ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ
ชื่อเรื่อง : หัดธรรม เสียงธรรมสตรี สมัย ร.๕
ผู้เขียน : ธรรมกถิกาจารย์
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา
ปีพิมพ์ : ๒๕๖๑
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๐๓-๐๙๕๖-๖
เลขเรียกหนังสือ : ๒๙๔.๓๐๗๖ ธ๓๒๑ห
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑สาระสังเขป : "หัดธรรม เสียงธรรมสตรี สมัย ร.๕" เป็นการนำมาเรียบเรียงจัดพิมพ์ใหม่ จากเดิมต้นฉบับหนังสือเรื่อง "หัดพูดธัมมะ สำหรับเปนบทเรียนพูด เรียนถาม" ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ร.ศ. ๑๒๓ โดยเริ่มต้นด้วยธรรมะระดับพื้นๆ เช่น ทาน ศีล สมาธ ปัญญา เมตตา และกรุณา จากนั้นจะก้าวสู่ธรรมขั้นสูง ที่เขียนโดยฆราวาส มีวิธีการเรียบเรียงที่แตกต่างจากพระภิกษุส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ไม่ได้แสดงแบบธรรมเทศนาหรือเทศนาโวหาร หากแต่สื่อธรรมด้วยวิธีปุจฉา-วิสัชชนา ทำให้ชวนอ่าน ไม่เคร่งเครียดเกินไป ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ด้วยมุ่งหวังสำหรับเป็นบทเรียนพูดเรียนถามหรือเป็นแบบอย่างสำหรับฆราวาสในการซักถามและอธิบายธรรมะ โดยผ่านตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ที่เป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใฝ่ธรรมที่มีการปฏิบัติแตกต่างกัน ทำให้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันไปด้วย แต่ทุกครั้งที่สนทนาจบก็จะได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันและครอบคลุมหลากหลายแง่มุม ซึ่งนำเสนอหลากหลายเรื่องราวแบ่งออกเป็นบท เช่น แม่รักกับแม่อารี (พูดเรื่องศีลกับทาน) แม่ชอบนิ่งกับแม่ช่างตรอง และแม่เรียนจำ (พูดเรื่องบาปและที่เกิดของบาป) ครูกับแม่รู้จริง (พูดเรื่องเห็นจริงรู้จริง) แม่หยุดใจพูดกับแม่ทำไป (ด้วยเรื่องสิ่งไม่เที่ยงเห็นสิ่งเที่ยงได้) เป็นต้น แม้หนังสือต้นฉบับเดิมจะเขียนมายาวนานกว่าร้อยปีแล้ว หากแต่เนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอนั้นยังคงสามารถนำมาศึกษาปรับใช้กับปัจจุบันได้เพราะเป็นหนังสืออธิบายธรรมตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงที่ชาวพุทธในปัจจุบันควรให้ความสนใจและนำไปศึกษาปฏิบัติ
เอกสารทางวิชาการฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารยุทธศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งองค์กรสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นมักจะให้ความสำคัญต่อการยึดยุทธศาสตร์เป็นหลักในการดำเนินงาน และผู้บริหารสูงสุดขององค์การหรือซีอีโอต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ ซึ่งเอกสารทางวิชาการฉบับนี้ เรียบเรียงโดย นางวรรณพร สุทธปรีดา ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงาน ก.พ.ร.
หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลีหัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 18 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๑. ชื่อโครงการ โครงการอบรมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วนได้ศึกษาเรียนรู้การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกอย่างมีระบบและยั่งยืน โดยศึกษาจากสถานที่และสถานการณ์จริง เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้กับการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร
๓. กำหนดเวลา วันที่ ๒-๕ สิงหาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่ ๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum)
๒. ศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์ (L’artisan d’angkor)
๓. ปราสาทบันทายศรี
๔. ปราสาทนครวัด
๕. ปราสาทตาพรหม
๖. ปราสาทบายน
๕. หน่วยงานผู้จัด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์การมหาชน สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.๔)
๖. หน่วยงานสนับสนุน –
๗. กิจกรรม
วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ผู้ผ่านการสอบคัดเลือกและผู้เข้าร่วมเดินทางทั้งสิ้นจำนวน ๕๒ คน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรด้านการท่องเที่ยวในเขตเมืองมรดกโลกสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร นักเรียนในพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือก เจ้าหน้าที่จาก อพท.๔ พร้อมกันที่สำนักงาน อพท.๔ แล้วออกเดินทางสู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างทางมีการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องทำระหว่างศึกษาดูงาน ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา คือการสังเกตและศึกษากระบวนการใช้ประโยชน์และดูแลแหล่งมรดกโลก ตลอดจนการสื่อความหมาย การต่อยอดมรดกทางภูมิปัญญาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๔.๓๐ น. โดยประมาณ คณะศึกษาดูงานเดินทางถึงอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แวะทำธุระส่วนตัวที่โรงแรมพร้อมรับประทานอาหารเช้า จากนั้นเดินทางไปด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองลึกเพื่อข้ามพรมแดนเข้าราชอาณาจักรกัมพูชา เมืองปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย เปลี่ยนรถบัสแล้วเดินทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ ใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมง แวะพักครึ่งทางที่หมู่บ้านแกะสลักหินทรายของจังหวัดบันทายมีชัย
เดินทางถึงเมืองเสียมเรียบเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านโตนเลสาป ซึ่งเป็นภัตตาคารระดับสามดาว บริการอาหารแบบบุฟเฟต์ จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ขุดค้นได้ในเมืองเสียมเรียบ ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุในยุคเมืองพระนคร โดยมีบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการก่อตั้ง ภายในอาคารจัดแสดงนอกจากมีโบราณวัตถุจัดแสดงกว่า ๓,๐๐๐ ชิ้นแล้ว ยังมีการให้ความรู้ผ่านระบบมัลติมีเดียผ่านจอภาพในห้องฉายวีดิทัศน์ที่จุผู้ชมได้ ๒๗ ที่นั่ง เรียกว่าห้อง Briefing room เพื่อแนะนำพิพิธภัณฑ์ การจัดแสดง การเข้าชมและเนื้อหาโดยสรุปของนิทรรศการทั้งหมด จากนั้นเป็นห้องจัดแสดงพิเศษ Exclusive Gallery หรือห้องจัดแสดงพระพุทธรูป ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งจัดแสดงพระพุทธรูปขนาดต่างๆ ศิลปะต่างๆ วัสดุต่างๆจำนวน ๑,๐๐๐ องค์ ต่อจากนั้นเป็นห้องจัดแสดง A-G ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ค้นพบในเมืองโบราณของเขตจังหวัดเสียมเรียบ นำเสนอประวัติศาสตร์ โบราณคดี คติความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม รูปแบบศิลปกรรมและพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญของยุคเมืองพระนคร อาทิ รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗และพระนางชัยราชจุฑามณี พบที่ชัยคีรีหรือปราสาทบายน เทวรูปพระวิษณุ ศิลปะสมัยพระนคร พบที่ปราสาทนครวัด เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ ไม่อนุญาตให้มัคคุเทศก์นำชมภายในห้องจัดแสดงและไม่มีบริการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ แต่มีบริการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ ๗ ภาษา คือ กัมพูชา เกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ ฝรั่งเศสและไทย ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเช่าจากเคาเตอร์จำหน่ายบัตรได้ ในราคา ๒ ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ ๗๐ บาท ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆในขณะบรรยายนำชม นอกจากนี้ หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีบริการปุ่มบรรยาย ๗ ภาษาเป็นบางจุด เพื่อสรุปเนื้อหาของนิทรรศการแต่ละห้องด้วย ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีร้านบริการเครื่องดื่มและของที่ระลึกด้วย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวเมืองโบราณเสียมเรียบที่ดี เนื้อหานิทรรศการทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ สภาพเมือง รวมถึงคตินิยมในการสร้างเมืองได้ชัดเจนขึ้น ทั้งยังได้เห็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากโบราณสถานต่างๆ
ข้าพเจ้าเลือกใช้บริการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ พบว่าตัวเครื่องเป็นโทรศัพท์ติดตามตัวยี่ห้อ SAMSUNG แต่ปรับโปรแกรมให้กลายเป็น Audio guide สามารถกดรับฟังข้อมูลเป็นจุดๆตามหมายเลขที่ติดไว้ในห้องจัดแสดงหรือโบราณวัตถุ เนื้อหาของข้อมูลเป็นไปอย่างคร่าวๆ เน้นทำความเข้าใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจในวัฒนธรรมเขมรโบราณ เช่น พูดถึงคติการสร้างเทวรูป ประติมานวิทยาของเทวรูป เป็นต้น
แม้จะเป็นสถานที่อันควรแก่การเริ่มต้นเที่ยวชมเมื่อมาถึงเมืองเสียมเรียบ แต่เพราะค่าธรรมเนียมเข้าชมที่ค่อนข้างแพงคือ ๑๒ ดอลล่าร์สหรัฐและสถานที่ที่ค่อนข้างกว้างต้องใช้เวลาชมค่อนข้างนาน รวมถึงกฎการห้ามถ่ายภาพในห้องจัดแสดง ทำให้ยังมีจำนวนผู้สนใจเข้าชมค่อนข้างน้อย
หลังจากนั้นคณะศึกษาดูงานเดินทางต่อไปยัง L’artisan d’angkor หรือศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์ ซึ่งเป็นศูนย์อบรมอาชีพด้านหัตถกรรมให้กับคนในพื้นที่ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ โดยภายในศูนย์มีการสาธิตการสร้างงานหัตถกรรมหลายชนิด อาทิ การทอผ้า การแกะสลักไม้และหิน เครื่องเงิน การเขียนลายบนผ้า การเขียนลายรดน้ำ เป็นต้น ซึ่งผลงานส่วนใหญ่เน้นการต่อยอดงานศิลปกรรมโบราณที่พบในเขตเมืองโบราณเสียมเรียบทำให้มีความปราณีต โดดเด่นและทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ลวดลายรวมถึงกรรมวิธีการสร้างสรรค์ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าขึ้นได้อีกมาก
การเข้าชมศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์จะมีมัคคุเทศก์พาชมขั้นตอนการทำงานแต่ละอย่างโดยละเอียด ทำให้เข้าใจกระบวนการสร้างและเห็นถึงความยากลำบากในการสร้างชิ้นงาน เมื่อชมกรรมวิธีการสร้างสรรค์ชิ้นงานจบแล้วสามารถเลือกซื้อสินค้าประเภทต่างๆได้ในร้านค้าของศูนย์ ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจกระบวนการทำงานและเข้าใจถึงราคาชิ้นงานที่ค่อนข้างสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป
หลังจากนั้นรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร Tonle Mekong Restaurant พร้อมชมการแสดงนาฏศิลป์กัมพูชา ซึ่งใช้นักแสดงที่ได้รับการอบรมพิเศษเป็นเยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวหรือปัญหาความยากจน ซึ่งรัฐบาลจะสร้างโรงเรียนฝึกหัดนาฏศิลป์ขึ้นเพื่อให้การศึกษาด้านดนตรีนาฏศิลป์ รวมถึงจัดงานหางานให้แสดงนอกเวลาเรียนเพื่อสร้างรายได้และเป็นการฝึกหัดไปด้วย
หลังจากนั้นจึงเข้าพักที่ Khemara Angkor Hotel เมืองเสียมเรียบ
วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๙
ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักเวลา ๐๗.๓๐ น. โดยประมาณ เพื่อทำบัตรเข้าชมปราสาท ซึ่งเป็นแบบ ๑ วัน ราคา ๒๐ ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งกำลังจะปรับขึ้นราคาเป็น ๓๗ ดอลล่าร์สหรัฐตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เป็นต้นไป แล้วเดินทางต่อไปอีก ๓๕ กิโลเมตรเพื่อเข้าชมปราสาทบันทายศรี
นอกจากปราสาทแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจในปราสาทบันทายศรีคือป้ายสื่อความหมายซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วยแผนผังปราสาท ป้ายอธิบายประวัติของปราสาท ป้ายเปรียบเทียบอายุการสร้างปราสาทเทียบกับโบราณสถานสำคัญๆของโลก เช่น พระราชวังแวร์ซาย ปิรามิดขั้นปันไดในอเมริกากลาง ปราสาทในญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ในระหว่างทางเดินไปชมปราสาทซึ่งสองข้างทางเป็นทุ่งนาของชาวบ้านก็มีป้ายอธิบายความสำคัญของข้าวและขั้นตอนการปลูกข้าว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นต้นข้าวและทุ่งนา หรือในบางฤดูกาลยังสามารถเห็นการทำนาและเกี่ยวข้าวได้จริงๆอีกด้วย นับว่าเป็นการสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก
นอกจากนี้การจัดการเรื่องเส้นทางการเข้าชมปราสาทบันทายศรีและปราสาทอื่นๆบางหลังก็น่าสนใจ กล่าวคือ ทางเดินเข้าสู่ปราสาทและทางเดินออกจากปราสาท (ยกเว้นภายในตัวปราสาท) จะถูกจัดให้เป็นทางเดินระบบทิศทางเดียว (One way) และปลายสุดของทางออกจะเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ทั้งนี้เพื่อจัดระเบียบผู้เข้าชม รวมถึงการเปิดโอกาสให้บรรดาร้านค้าซึ่งมีคนพื้นถิ่นเป็นเจ้าของมีโอกาสสร้างรายได้อย่างเท่าเทียมกัน
ออกจากปราสาทบันทายศรี คณะศึกษาดูงานเดินทางต่อไป โดยเปลี่ยนพาหนะเป็นรถจักรยานยนต์พ่วงสามล้อเพื่อเดินทางไปยังปราสาทนครวัด ปราสาทตาพรหมและปราสาทบายนตามลำดับ เพราะเขตโบราณสถานเหล่านี้ไม่อนุญาตให้รถเกิน ๔ ล้อขับขี่เข้าไป แต่ระหว่างชมปราสาทตาพรหมฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้เดินทางต่อไปได้ค่อนข้างล่าช้า ต้องยกเลิกกำหนดการเข้าชมปราสาทบาแคงซึ่งเป็นปราสาทสุดท้าย
ในตอนค่ำ คณะศึกษาดูงานไปรับประทานอาหารกันที่ร้านปลายิ้ม ซึ่งเป็นร้านอาหารของนักธุรกิจชาวไทย และได้รับเกียรติจากนายลอง โกศล รองผู้อำนวยการองค์การอัปสรา (Authority for the Protection of the Site and Management of the Region of Angkor: APSARA Authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่โบราณสถานในเมืองพระนครแบบเบ็ดเสร็จมาร่วมรับประทานอาหารเย็นและตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานด้วย
นายโกศล เล่าว่าองค์การอัปสรา ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาให้ทำหน้าที่บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพระนครซึ่งอยู่ในจังหวัดเสียมเรียบทั้งหมด ก่อนหน้านี้ผู้ได้รับสัมปทานคือรัฐบาลเวียดนาม ในพื้นที่เป็นโบราณสถานทรงคุณค่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลก มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมราว ๒๐ ล้านคนต่อปี ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา ทั้งการทรุดโทรมของโบราณสถาน ขยะและปัญหาการจราจรซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานมากที่สุด จึงต้องจัดการจราจรใหม่ด้วยกฎห้ามรถขนาดใหญ่เข้าไปในเขตโบราณสถาน ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงไปแล้ว
นอกจากนี้ นายโกศลยังเล่าถึงการบริหารจัดการขององค์การอัปสราว่าเป็นการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ องค์การอัปสรามีทั้งเครื่องมือหนักสำหรับดูแลพื้นที่เช่น รถเทรลเลอร์ รถบดถนน รถบรรทุก แรงงานกว่า ๖๐๐ คน นักวิชาการทั้งชาวกัมพูชาและนักวิชาการต่างชาติ นักโบราณคดี องค์การภายใต้การบริหารเพื่อการให้การศึกษา พิพิธภัณฑ์ไปจนถึงนักสถิติ ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบการท่องเที่ยวในเขตเมืองมรดกโลกในพื้นที่เสียมเรียบให้มีมาตรฐาน ภายใต้แนวคิดพัฒนาเพื่ออนุรักษ์ อนุรักษ์เพื่อพัฒนา และถือว่าประสบผลสำเร็จในการบริหารงานเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าถามนายโกศลว่ามีวิธีการดูแลพิพิธภัณฑ์ภายใต้การบริหารงานขององค์การอัปสราอย่างไรบ้าง และมีปัญหาอะไรบ้างที่รู้สึกเป็นห่วง นายโกศลตอบว่า มีพิพิธภัณฑ์อยู่ในการดูแลขององค์การอัปสรา ๓ แห่งคือ Preah Norodom Sihanouk-Angkor Museum Ceramics Museum และ MGC Asian Traditional Textiles Museum ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องจำนวนผู้เข้าชม ซึ่งนายโกศลเห็นว่าแม้เป็นปัญหาสำคัญแต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปรกติเพราะผู้คนที่เดินทางมาเสียมเรียบล้วนให้ความสำคัญกับโบราณสถานเป็นอันดับแรก โบราณวัตถุเป็นอันดับรองลงมา วิธีแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไปคือการพยายามเชื่อมโยงโบราณสถานกับโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย เช่น มัคคุเทศก์ ผู้สื่อความหมาย เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ นักวิชาการ นักประชาสัมพันธ์และบริษัททัวร์ด้วย
หลังจากนั้นเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น.จึงเดินทางกลับที่พัก
วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๙
เวลา ๐๘.๓๐ น.โดยประมาณ เดินทางออกจากที่พักในเมืองเสียมเรียบเพื่อกลับราชอาณาจักรไทย ผ่านจุดผ่านแดนคลองลึก สู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รับประทานอาหารกลางวันบนรถ และระหว่างนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติถึงสิ่งที่พบเห็นและรู้สึกขณะอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานส่วนใหญ่พูดถึงความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานที่มีมากกว่าพื้นที่สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร รวมถึงชื่นชมระบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเสียมเรียบที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
องค์การอัปสรานั้น ต้องยอมรับว่าที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดนั้น นอกจากวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีเส้นสายที่ดี นายลอง โกศลเองก็เป็นบุตรชายของรองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอิทธิพลมากคนหนึ่งของราชอาณาจักรกัมพูชา
๘. คณะผู้แทนไทย ผู้ผ่านการทดสอบเพื่อประเมินความรู้ภายหลังการเข้ารับการอบรม (Post Test) ในโครงการอบรมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน จำนวน ๓ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลักสูตรการอนุรักษ์คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมและหลักสูตรการออกแบบบริการเพื่อการบริหารประสบการณ์นักท่องเที่ยวต่อแบรนด์มรดกพระร่วง จำนวน ๓๐ คน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยว ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ครูและนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่การดำเนินงานของ อพท.๔
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ข้าพเจ้าและผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์สูงสุดจากการได้สังเกตและศึกษาจากสถานที่ เหตุการณ์และบุคคลจริง ซึ่งมีประสบการณ์อย่างยิ่งในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญและรู้จักไปทั่วโลก ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาเยี่ยมชมทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษ
ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าและคณะเข้าใจสภาพปัญหาและกลวิธีแยบคายในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อทั้งแหล่งมรดกโลกเอง ผู้คนในพื้นที่ ผู้คนในประเทศตลอดจนนักท่องเที่ยวเอง
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดเสียมเรียบ เป็นแหล่งมรดกโลกขนาดใหญ่ มีโบราณสถานตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเยี่ยมชม แต่การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกรวมถึงกลยุทธ์ในการรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาศาลเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบการจำหน่ายบัตรซึ่งคิดเป็นจำนวนวันในการเข้าชม ระบบการขนส่งมวลชนในแหล่งท่องเที่ยว ระบบการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่แหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชรอย่างยิ่งถ้านำระบบเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่
เลขทะเบียน : นพ.บ.7/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 5 (47-61) ผูก 6หัวเรื่อง : สมนฺตปาสาทิกา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.30/7ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 16 (175-181) ผูก 7หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาธมฺม --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.54/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 40 หน้า ; 4.8 x 58 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 35 (353-358) ผูก 5หัวเรื่อง : วิธูรบัณฑิต --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : ตำนานพระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยาปางเดิม
ผู้แต่ง : มนตรี ธมฺมเมธี, พระครูใบฎีกา
ปีที่พิมพ์ : 2543
สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่
สำนักพิมพ์ : มิ่งเมือง
ภก.ดรนิติ สันแสนดี.ไม่อยากแพ้ ต้องเข้าใจ ยา(แก้)แพ้.HEALTH CHANNEL Magazine.12:138(may 2017);28.
ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะแพ้อากาศ หรือแพ้มลพิษต่าง ๆ เช่นฝุ่นควันเป็นต้น ซึ่งโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อย สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วัยเด็กเล็ก ได้แก่โรคแพ้นมวัว โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และในวัยเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ได้แก่โรคภูมิแพ้อากาศ โรคภูมิแพ้ของเยื่อบุตาขาว โรคหอหืด รวมถึงโรคแพ้อาหารทะเล
การที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบการ หายใจเพิ่มขึ้น เพราะวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไป เป็นปัจจัยทําให้อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น โดยยาแก้แพ้หรือ ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) มีสรรพคุณ บรรเทาอาการน้ำมูกไหล อาการจาม เนื่องจากหวัด บรรเทาอาการคันจากสาเหตุ ต่างๆ ลดสารคัดหลั่ง และบรรเทาอาการคัน โดยยาแก้แพ้จะออกฤทธิ์ยับยั้งผลของ ฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งมีผลทําให้การ หลั่งน้ำมูก และอาการแพ้ อาการคันลดลง ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก ยาต้านฮีสตามีนกลุ่ม ดั้งเดิมหรือยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ทําให้ง่วงซึม เป็นยาต้านฮีสตามีนรุ่นแรก ตัวอย่างยา ในกลุ่มนี้เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (Hydroxyzine) และทริโปรลิดีน (Triprolidine) เป็นต้น
ยาในกลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการ เยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล และมักให้ร่วมกับยาชนิดอื่น ตามอาการที่แสดง, เยื่อตาขาวอักเสบ เนื่องจากภูมิแพ้ที่เป็นตามฤดูกาล, ผื่นลมพิษ, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, อาการคันตื่นขึ้นเนื่องจาก แมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัส สารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถ บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้ ซึ่งยา ในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองไป กดระบบประสาทได้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้ยามีอาการ ง่วงซึม แต่บางครั้งในเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ ได้รับยาขนาดสูง อาจพบอาการกระวนกระวาย อยู่นิ่งไม่ได้ นอนไม่หลับ ส่วนอาการข้างเคียง อื่น ๆ ที่พบได้ เช่น จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ไม่สบายทางเดินอาหาร ปัสสาวะคั่ง และน้ำหนักตัวเพิ่ม
เนื่องจากยากลุ่มนี้ทําให้ง่วงซึม จึงควรระวังการใช้ในผู้ที่ทํางานเกี่ยวกับ การควบคุมเครื่องจักร ขับรถ และห้ามใช้ร่วมกับ ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ ระวังการใช้ในเด็กเล็ก เพราะ อาจทําให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ยาในกลุ่มนี้อาจทําให้อาการความดันในลูกตา ผิดปกติและภาวะปัสสาวะคั่งแย่ลง จึงควรระวัง การใช้ในผู้ป่วยบางโรค เช่น ความดันในลูกตาสูง ต้อหินบางชนิด และต่อมลูกหมากโต ระวัง การใช้ในผู้ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วย น้ํานมตนเอง เนื่องจากยาสามารถขับออกทาง น้ํานมได้ และมียาบางตัวอาจก่อให้ทารก เกิดวิกลรูป (ทารกที่คลอดออกมา มีความผิดปกติ) ดังนั้นหญิงมีครรภ์ที่ต้องการ ใช้ยาจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
กลุ่มที่สอง ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ ไม่ทําให้ง่วงนอน (Non-Sedating Antihistamines) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาต้านฮีสตามีน กลุ่มดั้งเดิม แต่ยาในกลุ่มนี้ผ่านเข้าสมองได้ น้อยมากจึงทําให้ง่วงซึมน้อยกว่า ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น เซทริซีน (Cetirizine), ลอราทาดีน (Loratadine) และกลุ่มที่พัฒนา ต่อมา เช่น เลโวเซทริซีน (LevOcetirizine), เดสลอราทาดีน (Desloratadine) เป็นต้น ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มนี้สามารถใช้รักษา อาการต่าง ๆ ได้คล้ายกับกลุ่มดั้งเดิม โดยเฉพาะ เซทริซีน ให้ผลดีในการลดผื่น ลมพิษแบบเฉียบพลัน ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และลดอาการคันได้เร็วกว่ายาอื่นในกลุ่ม เดียวกัน เนื่องจากยาออกฤทธิ์เร็ว แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการน้ํามูกไหล อาการเมารถ เมาเรือ ได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม ส่วนข้อดีคือ อาการง่วงซึม จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า จะพบน้อยกว่ายากลุ่มดั้งเดิม ทั้งนี้ในผู้ที่รับประทานยาอื่นร่วมด้วย ควรแจ้ง ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เนื่องจาก อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาเมื่อรับประทาน ร่วมกับยาฆ่าเชื้อบางชนิด
นอกจากนี้ควรระวังการใช้ในผู้ที่ อยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วยน้ํานมตนเอง เพราะยังมีข้อมูลน้อย ระวังการใช้ยาในผู้ป่วย โรคตับ โรคไต และผู้ที่มีประวัติคลื่นหัวใจ ผิดปกติ เพราะอาจต้องปรับขนาดยาลดลง และเนื่องจากมียาบางตัวอาจก่อให้ทารก เกิดวิกลรูปได้เช่นเดียวกับกลุ่มดั้งเดิม ดังนั้น หญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาจึงควร ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควร ซื้อยามารับประทานเอง
ยาแก้แพ้ เป็นการรักษาตามอาการ มากกว่าแก้สาเหตุ ดังนั้นเราควรเลือกใช้ ยาแก้แพ้อย่างถูกต้อง เพราะการใช้ยา ทุกชนิดจะมีผลข้างเคียงของยา ทั้งนี้การ บรรเทาอาการแพ้ที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยง สิ่งที่แพ้ หมั่นออกกําลังกาย เลือกกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมเท่าที่จําเป็น โดยปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อจําเป็น ต้องใช้ยา
1. เวทย์มนต์คาถา อัการขอม ภาษาบาลี เช่น คาถาตรีนิสิงเห, คาถาคงทนอาวุธ, เสกผงดินสอ, ชันพระพุทธเจ้า 5 พระองค์, โองการพระเจ้า 5 พระองค์ ฯลฯ 2. คาถาอาคมและยันต์โสลดมหามงคล 3. ตำรายาเกร็ด เช่น ยาริดสีดวงจมูก, ขี้กลาก เป็นต้น
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. เรื่อง พระเขี้ยวแก้ว. พระนคร : โรงพิมพ์อักษรศรีสมิต, 2473. เรื่อง พระเขี้ยวแก้ว นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเสด็จประพาสลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. 2440 ให้รายละเอียดในเรื่องพระทันธาตุ องค์พระทันตธาตุ พระทันตธาตุ ชั้นที่ 2 การรับพระทันตธาตุซึ่งสำคัญว่าเป็นของจริง พระทันตธาตุ ชั้นที่ 3 ตอนท้ายให้รายละเอียดเรื่องแห่เประหะระ และเรื่องพระสงฆ์ลังกาไว้ด้วย
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา และ ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จลายพระหัตถ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ภาคที่ 16. พระนคร : กรมศิลปากร, 2498.
หนังสือเรื่องสาส์นสมเด็จ ภาคที่ 16 นี้ เป็นลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ กับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีโต้ตอบกันในบั้นปลายแห่งพระชนมชีพเมื่อทรงว่างจากภาระทางราชการการเมือง และทรงพักผ่อนอย่างเงียบ ๆ พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอทั้งสองพระองค์นี้ เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปในหมู่นักศึกษา โบราณคดี ศิลปและวรรณคดี และการปกครอง สาส์นสมเด็จนี้มีอยู่มากมายด้วยกัน ภาคนี้เป็นภาคที่ 16.