ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,735 รายการ
วัดโลกโมฬี ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ที่มีประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปะ วัฒนธรรมของล้านนาที่สำคัญมาอย่างยาวนาน โดยได้รับการสืบทอดและดูแลจากพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรล้านนา ในปัจจุบันวัดโลกโมฬีเป็นอีกหนึ่งวัดที่การสืบสานประเพณี และวัฒนธรรมอันล้ำค่าอย่างต่อเนื่องของเมืองเชียงใหม่
วัดโลกโมฬี เป็นพระอารามหลวงนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าถูกสร้างขึ้นในสมัยใด แต่ก็มีข้อมูลยืนยันและปรากฏชื่อครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้ากือนา พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๖ ในราชวงศ์มังราย เมื่อคราวที่พระองค์โปรดฯ ให้ไปอาราธนาพระอุทุมพรบุปผามหาสวามี จากเมืองพันหรือเมาะตะมะ ประเทศพม่า ให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา แต่พระอุทุมพรบุปผามหาสวามีทรงชราภาพ จึงได้ส่งคณะสงฆ์ ๑๐ รูปมาแทน พระเจ้ากือนา จึงโปรดฯ ให้คณะสงฆ์ดังกล่าวไปจำพรรษา ณ วัดโลกโมฬี อันเป็นสถานที่ที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างเมือง
จากตำนานพระธาตุดอยสุเทพ หน้า ๘ กล่าวว่า “... ท้าวกือนา ได้เสวยราชสมบัติในชุมพูนทบุรีศรีมหานครเมืองพิงเชียงใหม่ ได้ยินปวัติข่าวสาร สุปฏิปันนตาทิ คุณแห่งอุทุมพรบุปผมหาสวามีเจ้าอยู่เมืองพัน จึงใช้ราชทูตไปราธนามหาสวามีเจ้ามหาสวามีเจ้าบ่มา เจ้าใช้หื้อเถรเจ้าทั้งหลายอันเปนลูกศิษย์มา ๑๐ ตน มีอานนทเถรเจ้าเปนแก่มา ท้าวกือนาก็หื้อเถรเจ้าทั้งหลายอันอยู่วัดโลกลวยหัวเวียงแล...”
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๐ พระเจ้าติโลกราช พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๙ ในราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงใช้เป็นที่รับรองพระเถระทั้งหลายที่มาร่วมงานสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๘
เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๗๐ พระเมืองเกษเกล้าหรือพญาเกสเชษฐราช พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๒ ในราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงเป็นผู้ฟื้นฟูวัดโลกโมฬีพระองค์แรก ซึ่งพระเมืองเกษเกล้าได้โปรดเกล้าฯ ยกบ้านหัวเวียงให้เป็นวัดและได้ทำการก่อสร้างเจดีย์และวิหารขึ้นภายในบริเวณวัด ต่อมาเจดีย์ของวัดโลกโมฬี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๐๗๑
จากตำนานเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๗ กล่าวว่า “ปีกุน จุลศักราช ๘๘๙ (พ.ศ.๒๐๗๐) สร้างบ้านหัวเวียงให้เป็นอาราม ให้ชื่อว่าวัดโมฟีโลก กับให้สร้างวัดบุญเกียร สร้างวิหารปีชวด จุลศักราช ๘๙๐ (พ.ศ.๒๐๗๑) ให้ก่อมหาเจดีย์ และสร้างวิหาร วัดโมฟีโลกปีฉลู”
สมัยพระเมืองเกษเกล้า ช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๐๖๘ - ๒๐๘๑ เป็นยุคที่อาณาจักรล้านนาอ่อนแอและวุ่นวาย เนื่องจากภายในเกิดความไม่สามัคคี แตกแยกและขัดแย้งกัน ระหว่างขุนนางและกษัตริย์ สืบเนื่องจากพระโอรสท้าวซายคำปฏิวัติยึดอำนาจจากพระเมืองเกษเกล้า ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ และขับไล่พระองค์ออกไปอยู่เมืองน้อย (ปัจจุบันคืออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน) และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๓ ในราชวงศ์มังราย แต่ในการบริหารบ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวายและเกิดเหตุจลาจลบ่อยครั้ง กลุ่มขุนนางแตกแยกออกจากกันเป็นกลุ่มๆ และเกิดการช่วงชิงอำนาจกันเอง ท้าวซายคำ ทรงครองราชย์ได้เพียง ๕ ปี ช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๐๘๑ - ๒๐๘๖ ก็ถูกลอบปลงพระชนม์โดยกลุ่มขุนนางกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากท้าวซายคำ ขาดความชอบธรรมในราชบัลลังก์ ไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม และปฏิบัติผิดราชประเพณีอยู่ประจำ
ต่อมากลุ่มขุนนางส่วนใหญ่จึงอัญเชิญพระเมืองเกษเกล้ากลับมาครองราชบัลลังก์ตามเดิม เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๔ ในราชวงศ์มังราย เป็นกษัตริย์ครั้งที่ ๒ บ้านเมืองก็ยังไม่ปกติสุขเกิดความแตกแยกถึงขั้นสงครามกลางเมือง และราษฎรยังคงเดือดร้อนเป็นอันมาก จนเป็นเหตุให้ก็ถูกกลุ่มแสนคร้าว รวมถึงเหล่าขุนนางในเชียงใหม่ลอบปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้า ในปี พ.ศ. ๒๐๘๘ และได้ทำพิธีที่วัดแสนนอก นำพระบรมอัฐิมาบรรจุไว้ที่วัดโลกโมฬีด้านเหนือของพระอาราม
จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๗๒ “เช่นเจ้าตนนี้คือหมื่นมหินท ไปกินเมืองเชียงแสนปีเปิกเส็ดศักราช ๙๐๐ ตัว (พ.ศ. ๒๐๘๑) เสนาอำมาตย์ ทั้งหลายบ่เบิงใจ พระเมืองเกศเขาลวดพร้อมกันปลงพระยาเกศเอาไปไว้เสียเมืองน้อยเอาเจ้าพ่อท้าวชายตนเป็นลูกขึ้นนั่งแท่นแก้วในปีเปิกเส็ดนั้น
เช่นนี้คือพระยาสุทธสนะไปกินเชียงแสน เจ้าพ่อท้าวชายเสวยเมืองบ่ชอบทศราชธรรมเสนาอำมาตย์พร้อมกันฆ่าพ่อท้าวชายเสียในปีก่าเหม้า ศักราช ๙๐๕ ตัว (พ.ศ. ๒๐๘๖) ซ้ำไปเอาพระเมืองเกศเชฐราช ยังเมืองน้อยคืนมาเสวยเมืองแถม พระเมืองเกศเชฐราชได้เสวยเมืองสองที่อยู่ได้สองปีถึงปีดับไส้ศักราช ๙๐๗ ตัว (พ.ศ. ๒๐๘๘) เจ้าพระยาเกศเชฐราชกระทำบุญหื้อชาวเจ้าหนป่าแดงลงอุปสัมปทะกรรมยังท่ามหาฐาน แล้วเข้ามาทางประตูหัวเวียงยามพาดค่ำ แสนคร้าวจำหื้อหมื่นเตลิน ลูกพ่อท้าวเชียงคงหนึ่ง ลูกหมื่นอ้าย พวกช้างหน่อคำ ๑ หมื่นเสิมลูกแสนคร้าวหนึ่ง หื้อกระทำฆาตะวิพาศแก่เจ้าพญาเชฐราชพระเมืองเกศ ยังหัวข่วงหลวงเบื้องเหนือแล้วเอาไปส่งสะก๋ารยังวัดแสนพอกเอากระดูกไปบรรจุไว้ยังวัดโลกโมฬี ฝ่ายแจ่งหนเหนือทางนอกหั้น”
ต่อมากลุ่มเชียงแสน ประกอบไปด้วยเจ้าเมืองเชียงแสน เจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองลำปาง เจ้าเมืองพาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและเป็นกลุ่มของพระนางจิรประภาเทวีเอง ได้ทำการกวาดล้างกลุ่มแสนคร้าวได้สำเร็จ และต้องการอัญเชิญเจ้าอุปโยวราช หรือสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช (หลวงพระบาง) มาครองอาณาจักรล้านนา ด้วยพระองค์มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดา โดยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เป็นพระโอรสของพระยาโพธิสาลราช พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างกับพระนางยอดคำทิพย์ ซึ่งพระนางยอดคำทิพย์เป็นพระราชธิดาของพระเมืองเกษเกล้าและพระนางจิรประภาเทวี ในช่วงระหว่างการรอการเสด็จมาของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เหล่าบรรดาขุนนาง จึงได้อัญเชิญพระนางจิรประภาเทวี พระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระราชมารดาท้าวซายคำ ขึ้นเป็นพระมหากษัตรีย์พระองค์แรกแห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑๕ ในราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๘๘
จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๗๓ “...ขณะนั้นเจ้าขุนทั้งหลายลุกเมืองเชียงแสนมารอดเชียงใหม่ เอาแสนคร้าวหนึ่งหมื่นเตริน ลูกพ่อท้าวเชียงคงหนึ่ง ลูกหมื่นอ้ายพวกช้าง หน่อคำหนึ่ง หมื่นเสิมลูกแสนคร้าวหนึ่งฝูงอันเขาพร้อมกันฆ่าเจ้าพระยาเกศเชษฐราชนั้นไปฆ่าเสียนับเสี้ยง แล้วจึงพร้อมกันเอามหาเทวีเจ้าจิรประภา เป็นพระยาในนี้ดับใส้ศักราช ๙๐๗ ตัวเดือน ๑๐ แรม ๒ ค่ำ เม็งวัน ๕ ไทยเปิกยี่หั้นแลฯ”
หลังจากนั้นได้การถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระนางจิรประภาได้สร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิพระราชบิดาไว้บริเวณวัดโลกโมฬี
จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๗๓ “เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ วัน ๗ (เสาร์) ไทยกดสีมาตั้งทัพอยู่เวียงรั้วนาง แรม ๖ ค่ำมากระทำกุศลบุญยังกู่เฝ้าเจ้าพระยาเกศเชษฐราชยังวัดโลกโมฬี...”
สำหรับเจดีย์วัดโลกโมฬี เป็นทรงปราสาท ตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่มีความสูงและสวยงาม ทั้งนี้ในภายหลังได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนฐานปัทม์ การตกแต่งด้วยลูกแก้วอกไก่ หรือซุ้มจระนำ นอกจากนี้ได้มีการบูรณะยอดองค์พระเจดีย์ โดยการเพิ่มรูปทรงระฆัง บัลลังก์สิบสองเหลี่ยม ปล้องไฉน หรือปลี ซึ่งรูปทรงระฆังและบัลลังก์นั้น เป็นลักษณะร่วมของทรงระฆัง
ส่วนวิหารหลวงวัดโลกโมฬี เป็นวิหารที่สร้างขึ้นในภายหลัง หลังจากการยกฐานะจากวัดร้างเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา มีการออกแบบในรูปแบบสถาปัตยกรรมศิลปะแบบล้านนาที่มีลักษณะงดงาม ประณีต โดยใช้ไม้สักเป็นวัสดุหลักในการสร้าง และตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างสวยงาม ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ และนำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้บนพระเมาลีในปัจจุบันวัดโลกโมฬี เป็นที่เคารพและสักการะจากประชาชนเป็นจำนวนมาก
วัดโลกโมฬี ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ประดิษฐานภายในวัด อย่างเช่น พระพุทธอโรคยาปฐมาสุขี เป็นพระพุทธรูปปางหมอยา ผู้เป็นพระบรมครูแห่งยารักษาโรคและความเป็นเลิศในด้านความไม่มีโรค รู้ถึงแนวทางการขจัดปัดเป่าให้พ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นที่พึ่งและยึดเหนี่ยวสำหรับคนป่วยทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ส่วนบริเวณหน้ากุฏิคุ้มพญาเกศ มีพระพุทธรูปที่หล่อด้วยเงินทั้งองค์ คือ หลวงพ่อเงินเปิดโลกทันใจ เป็นพระพุทธรูปปางเปิดโลก มีลักษณะยืนอยู่บนดอกบัว พระหัตถ์ทั้งสองข้างห้อยลงบนพระวรกาย แบฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองไปข้างหน้า เป็นกริยาทรงเปิดโลก อันเป็นมหามงคลในการเปิดดวงชะตาให้พบกับหนทางสว่างเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังมีวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันมือ พระพรหม พระพิฆเนศปางร่ายรำ (ปางนฤตยะ คณปติ) ถือว่าองค์บรมครูแห่งศิลปะวิทยาการ ๑๘ ประการ ซึ่งเป็นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร องค์พ่อจตุคามรามเทพ พ่อปู่ภุชงค์นาคราช หรือพญาภุชงค์นาคราช และพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงม้าศึก เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันมากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตเป็นจำนวนมาก
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๒. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าหญิงจามรีวงศ์ ท จ. ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๗๒).บุญเสริม สาตราภัย. ลานนาไทยในอดีต. เชียงใหม่: โรงพิมพ์ช้างเผือกการพิมพ์, ๒๕๒๒.ประวิทย์ ตันตลานุกุล. พระมหากษัตริย์กับวัดในตำนานล้านนา. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, ๒๕๕๒.พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี). ตำนานเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.สำนักนายกรัฐมนตรี. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. พระนคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔.
เอนก นาวิกมูล. ผีไทย = Thai ghosts. กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2567.
หนังสือผีไทย โดย เอนก นาวิกมูล พาผู้อ่านสำรวจโลกเหนือธรรมชาติผ่านตำนานผีจากทุกภูมิภาคของไทย ทั้งผีกระสือ ผีปอบ เปรต และผีอีกกว่าสิบชนิด พร้อมข้อมูลประวัติ ความเชื่อ และลักษณะเฉพาะของผีแต่ละประเภท เนื้อหาไม่เพียงบอกเล่าเรื่องสยองขวัญ แต่ยังสะท้อนรากวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนไทย ภายในเล่มมีภาพประกอบสวยงามสมจริงช่วยเติมบรรยากาศ เหมาะสำหรับทั้งผู้สนใจตำนานพื้นบ้านและผู้อยากทำความรู้จักมรดกความเชื่อของไทยอย่างลึกซึ้ง
133.1593
อ893ผ
ห้องหนังสือทั่วไป 1
กำพล จำปาพันธ์. Siamese cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว. กรุงเทพฯ: มติชน, 2567.
หนังสือ Siamese cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว พาผู้อ่านสำรวจเส้นทางของแมวในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่ยุคอยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ จนถึงทศวรรษ 2470–2500 ผ่านแง่มุมการเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่ทำให้แมวจากสัตว์เลี้ยงกลายเป็นไอดอลสี่ขาในสายตาผู้คน เนื้อหาเชื่อมโยงเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่เคยมีแต่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เข้ากับบทบาทของแมวในชีวิตผู้คน พร้อมถ่ายทอดอารมณ์ความผูกพันแบบทาสแมวที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
636.8
ก581ส
ห้องหนังสือทั่วไป 2
นริศ จรัสจรรยาวงศ์. ตำรับสร้าง(รส)ชาติ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2567.
หนังสือตำรับสร้าง(รส)ชาติ ของ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ไม่ใช่คู่มือลงครัว แต่เป็นการพาผู้อ่านลิ้มรสประวัติศาสตร์ตำราอาหารไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวการเปลี่ยนจากการบอกเล่ามุขปาฐะสู่การบันทึกลายลักษณ์ การเผยแพร่อาหารชาววังสู่สาธารณะ การรับวัฒนธรรมอาหารต่างชาติ การเกิดภัตตาคารและสูตรอาหารจานด่วน ไปจนถึงการรวบรวม 101 ตำรากับข้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นการผสมผสานมิติทางวัฒนธรรม การเมือง และสังคมที่ทำให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติ
641.59593
น251ต
ห้องหนังสือทั่วไป 2
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. ผีสางคางแดง. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มติชน, 2554.
