ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,167 รายการ

อัน, เยียนจู และยูน, ฮยอนวู.  Why? Russia ปริศนาแห่งแดนหมีขาว.  นนทบุรี: ไอดีชี พรีเมียร์, 2561. หนังสือเล่มนี้ชวนผู้อ่านผจญภัยไปกับเมียร์ และอามิ ในการช่วยเหลือเพื่อนต่างดาว พร้อมไขปริศนาเกี่ยวกับ รัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินแดนหมีขาว มหาอำนาจอวกาศ หรือปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน ถ่ายทอดความรู้ด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โลกผ่านเรื่องราวสนุก เข้าใจง่าย และชวนติดตาม      ย  อ543ว   ห้องหนูรักการอ่าน  


พจนี เทียมศักดิ์.  คู่มือการประดิษฐ์งานสร้างสรรค์.  กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ 1999, 2542.  หนังสือเล่มนี้เป็นแนวทางสำหรับครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ในการสร้างสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์การสอนเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ โดยนำเสนอไอเดียงานประดิษฐ์หลากหลาย เช่น งานพับกระดาษ เครื่องแขวน และการใช้วัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นสื่อการสอน ช่วยให้การเรียนรู้มีความสนุกและเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กมากยิ่งขึ้น   745  พ176ค   ห้องหนูรักการอ่าน  


วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นวัดคามวาสี คือวัดที่อยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าน่าสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ - ๑๘๔๐ ในสมัยพญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน พระมหาเถรจันทร์ คือพระเถระผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมากในสมัยพญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งทางโลกและทางธรรมมักจะจาริกอยู่ตามป่าดง เพื่อบำเพ็ญภาวนา และเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย ในปัจจุบันคือ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ นอกจากนี้พญากือนาทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเพื่อบำเพ็ญภาวนา นอกจากนี้พญากือนายังได้สร้างวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) หรือวัดเวฬุกัฎฐาราม บริเวณป่าไผ่ ๑๑ กอ เชิงดอยสุเทพ ถวายแด่พระมหาเถรจันทร์เพื่อความสงบในการบำเพ็ญภาวนาด้วย พระมหาเถรจันทร์จึงเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานที่สำคัญคือ “วัดอุโมงค์” ทั้งสองแห่งอีกด้วย วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ มีประวัติอันยาวนานที่สำคัญ และมีความเกี่ยวข้องกับสามเณรจันทร์ ซึ่งบวชอยู่วัดเวฬุกัฏฐาราม หรือวัดป่าไผ่สิบเอ็ด สามเณรจันทร์มีความตั้งใจศึกษาภาษาบาลีอยู่กับเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเห็นถึงความตั้งใจจึงให้มาศึกษาอยู่ที่วัดมหาโพธิ์น้อย ในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เพื่อจะได้เพิ่มหลักของศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้อาศัยเล่าเรียนศึกษาเป็นเวลา ๓ ปี หลังจากนั้นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต่อมาท่านเจ้าอาวาสมรณภาพ และได้มอบคัมภีร์มหามันตระประเภท พร้อมทั้งแนะนำให้ท่องมนต์ในที่เงียบสงัด โดยคัมภีร์มหามันตระประเภท  มีกำหนด ๑,๐๐๐ คาบ (พันจบ) สมจิตสูต ๕๐๐ คาบ มหาสมัย ๕๐๐ คาบ และธรรมจักรสูตรอีก ๕๐๐ คาบ ต้องนั่งท่องเหมือนกันหมดทุกคืน ในคืนที่สามระหว่างท่องมนต์อยู่มีแสงสว่างตรงหน้าพระมหาเถรจันทร์ จึงลืมตาขึ้นในความคิดสงสัยว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์ คล้ายกับเทวดาแปลงกาย กล่าวว่า “แม้นท่านมีความปรารถนาเช่นใด เราก็สามารถช่วยท่านได้รับผลสมความปรารถนาโดยรวดเร็ว เรามีของสิ่งหนึ่งจะถวายแก่ท่าน จงยื่นมือมารับเอาไว้เรายื่นให้บัดนี้แล้ว” พระภิกษุเห็นมือที่ยื่นของมาให้นั้นขาวผุดผ่องดูงดงามอันนิ่มนวล จึงยื่นมือแบหงายออกไปรับหมากที่มีรูปประหลาดพร้อมกับจับทั้งมือทั้งหมากนั้นไว้ ทำให้เทวดาแปลงกายได้สะบัดมือหลุดออกจากการเกาะกุม และกล่าวว่า “อสติกโรติ” แปลว่า “ท่านจงหาสติมิได้เถิด” หลังจากนั้นได้อันตรธานไปทันทีต่อหน้าพระภิกษุ เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถท่องมนต์ที่ยังค้างไว้ต่อได้สำเร็จ พระภิกษุจึงรับรู้ได้ถึงการสูญเสียสติสัมปชัญญะอันทำให้กลายเป็นคนหลงๆ ลืมๆ คล้ายกับอาการคนเสียสติ จึงได้ตัดสินใจกลับมาจำพรรษาอยู่วัดโพธิ์น้อยตามเดิม พระมหาเถรจันทร์พยายามรักษาตัว พร้อมกับการรักษาศีล ฝึกสมาธิ และเจริญปัญญา หากยามที่มีสติสัมปชัญญะดีก็สามารถศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก จนมีความรู้แตกฉานมีปัญญาเฉียบแหลมสามารถเล่าเรียนได้อย่างแม่นยำรวดเร็วมาก แต่หากยามที่สติท่านไม่สู้จะปรกติ ท่านก็ออกจากวัดไปจาริกตามป่าตามเขาในที่สงบสงัดเพื่อบำเพ็ญภาวนาตามลำพังเป็นระยะเวลาหลายเดือนจนอาการค่อยทุเลาจึงกลับมาจำวัด พระมหาเถรจันทร์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย อุปสมบทได้ ๒๒ พรรษา อายุได้ ๔๒ ปี จนมีความรู้แตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม พญากือนาทรงทราบถึงกิติศัพท์ทรงสนพระทัยโปรดให้นิมนต์พระมหาเถรจันทร์ พระราชปุจฉาถึงปริศนาธรรม คติธรรม ปัญญาโวหารหลายประการ ซึ่งพระมหาเถรจันทร์ ได้ถวายวิสัชนาให้ทรงทราบโดยแจ่มแจ้ง หรือในบางครั้งมักมีพระเถระจากต่างเมืองมาถามปัญหาธรรมอยู่เสมอ โดยทุกครั้งที่มีการถกเถียงปัญหาธรรม พระมหาเถรจันทร์คอยเป็นผู้เฉลยปัญหาธรรมเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเหตุทำให้พญากือนาทรงเลื่อมใสและศรัทธาเป็นอย่างมาก ขณะนั้นวัดโพธิ์น้อยได้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก พระองค์จึงโปรดให้สร้างวิหาร และกุฏิให้เพียงพอแก่พระสงฆ์สามเณรที่เป็นสานุศิษย์ในการศึกษาพระธรรม ซึ่งพระอารามแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปีพ.ศ. ๑๙๑๘ ซึ่งในปัจจุบัน คือ “วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์” วันหนึ่งพญากือนาให้นิมนต์พระมหาเถรจันทร์เพื่อถวายภัตตาหาร และรับฟังเทศนาโอวาทในหลักการปกครองบ้านเมืองตามวิธีปฏิบัติรวมถึงได้กล่าวปัญหาธรรมที่เป็นข้อคิดและให้หาวิธีแก้ปัญหา ซึ่งปัญหาธรรมมีอยู่ว่า “เป็นท้าวพระยาเมืองใหญ่ หื้อไขว่ไม้สานก๋วย, หื้อแป๋งบวยแปดลูก, หื้อปลูกไม้ลูก ส้ม ฝาด ขม หวาน, หื้อหย้าน หาญ หนี, อย่าหื้อลุกำจ๋า, หื้อเลี้ยงก๋าสามหมู่, หื้อมีปู่สามคน, หื้อมีก๋นสามด้าน, หื้อเลี้ยงล้านสามหัว, หื้อมีตั๋วในท้อง, หื้อกระทำต๋นเป็นดั่งจ้องหลุบ ก๋างเมื่อก๋างอย่าหื้อหลุบ เมื่อหลุบอย่าหื้อก๋าง, หื้อเลี้ยงนางสามปาก, หื้อเลี้ยงนากสามตั๋ว, หื้อมีวัวแสนแอก, หื้อมีแขกหลายตาง, บ้านเมืองจ๋างเกื๋อต๊อด, อย่าเลี้ยงมอดขบเมือง” ปัญหาธรรมดังกล่าวไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้จนเวลาล่วงเลยมาหลายวัน พระมหาเถรจันทร์จึงได้มาแก้ให้ปัญหาธรรมระหว่างมาฉันภัตตาหารที่โรงธรรมของพญากือนา ซึ่งสามารถแก้ปัญหาธรรมดังกล่าวได้ว่า (ป.พิสณฑ์. ๗๒ - ๗๕) ·     เป็นท้าวพระยาเมืองใหญ่ หื้อไขว่ไม้สานก๋วย คือ เมื่อเป็นท้าวพระยาผู้ใหญ่ ให้มีสายตายาวและดูบ้านดูเมือง ให้อยู่วุฑฺฒิเจริญ อย่าตื่นข่าวต่างๆ อันเป็นคำ “หานี” (คำเล่าอ้าง) ดูเสนาอำมาตย์ผู้มีคุณ และไม่มีคุณโดยมาอันกว้างยาวดุจตาก๋วยนั้นแล ·     หื้อแป๋งบวยแปดลูก คือ เลี้ยงอำมาตย์ ๘ คน ที่จะนำเอาสิ่งของเงินทองมาจากทิศทั้ง ๘ เข้าในห้องพระคลัง ·     หื้อปลูกไม้ลูก ส้ม ฝาด ขม หวาน ส้ม คือ เลี้ยงคนที่จะสอนข้าราชการชั้นใน ฝาด คือเลี้ยงคนที่จะจัดเก็บภาษีในแผ่นดินไร่นาสาโท ขม คือ เลี้ยงคนที่เป็นหาญศึก (ทหาร) และหวาน คือ เลี้ยงคนที่เก่ง ในทางหนังสือติดต่อ (เลขา) ·     หื้อหย้าน หาญ หนี หย้าน คือ ให้เกรงบาปกรรม อันไม่ชอบธรรม หาญ คือ กล้ากระทำการกุศลผลบุญ และหนี คือ หนีจากบาปกรรม ๕ ประการ มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ให้อยู่ตามคดีโลก คคีธรรม อยู่กับบัณฑิต ปราชญ์ ·     อย่าหื้อลุกำจ๋า คือใช้คำพูดให้เป็นราชกถา อย่าพล่ามในสิ่งที่ไม่ควร ·     หื้อเลี้ยงก๋าสามหมู่ คือ ถ้าเป็นท้าวพระยา ให้มีปัญญา ใช้วิจารณญาณ (โยนิโสมณะสิการ) มีสติ พิจารณารำพึงเหตุผล อันจะวุฒิเจริญสามประการ คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล อนาคตกาล ·     หื้อมีปู่สามคน คือ ให้ถือปฏิบัติ ตามหลักโบราณ สามชั่วท้าวพญาผู้ใหญ่ อันปฏิบัติมาแล้วโดยชอบธรรม ·     หื้อมีก๋นสามด้าน คือ อย่าให้บ้านเมืองมีเสี้ยนหนามหนึ่ง พัฒนาให้วุฑฒิเจริญด้วย ทศพิธราชธรรม ราชสมบัติให้เป็นไปยาวนานหนึ่ง แต่งศาสนา อันจักเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายให้ถูกกับความนิยมชมชอบของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินหนึ่ง ·     หื้อเลี้ยงล้านสามหัว คือ เลี้ยงเศรษฐี ๓ คนอันอยู่ เหนือกลาง ใต้ เพื่อช่วยเหลือบ้านเมือง ·     หื้อมีตั๋วในท้อง คือ ให้มีปัญญา ·     หื้อกระทำต๋นเป็นดั่งจ้องหลุบ ก๋างเมื่อก๋างอย่าหื้อหลุบ เมื่อหลุบอย่าหื้อก๋าง คือ อย่าทำตัวให้กระด้างกระเดื่อง ควรหลุบ ก็ให้หลุบ ควรกางก็ให้กาง เช่นต่อหน้า แขก เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ เมื่อพิจารณาอรรถคดี ถ้อยคำ การบ้านเมือง ให้ทำ สีหน้าองอาจกล้าหาญ ไม่กลัวอุปสรรคต่างๆ แต่ถ้าอยู่ในบ้านเรือน อย่าได้กระทำดังว่านี้ เพราะไม่มีใครเห็น อีกอย่างหนึ่ง เวลาไปสดับรับฟังพระธรรมเทศนา ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้า ·     หื้อเลี้ยงนางสามปาก คือ ให้มีอัครมเหสี ผู้มีวาจาดี สามประการ คือ เข้าใจพูดสั่งสอน ข้าคน ให้เคารพยำเกรงด้วยหลัก ๓ ประการ คือ กาย วาจา ใจ เช่น เวลาพูดจากับเสนาอำมาตย์ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ให้มีสัมมาคาระวะจะพูดจาด้วย บุตร สามี ก็ให้รู้จักอรรถจริยา พูดจาอ่อนหวาน ทั้งเข้าใจ อบรม และพูดจาให้เกิดประโยชน์ในทางการกุศล รู้วิธีแนะนำชักชวนให้ผู้อื่นบำเพ็ญบุญ ·     หื้อเลี้ยงนากสามตัว คือ อุปฐากค้ำชูพระพุทธศาสนาหนึ่ง พระสงฆ์องค์เจ้าหนึ่ง บิดามารดา ครูบาอาจารย์สมณะชีพราหมณ์หนึ่ง ·     หื้อมีวัวแสนแอก คือ รู้จักโอภาปราศรัยตามหลักการเพื่อพูดเป็นประโยชน์แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้มาก ·     หื้อมีแขกหลายตาง คือ มีราชไมตรีติดต่อกับบ้านน้อยเมืองใหญ่ ทุกถิ่นทุกที่ ·     บ้านเมืองจ๋างเกื๋อต๊อด คือ ทำสิ่งใดให้เกิดรสชาติ อย่างให้จืดจาง ซึ่งจะเป็นทางนำหายนะมาสู่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ ·     อย่าเลี้ยงมอดขบเมือง คือ อย่าเลี้ยงเสนาอำมาตย์ ข้าราชการที่คอยปรับไหมใส่โทษ ชาวบ้าน ชาวเมือง (คอรัปชั่น) ให้เดือดร้อนและล่มจม พญากือนาทรงทราบว่า พระมหาเถรจันทร์ มักจะมีอาการคลุ้มดีคลุ้มร้ายเป็นประจำ ชอบออกจาริกไปตามป่าดงและชนบทห่างไกล เพื่อหาที่สงบสงัดบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน เวลาต้องการนิมนต์เพื่อโต้ตอบปัญหา หรือศึกษาข้อธรรม มักจะไม่ค่อยพบยากแก่การติดต่อนิมนต์ พญากือนา จึงมีพระราชประสงค์โปรดให้สร้างพระอารามใต้พื้นดินหรืออุโมงค์ใหญ่ขึ้นที่ด้านเหนือฐานพระเจดีย์ใหญ่ อยู่ในบริเวณวัดเวฬุกัญฐาราม หรือวัดไผสิบเอ็ดกอ ในปีพ.ศ. ๑๙๒๑ ในปัจจุบัน คือ “วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)” เพื่อถวายในพระพุทธศาสนา อีกทั้งเพื่อถวายให้พระมหาเถรจันทร์ ใช้สำหรับเป็นที่พักผ่อนและบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเหตุนี้ทำให้พระมหาเถรจันทร์เป็นครองเจ้าอาวาสทั้งสองวัด พระมหาวิหารวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นศิลปะล้านนาที่ย่อมุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนทางด้านเหนือมีมุขยื่นอยู่เพียงด้านเดียว หลังคาลดชั้น ๓ ชั้น ทางด้านหน้า และซ้อนกัน ๒ ตับ บันไดทางขึ้นด้านหน้าประดับรูปสิงห์ หางหงส์เป็นรูปพญานาค และปั้นลมมีลักษณะเป็นลำตัวของพญานาคประดับด้วยกระจกสี หน้าบันทำเป็นช่องลูกฟักประดับด้วยไม้แกะสลักมีรูปพานรัฐธรรมนูญที่ส่องแสงล้อมรอบด้วยรูปเทวดา ถัดลงมาเป็นลายกระต่ายและม้า สลับกับลวดลายพรรณพฤกษาและดอกประจำยามติดกระจกสี รวมถึงระบุว่าสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นพ่อค้าชาวจีนในเมืองเชียงใหม่ โก่งคิ้วประดับไม้แกะสลักลายเป็นรูปโค้งเครือเถาไม่มีรวงผึ้ง เสาประตูทางเข้าประดับลวดลายล่องชาด และมีซุ้มโค้งบนกรอบบานประตูทางเข้าอย่างสวยงาม พระมงคลศรีศากยมุนี (หลวงพ่อใหญ่) เป็นพระพุทธรูปสมัยล้านนาหล่อด้วยปูนลงรักปิดทอง ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๙๐ เมตรสูง ๓.๗๐ เมตร สร้างราวปี พ.ศ. ๑๙๑๐ – ๑๙๑๔ ในรัชสมัยของพญากือนา ประดิษฐานอยู่ภายในพระมหาวิหาร มีพุทธลักษณะพระพักตร์ (ใบหน้า) สี่เหลี่ยมสั้นมีไรพระศก พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตรลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นแบบเปลวเพลิง พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) มีพระโสณี (สะโพก) พระอุระ (อก) มีทรวดทรง พระหัตถ์ (มือ) ขวาวางบนพระชงฆ์ (แข้ง) นิ้วพระหัตถ์ยาวไล่เลี่ยกัน ชายสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบยาวเหนือยอด พระนาภี (สะดือ) ปลายซ้อนทับแยกออกเป็นสองชาย นอกจากนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารเกี่ยวกับภาพมหาเวสสันดรชาดก หลวงพ่อไร่หอม  เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย สูง ๑๓๒ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๗ ประดิษฐาน ณ อยู่ภายในพระมหาวิหาร มีจารึกที่ด้านหน้าฐาน ระบุถึงเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และที่ประดิษฐานพระพุทธรูป รวม ๒ บรรทัด เป็นอักษรไทยยวน ความว่า จุลศักราช ๘๗๖ มหาสัทธัมมะมงคลปรัชญาวิเศษเจ้า มหาสวามีญาณมงคลเจ้า และมหาสวามีสุวัณณะรังสีเจ้า ทั้ง ๓ รูป เป็นประธานในการหล่อพระพุทธรูปน้ำหนัก ๒๘๕,๐๐๐ แด่วัดไร่หอม เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๘๗) “(จุล) ศักราช ๘๗๖ ปีกาบเส็ด เดือน ๙ แรม ๕ ค่ำ (ตามวิธีนับแบบ) มอญ วัน ๗ (วันเสาร์) (ตามวิธีนับแบบ) ไทย (วัน) เต่าไจ้ ฤกษ์ที่ ๒๑ มหาสัทธัมมะมงคลปรัชญาวิเศษเจ้า มหาสวามีญาณมงคลเจ้า (และ) มหาสวามีสุวัณณรังสีเจ้า (ทั้ง ๓ รูปนี้) เป็นผู้อุปถัมภก์ (การหล่อพระพุทธรูป) และเป็นประธานพระสงฆ์สามเณร เจ้าขุน นักบุญ (พร้อมทั้ง) ชาวท้า ทั้งหลาย สร้างหล่อพระพุทธรูป (องค์นี้) (หนัก) ๒๘๕,๐๐๐ เสร็จ (แล้ว?) (ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมา) ประดิษฐานไว้ (ที่วัด) ไร่หอม” พระเจดีย์อุโมงค์องค์เล็ก อยู่บริเวณทางด้านทิศใต้ของพระมหาวิหาร อิทธิพลศิลปะพุกามของพม่า เป็นเจดีย์ทรงปราสาทผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานเตี้ยยื่นออกไปทางด้านทิศตะวันออก มีเรือนธาตุทางด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นซุ้มประตูที่สามารถเข้าไปภายในอุโมงค์ได้ ขนาดความยาวประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๑.๒๐ เมตร และลึกราว ๒.๒๐ เมตร เพื่อสามารถเข้านั่งวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญภาวนา สามารถเดินจงกรมภายในได้ หรือเป็นที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนโค้งของซุ้มมีลักษณะพิเศษของการเรียงอิฐขอบประตูทางเข้าโดยใช้เทคนิควงโค้ง  นอกจากนี้ยังมีร่องรอยของจระนำยื่นออกมาจาก ๓ ด้านของเรือนธาตุ ส่วนยอดของเจดีย์เป็นทรงระฆัง ปล้องไฉนไม่มีบัลลังก์ ส่วนปลียอดได้หักโค่นลงชำรุดเสียหาย อุโบสถ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระมหาวิหาร เป็นศิลปะแบบล้านนาก่อด้วยอิฐถือปูนขาว มีการยกเก็จผนังด้านหนึ่งช่วงด้านหลังหนึ่งช่วงเพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในได้อย่างลงตัว หลังคาลดชั้น ๒ ชั้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซ้อนกัน ๒ ตับ หางหงส์เป็นรูปพญานาค ปั้นลมมีลักษณะเป็นลำตัวของพญานาคประดับด้วยกระจกสี หน้าบันทำเป็นช่องลูกฟักทำลวดลายปูนปั้นสีทองบนพื้นสีแดง เป็นลวดลายพรรณพฤกษาและปิดทองประดับกระจก บันไดทางขึ้นด้านหน้าทางเพียงหน้าด้านเดียว ราวบันไดเป็นรูปตัวมอมปูนปั้น ซึ่งเป็นสัตว์พื้นเมืองของล้านนาตามจินตนาการ กล่าวคือเป็นสัตว์พาหนะของเทพปัชชุนนะเทวบุตร ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝนในคติล้านนา มักปรากฏอยู่ในงานประติมากรรมประดับตามวัดทางภาคเหนือตอนบน หลวงพ่อสมใจนึก เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนาที่มีรูปแบบผสม ลักษณะโดยรวมเหมือนพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๙๐ เมตร สูง ๒.๒๐ เมตร ประดิษฐานอยู่ภายใน อุโบสถ มีพุทธลักษณะ คือ พระพักตร์ (ใบหน้า) กลมป้อม ทำให้องค์พระดูเปล่งประกายเหมือนมีรัศมีแผ่ออกมา พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) โด่งงามเป็นสัน พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตร ลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่  พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นทรงดอกบัวตูม พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) สูงโปร่ง พระอุระ (อก) อวบอ้วน นิ้วพระหัตถ์ (มือ) ไม่เสมอกัน ชายสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบสั้นเหนือยอด พระถัน (เต้านม) ประทับเหนือฐานบัวคว่ำบัวหงายติดฐาน ด้านหลังองค์พระประธานเป็นรูปกวางคู่หมอบและมีธรรมจักรอยู่ตรงกลาง เพื่อใช้แทนความหมายของการแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนฝาผนังภายในอุโบสถประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้หลวงพ่อสมใจนึกสามารถเปลี่ยนพระพักตร์ได้หลายแบบ เช่น หน้ายิ้ม บึ้ง ขรึม หรือน้ำตาไหล เป็นต้น เนื่องมาจากการหักเหของแสงไฟที่ส่องมากระทบบริเวณพระพักตร์ ถือว่าเป็นศิลปะภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าของชาวล้านนา โดยสันนิษฐานว่าอาจสร้างในช่วงต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พระเจดีย์องค์ใหญ่ อยู่บริเวณทางด้านทิศตะวันตกหรือด้านหลังของพระมหาวิหาร เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ฐานเขียงเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น ถัดไปเป็นชั้นเขียงย่อมุม ๒ ชั้น ฐานบัวคว่ำ–บัวหงาย ซ้อนกัน ๒ ชั้น มีการยืดท้องไม้ให้สูงขึ้นและย่อมุม  ถัดขึ้นไปเป็นชุดบัวถลาในผังแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๕ ชั้น รองรับองค์ระฆัง จากนั้นถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์อยู่ในผังเพิ่มมุมไม้สิบสองขนาดเล็กวางเหนือองค์ระฆัง ปล้องไฉน ปลียอด ฉัตร และเม็ดน้ำค้างส่วนปลายสุด กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานในประกาศกรมศิลปากร สิ่งสำคัญ คือพระบรมธาตุเชียงยืน และพระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๘๔ หน้า ๓๙๕๒ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นวัดที่มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ มีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สำคัญ อีกทั้งยังได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวมถึงเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศเป็นธรรมชาติมีความร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิ เพื่อเป็นการทำให้จิตใจสงบช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ชุ่ม ณ บางช้าง.  ประวัติวัดอุโมงค์.  เชียงใหม่: พระสิงห์การพิมพ์, ๒๕๒๑. ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกฐานพระพุทธรูปวัดอุโมงค์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙,          จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26670 ป.พิสณฑ์. และสงวน โชติสุขรัตน์.  อดีตกาลแห่งลานนาไทย และตำนานเมืองโยนกนครชัยบุรีศรีเชียงแสน. เชียงใหม่: สงวนการพิมพ์, ๒๕๑๒. “ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน.”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๘๔. (๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๒): ๓๙๕๒. เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ๒๕๑๙.          คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่.  กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙. สันติ เล็กสุขุม.  ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๘.


วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นวัดคามวาสี คือวัดที่อยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าน่าสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ - ๑๘๔๐ ในสมัยพญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน พระมหาเถรจันทร์ คือพระเถระผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมากในสมัยพญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งทางโลกและทางธรรมมักจะจาริกอยู่ตามป่าดง เพื่อบำเพ็ญภาวนา และเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย ในปัจจุบันคือ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ นอกจากนี้พญากือนาทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเพื่อบำเพ็ญภาวนา นอกจากนี้พญากือนายังได้สร้างวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) หรือวัดเวฬุกัฎฐาราม บริเวณป่าไผ่ ๑๑ กอ เชิงดอยสุเทพ ถวายแด่พระมหาเถรจันทร์เพื่อความสงบในการบำเพ็ญภาวนาด้วย พระมหาเถรจันทร์จึงเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานที่สำคัญคือ “วัดอุโมงค์” ทั้งสองแห่งอีกด้วย วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ มีประวัติอันยาวนานที่สำคัญ และมีความเกี่ยวข้องกับสามเณรจันทร์ ซึ่งบวชอยู่วัดเวฬุกัฏฐาราม หรือวัดป่าไผ่สิบเอ็ด สามเณรจันทร์มีความตั้งใจศึกษาภาษาบาลีอยู่กับเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเห็นถึงความตั้งใจจึงให้มาศึกษาอยู่ที่วัดมหาโพธิ์น้อย ในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เพื่อจะได้เพิ่มหลักของศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้อาศัยเล่าเรียนศึกษาเป็นเวลา ๓ ปี หลังจากนั้นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต่อมาท่านเจ้าอาวาสมรณภาพ และได้มอบคัมภีร์มหามันตระประเภท พร้อมทั้งแนะนำให้ท่องมนต์ในที่เงียบสงัด โดยคัมภีร์มหามันตระประเภท  มีกำหนด ๑,๐๐๐ คาบ (พันจบ) สมจิตสูต ๕๐๐ คาบ มหาสมัย ๕๐๐ คาบ และธรรมจักรสูตรอีก ๕๐๐ คาบ ต้องนั่งท่องเหมือนกันหมดทุกคืน ในคืนที่สามระหว่างท่องมนต์อยู่มีแสงสว่างตรงหน้าพระมหาเถรจันทร์ จึงลืมตาขึ้นในความคิดสงสัยว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์ คล้ายกับเทวดาแปลงกาย กล่าวว่า “แม้นท่านมีความปรารถนาเช่นใด เราก็สามารถช่วยท่านได้รับผลสมความปรารถนาโดยรวดเร็ว เรามีของสิ่งหนึ่งจะถวายแก่ท่าน จงยื่นมือมารับเอาไว้เรายื่นให้บัดนี้แล้ว” พระภิกษุเห็นมือที่ยื่นของมาให้นั้นขาวผุดผ่องดูงดงามอันนิ่มนวล จึงยื่นมือแบหงายออกไปรับหมากที่มีรูปประหลาดพร้อมกับจับทั้งมือทั้งหมากนั้นไว้ ทำให้เทวดาแปลงกายได้สะบัดมือหลุดออกจากการเกาะกุม และกล่าวว่า “อสติกโรติ” แปลว่า “ท่านจงหาสติมิได้เถิด” หลังจากนั้นได้อันตรธานไปทันทีต่อหน้าพระภิกษุ เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถท่องมนต์ที่ยังค้างไว้ต่อได้สำเร็จ พระภิกษุจึงรับรู้ได้ถึงการสูญเสียสติสัมปชัญญะอันทำให้กลายเป็นคนหลงๆ ลืมๆ คล้ายกับอาการคนเสียสติ จึงได้ตัดสินใจกลับมาจำพรรษาอยู่วัดโพธิ์น้อยตามเดิม พระมหาเถรจันทร์พยายามรักษาตัว พร้อมกับการรักษาศีล ฝึกสมาธิ และเจริญปัญญา หากยามที่มีสติสัมปชัญญะดีก็สามารถศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก จนมีความรู้แตกฉานมีปัญญาเฉียบแหลมสามารถเล่าเรียนได้อย่างแม่นยำรวดเร็วมาก แต่หากยามที่สติท่านไม่สู้จะปรกติ ท่านก็ออกจากวัดไปจาริกตามป่าตามเขาในที่สงบสงัดเพื่อบำเพ็ญภาวนาตามลำพังเป็นระยะเวลาหลายเดือนจนอาการค่อยทุเลาจึงกลับมาจำวัด พระมหาเถรจันทร์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย อุปสมบทได้ ๒๒ พรรษา อายุได้ ๔๒ ปี จนมีความรู้แตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม พญากือนาทรงทราบถึงกิติศัพท์ทรงสนพระทัยโปรดให้นิมนต์พระมหาเถรจันทร์ พระราชปุจฉาถึงปริศนาธรรม คติธรรม ปัญญาโวหารหลายประการ ซึ่งพระมหาเถรจันทร์ ได้ถวายวิสัชนาให้ทรงทราบโดยแจ่มแจ้ง หรือในบางครั้งมักมีพระเถระจากต่างเมืองมาถามปัญหาธรรมอยู่เสมอ โดยทุกครั้งที่มีการถกเถียงปัญหาธรรม พระมหาเถรจันทร์คอยเป็นผู้เฉลยปัญหาธรรมเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเหตุทำให้พญากือนาทรงเลื่อมใสและศรัทธาเป็นอย่างมาก ขณะนั้นวัดโพธิ์น้อยได้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก พระองค์จึงโปรดให้สร้างวิหาร และกุฏิให้เพียงพอแก่พระสงฆ์สามเณรที่เป็นสานุศิษย์ในการศึกษาพระธรรม ซึ่งพระอารามแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปีพ.ศ. ๑๙๑๘ ซึ่งในปัจจุบัน คือ “วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์” วันหนึ่งพญากือนาให้นิมนต์พระมหาเถรจันทร์เพื่อถวายภัตตาหาร และรับฟังเทศนาโอวาทในหลักการปกครองบ้านเมืองตามวิธีปฏิบัติรวมถึงได้กล่าวปัญหาธรรมที่เป็นข้อคิดและให้หาวิธีแก้ปัญหา ซึ่งปัญหาธรรมมีอยู่ว่า “เป็นท้าวพระยาเมืองใหญ่ หื้อไขว่ไม้สานก๋วย, หื้อแป๋งบวยแปดลูก, หื้อปลูกไม้ลูก ส้ม ฝาด ขม หวาน, หื้อหย้าน หาญ หนี, อย่าหื้อลุกำจ๋า, หื้อเลี้ยงก๋าสามหมู่, หื้อมีปู่สามคน, หื้อมีก๋นสามด้าน, หื้อเลี้ยงล้านสามหัว, หื้อมีตั๋วในท้อง, หื้อกระทำต๋นเป็นดั่งจ้องหลุบ ก๋างเมื่อก๋างอย่าหื้อหลุบ เมื่อหลุบอย่าหื้อก๋าง, หื้อเลี้ยงนางสามปาก, หื้อเลี้ยงนากสามตั๋ว, หื้อมีวัวแสนแอก, หื้อมีแขกหลายตาง, บ้านเมืองจ๋างเกื๋อต๊อด, อย่าเลี้ยงมอดขบเมือง” ปัญหาธรรมดังกล่าวไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้จนเวลาล่วงเลยมาหลายวัน พระมหาเถรจันทร์จึงได้มาแก้ให้ปัญหาธรรมระหว่างมาฉันภัตตาหารที่โรงธรรมของพญากือนา ซึ่งสามารถแก้ปัญหาธรรมดังกล่าวได้ว่า (ป.พิสณฑ์. ๗๒ - ๗๕) ·     เป็นท้าวพระยาเมืองใหญ่ หื้อไขว่ไม้สานก๋วย คือ เมื่อเป็นท้าวพระยาผู้ใหญ่ ให้มีสายตายาวและดูบ้านดูเมือง ให้อยู่วุฑฺฒิเจริญ อย่าตื่นข่าวต่างๆ อันเป็นคำ “หานี” (คำเล่าอ้าง) ดูเสนาอำมาตย์ผู้มีคุณ และไม่มีคุณโดยมาอันกว้างยาวดุจตาก๋วยนั้นแล ·     หื้อแป๋งบวยแปดลูก คือ เลี้ยงอำมาตย์ ๘ คน ที่จะนำเอาสิ่งของเงินทองมาจากทิศทั้ง ๘ เข้าในห้องพระคลัง ·     หื้อปลูกไม้ลูก ส้ม ฝาด ขม หวาน ส้ม คือ เลี้ยงคนที่จะสอนข้าราชการชั้นใน ฝาด คือเลี้ยงคนที่จะจัดเก็บภาษีในแผ่นดินไร่นาสาโท ขม คือ เลี้ยงคนที่เป็นหาญศึก (ทหาร) และหวาน คือ เลี้ยงคนที่เก่ง ในทางหนังสือติดต่อ (เลขา) ·     หื้อหย้าน หาญ หนี หย้าน คือ ให้เกรงบาปกรรม อันไม่ชอบธรรม หาญ คือ กล้ากระทำการกุศลผลบุญ และหนี คือ หนีจากบาปกรรม ๕ ประการ มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ให้อยู่ตามคดีโลก คคีธรรม อยู่กับบัณฑิต ปราชญ์ ·     อย่าหื้อลุกำจ๋า คือใช้คำพูดให้เป็นราชกถา อย่าพล่ามในสิ่งที่ไม่ควร ·     หื้อเลี้ยงก๋าสามหมู่ คือ ถ้าเป็นท้าวพระยา ให้มีปัญญา ใช้วิจารณญาณ (โยนิโสมณะสิการ) มีสติ พิจารณารำพึงเหตุผล อันจะวุฒิเจริญสามประการ คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล อนาคตกาล ·     หื้อมีปู่สามคน คือ ให้ถือปฏิบัติ ตามหลักโบราณ สามชั่วท้าวพญาผู้ใหญ่ อันปฏิบัติมาแล้วโดยชอบธรรม ·     หื้อมีก๋นสามด้าน คือ อย่าให้บ้านเมืองมีเสี้ยนหนามหนึ่ง พัฒนาให้วุฑฒิเจริญด้วย ทศพิธราชธรรม ราชสมบัติให้เป็นไปยาวนานหนึ่ง แต่งศาสนา อันจักเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายให้ถูกกับความนิยมชมชอบของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินหนึ่ง ·     หื้อเลี้ยงล้านสามหัว คือ เลี้ยงเศรษฐี ๓ คนอันอยู่ เหนือกลาง ใต้ เพื่อช่วยเหลือบ้านเมือง ·     หื้อมีตั๋วในท้อง คือ ให้มีปัญญา ·     หื้อกระทำต๋นเป็นดั่งจ้องหลุบ ก๋างเมื่อก๋างอย่าหื้อหลุบ เมื่อหลุบอย่าหื้อก๋าง คือ อย่าทำตัวให้กระด้างกระเดื่อง ควรหลุบ ก็ให้หลุบ ควรกางก็ให้กาง เช่นต่อหน้า แขก เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ เมื่อพิจารณาอรรถคดี ถ้อยคำ การบ้านเมือง ให้ทำ สีหน้าองอาจกล้าหาญ ไม่กลัวอุปสรรคต่างๆ แต่ถ้าอยู่ในบ้านเรือน อย่าได้กระทำดังว่านี้ เพราะไม่มีใครเห็น อีกอย่างหนึ่ง เวลาไปสดับรับฟังพระธรรมเทศนา ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้า ·     หื้อเลี้ยงนางสามปาก คือ ให้มีอัครมเหสี ผู้มีวาจาดี สามประการ คือ เข้าใจพูดสั่งสอน ข้าคน ให้เคารพยำเกรงด้วยหลัก ๓ ประการ คือ กาย วาจา ใจ เช่น เวลาพูดจากับเสนาอำมาตย์ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ให้มีสัมมาคาระวะจะพูดจาด้วย บุตร สามี ก็ให้รู้จักอรรถจริยา พูดจาอ่อนหวาน ทั้งเข้าใจ อบรม และพูดจาให้เกิดประโยชน์ในทางการกุศล รู้วิธีแนะนำชักชวนให้ผู้อื่นบำเพ็ญบุญ ·     หื้อเลี้ยงนากสามตัว คือ อุปฐากค้ำชูพระพุทธศาสนาหนึ่ง พระสงฆ์องค์เจ้าหนึ่ง บิดามารดา ครูบาอาจารย์สมณะชีพราหมณ์หนึ่ง ·     หื้อมีวัวแสนแอก คือ รู้จักโอภาปราศรัยตามหลักการเพื่อพูดเป็นประโยชน์แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้มาก ·     หื้อมีแขกหลายตาง คือ มีราชไมตรีติดต่อกับบ้านน้อยเมืองใหญ่ ทุกถิ่นทุกที่ ·     บ้านเมืองจ๋างเกื๋อต๊อด คือ ทำสิ่งใดให้เกิดรสชาติ อย่างให้จืดจาง ซึ่งจะเป็นทางนำหายนะมาสู่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ ·     อย่าเลี้ยงมอดขบเมือง คือ อย่าเลี้ยงเสนาอำมาตย์ ข้าราชการที่คอยปรับไหมใส่โทษ ชาวบ้าน ชาวเมือง (คอรัปชั่น) ให้เดือดร้อนและล่มจม พญากือนาทรงทราบว่า พระมหาเถรจันทร์ มักจะมีอาการคลุ้มดีคลุ้มร้ายเป็นประจำ ชอบออกจาริกไปตามป่าดงและชนบทห่างไกล เพื่อหาที่สงบสงัดบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน เวลาต้องการนิมนต์เพื่อโต้ตอบปัญหา หรือศึกษาข้อธรรม มักจะไม่ค่อยพบยากแก่การติดต่อนิมนต์ พญากือนา จึงมีพระราชประสงค์โปรดให้สร้างพระอารามใต้พื้นดินหรืออุโมงค์ใหญ่ขึ้นที่ด้านเหนือฐานพระเจดีย์ใหญ่ อยู่ในบริเวณวัดเวฬุกัญฐาราม หรือวัดไผสิบเอ็ดกอ ในปีพ.ศ. ๑๙๒๑ ในปัจจุบัน คือ “วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)” เพื่อถวายในพระพุทธศาสนา อีกทั้งเพื่อถวายให้พระมหาเถรจันทร์ ใช้สำหรับเป็นที่พักผ่อนและบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเหตุนี้ทำให้พระมหาเถรจันทร์เป็นครองเจ้าอาวาสทั้งสองวัด พระมหาวิหารวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นศิลปะล้านนาที่ย่อมุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนทางด้านเหนือมีมุขยื่นอยู่เพียงด้านเดียว หลังคาลดชั้น ๓ ชั้น ทางด้านหน้า และซ้อนกัน ๒ ตับ บันไดทางขึ้นด้านหน้าประดับรูปสิงห์ หางหงส์เป็นรูปพญานาค และปั้นลมมีลักษณะเป็นลำตัวของพญานาคประดับด้วยกระจกสี หน้าบันทำเป็นช่องลูกฟักประดับด้วยไม้แกะสลักมีรูปพานรัฐธรรมนูญที่ส่องแสงล้อมรอบด้วยรูปเทวดา ถัดลงมาเป็นลายกระต่ายและม้า สลับกับลวดลายพรรณพฤกษาและดอกประจำยามติดกระจกสี รวมถึงระบุว่าสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นพ่อค้าชาวจีนในเมืองเชียงใหม่ โก่งคิ้วประดับไม้แกะสลักลายเป็นรูปโค้งเครือเถาไม่มีรวงผึ้ง เสาประตูทางเข้าประดับลวดลายล่องชาด และมีซุ้มโค้งบนกรอบบานประตูทางเข้าอย่างสวยงาม พระมงคลศรีศากยมุนี (หลวงพ่อใหญ่) เป็นพระพุทธรูปสมัยล้านนาหล่อด้วยปูนลงรักปิดทอง ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๙๐ เมตรสูง ๓.๗๐ เมตร สร้างราวปี พ.ศ. ๑๙๑๐ – ๑๙๑๔ ในรัชสมัยของพญากือนา ประดิษฐานอยู่ภายในพระมหาวิหาร มีพุทธลักษณะพระพักตร์ (ใบหน้า) สี่เหลี่ยมสั้นมีไรพระศก พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตรลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นแบบเปลวเพลิง พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) มีพระโสณี (สะโพก) พระอุระ (อก) มีทรวดทรง พระหัตถ์ (มือ) ขวาวางบนพระชงฆ์ (แข้ง) นิ้วพระหัตถ์ยาวไล่เลี่ยกัน ชายสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบยาวเหนือยอด พระนาภี (สะดือ) ปลายซ้อนทับแยกออกเป็นสองชาย นอกจากนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารเกี่ยวกับภาพมหาเวสสันดรชาดก หลวงพ่อไร่หอม  เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย สูง ๑๓๒ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๗ ประดิษฐาน ณ อยู่ภายในพระมหาวิหาร มีจารึกที่ด้านหน้าฐาน ระบุถึงเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และที่ประดิษฐานพระพุทธรูป รวม ๒ บรรทัด เป็นอักษรไทยยวน ความว่า จุลศักราช ๘๗๖ มหาสัทธัมมะมงคลปรัชญาวิเศษเจ้า มหาสวามีญาณมงคลเจ้า และมหาสวามีสุวัณณะรังสีเจ้า ทั้ง ๓ รูป เป็นประธานในการหล่อพระพุทธรูปน้ำหนัก ๒๘๕,๐๐๐ แด่วัดไร่หอม เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๘๗) “(จุล) ศักราช ๘๗๖ ปีกาบเส็ด เดือน ๙ แรม ๕ ค่ำ (ตามวิธีนับแบบ) มอญ วัน ๗ (วันเสาร์) (ตามวิธีนับแบบ) ไทย (วัน) เต่าไจ้ ฤกษ์ที่ ๒๑ มหาสัทธัมมะมงคลปรัชญาวิเศษเจ้า มหาสวามีญาณมงคลเจ้า (และ) มหาสวามีสุวัณณรังสีเจ้า (ทั้ง ๓ รูปนี้) เป็นผู้อุปถัมภก์ (การหล่อพระพุทธรูป) และเป็นประธานพระสงฆ์สามเณร เจ้าขุน นักบุญ (พร้อมทั้ง) ชาวท้า ทั้งหลาย สร้างหล่อพระพุทธรูป (องค์นี้) (หนัก) ๒๘๕,๐๐๐ เสร็จ (แล้ว?) (ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมา) ประดิษฐานไว้ (ที่วัด) ไร่หอม” พระเจดีย์อุโมงค์องค์เล็ก อยู่บริเวณทางด้านทิศใต้ของพระมหาวิหาร อิทธิพลศิลปะพุกามของพม่า เป็นเจดีย์ทรงปราสาทผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานเตี้ยยื่นออกไปทางด้านทิศตะวันออก มีเรือนธาตุทางด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นซุ้มประตูที่สามารถเข้าไปภายในอุโมงค์ได้ ขนาดความยาวประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๑.๒๐ เมตร และลึกราว ๒.๒๐ เมตร เพื่อสามารถเข้านั่งวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญภาวนา สามารถเดินจงกรมภายในได้ หรือเป็นที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนโค้งของซุ้มมีลักษณะพิเศษของการเรียงอิฐขอบประตูทางเข้าโดยใช้เทคนิควงโค้ง  นอกจากนี้ยังมีร่องรอยของจระนำยื่นออกมาจาก ๓ ด้านของเรือนธาตุ ส่วนยอดของเจดีย์เป็นทรงระฆัง ปล้องไฉนไม่มีบัลลังก์ ส่วนปลียอดได้หักโค่นลงชำรุดเสียหาย อุโบสถ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระมหาวิหาร เป็นศิลปะแบบล้านนาก่อด้วยอิฐถือปูนขาว มีการยกเก็จผนังด้านหนึ่งช่วงด้านหลังหนึ่งช่วงเพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในได้อย่างลงตัว หลังคาลดชั้น ๒ ชั้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซ้อนกัน ๒ ตับ หางหงส์เป็นรูปพญานาค ปั้นลมมีลักษณะเป็นลำตัวของพญานาคประดับด้วยกระจกสี หน้าบันทำเป็นช่องลูกฟักทำลวดลายปูนปั้นสีทองบนพื้นสีแดง เป็นลวดลายพรรณพฤกษาและปิดทองประดับกระจก บันไดทางขึ้นด้านหน้าทางเพียงหน้าด้านเดียว ราวบันไดเป็นรูปตัวมอมปูนปั้น ซึ่งเป็นสัตว์พื้นเมืองของล้านนาตามจินตนาการ กล่าวคือเป็นสัตว์พาหนะของเทพปัชชุนนะเทวบุตร ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝนในคติล้านนา มักปรากฏอยู่ในงานประติมากรรมประดับตามวัดทางภาคเหนือตอนบน หลวงพ่อสมใจนึก เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนาที่มีรูปแบบผสม ลักษณะโดยรวมเหมือนพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๙๐ เมตร สูง ๒.๒๐ เมตร ประดิษฐานอยู่ภายใน อุโบสถ มีพุทธลักษณะ คือ พระพักตร์ (ใบหน้า) กลมป้อม ทำให้องค์พระดูเปล่งประกายเหมือนมีรัศมีแผ่ออกมา พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) โด่งงามเป็นสัน พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตร ลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่  พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นทรงดอกบัวตูม พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) สูงโปร่ง พระอุระ (อก) อวบอ้วน นิ้วพระหัตถ์ (มือ) ไม่เสมอกัน ชายสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบสั้นเหนือยอด พระถัน (เต้านม) ประทับเหนือฐานบัวคว่ำบัวหงายติดฐาน ด้านหลังองค์พระประธานเป็นรูปกวางคู่หมอบและมีธรรมจักรอยู่ตรงกลาง เพื่อใช้แทนความหมายของการแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนฝาผนังภายในอุโบสถประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้หลวงพ่อสมใจนึกสามารถเปลี่ยนพระพักตร์ได้หลายแบบ เช่น หน้ายิ้ม บึ้ง ขรึม หรือน้ำตาไหล เป็นต้น เนื่องมาจากการหักเหของแสงไฟที่ส่องมากระทบบริเวณพระพักตร์ ถือว่าเป็นศิลปะภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าของชาวล้านนา โดยสันนิษฐานว่าอาจสร้างในช่วงต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พระเจดีย์องค์ใหญ่ อยู่บริเวณทางด้านทิศตะวันตกหรือด้านหลังของพระมหาวิหาร เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ฐานเขียงเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น ถัดไปเป็นชั้นเขียงย่อมุม ๒ ชั้น ฐานบัวคว่ำ–บัวหงาย ซ้อนกัน ๒ ชั้น มีการยืดท้องไม้ให้สูงขึ้นและย่อมุม  ถัดขึ้นไปเป็นชุดบัวถลาในผังแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๕ ชั้น รองรับองค์ระฆัง จากนั้นถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์อยู่ในผังเพิ่มมุมไม้สิบสองขนาดเล็กวางเหนือองค์ระฆัง ปล้องไฉน ปลียอด ฉัตร และเม็ดน้ำค้างส่วนปลายสุด กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานในประกาศกรมศิลปากร สิ่งสำคัญ คือพระบรมธาตุเชียงยืน และพระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๘๔ หน้า ๓๙๕๒ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นวัดที่มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ มีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สำคัญ อีกทั้งยังได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวมถึงเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศเป็นธรรมชาติมีความร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิ เพื่อเป็นการทำให้จิตใจสงบช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ชุ่ม ณ บางช้าง.  ประวัติวัดอุโมงค์.  เชียงใหม่: พระสิงห์การพิมพ์, ๒๕๒๑. ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกฐานพระพุทธรูปวัดอุโมงค์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙,          จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26670 ป.พิสณฑ์. และสงวน โชติสุขรัตน์.  อดีตกาลแห่งลานนาไทย และตำนานเมืองโยนกนครชัยบุรีศรีเชียงแสน. เชียงใหม่: สงวนการพิมพ์, ๒๕๑๒. “ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน.”  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๘๔. (๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๒): ๓๙๕๒. เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ๒๕๑๙.          คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่.  กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙. สันติ เล็กสุขุม.  ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๘.


วันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. บุคลากรหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เข้าร่วมรดน้ำดำหัว นายชินณวุฒิ วิลยาลัย ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่เมือง เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีไทย เนื่องในเทศกาลประเพณีวันสงกรานต์ รวมถึงเป็นการขอพรจากผู้อาวุโส เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอดปี


บรรณานุกรมรายชื่อหนังสือใหม่ ห้องหนังสือทั่วไป ประจำเดือนเมษายน 2569 หมวด 000 ความรู้ทั่วไป วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม.  If You Care Enough. พิมพ์ครั้งที่ 6.  กรุงเทพฯ: อะบุ๊ก, 2555. (089.95911 ว733อ) หมวด 100 ปรัชญา จิตวิทยา โกลฟ์เวอร์, โรเบิร์ต เอ.  No More Mr. Nice Guy พอกันที !! ผู้ชายแสนดี.  สมุทรปราการ: โอ้มายก้อด, 2558. (158.1 ก945น) คอยล์, แดเนียล.  52 เคล็ดวิชาเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นอัจฉริยะ (ฉบับปรับปรุง) = The Little Book of Talent.  กรุงเทพฯ: วีเลิร์น, 2556. (158 ค188ห) จอห์นสัน, สตีเวน.  พยากรณ์พลิกชีวิต.  กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2562. (133.3 จ192พ) จิมิโกะ.  คุณหมีที่รัก ฉบับรักนี้ต้องแปล : My Dear Kuma.  กรุงเทพฯ: บันลือบุ๊คส์, 2558. (152.41 จ488ค) ไพศาล ตั้งพาณิชยกุล.  ฮวงจุ้ยดี ชีวิตรุ่งทั้งเรื่องงานและความรัก (ฉบับปรับปรุง).  กรุงเทพฯ: เก็ท ไอเดีย, 2559. (133.333 พ996ฮ) อี, จินอี.  โทษที วันนี้ชีวิตฉันสำคัญที่สุด.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: บลูม, 2565. (158 จ769ท) หมวด 200 ศาสนา ไตรพล นาคสมบูรณ์.  พลิกชะตาตนด้วยกุศลที่สร้างเอง (ฉบับสมบูรณ์).  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: มูนไลท์ พริ้นติ้ง, 2564. (294.3144 ต941พ) _____.  สวดมนต์สร้างมงคลให้ตนเอง หลวงปู่เดินหน อิเกสาโร.  กรุงเทพฯ: มูลไลท์ พริ้นติ้ง, 2567. (294.3144 ต941พ) ปัญญานันทภิกขุ.  วิธีทำความราบรื่นให้ชีวิต.  กรุงเทพฯ: ธรรมสภา. (294.3144 ป524ม) พรสิทธิ์ อุดมศิลป์จินดา.  โยนิโสมนสิการธรรม.  พิมพ์ครั้งที่ 15.  กรุงเทพฯ: เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง, 2542. (294.3144 ย849) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).  ความสุขที่สมบูรณ์.  กรุงเทพฯ: ธรรมสภา, 2540. (294.304 พ335ค) _____.  ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง.  พิมพ์ครั้งที่ 47.  กรุงเทพฯ: สหธรรมมิก, 2542. (294.3144 พ335ป) พระธรรมวิสุทธาจารย์.  ทางแห่งความสำเร็จ.  กรุงเทพฯ: ธรรมสภา. (294.304 พ336ท) _____.  ทางแห่งความสุข.  กรุงเทพฯ: ธรรมสภา. (294.304 พ336ท) พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ และคณะ.  บวรธรรมบพิตร : ประมวลพระรูปสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก.  กรุงเทพฯ: วัดบวรนิเวศวิหาร, 2558. (294.30922 บ236) พิพัฒน์ ขันตยานุวงศ์.  เพียงใจได้สัมผัส.  กรุงเทพฯ: ธรรมสภา, 2538. (294.3013 พ944พ) พุทธทาสภิกขุ.  ภาพฝาผนังในโรงมหรสพทางวิญญาณ.  กรุงเทพฯ: ธรรมสภา, 2545. (294.31875 พ831ภ) มณฑาทิพย์ คุณวัฒนา.  ข้ามเวลา…กราบแทบบาทพุทธองค์.  กรุงเทพฯ: ดีเอ็มจี, 2555. (294.315 ม121ข) สัมผัสพุทธสถาน.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ผาชัยการพิมพ์, 2534. (294.3135 ส614) หนทางพ้นทุกข์ : อาลัยสมเด็จพระพุทธชินวงศ์.  ม.ป.ท.: ม.ป.พ, 2538. ( 294.3122 ห141) หมวด 300 สังคมศาสตร์ กว่าจะจบอักษรฯ : อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์.  กรุงเทพฯ: เด็กดี พับลิชชิ่ง, 2555. (378.194 ก321) เกตุวดี.  Japan gossip เมาท์ญี่ปุ่นให้คุณยิ้ม.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2557. (390.0952 ก759จ) คณิต นิมมาลัยรัตน์.  รวยหุ้นแบบ VI ไม่เสี่ยง = Easy guide value investing for beginners.  นนทบุรี: ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์, 2554. (332.6322 ค129ร) จักรพงษ์ เมษพันธุ์.  เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง เริ่มต้นง่าย แค่ใจมองเห็น.  กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2560. (332.024 จ223ส) ต่อทอง ทองหล่อ.  ง่ายจังมีตังค์เยอะๆ = Easy guide : how to make money easier.  พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง).  นนทบุรี: ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์, 2554. (332.024 ต236ง) 80 Freaky Days วันหยุดนักขัตฤกษ์.  กรุงเทพฯ: แซลมอน, 2555. (394.26 ป819) ยุน, ซ็อนฮย็อน.  รวยได้ใน 100 วัน ด้วยพลังแห่งการจัดระเบียบ.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์ฮาวทู, 2560. (332.024 ย382ร) องอาจ ชัยชาญชีพ.  หมูบินได้.  พิมพ์ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ: เป็ดเต่าควาย, 2553. (398.245 อ117ห) หมวด 400 ภาษาศาสตร์ กุลนที ตันติพิษณุ.  Survivor plus ญี่ปุ่น.  พิมพ์ครั้งที่ 19.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2559. (495.682 ซ548) ไช่ชิ่งอวี้.  ภาษาญี่ปุ่น อึ้ง! ทึ่ง! สนุก!.  กรุงเทพฯ: ทฤษฎี, 2558. (495.6 ช952ภ) ดิศธร โรจน์ภัทรกิจ.  คลังข้อสอบจัดเต็มภาษาไทย ม.ปลาย.  กรุงเทพฯ: พ.ศ. พัฒนา, 2560. (495.91076 ด579ค) ฝนฝน และคณะ.  Survivor ญี่ปุ่น.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2555. (495.6 ฝ118ซ) วาสนา ประชาชนะชัย.  ภาษาญี่ปุ่น 360 องศา.  กรุงเทพฯ: ไลฟ์ บาลานซ์, 2556. (495.682495911 ว491ภ) หมวด 500 วิทยาศาสตร์ ทวี สุนทรวัฒน์ และ สามารถ พงศ์ไพบูลย์.  หัวใจฟิสิกส์ ม.4-5-6.  กรุงเทพฯ: ไฮเอ็ด, 2555. (530.07 ท187ห) ธิดาสิริ ภัทรากาญจน์.  คณิตคิดเพลิน : การแสวงหาคณิตศาสตร์รอบตัวเรา.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547. (513 ธ583ค) หมวด 600 เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ประยุกต์ โคะบะยะชิ, ฮิโระยุกิ.  ทำไมสิ่งนี้ถึงดีต่อสุขภาพ = Naze, “Kore” wa kenkou ni iinoka?.  กรุงเทพฯ: วีเลิร์น, 2562. (613 ค951ท) เซชิ, คนโนะ.  แค่วันละ1นาที เปลี่ยนสายตาแย่ให้กลับเป็นเยี่ยม.  กรุงเทพฯ: วีเลิร์น, 2558. (612.84 ซ499ค) ณัฐวุฒิ ศรีหมอก.  สัตว์ประหลาดเลี้ยงลูก.  กรุงเทพฯ: mars space, 2558. (649.1 ณ361ส) อุไร จิรมงคลการ.  กล้วยไม้รองเท้านารี ฉบับปรับปรุงข้อมูลใหม่.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2549. (635.93417 อ857ก) ฮอนดะ, เคน.  คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น.  กรุงเทพฯ: วีเลิร์น, 2560. (650.1 ฮ159ค) หมวด 700 ศิลปกรรมและการบันเทิง มุนิน.  คนแห่งความรัก.  กรุงเทพฯ: แอทโฟร์พริ้น, ม.ป.ป. (741.5 ม627ค) _____.  แต่งเอง.  นครราชสีมา: 10 มิลลิเมตร, ม.ป.ป. (741.5 ม627ต) _____.  เรื่องและภาพ.  กรุงเทพฯ: to share, 2555. (741.5 ม627ร) อ๊าร์ต จีโน.  กลับหลังหัน = Be right back.  กรุงเทพฯ: แซลมอนบุ๊คส์, 2554. (745.1 อ645ก) หมวด 800 วรรณคดี นวนิยาย กฤตไท ธนสมบัติกุล.  สู้ดิวะ.  พิมพ์ครั้งที่ 42.  กรุงเทพฯ: คู้บบุ๊ก, 2567. (895.914 ก274ส) กิลแมน, โดโรธี.  คุณยายยอดสายลับ.  กรุงเทพฯ: แก้วกานต์, 2547. (813.54 ก685ค ล.04-ล.14) ขุนกระบี่ฯ.  ลิขิตรักบัลลังก์หัวใจ.  กรุงเทพฯ: ยาหยี-ยาใจ, 2549. (895.913 ข511ล) คุณากร วรวรรณธนะชัย.  เดินข้างเขา หนาวข้างเธอ.  กรุงเทพฯ: อะบุ๊ก, 2559. (895.913 ค639ด) เคอิจิ, ซาซากิ.  แค่ใช้คำให้ฉลาดก็เพิ่มโอกาสจาก 0 เป็น 100.  กรุงเทพฯ: วีเลิร์น, 2556. (808.5 ค811ค) ฉัตรฉาย.  รักโดยพฤตินัย.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2559. (895.913 ฉ232ร) ฉิงเทียน.  เพลงรักในเงาใจ.  กรุงเทพฯ: ษาริน, 2553. (895.913 ฉ329พ) ชมัยภร แสงกระจ่าง.  บานไม่รู้โรย.  กรุงเทพฯ: คมบาง, 2548. (895.913 ช181บ ฉ.02) แซงเตกซูเปรี, อองตวน เดอ.  เจ้าชายน้อย = Le petit prince.  เชียงใหม่: จินด์, 2556. (843 ซ759จ) ญนันทร.  เจ้าบ่าวยมฑูต.  กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2558. (895.913 ณ149จ) ญนันธร.  เชลยรักทะเลทราย.  กรุงเทพฯ: อินเลิฟ พับลิชชิ่ง, 2553. (895.913 ญ119ช) _____.  ไพรีนฤมิต.  กรุงเทพฯ: มายดรีม, 2559. (895.913 ญ119พ) _____.  เรือนทาส.  กรุงเทพฯ: มายดรีม, 2557. (895.913 ญ119ร) ญาณา.  ธาราหัวใจ.  กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2554. (895.913 ญ242ธ) ญาณิน.  คนแรก คนสุดท้าย คนที่ใจบอกว่ารัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2548. (895.913 ญ242ค) _____.  ความรักรสไอศครีม.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2547. (895.913 ญ242ค) _____.  เจ้านายของหัวใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2549. (895.913 ญ242จ ฉ.02) _____.  เริ่มต้นที่คนสองคนเจอกัน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2549. (895.913 ญ242ร ฉ.02) _____.  อีกสักครั้ง ขอใจได้มีรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2553. (895.913 ญ242อ) ญานภา.  Destiny หอมกลิ่นโบตั๋น.  กรุงเทพฯ: อรุณ, 2553. (895.913 ญ339ด) ณัฐชนน มหาอิทธิดล.  Old school : หนังสือเล่มนี้มีระเบิด.  กรุงเทพฯ: แซลมอน, 2555. (895.914 ณ632อ) ดวงตะวัน.  กาลครั้งหนึ่งของหัวใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2549. (895.913 ด179ก) _____.  ความรักเจ้าขา.  กรุงเทพฯ: ดวงตะวัน, 2550. (895.913 ด179ค) _____.  ณ ที่ดาวพราวพร่างรัก.  กรุงเทพฯ: ดวงตะวัน, 2551. (895.913 ด179ณ) _____.  ดวงใจเจ้าเอ๋ย.  นนทบุรี ; ดวงตะวัน, 2554. (895.913 ด179ด) _____.  ดวงใจเจ้าเอ๋ย.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  นนทบุรี: ดวงตะวัน, 2555. (895.913 ด179ด) _____.  ในสวนขวัญ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  นนทบุรี: ดวงตะวัน, 2554. (895.913 ด179น) _____.  ปราสาททรายในสายฝน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2550. (895.913 ด179ป) _____.  ปีกปรารถนา.  กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี, 2552. (895.913 ด179ป) _____.  พระจันทร์ลายดาว.  กรุงเทพฯ: ดวงตะวัน, 2555. (895.913 ด179พ) _____.  เพชรพราวใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  นนทบุรี: ดวงตะวัน, 2559. (895.913 ด179พ) _____.  มหัศจรรย์แห่งรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ดวงตะวัน, 2551. (895.913 ด179ม) _____.  เมืองแมนสรวง.  กรุงเทพฯ: ดวงตะวัน, 2552. (895.913 ด179ม) _____.  รักร้อยพันใจ.  กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2548. (895.913 ด179ร) _____.  รุ้งจันทร์ตะวันดาว.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2545. (895.913 ด179ร) _____.  หวานใจ.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2549. (895.913 ด179ห) ดวงมาลย์.  เจ้าสาวร้อยชั่ง.  กรุงเทพฯ: อรุณ, 2556. (895.913 ด219จ) ดาริส.  กลวิธีรัก กับดักเสน่หา.  กรุงเทพฯ: อรุณ, 2553. (895.913 ด422ก) เด็กทะเล.  เก็บใจไว้ใส่รัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2554. (895.913 ด819ก) _____.  จำเลยกามเทพ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: เเจ่มใส, 2551. (895.913 ด819จ) _____.  TSUYU...คือฤดูฝนของหัวใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2547. (895.913 ด819ซ) _____.  เพลงบุลลา.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2555. (895.913 ด819พ) _____.  รักจารใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2557. (859.913 ด822ร) _____.  เล่ห์ค้นรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2554. (895.913 ด819ล) _____.  สิบร้าย...พ่ายรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2554. (895.913 ด819ส) _____.  หัวใจที่กลางดาว.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2549. (895.913 ด819ห) _____.  อิโตชิอิ ฮิโตะ-สุดที่รักของหัวใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2548. (895.913 ด819อ) _____.  โอบทะเลไว้ด้วยไอรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2546. (895.913 ด819อ) เดซี่.  Love Flora ตามหาหัวใจ.  กรุงเทพฯ: นกฮูก, 2552. (895.913 ด859ล) เดอะลิทเทิลฟิงเกอร์.  Kiss me, Mister a เผลอรักหมดใจยัยคุณหนู.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2553. (895.913 ด921ค) _____.  จันทราภูผา ดารามหาสมุทร.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2550. (895.913 ด919จ) ตยาคี.  อุบัติร้ายปลายทางรัก.  กรุงเทพฯ: แฮปปี้ไลฟ์, 2553. (895.913 ต129อ) ตองหนึ่ง.  กับดักรัก หักปีกหงส์.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2559. (895.913 ต234ก) ตะวันสีรุ้ง.  บ่วงรักร้ายมาเฟีย.  กรุงเทพฯ: อินเลิฟ, 2554. (895.913 ต261บ) ตันหยง.  ฝากรักไว้กับสายลม.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2551. (895.913 ต284ฝ) ตารกา.  ทดลองรักพนันใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2548. (895.913 ต344ท) ติญญา.  พันธะสีเพลิง.  กรุงเทพฯ: คำต่อคำ, 2557. (895.913 ต389พ) ตินติน.  (ไม่) รู้ว่า (ไม่) รัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2553. (895.913 ต391ม) _____.  มงกุฎนางฟ้า.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2557. (895.913 ต391ม) _____.  หัวใจรับอรุณ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพ: แจ่มใส, 2555. (895.913 ต391ห) ติยาภัทร.  ลำนำรัก สุดรอยทราย.  ปทุมธานี: Come On, 2551. (895.913 ต393ล) _____.  สุดรอยทราย ใต้เงาจันทร์.  กรุงเทพฯ: come on, 2551. (895.913 ต393ส) เตชิตา.  เพลงรักสีเพลิง.  กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2558. (895.913 ต674พ) _____.  ล่าหัวใจซาตาน.  นนทบุรี: ดอกหญ้า 2000, 2554. (895.913 ต676ล ล.01-ล.02) ทรงศีล ทิวสมบุญ.  Nine lives.  กรุงเทพฯ: อะบุ๊ก, 2550. (895.91301 ท151น) ทักษิณา.  เรือนล้อมรัก.  กรุงเทพฯ: อรุณ, 2553. (895.913 ท339ร) _____.  ลางเสน่หา.  กรุงเทพฯ: อรุณ, 2554. (895.913 ท339ล) _____.  สืบรักละลายใจ.  กรุงเทพฯ: อรุณ, 2556. (895.913 ท339ส) ปีอูมีนี, โรแบร์โต.  มัตเตียกับปู่ = Mattia e il honno.  พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง).  กรุงเทพฯ: แพรวเยาวชน, 2559. (853.914 ป649ม) ผักบุ้ง.  พรหมอุ้มรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ปองรัก, 2560. (895.91301 ผ259พ) ฟุคามิ, มาโคโตะ.  กระสุนจิตพิฆาต Parabellum.  กรุงเทพฯ: Zenshu, [ม.ป.ป.]. (895.63 ฟ511ก ล.01-ล.07) ยาใจ.  สื่อรัก... มัดหัวใจ.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2552. (895.913 ย236ส ฉ.02) ยาโยอิ.  ใต้ฟ้าพร่างดาว.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2549. (895.913 ย247ต) _____.  เรื่องของสองหัวใจ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2549. (895.913 ย246ร) เรกิ, คาวาฮาระ.  Sword art online 1 : aincrad.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2552. (895.63 ร751ส) _____.  Sword art online 3 : fairy dance.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2552. (895.63 ร751ส) _____.  Sword art online 4 : fairy dance.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2553. (895.63 ร751ส) _____.  Sword art online 5 : phantom bullet.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2553. (895.63 ร751ส) _____.  Sword art online 6 : phantom bullet.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2553. (895.63 ร751ส) _____.  Sword art online 7 : mother’s rosario.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2554. (895.63 ร751ส) _____.  Sword art online 9 : alicization beginning.  กรุงเทพฯ: เซนชู โนเวล, 2555. (895.63 ร751ส) วาสนา ชูรัตน์, บรรณาธิการ.  วรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2568 : ความฝันของแมวจร.  กรุงเทพฯ: สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2568. (895.911 ว242) ศตรัศมิ์.  มนตราลายหงส์.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2556. (895.913 ศ115ม) _____.  เลื่อมร้อยเล่ห์.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2555. (895.913 ศ118ล) ศรัณญ์ชล.  เงือกน้อยร้อยเหลี่ยมรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2557. (895.913 ศ159ง) _____.  Top Secret… เผด็จการรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพ: แจ่มใส, 2556. (895.913 ศ159ท) _____.  ระบำฝัน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2555. (895.913 ศ159ร) _____.  ระบำรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2555. (895.913 ศ159ร) ศักดิ มันตรา.  อธิษฐานรักทะเลทราย.  กรุงเทพฯ: ริชซี่ พรีเซ้นท์, 2553. (895.913 ศ322อ) ศิรีรัญชนา.  มายารักซาตาน.  นนทบุรี: ทัช, 2553. (895.913 ศ514ม) ศุวิลา.  Once upon a time...เมื่อหัวใจได้พบรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: เเจ่มใส, 2550. (895.913 ศ727ว) สันต์ สิราวุธ.  ล่าปีศาจ.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2540. (895.913 ส576ล) อรพิม.  ไฟสนธยา.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2559. (895.913 อ336ฟ) _____.  วิญญาณป่วนรัก.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2554. (895.913 อ336ว) อลิลศรา.  สัญญารักในรอยทราย.  กรุงเทพฯ: กรีนมายด์, 2555. (895.913 อ427ส) ออโรร่าห์.  จ้าวทะเลทราย.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ปริ๊นเซส, 2549. (895.913 อ459จ) ออสม่า.  บทเพลงรัก.  กรุงเทพฯ: ห้องสมุดดอดคอม, 2557. (895.913 อ463บ) _____.  ลิขิตรักต่างแดน.  กรุงเทพฯ: อักษรศาสตร์, 2551. (895.913 อ463ล ล.01-ล.02) อะมีราห์.  หัวใจลับฟ้า...ที่คาปรี.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2548. (895.913 อ463ห) อัญชรีย์.  ต้องมนตร์ไอยคุปต์.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2551. (895.913 อ524ต) _____.  ต้องมนตร์ไอยคุปต์.  พิมพ์ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2557. (895.913 อ524ต) _____.  พิษพันธกานต์.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2557. (895.913 อ524พ) _____.  มนตราวิวาห์หวาน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2554. (895.913 อ524ม) _____.  มัศยาเร้นรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2557. (895.913 อ524ม) _____.  มารยารักร้อยเล่มเกวียน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2556. (895.913 อ524ม) _____.  มารร้ายคู่หมายรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2554. (895.913 อ524ม) _____.  ฤทธิ์รักพริกขี้หนู.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2555. (895.913 อ524ฤ) _____.  วิวาห์นี้มีรักแท้.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2553. (895.913 อ524ว) _____.  หนึ่งร้อยพันรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: แจ่มใส, 2558. (895.913 อ524ห) อัญญาดา.  เล่ห์รัก กับดักใจ.  กรุงเทพฯ: เลมอน กรีน, 2551. (895.913 อ532ล) อัยย์.  หวานรักร้านขนม.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2554. (895.913 อ569ห) อิงทราย.  เสน่หาใต้ฟ้าคราม.  กรุงเทพฯ: Venusplus2010, 2555. (895.913 อ714ส) อิสย่าห์ และพิมพิสุธญ์.  รักนี้ (ไม่) มีสตรอว์เบอร์รี.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2554. (895.913 อ762ร) อิสย่าห์.  เงื่อนร้ายลายรัก.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2554. (895.913 อ762ง) _____.  ปลาหลงฟ้า.  กรุงเทพฯ: พิมพ์ดำ, 2557. (895.913 อ762ป) _____.  หมอกลวงรัก.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2555. (895.913 อ762ห ฉ.02) _____.  หัวใจใกล้รุ่ง.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2554. (895.913 อ762ห) อิสราดารี.  สุดดวงใจที่สายน้ำ.  กรุงเทพฯ: อินเลิฟพับลิชชิ่ง, 2552. (895.913 อ756ส) อุดม แต้พานิช.  รวมมิตรแต้พานิช.  พิมพ์ครั้งที่ 22.  กรุงเทพฯ: พอดีพานิช, 2556. (895.917 อ785ร) อุมารตี.  รานีในดวงใจ.  กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2555. (895.913 อ846ร) แอนโทนี่.  ความรักประมาณนี้ = Picturing my love.  กรุงเทพฯ: แซลมอน, 2556. (895.1301 อ948ค) โอ’ ไบรอัน, โดมินิก.  “52 วิธี ฝึกสมองให้จำอะไรก็ได้ง่าย ๆ โดยอัตโนมัติและจำได้นาน = How to develop a brilliant memory week by week : 50 proven ways to enhance your memory”.  บี มีเดีย กรุ๊ป, 2559. (153.14 อ975ห) ไอน์วินท์.  อุบัติรักเจ้าชายโจรสลัด.  นนทบุรี: ธิงค์ บียอนด์, 2554. (895.913 อ993อ) หมวด 900 ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ฮิโรทาดะ, โอโตทาเกะ.  ไม่ครบห้า.  พิมพ์ครั้งที่ 6.  กรุงเทพฯ: ส.ส.ท. เยาวชน, 2545. (928 ฮ456ม)


จุ๊บุ.  เจ้าตัวเล็ก.  กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2561. หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเด็กน้อยตัวป่วนในครอบครัว ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความอบอุ่น และความรักจากพ่อแม่ เนื้อหามาจากเพจเจ้าตัวเล็ก ซึ่งบันทึกประสบการณ์ ความรู้สึก และเคล็ดลับการเลี้ยงลูกของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ พร้อมภาพประกอบน่ารักตลอดทั้งเล่ม 649.12 จ685จ    ห้องหนังสือทั่วไป 2


นัม, มียอง.  10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2554. หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือสำหรับพ่อแม่และครูในการส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน โดยแนะนำวิธีจัดกิจกรรมอ่านหนังสือวันละ 10 นาทีในตอนเช้า เพื่อช่วยสร้างสมาธิ พัฒนาความคิด และเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ในทุกวิชา พร้อมเสนอแนวทางและเทคนิคต่าง ๆ ที่ครอบครัวและโรงเรียนสามารถร่วมมือกันนำไปใช้ได้จริง 649.58 น433ส    ห้องหนังสือทั่วไป 1


มาลา คำจันทร์. ผีในล้านนา. กรุงเทพฯ: บุ๊คเวิร์ม, 2551. หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องผีที่ปรากฏในสังคมล้านนา โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความเชื่อเกี่ยวกับผีในวัฒนธรรมล้านนามากขึ้น เนื้อหาเป็นการรวบรวมและเรียบเรียงด้วยสำนวนเล่าเรื่องเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่เน้นการแต่งเติมเชิงวรรณกรรม 398.25 ม495ผ ห้องหนังสือทั่วไป 1  


แมนสัน, มาร์ค.  ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแม่ง = The subtle art of not giving a f*ck.  กรุงเทพฯ: บิงโก, 2559.   หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ผ่านการเลือกใส่ใจเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ โดย Mark Manson ผสานหลักปรัชญา ศาสนา และประสบการณ์ชีวิต เพื่อชวนให้ผู้อ่านปรับมุมมองต่อความสำเร็จ ความสัมพันธ์ และตัวเองอย่างตรงไปตรงมาในสไตล์เรียบง่ายแต่กระแทกใจ 158.2  ม879ช  ห้องหนังสือทั่วไป 1  


กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร.  ธุรกิจพอดีคำ.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2560.  หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเรื่องนวัตกรรมในหลากหลายมิติ โดยเน้นนวัตกรรมทางความคิดที่เชื่อมโยงทั้งการทำธุรกิจ การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ผ่านตัวอย่างตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวไปจนถึงเทคโนโลยีอนาคตและเรื่องราวของนักธุรกิจระดับโลก ถ่ายทอดด้วยสำนวนสนุกและแฝงอารมณ์ขัน ช่วยให้ผู้อ่านได้ทั้งความรู้และมุมมองใหม่เกี่ยวกับนวัตกรรมและโลกธุรกิจร่วมสมัย    650  ก327ธ   ห้องหนังสือทั่วไป 2  


แอชตัน, โรเบิร์ต.  ชีวิต Strong ต้องมีแผน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: บิสคิต, 2559.  หนังสือเล่มนี้นำเสนอ 10 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยยกระดับชีวิตในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน ความรัก และสุขภาพ โดย Robert Ashton ถ่ายทอดแนวคิดพัฒนาตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้และเห็นผลได้จริงในชีวิตประจำวัน    158  อ939ช   ห้องหนังสือทั่วไป 1  


ช็อน, แจวุน และคณะ.  Why? Japan ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย.  นนทบุรี: ไอดีซี พรีเมียร์, 2560.  หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านผจญภัยไปกับเมียร์ และอามิ ท่องอดีตถึงปัจจุบันของ ญี่ปุ่น ผ่านภารกิจตามล่ามหาสมบัติ พร้อมไขข้อสงสัยเกี่ยวกับวัฒนธรรม ซามูไร นินจา การ์ตูน และปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว ถ่ายทอดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสนุก เข้าใจง่าย ในรูปแบบการ์ตูนความรู้คุณภาพจากซีรีส์ WHY?     ย  ช319ว    ห้องหนูรักการอ่าน  



หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ขอขอบคุณสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์เครื่องฟอกอากาศแบบ DIY หรือ “กล่องอากาศดี” จำนวน ๑๑ เครื่อง เพื่อใช้ในการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ภายในอาคาร เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการต่อไป


black ribbon.