่อโลหะ ยืนบนรถเทียมม้า 4 กร ถือขวาน กวาง คันธนูและลูกศร ภาพจาก Asian Art Museum ภาพ 3. พระศิวะปางตริปุรานตกะ ศิลปะอินเดียแบบโจฬะ หล่อโลหะ มี 4 กร ถือขวาน กวาง คันธนูและลูกศร (ไม่ปรากฏอยู่แล้ว) ภาพจาก The Metropolitan Museum of Art ------------------------------------------------ เรียบเรียงข้อมูล: นางเด่นดาว ศิลปานนท์ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อ้างอิงจาก 1. Liebert, Gosta. Iconographic Dictionary of the Indian Religions Hinduism-Buddhism-Jainism. Leiden: E.J. Brill, 1976. 2. Stutley , Margaret. The illustrated dictionary of Hindu iconography. London : Routledae & Kegan Paul, 1985. 3. ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2522
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2486
หมายเหตุ : สมเด็จพระมหาวีรวงส สังคนายก พิมพ์เป็นที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระสาสนดิลก (ชิตเสโน เสน) พระครูวิโรจน์ (นนฺตโร รอด) และในงานฌาปนกิจศพ พระมหารัตน์ รฏฺฐปาโล กับ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี 10-16 เมษายน 2486. มีรูปและประวัติผู้ตาย.
หนังสือเรื่องท้าวฮุ่ง หรือเจือง เป็นตำนาน แต่งเป็นคำกลอน กล่าวถึงความกล้าหาญในการทำสงครามของท้าวฮุ่ง หรือขุนเจือง แต่สุดท้ายท้าวฮุ่งก็สิ้นพระชนม์ลงด้วยน้ำมือของแถนลอ หรือขุนลอ นอกจากนี้เนื้อหายังกล่าวถึงวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ชื่อเรื่อง : มิ่งมงคล
ชื่อผู้แต่ง : กรมศาสนา. กองอนุศาสน์
ปีที่พิมพ์ : 2503
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์การศาสนากรมการศาสนา
จำนวนหน้า : 112 หน้า
สาระสังเขป : มงคลคือเหตุแห่งความเจริญ มงคลในทางพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะให้บุคคลประพฤติดี ประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ เมื่อปฏิบัติแล้วจะบังเกิดความสุข ความเจริญแก่ตนเองและครอบครัว กองอนุศาสน์ กรมศาสนา ได้รวบรวมมงคลสูตรจากอนุศาสนาจารย์ ทั้งหมด 11 เรื่อง ประกอบด้วย เรื่องเป็นคนควรรอบรู้สมาคม คบคนดี บูชาคนดี การอยู่ในถิ่นที่เหมาะ ความเป็นผู้มีบุญได้กระทำไว้ในปางก่อนเป็นมงคล ความตั้งตนไว้ชอบ ศึกษาดี ศิลป วินัย พูดดี และการบำรุงมารดาบิดา
ชื่อเรื่อง : สองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา
ชื่อผู้แต่ง : วิจิตรมาตรา, ขุน
ปีที่พิมพ์ : 2509
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์พระจันทร์
จำนวนหน้า : 108 หน้า
สาระสังเขป : สองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นเพื่อสอนนักเรียนผ่านการโทรทัศน์ของเทศบาลนครกรุงเทพเพื่อสอนนักเรียน มีเนื้อหากล่าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปรียบเสมือนแม่น้ำแห่งชีวิตของคนไทย เป็นที่ตั้งของราชธานีไทยมาหลายยุคหลายสมัย แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดทางเหนือของประเทศไทยจากแม่น้ำใหญ่หรือแคว 4 แคว มีชื่อเรียกว่า ปิง วัง ยม น่าน ตั้งต้นที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ไหลลงมาทางใต้ไปออกทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ ตามทางที่ไหลลงมามีแม่น้ำอื่นมาบรรจบบ้าง แตกออกไปเป็นแม่น้ำอื่นบ้าง ในลำน้ำมีปลาต่าง ๆ มากมาย และสองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาเป็นที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับการทำนา ปลูกพืชผัก ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร และในตอนท้ายได้จัดพิมพ์ เรื่องตำนานสักรวา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแม่น้ำเช่นกัน