ผีสางคางแดง เป็นหนังสือรวมบทความของศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ที่เคยตีพิมพ์ต่อเนื่องในนิตยสาร ว่าด้วยเรื่องผี เปรต เทวดา และสิ่งลี้ลับที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์ เนื้อหาอ้างอิงทั้งจากพระไตรปิฎกและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ถ่ายทอดความเชื่อและข้อคิดเกี่ยวกับภพภูมิต่าง ๆ การเวียนว่ายตายเกิด และผลของกรรม พร้อมชวนผู้อ่านพิจารณาอย่างเปิดใจ แม้ยังพิสูจน์ด้วยตนเองไม่ได้ก็สามารถอ่านเป็นข้อคิดและความบันเทิง โดยมีทั้งเรื่องเล่าหลอน ข้อธรรม และเกร็ดความรู้ที่เชื่อมโยงโลกวิญญาณกับวิถีชีวิตมนุษย์
133.1
ส893ผ
ห้องหนังสือทั่วไป 1
หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง ขอเชิญชวนน้อง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม "ประดิษฐ์โมบาย 3D ต้อนรับปีใหม่" ในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 - 15.30 น. ณ ห้องรักการอ่าน หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง โทร. 0 85474 5150 (พี่ปุ๋ย) Facebook. หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง https://www.facebook.com/nltrang.finearts
หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เรียนรู้ศิลปะการทำขนมด้วยตัวเอง กิจกรรม "โอรีโอ้ป๊อป" คริสต์มาส: Oreo Pop ในวันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป รับจำนวนจำกัด ณ ห้องเด็กและเยาวชน หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช ลงทะเบียนออนไลน์ https://forms.gle/zkGGs3atm3mDDLvo6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 75324137 - 8 Facebook หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช Nakhonsithammarat National Library
กรมศิลปากร ขอเชิญชวนร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ไปกับ พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ที่จะมาให้ข้อมูลกิจกรรมหลากหลาย ที่กรมศิลปากรพร้อมเสิร์ฟให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ผ่านรายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น. ผ่านช่องทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร รวมทั้งกิจกรรมที่น่าสนใจของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ - กันยายน ๒๕๖๙
นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เยี่ยมชมนิทรรศการ "๙๐ วัสสา ผืนป่าห่มหล้า ผืนผ้าห่มเมือง" ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมนิทรรศการดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงสิ้นสุดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
วันอังคารที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๘ นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ และกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ร่วมสำรวจเอกสารโบราณและเอกสารจดหมายเหตุ ณ วัดขุนคงหลวง ตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม เขตภาคเหนือตอนบน ปีงบประมาณ ๒๕๖๙ กรมศิลปากร
บรรยากาศการบูรณะโบราณสถานปราสาทพนมวัน ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงทศวรรษ 2530 – 2550 ซึ่งดำเนินการบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส ที่กรมศิลปากรควบคุม กำกับ ดูแล อีกทั้งปราสาทพนมวันแห่งนี้ ยังเป็นโรงเรียนสำหรับการบูรณะโบราณสถานประเภทหินของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรอีกด้วย
#ซ่อมได้
#กรมศิลปากร
กรมศิลปากร. ลายรดน้ำกับพัฒนาการ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548.
ลายรดน้ำเป็นรูปแบบของงานประณีตศิลป์ของไทยที่มีความวิจิตรงดงามทรงคุณค่า ทั้งยังมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนกับศิลปะของชาติอื่น งานวิจัยเล่มนี้ค้นคว้าและวิจัยโดยวิทยาลัยช่างศิลป ซึ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัดกรมศิลปากร โดยการวิจัยได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาและพัฒนาการของลายรดน้ำ มีการสำรวจ รวบรวม และวิเคราะห์งานที่ตกแต่งด้วยลายรดน้ำจำนวนมาก และครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยผลการวิจัยพบว่ามีความแตกต่างกันทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหาของงาน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มช่างหลวง และกลุ่มช่างพื้นถิ่นในภูมิภาคต่างๆ
ศ
759.9593
ศ528ล
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก