ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,735 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.747/ข/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 58 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 233 (362-369) ผูก ข1 (2568)หัวเรื่อง : กจฺจายนมูล --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘ ผู้ออกแบบ นายปริญญา บุญฤทธิ์ นายช่างศิลปกรรมปฏิบัติงาน  สังกัด กลุ่มงานศิลปประยุกต์ กลุ่มศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร  --------------------------------------------- ความหมายของตราสัญลักษณ์  - แบบตราสัญลักษณ์ ประกอบด้วย อักษรพระปรมาภิไธย อ.ป.ร. อันหมายถึง อานันทมหิดล ปรมราชาธิราช พื้นอักษรสีทอง ภายในกรอบวงกลมพื้นสีแดงอันเป็นสีของวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมรมราชสมภพ  - ภายในกรอบประดับเพชร ๑๒ ดวง หมายถึง ทรงดำรงสิริราชสมบัติ ๑๒ ปี พื้นหลังสีน้ำเงินเป็นสีของชัตติยกษัตริย์ เบื้องบนประดิษฐานพระมหาพิชัยมงกุฎประกอบด้วยเลข ๘ อันเป็นเลขมหามงคลประจำรัชกาล  - เบื้องหลังพระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราช ขนาบด้วยสัปตปฏล - เบื้องล่างมีเลข ๑๐๐ หมายถึง วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี แพรแถบขอบขลิบทองพื้นสีหงขาด (ชมพู) ปลายแถบเป็นรูปเศียรพระโค สื่อถึงปีฉลูนักษัตรอันเป็นปีพระบรมราชสมภพ มีข้อความว่า "เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี" เบื้องล่างสุดมีข้อความว่า "๒๐ กันยายน ๒๕๖๘"


ชื่อ : หมักม่อ (Rothmannia wittii) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 6-8 เมตร พบได้มากในป่าเต็งรังแถบภาคอีสานของไทย ดอกมีลักษณะเป็นรูปกระดิ่งหรือรูปกรวย สีขาวนวล และมีจุดหรือเส้นสีแดงเข้ม/น้ำตาลแดงด้านใน ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลอมดำ และกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมหนาแน่น นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีทรงพุ่มกลมโปร่งและดอกที่สวยงาม


เลขทะเบียน 0873


พบเครื่องถ้วยชามลายน้ำทอง มีพระบรมฉายาลักษณ์ ร.5 ที่กาน้ำ และจาน ไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยเห็นในหนังสือ รวมทั้งภาพใน Internet ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ


ผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2536 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ.      การแต่งกายของชาวล้านนาสมัย พระราชชายาเจ้าดารารัศมี สมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถือได้ว่าอยู่ในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งสภาพแวดล้อมของล้านนาตอนนั้นนอกจากจะมีการติดต่อกับกรุงเทพฯ ในฐานะประเทศราชแล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศคืออังกฤษซึ่งครอบครองพม่าขณะนั้น และได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับเชียงใหม่ ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาด้วย ทำให้วัฒนธรรมการแต่งกายของล้านนาสมัยนั้นมีการผสมผสานกันไปแต่ส่วนใหญ่ชาวล้านนาก็ยังคงยึดรูปแบบการแต่งกายประจำท้องถิ่นไว้เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ท่านได้มีบทบาทสำคัญที่จะเป็นผู้นำในการอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวล้านนาไว้ โดยให้เจ้านาย และเหล่าข้าราชบริพารในวังแต่งกายแบบพื้นเมืองทั้งหมดรวมทั้งพระองค์ท่านด้วย




วันที่ ๒๒ - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี ได้จัดโครงการฝึกอบรมการอ่านแบบ ขยายแบบ และสร้างเรือจำลอง โดยมี นายเอิบเปรม วัชรางก ูร ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ เป็นประธานในพิธีเปิดและได้รับเกียรติจากอาจารย์ประทับ ขาวมาลา และอาจารย์นเรศ โพธิรัตน์ จากกลุ่มงานพัฒนาเรือประมง สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีประมงทะเล เป็นวิทยากรบรรยาย  


วัดช้างล้อม      ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของคลองแม่ลำพัน ได้พบศิลาจารึกที่วัดนี้เขียนเล่าเหตุการณ์ในระหว่างก่อน พุทธศักราช ๑๙๐๕ - ๑๙๓๓ ว่า พนมไสดำผัวแม่นมเทด เป็นขุนนางผู้จงรักภักดีต่อพระมหาธรรมราชาลิไท มีใจศรัทธาออกบวชตามพระมหาธรรมราชาลิไท และได้อุทิศที่ดินของตนสร้างวิหาร ในปี พุทธศักราช๑๙๓๓ สร้างพระพุทธรูป หอพระไตรปิฎก ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ อุทิศบุญกุศล ถวายแด่พระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งเสด็จสวรรคตแล้ว และสร้างพระพุทธรูปหินอุทิศบุญกุศลถวายแด่ มหาเทวี พระขนิษฐาของพระมหาธรรมราชาลิไทผู้เคยปกครองเมืองสุโขทัย      โบราณสถานวัดนี้มีพื้นที่กว้างขวาง มีคูน้ำล้อมรอบ นอกคูน้ำห่างไปทางตะวันออกมีพระอุโบสถที่มีน้ำล้อมรอบเรียกว่า อุทกสีมาหรือนทีสีมา เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่มาก เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ที่ฐานเจดีย์ทำเป็นรูปช้างล้อมจำนวน ๓๒ เชือก มีลายประทักษิณโดยรอบ ที่วิหารหน้าเจดีย์มีพระพุทธรูปปูนปั้นชำรุดมากแล้ว สิ่งก่อสร้างอื่นก็มี เจดีย์ราย มีกำแพงแก้วล้อมรอบชั้นหนึ่งก่อนชั้นของคูน้ำ วัดตระพังทองหลาง     วัดโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนจรดวิถีถ่อง ที่ตั้งโบราณสถานอยู่ในวัดตระพังทองหลางซึ่งเป็นวัดสมัยปัจจุบันซ้อนทับวัดโบราณอยู่ไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารว่าสร้างในสมัยใด มีมณฑปประกอบวิหารที่งดงามแห่งหนึ่งของสุโขทัย มีเจดีย์ราย มีคูน้ำล้อมรอบ และพระอุโบสถอยู่ทางตะวันออก วัดนี้ไม่มีเจดีย์ประธาน แต่ใช้มณฑปทำหน้าที่เหมือนเป็นเจดีย์ประธานอันเป็นลักษณะเฉพาะแบบหนึ่งของการสร้างวัดที่สุโขทัย      มณฑปก่อด้วยอิฐ เป็นอาคารในผังรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ แต่ปัจจุบันชำรุดหมดแล้ว มณฑปด้านทิศตะวันออกเป็นซุ้มประตู อีกสามด้านเป็นผนังที่ประดับด้วยปูนปั้น เป็นเรื่องตามพุทธประวัติที่ชำรุดเกือบหมดแล้ว แต่จากหลักฐานที่บันทึกเป็นภาพถ่ายเก่าทำให้ทราบเรื่องราวได้ดังนี้      ผนังด้านเหนือ เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าทรมานช้างนาฬาคีรี โดยปั้นรูปพระพุทธองค์ประทับยืนเคียงข้างด้วยอัครสาวกคือพระอานนท์ ที่ปลายพระบาทของพระพุทธเจ้ามีร่องรอยให้ทราบว่าเป็นหัวเข่าช้าง ซึ่งคุกเข่ายอมแพ้พระพุทธเจ้า      ผนังด้านใต้ เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภายหลังเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาปั้นรูปพระพุทธเจ้าในท่าลีลา มีพระอินทร์กับพระพรหมและเหล่าทวยเทพตามเสด็จมาส่ง ได้มีการถอดพิมพ์ภาพปูนปั้นนี้ขณะที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่าจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง สุโขทัย      ผนังด้านตะวันตก เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าโปรดเทศนาสั่งสอนพวกศากยวงศ์ ที่เมืองกบิลพัสดุ์ ขณะทรงสั่งสอนทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นรูปรัศมีเปลวไฟล้อมรอบพระพุทธองค์และมีรูปบรรดาพระญาติแวดล้อมอยู่ภายนอกรูปรัศมีนั้น      บรรดาภาพปูนปั้นเหล่านี้แสดงถึงลักษณะศิลปะสุโขทัยที่เจริญสูงสุด หรือที่เรียกว่ายุคทองของศิลปะสุโขทัย ซึ่งอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ วัดเจดีย์สูง     ตั้งอยู่ริมถนนจรดวิถีถ่อง อยู่ถัดจากวัดตระพังทองหลางไปทางตะวันออก ชื่อของวัดคงเรียกตามลักษณะของเจดีย์ประธานในวัดที่ตั้งอยู่บนฐานสูง ฐานเจดีย์กว้างขนาด ๑๔ x ๑๔ เมตร ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆัง ส่วนฐานก่อเป็นแท่นสูง ย่อมุมไม้ยี่สิบ ลักษณะคล้ายกับผนังของมณฑปแต่ก่อทึบทุกด้าน     วัดเจดีย์สูงน่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนปลายแล้ว โดยดูจากลักษณะการทำฐานสูง และลักษณะของเครื่องเจดีย์ทั้งองค์ ก็พัฒนาการต่อมาจากเจดีย์จำลองทำด้วยสำริดที่ได้จากวัดสระศรี และเจดีย์เอนที่เมืองศรีสัชนาลัย


กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชมละครเวทีอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง นางเสือง ตั้งแต่บัตนี้ - 27 มกราคมนี้ สำรองที่นั่งได้ที่ ศาลาเฉลิมกรุง และไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456, 022258757-8



พระคเณศ เลขทะเบียน   ๐๙/๓๑๔/๒๔๙๗ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๕ หินทราย ขนาด สูง ๖๙ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๓๑.๕ เซนติเมตร สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ประทานให้กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐           พระคเณศประทับนั่งขัดสมาธิราบอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมด้านหลังทำเป็นซุ้มมีลักษณะเป็นเสาสี่เหลี่ยมหัวเสาเป็นรูปบัวหงาย มีมกรคายนาคสามเศียรอยู่ด้านบน ถัดไปเป็นลายใบไม้สอบขึ้นไปเป็นยอดแหลม           พระคเณศองค์นี้มีเศียรเป็นช้าง มีงาซ้ายข้างเดียว พระวรกายอวบอ้วน มีสองกร สวมมงกุฎทรงกรวยหรือชฎามกุฎ พระหัตถ์ขวาทรงถืองาที่หักไว้ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายและงวงหักหายไปแต่ซ่อมแซมใหม่ บริเวณบั้นพระองค์มีชายผ้าพับย้อนออกมาด้านหน้า ประทับนั่งขัดสมาธิราบโดยฝ่าพระบาทด้านซ้ายและขวาซ้อนทับกัน           ตามตำนานเล่าว่า พระคเณศหรือพระพิฆเนศวร์เป็นพระโอรสของพระศิวะและพระอุมา บางตำนานก็ว่า เป็นโอรสของพระอุมาองค์เดียว มีลักษณะรูปร่างอวบอ้วน ผิวกายสีแดง  มีเศียรเป็นช้าง มีงาเดียว มีสี่กร สิ่งของที่ถือมีหลายอย่าง อาทิ คฑา จักร วัชระ บ่วงบาศก์ ขอช้าง สังข์ ขนมโมทกะ พาหนะของพระองค์คือ หนู  พระคเณศเป็นหนึ่งในเทพที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู โดยเป็นเทพเจ้าแห่งความเฉลียวฉลาด การขจัดอุปสรรค และศิลปวิทยาการ            ในปัจจุบันพระองค์เป็นที่นับถือของชาวฮินดูเป็นอย่างยิ่ง เมื่อจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือจัดงานฉลองเกี่ยวกับศาสนาทุกครั้งจะต้องสักการะพระคเณศก่อน เพื่อให้พิธีกรรมและงานดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปโดยปราศจากอุปสรรคใดๆ นอกจากนั้นพระองค์ยังได้รับความนับถืออย่างมากในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูอีกด้วย           จากลักษณะของพระคเณศองค์นี้ที่มีซุ้มสลักเป็นรูปมกรคายนาค เป็นลวดลายที่แสดงถึงอิทธิพลศิลปะเขมรแบบเกาะแกร์ (ราว พ.ศ.๑๔๖๔ – พ.ศ.๑๔๘๘)   Ganesha Registration No. 09/314/2497 Lopburi Art, ca. 10th century Sandstone, Height 69 cm. Width 31.5 cm. Donated by Somdet Phra Maha Viravong to the Fine Arts Department in 1927.             This Ganesha is sitting on the square base under a leaf-decorated arch. He bears an  elephant’s head with a tusk, he is chubby, has two arms and is wearing a crown. In his right hand he holds a broken tusk. His left hand and trunk have been restored. The design of the background is reminiscent of the Khmer Koh Ker art style (921 – 945).           Ganesha is a son of Siva and Uma. He is represented as a short pot-bellied man with red skin; he has an elephant’s head bearing a single tusk and has four arms. In his hands he holds a gada, a cakra (wheel), a vajra (thunderbolt), an elephant hock, a noose and a sweet called Modaka. His mount is a rat.           Ganesha is one of the most popular Hindu Gods. He is revered as the remover of all obstacles, the god of art and wisdom. Ganesha is extremely respected by Hindus and Buddhists in Thailand and abroad and is always invoked before other deities during religious ceremonies and rituals. 




black ribbon.