ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,844 รายการ
จักรปาณี (ฤกษ์), หลวง. นิราศทวาราวดี และ บทละคอนเรื่องมณีพิไชย. พระนคร : กรมศิลปากร, 2512.
เรื่องนิราศทาวารวดี นี้ หลวงจักรปาณี (ฤกษ์) เปรียญ กวีในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เป็นผู้แต่ง เนื้อหาหัวข้อ นิราศร้างห่างไกลอาลัยสมร นอกจากนี้ในเล่มยังมีเนื้อหาบทละครเรื่องมณีพิไชย ตอนพราหมณ์ยอพระกลิ่นขอพระมณีพิไชยไปเป็นทาส พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อีกด้วย
รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
จัดพิมพ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณ
ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรมแผนที่
ปีที่พิมพ์ : 2486
หมายเหตุ : พิมพ์เนื่องในงานฉลองวันชาติประจำปี พ.ส. 2486
วิวัธนาการ แห่งการทหาน และ สัตราวุธในกองทัพบกสมัยโบราณ เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะของนักรบไทยสมัยโบราณ ลักษณะและประเภทของอาวุธ หลักการจัดทหานและวิธีรบ และการสดุดีเกียตคุนนักรบไทยในสมัยโบราณ
ชื่อเรื่อง : พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
ชื่อผู้แต่ง : -
ปีที่พิมพ์ : 2511
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : ศิวพร
จำนวนหน้า : 952 หน้า
สาระสังเขป : หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เป็นบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทย กล่าวถึงเรื่องการสร้างกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วยเหตุการณ์เมื่อก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ประวัติไทย ประวัติขอม ประวัติพม่า พงศาวดารของพระเจ้าอู่ทอง ประวัติของราชอาณาจักรสุโขทัย และประวัติอาณาจักรล้านนาไทย และอธิบายเรื่องราวในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
องค์ความรู้ เรื่อง พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี จัดทำข้อมูลโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย
ผู้แต่ง : พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค)
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 2
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2501
หมายเหตุ : หม่อมราชวงศ์ พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต พิมพ์สนองรพระเดชพระคุณในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี
เป็นบันทึกของพระวิชิตณรงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งตรีทูต จดไว้เมื่อคราว โปรดฯให้พระยาศรีพิพัฒน์เป็นราชทูตออกไปเจริญทางพระราชไมตรียังราชสำนักพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ในสมัยรัชชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2404 เนื้อความแบ่งออกเป็นตอนๆ ดังนี้ ตอนที่ 1 กล่าวถึงการเดินทางออกจากรุงเทพฯถึงสิงคโปร์ ตอนที่ 2 การเดินทางจากสิงคโปร์จนถึงเกาะลังกา ตอนที่ 3 ออกเดินทางจากเกาะลังกาถึงเมืองเอเดน ตอนที่ 4 ออกเดินทางจากเมืองเอเดนถึงเมืองไกโรและเมืองอาเล็กซันดรี ตอนที่ 5 ออกเดินทางจากเมืองอาเล็กซานดรี ถึงเมืองตุลน เมืองมาเซ เมืองไลยอน และเมืองปารีส ตอนที่ 6 กล่าวถึงราชทูตเข้าเฝ้าเอมเปอเรอฝรั่งเศส ตอนที่ 7 กล่าวถึงการเที่ยวดูสถานที่ต่าง ๆ
เครื่องทำเสียงสัญญาณสำหรับแขวนคอวัวควาย ทำด้วยโลหะ รูปร่างคล้ายระฆังแต่เป็นสี่เหลี่ยม ด้านบนโค้งมน มีหูสำรับสอดไม้แขวนลอยอยู่ระหว่างขาไม้โค้ง ซึ่งตั้งอยู่บนฐานไม้ ผางลางใช้วางไว้บนหลังวัวหรือเกวียนเล่มแรกของขบวนขนส่งสินค้า เพื่อให้เกิดเสียงดัง เช่นเดียวกับกระดิ่งหรือกะลอที่แขวนคอวัว แต่ผางลางจะมีเสียงก้องกังวานไปไกล เป็นสัญญาณให้ขบวนวัวที่อยู่ถัดไปตามได้ถูกทางและรู้ตำแหน่งของหัวหน้าขบวนหรือผู้นำทางของตน ในกองคาราวานของพ่อค้าวัวต่างมักประกอบด้วยพ่อค้าวัวต่าง ๓-๕ คน พ่อค้าแต่ละคนอาจมีวัวต่างของตัวเอง ๑๐-๖๐ ตัวโดยอาจว่าจ้างคนในหมู่บ้านหรือพี่น้องเครือญาติช่วยควบคุมวัวของตนเอง ในการเดินทางขบวนวัวต่างมักเดินตามกันเป็นแถว โดยวัวตัวที่นำหน้าอาจมีผางลางวางบนหลัง หรือมีกระดิ่งแขวนไว้ที่คอ เพื่อเป็นสัญญาณให้ทราบว่ากองคาราวานเดินทางไปถึงไหน และยังเป็นสัญญาณให้ทราบว่ากองคาราวานได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจในการเดินทางแต่ละวัน พ่อค้าวัวต่างต้องหยุดพักที่ปาง โดยต้องเลือกทำเลที่มีหญ้า มีน้ำ อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ราบหรือพื้นที่ที่ค่อนข้างโล่งปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายและสัตว์ป่า มีการจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังอันตราย -----------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน -----------------------------------------------เอกสารอ้างอิง พจนานุกรมหัตถกรรม เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน : รศ.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ สนพ.เมืองโบราณ รายงานการวิจัยเรื่องพ่อค้าวัวต่าง : ชูสิทธิ์ ชูชาติ ศูนย์ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น, ๒๕๔๕
ลวดลายปูนปั้นที่ถูกขุดพบในเวียงกุมกามมักเป็นการพบชิ้นส่วนขนาดเล็ก ลายส่วนใหญ่เป็นลายประดับของเจดีย์ทรงปราสาท มีส่วนน้อยที่ประดับตามอาคารประเภทอื่น ลายปูนปั้นที่ยังคงหลงเหลือประดับตามโบราณสถานต่างๆ ในเวียงกุมกามเหลือเพียงไม่กี่แห่ง ได้แก่ วัดกู่คำ (เจดีย์เหลี่ยม) วัดกู่ขาว วัดปู่เปี้ย วัดหัวหนอง วัดพระเจ้าองค์ดำ วัดพญามังราย วัดกู่ป้าด้อม ที่ฐานชุกชีวัดหนานช้าง ลวดลายปูนปั้นสามารถจำแนกได้ ดังนี้
ลายกระหนก
เป็นรูปแบบในโครงสามเหลี่ยม ลายกระหนกในล้านนาเริ่มปรากฎหลักฐานโดยเกี่ยวข้องกับศิลปะแบบมอญ เช่นกระหนกที่เจดีย์วัดกู่กุด กระหนกที่เจดีย์วัดป่าสักเชียงแสน กระหนกในเวียงกุมกามน่าจะเป็นกระหนกที่เกิดจากสายพัฒนาการของศิลปะล้านนา รูปแบบที่เก่า ได้แก่ กระหนกประกอบลายดอกไม้ในกรอบช่องกระจกที่ฐานวิหารวัดพระเจ้าองค์ดำ หรือกระหนกปลายกรอบซุ้มจระนำวัดต้นข่อย กระหนกทั้งสองเกิดจากการปั้นปูนเป็นวงโค้งติดกับพื้น จากนั้นใช้นิ้วกดและรีดเนื้อปูนให้ยกขึ้น ต่อหัวขมวดอย่างคร่าวๆ โดยกำหนดอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑
ลายกระหนกที่ปลายกรอบซุ้มจระนำวัดปู่เปี้ย หรือกระหนกที่วัดหัวหนอง มีวิธีที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องลงมา คือมีการยกเนื้อปูนสูงขึ้นมาก มีการสะบัดพริ้วที่ปลายมาก คล้ายได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน กระหนกลักษณะนี้สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพราะอาคารหลายแห่งที่สร้างราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ มีการประดับด้วยกระหนกลักษณะนี้ เช่น การประดับซุ้มโขงที่วัดเจ็ดยอด กระหนกเจดีย์วัดปันสาท เป็นต้น
ลายกาบและลายประจำยามอก
ลายกาบคือลายในทรงสามเหลี่ยมที่ประดับตามมุมเสา กาบที่ประดับด้านบนของเหลี่ยมเสาปลายแหลมของกาบชี้ลง เรียกว่า กาบบน หรือบัวคอเสื้อ กาบที่ประดับโคนเสาปลายแหลมของกาบที่ชี้ลงด้านล่าง เรียกว่า กาบล่าง และหากตรงกลางเสามีลายรัดที่เกิดจากกาบบนและกาบล่างมาผสมกันเรียกว่าประจำยามอก
ประจำยามที่พบจากการขุดแต่งเจดีย์วัดกู่อ้ายหลาน น่าจะมีรูปแบบที่เก่าสุดในเวียงกุมกาม จากลักษณะของประจำยามตรงกึ่งกลางของประจำยามเป็นรูปวงกลม ทั้งสี่ด้านเป็นรูปกลีบบัว กลีบบัวมีความนูนหนา และขีดรอบวงโค้งในกลีบ รอบกลีบเป็นหัวขมวดอย่างคร่าวๆ มีความคล้ายคึงกับกลีบบัวที่ประจำยามวัดป่าสักเชียงแสน ประจำยามที่วัดกู่อ้ายหลานน่าจะอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๑
ประจำยามอกที่ท้องไม้ฐานปัทม์เจดีย์วัดกู่ขาว กรอบของประจำยามเป็นวงโค้งหลายวงต่อเนื่องกัน ภายในมีหลายวงกลมขนาดใหญ่เป็นประธานล้อมรอบด้วยลายเม็ดกลมและตัวเหงา พื้นที่ว่างภายในกรอบประดับด้วยลายกระหนกและลายหงส์แบบจีน
ลายกาบที่เจดีย์ทรงปราสาทใกล้ฐานเจดีย์ประธานวัดหนานช้าง เป็นลายกาบที่มีกรอบโค้งหยัก แต่หลักฐานที่เหลืออยู่ไม่มีรูปทรงที่สมบูรณ์ แต่คาดว่าน่าจะเป็นทรงกลีบบัวโค้งหยัก เช่นลายกลีบบัวที่ประดับโขงวัดชมพู เชียงใหม่ กำหนดอายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓
ลายประเภทกรอบคดโค้ง
ในเวียงกุมกามพบหลักฐานเหลือเพียงสี่แห่ง คือ ที่ฐานวิหารวัดพระเจ้าองค์ดำ หัวเสาซุ้มจระนำเจดีย์วัดพญามังราย ซุ้มโขงวัดหัวหนอง ฐานชุกชีบนวิหารวัดหนานช้าง ลายกรอบคดโค้งที่วัดพญามังรายและวัดพระเจ้าองค์ดำ มีลักษณะใกล้เคียงกันมากกับลายดอกไม้ที่ประดับเจดีย์วิหารในวัดเจ็ดยอด ซึ่งกำหนดอายุไว้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑
ลายกลีบบัว
ที่เจดีย์วัดกู่อ้ายหลาน ได้พบลายกลีบบัวประดับปากระฆัง ลักษณะเป็นกลีบบัวเกลี้ยง ประกอบด้วยเส้นโค้งสองวงมาบรรจบกัน ภายในกลีบวงโค้ง ที่เกิดจากการขูดเอาเนื้อปูนออกโดยรอบมีหัวขมวดขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจากกลีบบัวที่วัดป่าสัก
กลีบบัวที่ฐานชุกชีวิหารวัดกู่ป้าด้อม มีทั้งกลีบบัวคว่ำ บัวหงาย และกลีบแทรก ซึ่งมีลักษณะเดียวกับกลีบบัวที่ประดับเจดีย์วัดป่าสัก แต่กลีบบัวที่ฐานชุกชีวิหารวัดกู่ป้าด้อมเป็นกลีบบัวเกลี้ยงไม่มีรายละเอียดประกอบ
กลีบบัวที่ฐานชุกชีวัดกู่ขาว ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว ลักษณะเป็นกลีบบัวโค้งเรียบที่เกิดจากการปั้นเส้นปูนมาวางเป็นวงโค้งบรรจบกันเป็นปลายแหลมภายในประดับลายกระหนก
ที่มาข้อมูล
: จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา, ประวัติศาสตร์แะศิลปกรรมเวียงกุมกาม
: ตะวัน วีระกุล, วัดเวียงกุมกาม ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
ที่มารูปภาพ
: เวียงกุมกาม รายงานการขุดค้นขุดแต่งศึกษาและการบูรณะโบรารณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๓๒
ชื่อเรื่อง เทศนาวิภังค์-มหาปัฏฐานสพ.บ. 195/7ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 26 หน้า : กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 55.1 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
เจดีย์ช้างล้อม
หลักฐานการสร้างประติมากรรมรูปช้างประดับที่ฐานเจดีย์นั้น พบครั้งแรกที่สถูปรุวันเวลิ ในประเทศศรีลังกา ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๔ ตรงกับสมัยอนุราธปุระ สร้างโดยพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัย เมื่อครั้งที่พระองค์ชนะการกระทำยุทธหัตถีดับพระเจ้าเอฬาร กษัตริย์ทมิฬ
ซึ่งเชื่อว่าเจดีย์/สถูปองค์นี้เป็นต้นแบบในการสร้งเจดีย์ช้างล้อมในดินแดนประเทศไทย
คติการสร้างเจดีย์ช้างล้อมนี้ มี ๒ แนวทาง คือ
๑. สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการชนะการทำสงคราม โดยเฉพาะการกระทำยุทธหัตถี ซึ่งเป็นคติจากสถูปรุวันเวลิของพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัย
๒. เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนการเป็นศูนย์กลางจักรวาล โดยมีพระเจดีย์แทนพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุ มีช้างอยู่ประจำตามทิศเบื้องล่างลงไป
สำหรับเมืองศรีสัชนาลัย มีการสำรวจพบเจดีย์ที่ประดับฐานด้วยประติมากรรมรูปช้างอย่างน้อย ๕ แห่ง ได้แก่ เจดีย์ประธานวัดช้างล้อม เจดีย์ประธานวัดนางพญา เจดีย์ประธานวัดสวนสัก(องค์ใน) เจดีย์ประธานวัดศรีมหาโพธิ์(องค์นอก) และเจดีย์รายหมายเลข ๑๘ วัดเจดีย์เจ็ดแถวค่ะ
ผู้ที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจดีย์ช้างล้อมได้ในหนังสือ "เจดีย์ช้างล้อมกับประวัติศาสตร์บ้านเมืองและพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในประเทศไทย" ของสุรพล ดำริห์กุล
เครดิตภาพ : คุณบัณฑิต ทองอร่าม
เลขทะเบียน : นพ.บ.81/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 50 (78-93) ผูก 2 (2564)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์ (8หมื่น) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม