ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,539 รายการ

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายธงชัย มหา ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน พร้อมด้วยนางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป ลงพื้นที่โบราณสถานเมืองเสมา เพื่อเตรียมสถานที่ในการดำเนินโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ . ตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบพื้นที่อาคารคลุมองค์พระนอนวัดธรรมจักรเสมา เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง . และตรวจเยี่ยมปราสาทเมืองแขก หาแนวทางแก้ไขปัญหาขยะเศษใบไม้-กิ่งไม้ พร้อมทั้งหารือสถานที่ในการสร้างที่พักนักท่องเที่ยว


เปิดแล้ว...NOW OPEN !!! #27052026 Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย . แอดมินเก็บภาพแค่บางช่วงบางตอนมาฝาก เพราะอยากให้ทุกคนมาเห็นความงดงามด้วยตาเนื้อ และมาร่วมกิจกรรมสนุก ๆด้วยกันค่าาา



แบบเข็มที่ระลึกงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ออกแบบโดย นายปัญญา โพธิ์ดี นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานศิลปประยุกต์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ความหมายเข็มที่ระลึก            เข็มที่ระลึก ประกอบด้วย อักษรพระนามาภิไธย ส.ท. ภายใต้มงกุฎขัตติยราชนารี อันเป็นตราประจำพระองค์ เบื้องบนอักษรพระนามาภิไธยมีเลข ๔๘ สีทองบนแท่นดอกบัวสีขาว อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความดีงาม แสดงถึงวาระมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อักษร ส ขอบเดินทอง พื้นสีม่วงแก่อันเป็นสีประจำวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อักษร ท ขอบเดินทอง พื้นสีเหลืองอันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อักษรพระนามาภิไธยประดิษฐานในกรอบรูปหัวใจพื้นสีม่วงล้อมด้วยสุวรรณสังวาลประดับเพชร ๑๐ เม็ด หมายถึง สมเด็จพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน อีกทั้งเลข ๑๐ เป็นเลขกำลังวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  








พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ มีพระราชประสงค์ว่าจะเสด็จเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรไปทอดพระเนตรวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ตามสภาพภูมิลำเนาหัวเมืองต่างๆ รวมถึงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ด้วยพระองค์เอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ ระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ รวม ๓๒ วัน โดยทางรถไฟและรถยนต์ เริ่มเดินทางจากการประทับรถไฟ เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เสด็จตามหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองที่สำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของล้านนาไทย และมีประวัติความเป็นมายาวนาน ในการเสด็จฯ ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ที่ได้เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพด้วยระยะทางที่ยาวไกล เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่างใกล้ชิด ดังข้อความต่อไปนี้ กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (๑-๒) “... นับว่ายังไม่มีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดได้เสด็จพระราชดำเนินไปเลย จริงอยู่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (บางทีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วย) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปแล้วแต่เสด็จไปเมื่อยังมิได้ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตราธิราช เพราะฉะนั้นหากครั้งนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลพายัพ ก็ต้องนับว่าพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรกที่ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลนั้น อีกประการหนึ่ง การเสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองมณฑลน้อยใหญ่ ยังเป็นโอกาสให้ ได้ทอดพระเนตรภูมิประเทศถิ่นฐานบ้านเมือง ทรงทราบความเป็นไปอันเนื่องด้วยสุขด้วยทุกข์   ตลอดถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพของข้าขอบขัณฑสีมาอาณาจักรทั่วไป ได้ทรงพบเห็นสิ่งต่างๆ มากอย่างสำหรับจะได้นำมาเป็นเครื่องทรงพระราชดำริดัดแปลงแก้ไขสิ่งที่พ้นสมัยผดุงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้คงดีตลอดไป และพยายามให้ดียิ่งๆ ขึ้นสมกับที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาติ พระราชจรรยาเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกาธิราช ได้ทรงกระทำเป็นเยี่ยงอย่างอันดีมาแล้ว ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช ก็ได้ทรงพระราชนิยมในการเสด็จพระราชดำเนินตามหัวเมืองมณฑลเช่นเดียวกัน ผลของการเสด็จพระราชดำเนินปรากฏว่า มีแต่กระทำให้ราชการบ้านเมืองทวีความเจริญในทางก้าวหน้า เมื่อดังนี้จึงเป็นการสมควรยิ่งที่จะทรงอนุวัตรตามพระราชจรรยาดังเช่นสมเด็จพระบรมชนกาธิราชและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชได้ทรงประพฤติเป็นทิฏฐานุคติมาก่อนแล้วนั้น ทั้งเป็นการแสดงความเคารพต่อสมเด็จพระบรมชนกาธิราช และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชด้วยอีกส่วนหนึ่ง...” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ถือว่าเป็นครั้งแรกพระมหากษัตริย์สยามเสด็จฯ เยือนมณฑลพายัพอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจจากเจ้านายฝ่ายเหนือ ราษฎร กลุ่มชาติพันธุ์ และชาวต่างชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นประมุขของราษฎรในมณฑลพายัพในภายหลังได้เป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์ ปัจจุบันซุ้มประตูชัยทั้งหมดถูกรื้อถอนแล้วเหลือเพียงหลักฐานทางภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ ที่ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อถวายพระพรและรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งจัดได้อย่างสมพระเกียรติ สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ผู้คนทุกหมู่เหล่า นับว่าเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง เรียบเรียงโดย : นางสาวรัฐธีย์ มูลพนัส, นางสาววรันธร รักยา และนางสาวศตวรรณ ศรีสมบัตินักศึกษาสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบคุมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม  แหล่งอ้างอิง : กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (ผู้รวบรวม).  จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๙.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๔.          (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๔). ณัฐพล ใจจริง และศรัญญู เทพสงเคราะห์.  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับแนวพระราชดำริด้านการปกครองท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๘. พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า.  ปกประชาฉายาลักษณ์.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๙. พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า.  สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (รวมเล่ม).  พิมพ์ครั้งที่ ๔.  กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๙. สถาบันพระปกเกล้า.  สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑. สถาบันพระปกเกล้า.  เสด็จฯ เลียบหัวเมืองฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙,          จาก: https://www.youtube.com/watch?v=eXugbbna4RU&list=PLz3ADrKTT5i0vjsCnIPrpraHExclR_Odo&index=26 สถาบันพระปกเกล้า.  เสด็จฯ สู่เมืองนครเชียงใหม่. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=LYj2-XNnbJA


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ มีพระราชประสงค์ว่าจะเสด็จเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรไปทอดพระเนตรวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ตามสภาพภูมิลำเนาหัวเมืองต่างๆ รวมถึงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ด้วยพระองค์เอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ ระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ รวม ๓๒ วัน โดยทางรถไฟและรถยนต์ เริ่มเดินทางจากการประทับรถไฟ เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เสด็จตามหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองที่สำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของล้านนาไทย และมีประวัติความเป็นมายาวนาน ในการเสด็จฯ ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ที่ได้เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพด้วยระยะทางที่ยาวไกล เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่างใกล้ชิด ดังข้อความต่อไปนี้ กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (๑-๒) “... นับว่ายังไม่มีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดได้เสด็จพระราชดำเนินไปเลย จริงอยู่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (บางทีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วย) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปแล้วแต่เสด็จไปเมื่อยังมิได้ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตราธิราช เพราะฉะนั้นหากครั้งนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลพายัพ ก็ต้องนับว่าพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรกที่ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลนั้น อีกประการหนึ่ง การเสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองมณฑลน้อยใหญ่ ยังเป็นโอกาสให้ ได้ทอดพระเนตรภูมิประเทศถิ่นฐานบ้านเมือง ทรงทราบความเป็นไปอันเนื่องด้วยสุขด้วยทุกข์   ตลอดถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพของข้าขอบขัณฑสีมาอาณาจักรทั่วไป ได้ทรงพบเห็นสิ่งต่างๆ มากอย่างสำหรับจะได้นำมาเป็นเครื่องทรงพระราชดำริดัดแปลงแก้ไขสิ่งที่พ้นสมัยผดุงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้คงดีตลอดไป และพยายามให้ดียิ่งๆ ขึ้นสมกับที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาติ พระราชจรรยาเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกาธิราช ได้ทรงกระทำเป็นเยี่ยงอย่างอันดีมาแล้ว ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช ก็ได้ทรงพระราชนิยมในการเสด็จพระราชดำเนินตามหัวเมืองมณฑลเช่นเดียวกัน ผลของการเสด็จพระราชดำเนินปรากฏว่า มีแต่กระทำให้ราชการบ้านเมืองทวีความเจริญในทางก้าวหน้า เมื่อดังนี้จึงเป็นการสมควรยิ่งที่จะทรงอนุวัตรตามพระราชจรรยาดังเช่นสมเด็จพระบรมชนกาธิราชและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชได้ทรงประพฤติเป็นทิฏฐานุคติมาก่อนแล้วนั้น ทั้งเป็นการแสดงความเคารพต่อสมเด็จพระบรมชนกาธิราช และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชด้วยอีกส่วนหนึ่ง...” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ถือว่าเป็นครั้งแรกพระมหากษัตริย์สยามเสด็จฯ เยือนมณฑลพายัพอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจจากเจ้านายฝ่ายเหนือ ราษฎร กลุ่มชาติพันธุ์ และชาวต่างชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นประมุขของราษฎรในมณฑลพายัพในภายหลังได้เป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์ ปัจจุบันซุ้มประตูชัยทั้งหมดถูกรื้อถอนแล้วเหลือเพียงหลักฐานทางภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ ที่ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อถวายพระพรและรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งจัดได้อย่างสมพระเกียรติ สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ผู้คนทุกหมู่เหล่า นับว่าเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง เรียบเรียงโดย : นางสาวรัฐธีย์ มูลพนัส, นางสาววรันธร รักยา และนางสาวศตวรรณ ศรีสมบัตินักศึกษาสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบคุมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม  แหล่งอ้างอิง : กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (ผู้รวบรวม).  จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๙.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๔.          (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๔). ณัฐพล ใจจริง และศรัญญู เทพสงเคราะห์.  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับแนวพระราชดำริด้านการปกครองท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๘. พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า.  ปกประชาฉายาลักษณ์.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๙. พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า.  สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (รวมเล่ม).  พิมพ์ครั้งที่ ๔.  กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๙. สถาบันพระปกเกล้า.  สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙.  กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑. สถาบันพระปกเกล้า.  เสด็จฯ เลียบหัวเมืองฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙,         จาก: https://www.youtube.com/watch?v=eXugbbna4RU&list=PLz3ADrKTT5i0vjsCnIPrpraHExclR_Odo&index=26 สถาบันพระปกเกล้า.  เสด็จฯ สู่เมืองนครเชียงใหม่. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=LYj2-XNnbJA



          นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารจัดแสดงนิทรรศการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2566 ปัจจุบันดำเนินการเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2569           อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อบริการผู้เข้าชมตามแนวทางการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มาตั้งแต่ พ.ศ.2536 จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของเมืองพิมาย ซึ่งการปรับปรุงในครั้งนี้นับเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ โดยการปรับปรุงใน พ.ศ. 2566 - 2567 เป็นการปรับปรุงอาคารจัดแสดงและนิทรรศการถาวรชั้นล่าง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองพิมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ.2568 - 2569 ได้ปรับปรุงอาคารจัดแสดง ส่วนบริการ และนิทรรศการถาวรชั้นบน มีเนื้อหาบอกเล่าพัฒนาการของมนุษย์ในพื้นที่แอ่งโคราชตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงช่วงระยะเวลาที่วัฒนธรรมเขมรโบราณรุ่งเรือง จัดแสดงโบราณวัตถุที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับแอ่งโคราชและเมืองพิมาย ซึ่งบางชิ้นยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน พร้อมทั้งนำเอาเทคนิคการจัดแสดงและกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้เข้าชมได้ความรู้คู่ความสนุก นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นห้อง Co-Working Space พื้นที่จัดแสดงผลงานและนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน อันเป็นการยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์ให้เป็นมากกว่าการเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในระดับภูมิภาคอีสานตอนล่าง            ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย มีส่วนจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 อาคาร ได้แก่ อาคารจัดแสดงหลักเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรที่เรียงร้อยเรื่องราวของเมืองพิมายผ่านหลักฐานทางโบราณคดี และอาคารศิลาจำหลัก เป็นอาคารคลังเก็บโบราณวัตถุประเภทองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยอาคารจัดแสดงหลักที่ได้รับการปรับปรุงแบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 9 ห้อง ได้แก่ 1. ภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน 2. ความเชื่อและพิธีกรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราช 3. จากชุมชนสู่รัฐ : ยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่มในวัฒนธรรมทวารวดี 4. วัฒนธรรมเขมรโบราณในแอ่งโคราชระยะแรกเริ่ม 5. แอ่งโคราช : ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 6. อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองพิมาย 7. ศาสนาในเมืองพิมาย 8. เมืองพิมายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-23 9. พิมาย : ศูนย์กลางความยิ่งใหญ่             ขอเชิญร่วมชมและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา เปิดให้บริการทุกวันพุธ-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ต่างชาติ 200 บาท



black ribbon.