ผลการตรวจสอบโบราณสถานดอนปู่ตา บ้านหนองไฮ ตำบลหนองอีปาด อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่าโบราณสถานตั้งทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านหนองไฮ เป็นโบราณสถานร้าง ตั้งอยู่ในบริเวณป่าชุมชนหลังหมู่บ้าน ป่ารกทึบอยู่ริมถนนจากหมู่บ้านไปเมรุเผาศพ
โบราณสถานมีสภาพชำรุดพังทลาย น่าจะเป็นอาคารที่เป็นโบสถ์ อาคารก่ออิฐสอปูน หันหน้าไปทางตะวันออก มีขนาดประมาณ ๕ X ๘ เมตร สูงประมาณ ๒ เมตร เหลือแต่ส่วนฐาน มีดินปกคลุมอยู่และมีเศษอิฐกระจายอยู่โดยรอบ ด้านบนมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่บนโบราณสถาน ไม่พบโบราณวัตถุอื่นๆ สันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้น่าจะเป็นโบสถ์ของวัดบ้านหนองไฮเดิม ก่อนจะย้ายที่ออกมาตั้งอยู่ที่ตั้งวัดปัจจุบัน
อาคารหลังนี้น่าจะเป็นอาคารที่เรียกว่าโบสถ์หรือสิม ที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมล้านช้าง ในการสำรวจไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีใดๆ จึงไม่สามารถกำหนดอายุได้แน่นอน แต่น่าจะมีอายุประมาณ ๘๐ - ๑๐๐ ปี จากชุมชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้
ข้อมูลโดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดี ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี
แหล่งภาพเขียนสีเขาแบนะ
ประวัติ : “เขาแบนะ” เป็นเขาหินปูนลูกโดดขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมของหาดฉางหลางในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ภาพเขียนสีตั้งอยู่บริเวณเพิงผาด้านทิศเหนือของเขา เมื่อน้ำทะเลลดระดับลง เขาแบนะจะมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของปลายแหลม สามารถเดินเท้าไปชมภาพเขียนสีได้ โดยตัวภาพจะอยู่สูงกว่าระดับพื้นทรายประมาณ ๕ เมตร แต่หากระดับน้ำทะเลขึ้นสูง เขาแบนะจะกลายเป็นเกาะสามารถเดินทางไปชมด้วยเรือ ตัวภาพจะอยู่ในระดับที่สามารถเอื้อมถึง ภาพเขียนสีได้รับการสำรวจโดยโครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคใต้) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ – ๒๕๓๓ สำรวจพบภาพเขียนสีและชิ้นส่วนภาชนะดินเผา
จากลักษณะของพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าว เหมาะแก่การจอดเรือเพื่อพักระหว่างเดินทางหรือหลบกระแสลม คนโบราณจึงเลือกใช้พื้นบริเวณนี้ สร้างสรรค์ผลงานภาพเขียนสีเพื่อบอกเล่าเรื่องราวหรือเพื่อประกอบพิธีกรรม กำหนดอายุตัวภาพเขียนสีให้อยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ ๔,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ภาพเขียนสีเขาแบนะจึงเป็นตัวแทนแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน กำหนดอายุอยู่ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว ๔,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว
สิ่งสำคัญ
ภาพเขียนสีเขาแบนะ เขียนด้วยสีแดง ใช้เทคนิคร่างโครงภายนอกและตกแต่งลวดลายเป็นลายเส้นหรือระบายสีทึบภายใน
ลักษณะภาพ เป็นภาพเขียนสีรูปปลา จำนวน ๒ ตัว คว่ำหัวลง ลักษณะการเขียนภาพเขียนเป็นเส้นโครงร่าง และทำเป็นเส้นลายทางด้านในตัวปลา ส่วนหัวกับส่วนหางระบายสีแดงทึบ ด้านล่างของปลาเป็นภาพเขียนสี มีสภาพค่อนข้างลบเลือน โดยมีการระบายสีด้านในทึบ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าอาจเป็นอุปกรณ์จับปลา บางท่านสันนิษฐานว่าเป็นรูปสัตว์คล้ายเสือ ถัดลงไปด้านล่างทางด้านขวามือ (ของผู้ชมภาพ) เป็นภาพเขียนสีมีลักษณะคล้ายสัตว์ระบายสีทึบแต่เนื่องจากภาพมีสภาพค่อนข้างลบเลือนทำให้ไม่สามารถเห็นภาพชัดเจน
ชื่อเรื่อง พิมพาภิลาป (นิทานพิมพาพิลาป)สพ.บ. 103/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 66 หน้า กว้าง 4.3 ซ.ม. ยาว 55 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี