ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,199 รายการ
โบราณสถานปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ ตั้งอยู่ในที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาทประชานุรักษ์หรือวัดโคกปราสาทใต้ ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปราสาทในวัฒนธรรมเขมร สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17
สภาพปัจจุบันมีลักษณะเป็นเนินโบราณสถานขนาดเล็ก มีต้นไม้ขึ้นคลุมค่อนข้างหนาแน่น มีขนาดกว้างประมาณ 20 เมตร ยาวประมาณ 35 เมตร และ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบโดยเว้นเป็นทางเข้าด้านทิศตะวันออก คูน้ำมีขนาดกว้างประมาณ 15 – 20 เมตร บนเนินโบราณสถานปรากฏแนวอาคารที่ก่อด้วยหินทราย ศิลาแลง และอิฐ
#จากร่องรอยหลักฐานที่ปรากฏ สามารถสันนิษฐานองค์ประกอบของปราสาทได้ดังนี้
1. #ปราสาท ประกอบด้วย
1.1 #ปราสาทประธาน : อาจเป็นปราสาทสามหลังตั้งเรียงกันในแนวทิศเหนือใต้ โดยยังปรากฏประตูทางเข้าของปราสาทอย่างน้อย 2 หลัง หลังแรกยังปรากฏกรอบประตูตัวตั้งทั้งสองข้างทำด้วยหินทราย และหลังที่สองถัดไปทางทิศเหนือ ปรากฏกรอบประตูหินทรายทั้งส่วนบนและตัวตั้งทั้งสองข้าง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และคงก่อสร้างด้วยอิฐด้วย เนื่องจากพบเศษอิฐเป็นจำนวนมาก
1.2 #แนวกำแพงล้อมรอบ : อาจมีแนวกำแพงล้อมรอบปราสาท โดยทางด้านหน้าปรากฏฐานอาคารก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง โดยมีหินบางส่วนที่ถูกนำมาเรียงใหม่ ปรากฏหินส่วนที่เป็นหน้าบันและกรอบประตู กรอบหน้าต่าง เสาประดับกรอบประตูแบบเสาแปดเหลี่ยม อาคารส่วนนี้น่าจะเป็นโคปุระหรือประตูซุ้มทางเข้า ทางด้านทิศตะวันตกปรากฏอาคารที่ฐานก่อด้วยศิลาแลง ส่วนผนังก่อด้วยอิฐ กรอบประตูใช้หินทราย อาคารส่วนนี้อาจเป็นโคปุระด้านทิศตะวันตก หรืออาคารขนาดเล็กประดิษฐานเทพชั้นรอง
1.3 #คูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบปราสาท : คูน้ำรูปตัวยู (U) ยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ปัจจุบันมีการสร้างถนนชิดแนวคูน้ำด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก คูน้ำมีแนวล้อมรอบปราสาทโดยเว้นเป็นทางเข้าด้านทิศตะวันออก คูน้ำมีขนาดกว้างประมาณ 15 – 20 เมตร
2. #บาราย
ถัดจากตัวปราสาทไปทางทิศตะวันออกประมาณ 450 เมตร มีบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บารายมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 250 เมตร ยาวประมาณ 260 เมตร คันดินขอบบารายมีขนาดกว้างประมาณ 20 เมตร สูงจากพื้นนาโดยรอบ 3 เมตร บารายแห่งนี้ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า หนองบัวราย
#จากหลักฐานที่พบ สันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ เป็นปราสาทในวัฒนธรรมเขมร สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 เป็นศาสนสถานของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรบริเวณนี้ในอดีต ตัวปราสาทน่าจะประกอบด้วยปราสาทสามหลังตั้งเรียงกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อาจมีกำแพงล้อมรอบโดยมีโคปุระทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตก และมีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ใช้หินทราย แท่งศิลาแลง และอิฐเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ทางด้านทิศตะวันออกมีบารายตั้งอยู่
ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
นิทรรศการ เรื่อง “รามายณะ จากวรรณกรรมสู่เรื่องราวบนทับหลัง” เป็นนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวรามายณะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการกำเนิดรามายณะ จนถึงอิทธิพลในด้านต่างๆ ทั้งอิทธิพลด้านวรรณกรรมที่เป็นแม่แบบให้กับรามเกียรติ์ของไทย ด้านนาฏกรรมที่กลายมาเป็นบทละครที่ใช้แสดงหนังใหญ่หรือโขน และด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ที่สะท้อนผ่านเรื่องราวบนภาพสลักในปราสาทเขมรในดินแดนไทย โดยเฉพาะปราสาทพิมาย แม้ปราสาทพิมายจะสร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนา แต่ทับหลังและหน้าบันส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นเรื่องราวในศาสนาฮินดู โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับมหากาพย์สำคัญอย่างรามายณะ และถือได้ว่าเป็นปราสาทที่ปรากฏภาพสลักมหากาพย์รามายณะมากที่สุดในบรรดาปราสาทเขมรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ขอเชิญชวนผู้สนใจไปร่วมไขคำตอบกันว่า ทำไมปราสาทในพุทธศาสนาอย่างปราสาทพิมายถึงมีการสลักเรื่องราวรามายณะในศาสนาฮินดู และชมภาพสะท้อนของรามายณะที่ปรากฏเป็นหลักฐานต่างๆ ในนิทรรศการ “รามายณะ จากวรรณกรรมสู่เรื่องราวบนทับหลัง” ซึ่งเป็นนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๕ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๕ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๔๗ ๑๑๖๗
องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “น้ำตกพลิ้ว”
จันทบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย ทั้งน้ำตก ทะเล หาดทราย เสน่ห์ของเมืองจันท์นอกจากทะเลแล้ว ก็ยังมีน้ำตกที่สวยงาม น่าท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจอยู่หลายแห่ง เข้าหน้าฝนแล้ว น้ำตกจะมีน้ำมากเหมาะแก่การเล่นน้ำพักผ่อน ในตอนนี้จะนำเสนอเรื่องของน้ำตกพลิ้ว
ที่มาของชื่อ “พลิ้ว” นั้น มาจากภาษาขอม มีความหมายว่า ทรายหรือหาดทราย สันนิษฐานกันว่าชื่อน้ำตกพลิ้ว คงมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นในที่ดินปนทราย ลักษณะเป็นไม้เถา มีดอกเป็นช่อ ผลเล็กคล้ายลูกเกด สีเหลืองอมแดงขึ้นอยู่ทั่วไปในแถบนี้ (ปัจจุบันอุทยานฯปลูกไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ดูด้วย)
น้ำตกพลิ้วเป็นน้ำตกสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี อยู่ในเทือกเขาสระบาปภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว อยู่ในตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีไปทางจังหวัดตราดตามเส้นทางถนนสุขุมวิท 15 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายมือตรงหลักกิโลเมตรที่ 347 เข้าไปอีก 2 กิโลเมตร เป็นถนนราดยางตลอดก็จะถึงบริเวณน้ำตก ก่อนถึงตัวน้ำตกจะผ่านที่ทำการอุทยาน ที่มีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องป่าและสถานที่ท่องเที่ยวภายในน้ำตก
น้ำตกพลิ้วตกลงมาจากหน้าผาสูง ลดหลั่นลงมา 3 ชั้น มีอ่างศิลาธรรมชาติรองรับเป็นชั้นๆ น้ำที่ตกลงมาถึงอ่างศิลา 20 เมตร จะกระทบแง่หินแตกกระจายเป็นฟองฝอย และน้ำใสมาก ในแอ่งน้ำเป็นที่อาศัยของฝูงปลาจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาฟองหิน สองฟากฝั่งลำธารมีต้นไม้ใหญ่น้อยเขียวขจีน่าชม เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของที่นี่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสหลายคราว ทรงโปรดสถานที่แห่งนี้ ได้สร้างสิ่งก่อสร้างเป็นอนุสรณ์ คือ อลงกรณ์เจดีย์สร้างในปี พ.ศ. 2419 เป็นเจดีย์ที่มีมอสปกคลุมเขียวขจี ส่วนสถูปพระนางเรือล่มสร้างในปี พ.ศ. 2424 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่สมเด็จ พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ บรมราชเทวี เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จมาที่นี และภายหลังที่พระนางสิ้นพระชนม์จากเรือพระประประเทียบล่มแล้ว ภายในสถูปก็ได้บรรจุพระอังคารของพระนางเจ้าฯด้วย
อ้างอิง : ที่ระลึกในพิธีเปิดหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี : อัมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ. 2533.
