ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,707 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.506/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4.5 x 49 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 170  (233-242) ผูก 3 (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 112 ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร 27 มีนาคม 2566 ได้มอบหมายสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดพิมพ์หนังสือ “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” รวบรวมพระพุทธรูปสำคัญทุกยุคในประวัติศาสตร์ศิลปะไทยจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ มาไว้ในหนังสือเล่มเดียว            อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรมีแนวคิดจัดพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแพร่งานด้านการอนุรักษ์ ส่งเสริม สร้างสรรค์ สืบทอด และต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูป ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา รวมทั้งยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของไทย จึงมอบหมายให้สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คัดสรรพระพุทธรูปสำคัญที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ จำนวน 112 องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณที่มีพุทธศิลป์งดงามเป็นพิเศษในแต่ละสกุลช่าง มีความโดดเด่น สะท้อนถึงคติความเชื่อทางศาสนาและสุนทรียภาพความงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละสมัยและท้องถิ่นภูมิภาคของไทย มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด มาจัดพิมพ์หนังสือ “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ที่รวบรวมพุทธศิลป์ชิ้นเยี่ยมจากทั่วประเทศ พร้อมภาพสีสวยงาม เพื่อเผยแพร่แก่สาธารณชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจงานศิลปกรรม ผู้สนใจศึกษาแบบอย่างพระพุทธรูปแต่ละสมัย สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือเล่มนี้    ซึ่งเป็นพื้นฐานอย่างง่ายสำหรับผู้ศึกษาพุทธศิลป์เบื้องต้น อีกทั้งยังประโยชน์ให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจในมรดกศิลปวัฒนธรรม ที่ส่งต่อเป็นสมบัติร่วมกันของคนในชาติ ทำให้เกิดสำนึกในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนสืบต่อไปในอนาคต   ทั้งนี้ เนื้อหาภายในหนังสือ ประกอบด้วย คตินิยมในการสร้างรูปแทนพระพุทธเจ้าเพื่อสักการบูชา  ที่สืบทอดจากชมพูทวีป การออกแบบท่าทางหรือการแสดงปางอันมีความหมายทางประติมานวิทยา และเอกลักษณ์รูปแบบพุทธปฏิมาทุกยุคสมัยที่พบในประเทศไทย พร้อมภาพสี่สีตลอดเล่ม ขนาด 300 หน้า จำหน่ายราคาเล่มละ 1,200 บาท ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร ชั้น 1 อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์ เปิดทำการวันจันทร์ – วันศุกร์ (หยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2164 2501 ต่อ 1004 (ในวันและเวลาราชการ) หรือ สั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th และสามารถติดตามข่าวสารหนังสือต่าง ๆ ของกรมศิลปากรได้ที่ Facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร


ชื่อเรื่อง                         มหานิปาต(เวสฺสนฺตรชาดก)ชาตกปาลิขุทฺทกนิกาย(คาถาพัน)อย.บ.                            170/2หมวดหมู่                       พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                  66 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                         มหาเวสสันดรชาดก                                                               บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา



         ปี่ใน          สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕          เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ทำขึ้น เป็นของอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มาแต่เดิม          ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งทักษิณาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          ปี่ในกลึงจากศิลาเมืองโพธิสัตว์ (จังหวัดโพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา) ภายในเจาะกลวงตลอดทั้งเลา ทางหัวเป็นช่องรูเล็ก ทางปลายเป็นช่องรูใหญ่ ตอนกลางเลาป่อง กลึงขวั้นเป็นเกลียว และเจาะรูสำหรับใช้นิ้วไล่เสียงจำนวนหกรู ประกอบด้วยรูทั้งสี่เว้นระยะเล็กน้อยเท่า ๆ กัน และถัดลงมาอีกสองรู รูเล็กทางหัวใส่ลิ้นปี่ทำด้วยใบตาลตัดกลมผูกติดกับท่อลมขนาดเล็ก ทำด้วยโลหะเรียกว่า “กำพวด”          “ปี่ใน” เป็นหนึ่งในกลุ่มของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าจำพวก “ปี่” ซึ่งประกอบไปด้วย ปี่นอก ปี่กลาง ปี่ใน มีทั้งที่ทำด้วยไม้ (เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พยุง) งาช้าง และศิลา ในอดีตวงดนตรีจะใช้ปี่เพียงเลาเดียวสำหรับการบรรเลง ต่อมาจึงเกิดการปรับปรุงขนาดปี่เพื่อปรับให้มีเสียงใหม่ จึงเกิดการเรียกปี่แบบดั้งเดิมว่า “ปี่นอก” และเรียกปี่ที่ปรับขนาดใหม่ว่า “ปี่ใน” (ส่วนปี่ที่ใช้เป่าประกอบการเล่นหนังใหญ่จะมีเสียงที่อยู่ระหว่างปี่นอกกับปี่ในเรียกว่า “ปี่กลาง”)          ในวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” แต่งโดยพระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่รู้จักกันในนาม “สุนทรภู่” ในช่วงรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในตอน พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา* มีวรรคกล่าวถึงการเรียนวิชาเป่าปี่ไว้ดังความว่า      พื้นความรู้ครูประสิทธิ์ไม่ปิดบัง    จึงสอนสั่งอุปเท่ห์เป็นเล่ห์กล ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ   จะรบรับสารพัดให้ขัดสน เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน  ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส  เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ  จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง แล้วให้ปี่ที่เพราะเสนาะเสียง  ยินสำเนียงถึงไหนก็ใหลหลง              *พระอภัยมณีและศรีสุวรรณ เป็นโอรสของ ท้าวสุทัศน์เจ้าเมืองรัตนาและนางประทุมเกสร พระโอรสทั้งสองได้กราบลาออกไปร่ำเรียนวิชา ซึ่งพระอภัยมณีผู้เป็นพี่เรียนวิชาเป่าปี่ ส่วนศรีสุวรรณผู้เป็นน้องเรียนวิชากระบี่กระบอง           อ้างอิง กรมศิลปากร. เครื่องมือของใช้จากวรรณกรรมสุนทรภู่. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๐ (กรมศิลปากรจัดพิมพ์ประกอบนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสฉลอง ๒๐๐ ปี กวีเอกสุนทรภู่ ๑๙ มิถุนายน - ๒ สิงหาคม ๒๕๓๐). . ธนิต อยู่โพธิ์. หนังสือเครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: พิฆเนศ, ๒๕๓๐ (กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๘๐ ปี ของ นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๑๑ วันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๐).




           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “พระพิฆเนศ มหาเทพไอยรา” ในงานมหัศจรรย์งานช้าง ปี ๒๕๖๖ โดยนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประติมากรรมพระพิฆเนศที่พบในประเทศไทย และพระพิฆเนศประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน พร้อมทั้งเปิดให้สักการะพระพิฆเนศ และเช่าบูชาเหรียญพระพิฆเนศได้ในที่เดียว ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๖


           มูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ร่วมกับกรมศิลปากร ชวนอาสามาร่วมกันเรียนรู้ประวัติศาสตร์ มรดกแห่งวัฒนธรรมอันล้ำค่า ผ่านโครงการ Goal Together ในกิจกรรมเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย  ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ วันที่ 16-17 มีนาคม 2567            เมืองโบราณศรีเทพ ได้ถูกประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของไทยแห่งที่ 4 ต่อจากเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร, นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และยังเป็นมรดกโลกแหล่งที่ 7 ของประเทศไทย โดยยูเนสโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา             การมาร่วมศึกษาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญแห่งหนึ่งของไทย และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทยที่ประเมินค่าไม่ได้ เพื่อนำความรู้ที่ได้ ส่งต่อเรื่องราวความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้อื่น เพื่อไม่ให้หน้าประวัติศาสตร์ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา เพื่อสร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงความสำคัญของโบราณสถานอันทรงคุณค่าแห่งนี้             มาร่วมเรียนรู้และส่งต่อคุณค่าความสำคัญ เรื่องราววิถีชีวิตของชุมชน สังคม วัฒนธรรมอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่ควรค่าแก่การศึกษา และส่งต่อการอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังอ่านรายละเอียดกิจกรรมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันนี้-28 กุมภาพันธ์ 2567 (รับจำนวน 45 คน) คลิกลงทะเบียนได้ที่นี่ https://forms.gle/ksTvhKy7wh1nZC6v5 (ประกาศผลทาง www.suthiratfoundation.or.th  **วันที่ 2 มีนาคม 2567**)



          รูปปั้นแบบร่างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1           ผลงาน : แบบร่างประติมากรรมพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช           ศิลปิน : ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (คอร์ราโด เฟโรจี)           เทคนิค : ปูนปลาสเตอร์           ปีที่สร้างสรรค์ : พ.ศ. 2474           ขนาด : สูง 30 เซนติเมตร           ประวัติ : รูปปั้นแบบร่างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
     การออกแบบอนุสาวรีย์  เป็นผลงานที่โดดเด่นของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จัดเป็นศิลปะแบบวิชาการ (Academic art) รูปแบบของพระบรมรูป  มีลักษณะที่เหมือนจริง  แต่ดูน่าเกรงขาม หากพิจารณาในประเด็นของบริบททางสังคม  การสร้างอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เป็นเสมือนการเน้นพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย  ที่กำลังอ่อนแอและถูกท้าทาย  กับทั้งเป็นศิลปะวิชาการชิ้นสุดท้ายที่ถูกกำหนดจากทางการ โดยพระมหากษัตริย์  ก่อนที่รัฐไทยสมัยใหมจะรับช่วงการอุปถัมถ์ศิลปะแบบทางการนี้ต่อไป  ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติการสร้างอนุสาวรีย์หลายแห่งทั่วประเทศ (สุธี 2545 : 38)
           อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป  (Guide to The National Gallery, Bangkok)           แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/360/model/zz10ok/   ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/


รายงานผลการสำรวจโบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (พื้นที่จังหวัดมหาสารคาม)


ระบำศรีเทพ เป็นระบำสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ จากแนวความคิดและประดิษฐ์ท่ารำ     ของนางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง ร่วมกับนางสิริวรรณ อาจมังกร ผู้อำนวยการกลุ่มนาฏศิลป์  และนางสาวพิมพ์รัตน์ นะวะศิริ นาฏศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร  ซึ่งได้จินตนาการจากลักษณะทางสถาปัตยกรรม โบราณวัตถุ รวมทั้งประติมากรรมปูนปั้น  อันปรากฏหลงเหลือประดับอยู่ที่ฐานโบราณสถาน อันสืบเนื่อง  ในวัฒนธรรมทวารวดี  โดยให้สอดคล้องกันกับท่วงทำนองจังหวะเพลงที่นายไชยยะ ทางมีศรี ผู้ชำนาญการด้านดุริยางค์ไทย ประพันธ์ขึ้น แล้วให้ชื่อว่า เพลงคู่ทวารวดี ซึ่งบรรเลงโดย  ดุริยางคศิลปิน ทั้งยังให้สัมพันธ์กับเครื่องแต่งกายที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่  โดยงานพัสตราภรณ์และเครื่องโรง กลุ่มนาฏศิลป์ และได้มีการจัดแสดงครั้งแรก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เนื่องในงานแถลงข่าวเมืองโบราณศรีเทพขึ้นเป็นมรดกโลก ทั้งนี้ อยู่ในความควบคุมของ นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต


ชื่อเรื่อง                     ตำนานธาตุพนม (ธาตุพนม)สพ.บ.                       447/1กหมวดหมู่                   พุทธศาสนาภาษา                       บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง                     พุทธศาสนา                              ตำนาน                              ประวัติประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ               30 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 38 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก                              เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จ.กรุงเทพฯ (เวลา 09.00-11.45 น.) จำนวน 80 คน


black ribbon.