ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,558 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.471/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 161  (183-194) ผูก 5 (2566)หัวเรื่อง : พระไตรโลกวินิจฉัย--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.605/6                ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4 x 53.5 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 194  (408-415) ผูก 6 (2566)หัวเรื่อง : พระธัมมสังคิณี--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


วันหยุดยาวแบบนี้เรามาเรียนรู้สำนวนไทยผ่านสัตว์เลี้ยงโบราณ ณ บ้านเชียงกันค่ะวันนี้เสนอตอน "เรื่องหมูๆ" โดยนางสาววิภาพร พันธุนันท์ สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


กลอนลำคำสอน ท้าวตัก-นางเตือน.  พระนคร: โรงพิมพ์กิมหลีหงวน, 2483.



          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๖ เรื่อง “ลาวเวียง ไทยพวน : จากแดนลาวสู่นครนายก” ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม - ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖           นิทรรศการนี้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชาติพันธุ์ลาวเวียง และไทยพวน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากประเทศลาวตั้งแต่สมัยต้นกรุงธนบุรีเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดนครนายก ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายชุมชน ลาวเวียงและไทยพวน ในการนำวัตถุทางชาติพันธุ์ทั้งเครื่องแต่งกาย ของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพมาจัดแสดง นอกจากนี้ยังมีการทำเวิร์คชอปผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อไปทางพิพิธภัณฑ์ก่อน เพื่อให้ทางพิพิธภัณฑ์ประสานงานกับทางชุมชนจัดเตรียมของสำหรับการทำเวิร์คชอป ทั้งนี้ มีค่าใช้จ่ายในการทำเวิร์คชอปด้วย            ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ เรื่อง “ลาวเวียง ไทยพวน : จากแดนลาวสู่นครนายก” ได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ จังหวัดนครนายก ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. เปิดทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามเพิ่มเติม โทร ๐๓๗ ๓๔๙ ๔๙๔ หรือ ๐๘๔ ๑๙๗ ๔๙๕๓



ใบเสมาที่พบที่บ้านกุดโง้ง ตำบลบุ่งคล้า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ มีทั้งใบเสมาที่สลักลวดลายที่ไม่ใช่ภาพเล่าเรื่อง เช่น ลวดลายรูปสถูป ใบเสมาที่สลักลวดลายเป็นภาพเล่าเรื่องในชาดกทางพุทธศาสนา และใบเสมาที่ไม่มีการสลักลวดลายใดๆ ใบเสมาที่สำคัญที่บ้านกุดโง้ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มของใบเสมาที่มีการสลักลวดลายประดับเป็นภาพพระพุทธเจ้า ได้แก่ ภาพพระพุทธเจ้าหรือพระศรีศากยมุนี ภาพพระศรีอริยเมตไตย และภาพเล่าเรื่องราวชาดกตอนต่างๆ ในพุทธศาสนา


          หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน "วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ตอน ทำไมน้ำตาลจึงเปลี่ยนสี " วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. ณ หอสมุดแห่งนครศรีธรรมราช            ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ "ฟรี" ไม่เสียค่าใช้จ่าย (รับจำนวนจำกัด) สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช หรือ โทร. 0 7532 4137


         ติ้วงานับพระ          รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕ (รัชกาลที่ ๔-๕)          ได้มาจากวัดหงส์รัตนาราม เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๒          “ติ้ว” หมายถึง ไม้ซี่เล็กๆ ใช้สำหรับเป็นคะแนน มักทำรูปทรงอย่างเรียบง่าย เน้นความมั่นคงแข็งแรง อาจประดับตกแต่งด้วยฝีมืออย่างประณีต สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายเป็นเครื่องใช้สำหรับนับจำนวนพระสงฆ์ เมื่อลงอุโบสถสวดมนต์เช้า-เย็นตามธรรมเนียมสงฆ์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจวัตรที่จะต้องลงอุโบสถไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน          “ติ้วนับพระ” จากวัดหงส์รัตนาราม ทำเป็นชุดเรือนไม้ ประกอบด้วย ตัวเรือนไม้ ติ้วงา กระจกครอบ และหีบไม้ คือ  หีบไม้รองรับตัวเรือน ทำจากไม้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปแบบฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ฐานล่างทำเป็นแข้งสิงห์และนมสิงห์ บริเวณท้องไม้ยืดสูงสลักเป็นช่องสี่เหลี่ยม ด้านกว้างด้านละ ๑ ช่อง และด้านยาว ด้านละ ๓ ช่อง ลงสีประดับตราโลหะรูปเทพเจ้ากรีกเป็นบุรุษมีปีกถือหม้อน้ำ เทลงมาบนถาดรอบรับด้วยก้านขดออกช่อดอก          ตัวเรือนทำจากไม้ มีฐานทำจากไม้ขัดกันรูปกากบาทสองด้านสลักลายแข้งสิงห์และลายพันธุ์พฤกษาแบบตะวันตก รองรับเป็นเสาสี่เหลี่ยมเซาะร่องประดับหัวเม็ดรูปไข่ และคานเป็นซุ้มโค้ง ตรงกลางมีลายเครือเถาดอกพุดตาน          ตัวติ้ว ทำจากงาแกะสลักป็นแผ่นบาง เกลารูปทรงเรียวยาวปลายแหลมมนคล้ายแผ่นฉลากสมุดไทย (บัญชักธรรม) เจาะรูแล้วร้อยด้วยเส้นลวดขึงเป็นราวไว้กับตัวเรือนไม้ มี ๒๕๐ ชิ้น ส่วนจำนวนติ้วที่ร้อยติดกับหลักขึ้นอยู่กับจำนวนพระสงฆ์ภายในพระอาราม  ทุกจำนวนนับที่ ๑๐ จะทำแผ่นติ้วงาเป็นยอดแบบเสาหัวเม็ด ส่วนคอคอดเรียวลง ให้แตกต่างจากแผ่นอื่นๆ บางพื้นที่จะคั่นด้วยเม็ดลูกปัดแก้วหรืองา เป็นภูมิปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้สังเกตได้สะดวก           ส่วนกระจกครอบเป็นโครงไม้ติดกระจกรอบด้าน มีบานประตูสำหรับเปิดด้านข้าง สันนิษฐานว่าทำขึ้นภายหลังที่มีการเลิกใช้งานแล้ว การใช้ติ้วนับพระควบคุมระเบียบสงฆ์ในการประกอบสมณกิจเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง เนื่องจากพระอุโบสถมีการใช้งานเฉพาะสำหรับประกอบสังฆกรรม อาทิ การอุปสมบท การสวดปาฎิโมกข์ ส่วนการทำวัตรสวดมนต์ประจำวัน จะรวมกันที่หอสวดมนต์ ซึ่งสร้างขึ้นอยู่ในบริเวณหมู่กุฎิแต่ละคณะสงฆ์           โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯกำหนดขึ้นด้วยถือว่าการสวดมนต์นั้นสำคัญอย่างมาก มีหลักฐานตั้งแต่ปฐมสังคายนา นับเป็นประเพณีให้พระสงฆ์ท่องจำและสวดสาธยายพร้อมกันเพื่อรักษาพระธรรมวินัย ต่อมามีการจดจารพระธรรมวินัยเป็ยลายลักษณ์อักษรแทนการท่องจำ แต่ยังคงถือธรรมเนียมพระสงฆ์สาธยายมนต์เป็นสำคัญอยู่ โดยมีข้อบังคับให้พระภิกษุบวชใหม่จะต้องจำบททำวัตรแต่ละบทให้ได้ตามกำหนดในแต่ละพรรษา          และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางด้านพระพุทธศาสนาหลายประการ ทำให้มีการกำหนดธรรมเนียมสงฆ์เคร่งครัดกว่าแต่ก่อน จึงเป็นธรรมเนียมการลงอุโบสถสวดมนต์เช้า-เย็นร่วมกันสำหรับพระสงฆ์ภายในพระอาราม และเริ่มมีการใช้เครื่องมือนับจำนวนสำหรับการควบคุมระเบียบ          ปัจจุบันการใช้ติ้วนับพระตามพระอารามส่วนใหญ่เลิกร้างไปแล้ว เพราะกำหนดให้มีพนักงานจดบัญชีตรวจสอบจำนวนพระสงฆ์แทน แต่ยังคงมีการเก็บรักษาไว้ประจำอยู่ในพระอุโบสถของวัดต่างๆ     อ้างอิง  เด่นดาว ศิลปานนท์. “ติ้วนับพระ”. ศิลปากร ๕๐, ๔ (กรกฎาคม-สิงหาคม). ๒๕๕๐ นริศรานุวัดติวงศ์. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. “สาสน์สมเด็จ เล่ม ๑๗”. พิมพ์ครั้งที่ ๒. องค์การค้าคุรุสภา. ๒๕๑๕ ราชบัณฑิตยสถาน. “พจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.๒๕๕๔” . กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๕๖.  




ความรู้ก่อนดูโขน ตอนทูษณ์ ขร ตรีเศียร และวิธีไอเดนติฟาย สามพญายักษ์ โดย นายลักษมณ์ บุญเรืองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่นจากครั้งที่แล้ว ที่เราแนะนำตัวละครโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน เล่ห์รักยักขินี  คือนางสำมะนักขา ไป  ก็ยังเหลือตัวเอกอีก ๑ เซ็ต มาพร้อมกัน ๓ ตัว  คือ ทูษณ์ ขร และตรีเศียร  พี่ชายทั้งสามคนของนางสำมะนักขา  ที่โดนนางโกหกว่า โดนพระรามลวนลาม  พี่ทั้งสามจึงเจ็บแค้นแทนน้อง  ออกไปเช็คบิลพระราม แต่ก็ถูกพระรามใช้ศร(ธนู) ยิงตายเมื่อเริ่มมีตัวละครหลายตัว  หลายคนอาจจะงง แล้วว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหน ขร ตัวไหนทูษณ์ ถ้าให้เดานางสำมะนักขา กับตรีเศียรคงไม่ยาก  นางสำมะนักขาก็ต้องเป็นยักษ์ผู้หญิง  ตรีเศียรก็ต้องมี ๓ หัว ใช่มั้ยครับ  เรามาแยกแยะระหว่างขร กับ ทูษณ์กันอันว่า โขนนั้นเป็นการแสดงชั้นสูงของไทย  แต่ไหนไรมา คนแต่ก่อนได้จัดลักษณะเฉพาะของแต่ละตัวไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็น ไอเดนติตี้ ของแต่ละตัว ดังนี้พญาทูษณ์  เป็นเจ้าเมืองจารึก  มีลักษณะเป็นยักษ์ มี ๑ หน้า ๒ มือ กายและหน้าสีม่วงแก่  สวมมงกุฎยอดกนก ตาจรเข้  ปากขบ เป็นพ่อของวิรุญจำบังส่วน พญาขร  เป็นเจ้าเมืองโรมคัล เป็นพ่อของมังกรกัณฑ์และแสงอาทิตย์  ลักษณะเป็นยักษ์มี ๑ หน้า ๒ มือ กายและหน้าสีเขียวเข้ม สวมมงกุฎยอดจีบ (ดูจะคล้ายๆ ยอดฤาษี)  ตาจรเข้  (ลักษณะตาจะปรือๆฉ) ปากขบ (คือเอาเขี้ยวมาขบปาก)และสุดท้ายคือตรีเศียร ดูง่ายที่สุด ตรีเศียรเป็นเจ้าเมืองมัชวารี ลักษณะเป็น ยักษ์สีขาว มีสามหน้า  ๖ มือ มีหน้าปกติ ๑ หน้า และมีหน้าเล็กๆ อยู่ตรงท้ายทอยอีก ๒ หน้า  ปากขบ ตาจรเข้ สวมมงกุฎยอดน้ำเต้า สามยอด ยอดกลางใหญ่ที่สุดทีนี้พอเราแยกแยะออกแล้วว่าใครเป็นใคร  หวังว่าท่านผู้ชมที่มาดูโขนพิพิธภัณฑ์ขอนแก่น วันที่ ๒๓ ธันวา นี้จะดูรู้เรื่องและสนุกสนานไปกับการแสดงมากยิ่งขึ้นนะครับปล. ในเรื่องรามเกียรติ์จริงๆ  พญายักษ์แต่ละตนตายต่างกรรมต่างวาระกันนะครับ  แต่โขนของเราเป็นโขนวัยรุ่น เอาใจคนยุคใหม่ ไม่ชอบอะไรเยิ่นเยอะเยิ่นเยินๆๆๆๆๆๆ  เลยจับมามิกซ์ตายไร่เรี่ยกันไปเลยในตอนเดียว อิ อิ  แต่ขอบอกว่าสวย มว๊ากกกกก  เวลามารวมกันสามตัวแล้ว  เพราะผมไปแอบดูมาแต่นครเชียงใหม่ที่เวียงกุ่มกามแล้วครับ สวยจริงๆดูฟรีเด้อครับ  พลาดเที่ยวนี้ รออีก 3 ปี รอพิพิธภัณฑ์ขอนแก่นปรับปรุงเสร็จ ปี 70 นู่นเลย ถึงจะมีมาให้เบิ่งอีกเทื่อเรื่องตา กับปาก  ผมอธิบายความตามลักษณะหัวโขนที่ช่างทำนะครับ  ตามตำราไม่ได้ดูมาว่าเขาว่ากันยังไงถ้าตาโพลง คือ ตากลมๆ ทื่อๆ  แต่ตาจรเข้ คือ ตาปรือๆส่วนปาก ขบก็เหมือนเอาเขี้ยวขบฟัน  ถ้าปากแสยะ  ก็เหมือนคนยิงฟัน  และยังมีปากอ้าอีก  ส่วนใหญ่จะเป็นลิง




         ชิ้นส่วนประดับสะพานเฉลิมหล้า          แบบศิลปะ : รัตนโกสินทร์          ลักษณะ : ชิ้นส่วนประดับสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก มีพระปรมาภิไธยย่อ จปร สีเขียว ภายในกรอบวงรีล้อมกรอบด้วยลายจุดไข่ปลาและพวงมาลัยแบบตะวันตก ทั้งสองข้างกรอบวงรีตรา จปร ประดับด้วยลูกกรงแบบลูกมะหวดฝรั่ง ชิ้นส่วนนี้เดิมเคยประดับที่กึ่งกลางราวสะพานเฉลิมหล้า 56 มีชื่อเรียกอย่างลำลองว่า สะพานหัวช้าง ในปัจจุบัน          สะพานเฉลิมหล้า 56 เป็นสะพานชุดเฉลิม สะพานที่ 15 สะพานชุดเฉลิมนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 17 สะพาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยพระราชทานพระราชทรัพย์เท่าพระชนมวาร วันละ 1 สลึง เป็นค่าก่อสร้างสะพานชุดเฉลิมในแต่ละปี โดยเริ่มตั้งแต่พระชนมพรรษาปีที่ 42 สะพานเฉลิมหล้าเป็นสะพานที่สร้างขึ้นเนื่องในพระวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 56 เป็นสะพานที่สร้างข้ามคลองบางกะปิหรือคลองแสนแสบ ถนนพญาไท (ปัจจุบันอยู่ใกล้ แยกปทุมวัน) เชื่อมทางระหว่างพระนครให้ต่อกันทั้งตอนเหนือและตอนใต้ โดยสะพานนี้อยู่ติดกับวังสระปทุม (ออกแบบโดยสถาปนิกและวิศวกรที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามารับราชการในประเทศไทยในขณะนั้น ) และถือว่าเป็นสะพานสุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ (อนนต์ ศรีศักดา,82 – 89)          สะพานเฉลิมหล้า 56 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ดำริสร้างต่อจากสะพานเฉลิมโลก 55 (ที่นำเทคโนโลยีการสร้างแบบคอนกรีตเสริมเหล็กเข้ามาจากชาติตะวันตก) ทำให้สะพานมีความแข็งแรงและทนทานต่อการใช้งาน ตัวคานเป็นรูปโค้ง หัวสะพานทั้งสี่มุมมีรูปปั้นช้าง 4 หัว ประดับทั้ง 4 ด้าน (ภานุวัฒน์ จ้อยกลัดและสุนิติ สุภาพ, 22)          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2452 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 42 หน้า 1842 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน ร.ศ. 128 เรื่อง การเสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพานเฉลิมหล้า 56 ซึ่งในปีนี้พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมอัยกาธิราช จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีพระชนมายุมงคลเสมอรัชกาลที่ 2 และฉลองวัดอรุณราชวรารามด้วย ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีช้างเผือกในแผ่นดินถึง 4 เชือก จึงพระราชทานนามว่า สะพานเฉลิมหล้า ซึ่งมาจากพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย          ปัจจุบันสะพานเฉลิมหล้า ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอน 61 ลงวันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2518 โดยอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้พยายามรักษาลักษณะเดิมของสะพานไว้เป็นอย่างดี แม้มีการขยายถนน และสะพานเพื่อให้รับกับความเจริญของบ้านเมืองและการคมนาคมที่คับคั่งขึ้น          ขนาด : ชิ้นที่ 1 ยาว 270 สูง 153 หนา 90          ชิ้นที่ 2 ยาว 128 สูง 100 หนา 35          ชนิด : ปูนปั้น เหล็ก          อายุ/สมัย : พุทธศักราช 2452          ประวัติ/ตำนาน : ชิ้นส่วนของสะพานเฉลิมหล้า 56 รับมอบจากกองโบราณคดี เมื่อพุทธศักราช 2556 สันนิษฐานว่า ยกย้ายมาช่วงทำการขยายถนนจาก 5 ช่องทาง เป็น 8 ช่องทาง ประมาณพุทธศักราช 2544     แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/3d_object/?obj=52884   ที่มา: https://smartmuseum.finearts.go.th


black ribbon.