มัทธิว เจ. (2542, เมษายน). “เที่ยวป่าจันท์.” Trips Magazine. ปีที่ 3 ฉบับที่ 30 : หน้า 66 - 76.
ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้
นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐ กถา(สุวรรณสาม)สพ.บ. 420/2หมวดหมู่ พระพุทธศาสนาภาษา บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง พระพุทธศาสนา ชาตกประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัดุ 40 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ: ตำแหน่งไม้เลือก (ตอนที่ 1) -- เมื่อหลายสิบปีก่อน ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีพื้นที่ป่าน้ำยาว ซึ่งถูกระบุว่าเป็น " ตำแหน่งไม้เลือก " ตำแหน่งไม้เลือกไม่ใช่พันธุ์ไม้เลือกป่าหรือคนเลือกเพาะปลูก แต่หมายถึงไม้ที่ถูกเลือกเข้าสู่อุตสาหกรรมและแปรรูป ด้วยสมัยก่อนประเทศไทยยังเปิดให้สัมปทานทำไม้เช่นเดียวกับอารยประเทศ ผู้ประมูลสัมปทานจะได้พื้นที่จำนวนหนึ่งแปรรูปไม้ พร้อมกับฟื้นฟูระบบนิเวศตามสัญญากำหนด จากแผนที่ป่าน้ำยาวนี้ ย่อส่วนจากพื้นที่จริงขนาดมาตราส่วน 1 : 50,000 จะเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำน่าน ลำห้วยสาขา และไร่หรือป่าไร่เก่า นั่นหมายความว่า ก่อนที่รัฐจะให้ทำเป็นตำแหน่งไม้เลือก ป่าน้ำยาวถูกหักล้างถางพงมาก่อนแล้ว ส่วนพืชไร่สันนิษฐานว่าเป็นยาสูบ ข้าวฟ่าง หรือกาแฟไม่ทราบสายพันธุ์ สำหรับตำแหน่งไม้เลือกในจังหวัดน่านนั้น หาได้มีแต่ที่ป่าน้ำยาวแห่งเดียว โปรดติดตามต่อไปว่า บริเวณไม้เลือกใดที่มีความสำคัญ ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานป่าไม้จังหวัดน่าน ผจ นน 1.6/7 แผนที่สังเขปแสดงตำแหน่งไม้เลือกป่าน้ำยาว ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน [ม.ท.]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ : เรื่องเล่าจากพงศาวดาร (ตอนที่ ๘ สร้างพระอภิเนาวนิเวศน์)
นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค) หลักฐานชิ้นสำคัญที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
ในปีขาล พุทธศักราช ๒๓๙๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างพระราชอุทยานขึ้นในพระบรมมหาราชวัง อันมีชื่อว่า สวนขวา ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อสวนขวา และนำเอาสิ่งก่อสร้าง และเครื่องประดับสวน นำไปอุทิศถวายแก่พระอารามสำคัญ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวยังว่างอยู่ จึงโปรดเกล้าให้สร้างพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานขึ้นเพิ่มเติมจากพระราชมณเฑียรเดิมที่มีมาแต่ครั้งสถาปนากรุงฯ ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ) ความว่า
"....จึงโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยเป็นแม่กอง ให้ทำพระมหาราชมนเทียรขึ้นอีก ๕ องค์ ให้รื้อพระตำหนักเดิมมาปลูกไว้ด้วย และให้สร้างพระที่นั่งสูง มีพื้น ๕ ชั้น สำหรับทอดพระเนตรไปไกลๆ องค์ ๑ แล้วให้สร้างพระที่นั่งสำหรับไว้ขององค์ ๑ แล้วมีหอสำหรับพระสงฆ์เจริญพระปริตรหลัง ๑ สำหรับไว้พระแสงเครื่องศาสตราคมหลัง ๑ สำหรับเลี้ยงแขกเมืองหลัง ๑ ชักเขื่อนเพ็ชรล้อมรอบ สำหรับพวกพนักงานอยู่ทุกพนักงาน ชั้นนอกเขื่อนเพ็ชรเชิงเทินปราการตรงหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นองค์ ๑ และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เดิมก็โปรดให้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ ทำป้อมที่พระราชวังกำแพงตรงถนนบำรุงเมือง ให้ชื่อป้อมสัญจรใจวิง ..."
เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระที่นั่งและอาคารต่างๆ ไว้อย่างคล้องจองกัน ดังความในพระราชพงศาวดารฯ ต่อมาว่า "....พระที่นั่งหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามชื่อพระที่นั่งไชยชุมพล พระที่นั่งสูง ๕ ชั้น ชื่อภูวดลทัศไนย พระที่นั่งสุทธาสวรรย์โปรดให้แปลงชื่อว่าพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ ท้องพระโรงเสด็จออกให้ชื่อพระที่นั่งอนันตสมาคม พระมหามนเทียรฝ่ายในองค์ ๑ ชื่อบรมพิมาน ท้องพระโรงฝ่ายในที่เฝ้าชื่อนงคราญสโมสร พระพิมานฝ่ายใต้องค์ ๑ ชื่อจันทรทิพโยภาศ พระพิมานฝ่ายเหนือองค์ ๑ ชื่อภาณุมาศจำรูญ พระตำหนักเดิมชื่อมูลมนเทียร หอพระปริตรชื่อว่าหอเสถียรธรรมปริตร หอแสงศาสตราคมให้ชื่อว่าหอราชฤทธิรุ่งโรจน์ หอที่เลี้ยงแขกเมืองให้ชื่อว่าหอโภชนลีลาศ พระที่นั่งไว้ของประหลาดต่างๆ ชื่อพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์..."
และพระราชทานนามหมู่พระราชมณเฑียรสถานแห่งใหม่นี้ว่า "พระอภิเนาว์นิเวศน์"
นับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๐๒ ซึ่งเป็นปีที่สร้างเสร็จพระอภิเนาว์นิเวศน์จึงมีความสำคัญ ในฐานะพระราชมณเฑียรสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกระทั่งเสด็จสวรรคต โดยในระหว่างนี้ได้ใช้สถานที่ดังกล่าวในการสำคัญๆ อาทิ การเสด็จออกรับทูตจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาทำหนังสือสัญญาเจริญพระราชไมตรี เช่น ฮอลันดา, ปรัสเซีย, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส เป็นต้น ดังปรากฏภาพเขียนสีน้ำมันที่ประดับอยู่ภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท แสดงการเสด็จออกแขกเมืองของพระองค์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม อันเป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์
ภายหลังสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว พระอภิเนาว์นิเวศน์ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เนื่องจากไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับอีก ในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้รื้อเสีย อันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสร้างพระราชนิเวศน์แห่งใหม่ นั่นคือ พระราชวังสวนดุสิต จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำเอานามท้องพระโรงของพระอภิเนาว์นิเวศน์ มาใช้เป็นนามของท้องพระโรงแห่งใหม่นั้น ปรากฏนามที่รู้จักกันจนปัจจุบันว่า "พระที่นั่งอนันตสมาคม"
ภาพ : ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 46/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 64 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สืบสานมรดกวัฒนธรรมเมืองใต้ : หนังตะลุง อำเภอควนเนียง จัวหวัดสงขลา
ชื่อผู้แต่ง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา
พิมพ์ครั้งที่ -
สถานที่พิมพ์ ม.ป.ท
สำนักพิมพ์ มป.พ.
ปีที่พิมพ์ 2529
จำนวนหน้า ๓๘ หน้า
รายละเอียด
หนังตะลุง เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่สำคัญของอำเภอควนเนียง ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เป็นศิลปะการแสดงที่ให้ความบันเทิง ทั้งยังสอดแทรกคติธรรม คุณธรรม จริยธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี การเมือง การปกครอง และการศึกษาแก่ผู้ชม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 143/6 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 177/2ฆเอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : ชุมนุมเรื่องจันทบุรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางวรรณ จันทวิมล ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2514 ชื่อผู้แต่ง : วรรณ จันทวิมลปีที่พิมพ์ : 2514สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว จำนวนหน้า : 414 หน้าสาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ประมวลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับจันทบุรี - ประวัติเมืองจันทบุรี ของ ตรี อมาตยกุล - ประกาศตั้งมณฑลจันทบุรีและตั้งเมืองขลุง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) - อักขรานุกรมภูมิศาสตร์จังหวัดจันทบุรี - เรื่องจันทบุรี ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ - ประกาศเทวดาเป็นพิธีวิเศษ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากจันทบุรี - สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ต่อเรือรบที่จันทบุรี พ.ศ. 2378 - เรื่องจันทบุรี ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 31 จดหมายเหตุเรื่องมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาประเทศไทย พ.ศ. 2378-2379 - เสด็จประพาสจันทบุรี พ.ศ. 2419 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จประพาสหัวเมืองชายทเลตวันออก ในปีมะเมีย พ.ศ. 2425 กับปีมะแม พ.ศ. 2426 และปีวอก พ.ศ. 2427 - ฝรั่งเศสยึดจันทบุรี จากหนังสือเรื่อง ประเทศไทย การเสียดินแดนแก่ฝรั่งเศส - จดหมายเหตุสมัยฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี (พ.ศ. 2436-2447) - รายงานการฉลองเมืองจันทบุรี จากเอกสารรายงานของพระยาศรีสหเทพจัดราชการเมืองจันทบุรี ร.ศ. 123 - เรื่องจันทบุรี ในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่างๆ ภาค 1-5 - เรื่องจันทบุรี ในจดหมายเหตุประกอบเรื่องไกลบ้าน ว่าด้วยการส่งเสด็จ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ สวนย่อมด้านหน้าอาคาร สำนักหอสมุดแห่งชาติ นายบพิตร วิทยาวิโรจน์ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมอ่านเป็นเล่นสนุก สร้างความสุขให้ทุกคน ครั้งที่ ๑ ประจำปี ๒๕๖๖ นางสาวเนาวรัตน์ ปัญญางาม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ กล่าวรายงาน โดยมีนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ประชาชนสนใจเข้าเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
สำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดกิจกรรมอ่านเป็นเล่นสนุก สร้างความสุขให้ทุกคน ในหัวข้อ "เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยพลังแห่งการอ่าน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ประจำปี ๒๕๖๖ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสวงหาความรู้และทักษะที่สร้างสรรค์ ตามความสนใจของตนผ่านกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้ของหน่วยงาน ในสังกัดกรมศิลปากร ประกอบด้วย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ การขับร้องและบรรเลงดนตรี โดยสำนักการสังคีต การสาธิตงานช่างศิลปกรรม โดยสำนักช่างสิบหมู่ และกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 14/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 48 หน้า : กว้าง 5.2 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
กรมศิลปากร ขอเชิญผู้สนใจร่วมฟังกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ เนื่องในโอกาส ๑๑๒ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๘ - ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖ โดยมีการเสวนาดังนี้
วันอังคารที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๒.๐๐ น. - เสวนาทางวิชาการ เรื่อง โบราณคดีเมือง : การดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบด้านโบราณคดีจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน
วิทยากร
- นายบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร
- นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร
- รองศาสตราจารย์วิเชษฐ์ สุวิสิทฐ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
- นายพรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิกชำนาญการพิเศษ สำนักสถาปัตยกรรม
ผู้ดำเนินรายการ นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักสถาปัตยกรรม เวลา ๑๓.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. - เสวนาทางวิชาการ เรื่อง แนวทางการขออนุญาตสร้างอนุสาวรีย์
วิทยากร
- นายสุรัฐกิจ พีรพงษ์ศิลป ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่
- นายพรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิกชำนาญการพิเศษ สำนักสถาปัตยกรรม
- นายอภิศักดิ์ ทองอินทร์ ประติมากรปฏิบัติการ สำนักช่างสิบหมู่
ผู้ดำเนินรายการ นายธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม+++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันพุธที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๒.๐๐ น. - เสวนาทางวิชาการ เรื่อง “นาค : ความเชื่อความศรัทธาในวัฒนธรรมไทย”
วิทยากร
- ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ
- นางสาวเอมอร เชาวน์สวน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ
ผู้ดำเนินรายการ นายชญานิน นุ้ยสินธุ์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
เวลา ๑๓.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. - เสวนาทางวิชาการ เรื่อง สังคีตปริทัศน์
วิทยากร
- นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต
- นายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ สำนักการสังคีต
- อาจารย์ยุทธนา อัคเดชานัฎ มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ผู้ดำเนินรายการ นายธำมรงค์ บุญราช นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ สำนักการสังคีต
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังการเสวนา โดยการสแกนคิวร์อาร์โค้ด
หรือสามารถติดตามรับชมผ่านทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร