ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 4,052 รายการ
28 ก.พ.นี้ “รมว.สุดาวรรณ” ชวนร่วมงาน “ฉลองมรดกโลกภูพระบาท”
ยูเนสโก ส่งมอบหนังสือรับรองขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ
“กรมศิลป์” ติดตั้งตราสัญลักษณ์มรดกโลก – ป้ายรณรงค์ส่งเสริมท่องเที่ยวมรดกโลก
พร้อมจัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ละครตำนานภูพระบาท "อุสา - บารส" โขนเรื่องรามเกียรติ์
ตอน สุครีพถอนต้นรัง ด้าน ศน. เชิญชวนฟังธรรมเทศนา - เจริญจิตภาวนา ณ โบราณสถานหอนางอุสา
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในชื่อ “ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี” Phu Phrabat, a testimony to the Sima stone tradition of the Dvaravati period)” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 8 และแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 2 ของจังหวัดอุดรธานีต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก เมื่อพุทธศักราช 2535
นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรว่า ศูนย์มรดกโลกได้จัดส่งใบประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม “ภูพระบาทประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี เป็นแหล่งมรดกโลกที่ลงนามรับรองโดย Ms. Audrey Azoulay ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มาถึงประเทศไทยแล้ว หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ได้มีมติประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จึงมอบหมายให้กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่แหล่งมรดกโลก จัดงานฉลองแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมภูพระบาทรับมอบหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการและติดตั้งตราสัญลักษณ์มรดกโลกและใบประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้ร่วมเฉลิมฉลอง ณ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี
รมว.วธ. กล่าวอีกว่า อยากเชิญชวนคนไทยร่วมเฉลิมฉลองมรดกโลกภูพระบาทอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร บูรณาการร่วมกับกรมการศาสนา ร่วมจัดกิจกรรมและจัดพิธีเฉลิมฉลองมรดกโลกภูพระบาทในโอกาสที่ได้รับประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการจากยูเนสโก โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดงศิลปะพื้นบ้านจากชุมชนไทพวนอำเภอบ้านผือ กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ (ต้นรวงผึ้ง) และการติดตั้งตราสัญลักษณ์มรดกโลกและใบประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโกอย่างเป็นทางการและติดตั้งป้ายรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวมรดกโลกภูพระบาท ภายในพื้นที่โบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขณะที่กรมการศาสนา จัดธรรมเทศนาและเจริญจิตภาวนา ณ โบราณสถานหอนางอุสา นำพิธีโดย พระราชภาวนาวชิรากร วิ. (อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก) วัดอุดมมงคลวนาราม (วัดป่านาคำน้อย) อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ที่สำคัญสำนักการสังคีต กรมศิลปากร จัดแสดงละครตำนานภูพระบาท เรื่อง "อุสา - บารส" และโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน สุครีพถอนต้นรัง อีกด้วย
“วธ.มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อการพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนของการบูรณะและพัฒนาโบราณสถาน จะดำเนินการเสริมสร้างระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับการบริการของพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ ส่งเสริมและสร้างสรรค์ทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจของชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะพยายามผลักดันให้เกิดแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งมรดกโลกให้ครบทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมทั้งเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก” นางสาวสุดาวรรณ กล่าว
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรม “ภาพเก่าเล่าเรื่อง...ตรัง (Trang: Stories in Snapshots)” ย้อนมองตรัง ผ่านภาพจำ และถ้อยคำที่คุ้นเคย ซึ่งจะเริ่มในสัปดาห์แรกวันที่ 4 สิงหาคม 2568 มีระยะเวลาการจัดกิจกรรม ระหว่างวันที่ 4 - 29 สิงหาคม 2568 ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก 'หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง' https://www.facebook.com/trangarchive โดยทางหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง จะโพสต์ภาพทุกวันจันทร์ของแต่ละสัปดาห์ เวลา 09.30 น. สัปดาห์ละ 10 ภาพ (เป็นภาพที่มีคำบรรยาย 8 ภาพ และภาพปริศนา 2 ภาพ) รวม 4 สัปดาห์ 40 ภาพ ตามธีมแต่ละสัปดาห์ มีกติกาการร่วมกิจกรรม ดังนี้
1. กดไลก์ กดแชร์ โพสต์แต่ละสัปดาห์ ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแท็ก จำนวน 3 แฮชแท็ก ได้แก่
#ภาพเก่าเล่าเรื่องตรัง #TrangStoriesInSnapshots #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯตรัง
2. โพสต์ภาพที่ท่านเคยถ่ายในมุมเดียวกัน/ใกล้เคียง หรือเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ลงในช่องคอมเมนต์ของแต่ละภาพ พร้อมระบุชื่อผู้ถ่าย วัน/เดือน/ปี ที่ถ่ายภาพ และคำบรรยาย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หรือความทรงจำ
3. ไม่จำกัดจำนวนภาพที่โพสต์ แต่ขอสงวนสิทธิ์การได้รับรางวัล 1 คน/1รางวัล เท่านั้น
4. ร่วมทายและให้ข้อมูลสถานที่หรือเหตุการณ์ในภาพปริศนา โดยพิมพ์ข้อมูลลงในช่องคอมเมนต์ของแต่ละภาพ ทั้งนี้ กำหนดปิดรับการส่งภาพในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และประกาศผลรางวัล ในวันที่ 5 กันยายน 2568
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ขอเชิญชวนผู้ปกครอง พาลูกหลานมาเรียนรู้และร่วมสนุกในช่วงปิดเทอมนี้ กับกิจกรรม "สนุกคิดสร้างสรรค์ ตามรอยวิถีชาวนาไทย" ที่สืบสานวิถีชาวนาไทยแบบสร้างสรรค์ กิจกรรมมีตลอดเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 พบกับกิจกรรมพิเศษที่ห้ามพลาด! ระบายสีถุงผ้า, ดินน้ำมันปั้นโมเดล วิถีชาวนา, ม้าก้านกล้วย, ต่อจิ๊กซอว์ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)
มาเติมเต็มวันว่างให้มีค่า ได้ทั้งความรู้และความสุขกันได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6116 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๒๗ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้า ฯ รับเสด็จ
ในการนี้ ทรงสุหร่ายหมุด และเครื่องมือช่าง จากนั้นพระราชทานหมุดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำไปตอกหมุดทั้ง ๔ ทิศ ตัวหมุดทำจากไม้มงคล คือ ไม้สัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ เซนติเมตร ยาว ๒๙ เซนติเมตร เหลาปลายแหลมด้านหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ตอก คือ ไม้สามเกลอ ทำจากไม้สักเช่นกัน ความยาว ๓๙ เซนติเมตร ทำมือจับสามด้าน สามเกลอเป็นเครื่องมือสำหรับตอกเสาหรือเสาเข็มไม้ลงพื้นดิน สำหรับการก่อสร้างอาคารจะมีขนาดใหญ่ จึงทำมือจับไว้สามด้าน สำหรับให้ช่างก่อสร้างช่วยกันจับและตอกเป็นจังหวะพร้อมกัน จึงเรียกว่า “สามเกลอ” ไม้สามเกลอในพิธีนี้ ถือเป็นตัวแทนของเครื่องมือช่างทุกแขนง สำหรับในการบวงสรวงไหว้ครูช่าง ซึ่งมีพระวิษณุกรรมเป็นประธานของครูเทวดาทั้งหลาย สำหรับตำแหน่งปักหมุดทำเป็นแท่นที่ ๔ ตำแหน่ง กำหนดจากตำแหน่งเสาโครงสร้างหลัก ๔ มุมของพื้นที่กลางพระเมรุมาศ การตอกหมุดเริ่มจากตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเวียนประทักษิณหรือเวียนขวาไปจนครบ ตำแหน่งเริ่มต้นนี้เป็นคติเดียวกันกับการตั้งเสาหรือยกเสาเอกของอาคาร การปักหมุดถือเป็นขั้นตอนแรกของการก่อสร้างอาคารคือเป็นการกำหนดตำแหน่งเสาโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบ สำหรับการก่อสร้าง พระเมรุมาศในครั้งนี้ นอกจากเป็นการปักหมุดวางผังตามกระบวนการก่อสร้างแล้ว ยังเป็นพิธีบวงสรวงบอกกล่าวแก่เทพเทวาในสถานที่และทั่วแผ่นดิน ขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ ขอความเป็นสวัสดิมงคลให้การก่อสร้างราบรื่น ปราศจากอุปสรรค สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นการบวงสรวงสักการะดวง พระวิญญาณสมเด็จพระบูรพามหากษัตราธิราช พร้อมกันนี้ ยังถือเป็นการไหว้ครูช่างของคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุมาศด้วย ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบ และจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว จึงจัดให้มีพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ฯ ตามโบราณราชประเพณี และจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตย์ ตามลำดับ ซึ่งจะดำเนินการให้สมพระเกียรติสูงสุด โดยการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๖๙ จากนั้นรัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม สื่อแนวคิดสะท้อนถึงพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย พระเมรุมาศที่จัดสร้างในครั้งนี้มีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน ๗ ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคตและสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือ ฉัตร ๙ ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด
พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข ๔ ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา ๒ ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดาสื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูตตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี
Objectives : To disseminate academic data and information on the arts of Thailand
To conserve and nurture the existing national heritage of Thailand
เจ้าของ (Proprietor) : กรมศิลปากร The Fine Arts Department www.finearts.go.th
สืบเนื่องมาจากในปี พ.ศ. 2528 - 2529 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการทำปุ๋ยหมัก ทำนาและเกี่ยวข้าวที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่มีการเพาะปลูกข้าวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ถึง 3 ครั้ง (ในขณะนั้น) ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรชาวไทย ในด้านการพัฒนาการทำนา และที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นผู้ให้ขวัญกำลังใจแก่ชาวนาไทยอย่างใหญ่หลวง พระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดสุพรรณบุรีในพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ในช่วงปี พ.ศ. 2528 - 2529 (ก่อนการก่อตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย หลังแรก) รวม 4 ครั้ง ในห้วงเวลาดังกล่าว ครั้งที่ 1 วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2528 พระองค์ทรงทอดพระเนตรการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา ณ บ้านแหลมสะแก (บึงฉวากในปัจจุบัน) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 2 วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2528 พระองค์ทรงทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชต่าง ๆ เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และเกษตรกรชาวไทย ตามโครงการรณรงค์จัดทำปุ๋ยหมัก เพื่อพระราชทานแก่เกษตรกรนำไปปรับปรุงคุณภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 3 วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2529 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในการทำนาสาธิตโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 4 วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2529 พระองค์ทรงนำพสกนิกรเก็บเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิต ณ บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อทรงเกี่ยวข้าวแล้วทรงนำข้าวป้อนเข้าเครื่องนวดข้าว ผลปรากฏว่าได้เมล็ดข้าวจำนวน 1,047 กิโลกรัมต่อไร่ หรือไร่ละ 104 ถัง และได้พระราชทานข้าวที่ทรงเกี่ยวแก่เกษตรกรผู้เข้าเฝ้ารับเสด็จ พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงหว่านข้าวในแปลงนาสาธิตบึงไผ่แขกด้วยพระองค์เอง ทรงถอดรองพระบาท ย่ำท้องนาด้วยพระบาทเปล่า (พระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุพรรณบุรี) พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิตบึงไผ่แขกด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นปฐมฤกษ์และเป็นขวัญกำลังใจแก่พสกนิกรเกษตรกรชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นพระมหากรุณาล้นเกล้าล้นกระหม่อม (พระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุพรรณบุรี) หมายเหตุ : อนุเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมโดย หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี ภาพจาก หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาของข้อมูล : Facebook Page : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย Thaifarmersnationalmuseum เผยแพร่ข้อมูลในวันที่ 16 เม.ย. 2563
สวัสดีค่ะ ขอเชิญชวนน้องๆ และครอบครัว มาท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และร่วมทำกิจกรรมสนุกๆในวันหยุดนี้ร่วมกันค่ะ กิจกรรมสุดพิเศษทุกๆวันเสาร์ อาทิตย์ ประจำเดือนกรกฎาคม "ร้อยกำไลลูกปัด"ฟรี ทุกกิจกรรม
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ รูปเคารพ โบราณสถาน จารึก พงศาวดาร และจดหมายเหตุ เป็นต้น ในบรรดาหลักฐานที่กล่าวมา จารึก ถือเป็นหลักฐานชั้นต้นประเภทลายลักษณ์อักษรที่สำคัญและน่าเชื่อถือที่สุดเนื่องจากทำขึ้นในช่วงเวลาที่เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น และบางจารึกมีการระบุศักราชหรือชื่อผู้สร้าง โดยจารึกที่พบในภาคใต้มักเป็นตัวอักษรและภาษาที่ใช้กันในประเทศอินเดียสมัยโบราณ จารึกที่แสดงถึงการเข้ามาชาวอินเดียที่พบในแหล่งโบราณคดีฝั่งอันดามัน คือ จารึกบนหินลองเครื่องมือของช่างทอง และจารึกเขาพระนารายณ์ (จารึกหลักที่ ๒๖) โดยมีรายละเอียดดังนี้ จารึกบนหินลองเครื่องมือของช่างทอง อักษร/ภาษา : อักษรพราหมี ภาษาทมิฬ อายุ : พุทธศตวรรษที่ ๘-๙ พบที่ : แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (คลองท่อม) จังหวัดกระบี่ คำอ่าน-คำแปล : อ่านว่า เปรุมปาทัน กัล แปลว่า หินของนายเปรุมปาทัน หรือ อ่านว่า เปรุมปาตัน กัล แปลว่า หินลองเครื่องมือของช่างทองผู้ยิ่งใหญ่ (หรือช่างทองอาวุโส) คำว่า เปรุมปาทัน แปลตามตัวอักษรได้ว่า ตีนโตภาพ : พิพิธภัณฑสถานคลองท่อม จังหวัดกระบี่ การพบหินลองเครื่องมือของช่างทองที่มีจารึกภาษาทมิฬในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๘-๙ นี้ อาจสะท้อนให้เห็นว่าแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (คลองท่อม) เป็นเมืองท่าโบราณที่มีชาวอินเดียใต้ที่เป็นช่างฝีมือเข้ามาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพ สอดคล้องกับอายุสมัยของแหล่งและการพบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เช่น ลูกปัดหินประเภทกึ่งอัญมณี (semi–precious) ทั้งแบบเรียบ และแบบฝังสี (etched bead) ลูกปัดแก้ว (glass bead) ลูกปัดแก้วหลายสี (striped bead) ลูกปัดมีตา (eye bead) หัวแหวนสลักจากหินมีค่า (intaglios-cameo) เหรียญ และตราประทับ เป็นต้น ---------------------------------------ค้นคว้า/เรียบเรียงข้อมูล : น.ส.สุขกมล วงศ์สวรรค์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ---------------------------------------อ้างอิง : - อมรา ศรีสุชาติ. ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗.- Wheatley,Paul. The Golden Khersonese. Kuala Lumpur: University of Malay Press, ๑๙๖๑.
วันนี้ (วันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓) เวลา ๑๐.๐๐ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๖๓ ณ วัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ในพื้นที่เข้าร่วมในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม นำผ้าพระกฐินพระราชทานไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอ เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยจัดให้มีพิธีสมโภชองค์พระกฐิน ในวันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ และประกอบ พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ในวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ พร้อมทั้งบริจาคปัจจัยนำเข้าสบทบถวายบำรุง พระอารามหลวง วัดพระงาม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๐๓๘,๐๐๐ บาท (สี่ล้านสามหมื่นแปดพันบาทถ้วน) ทั้งนี้ พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน เป็นกิจกรรมสำคัญที่กรมศิลปากรปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นประจำทุกปี เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา วัดพระงาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ ตั้งอยู่นอกเมืองทางด้านทิศตะวันตก เฉียงเหนือของเมืองนครปฐมโบราณ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในสมัยวัฒนธรรมทวารวดี สันนิษฐานในเบื้องต้นว่าน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ มีโบราณสถานสำคัญเรียกกันว่า "เนินวัดพระงาม" เป็นชั้นดินทับถมหนากลายเป็นเนินดินขนาดใหญ่ ในอดีตเส้นทางรถไฟสายใต้ได้ตัดผ่านเนินดินทางด้านทิศเหนือของวัดพระงาม ทำให้มีการค้นพบโบราณวัตถุศิลปะทวารวดีหลายรายการ เช่น พระพุทธรูปสําริด กวางหมอบ ธรรมจักร พระพิมพดินเผา รวมทั้งเศียรพระพุทธรูปดินเผาที่มีพุทธศิลป์งดงาม การคนพบหลักฐานทางโบราณคดีลาสุดในพุทธศักราช ๒๕๖๒ และนับวาเปนโบราณวัตถุชิ้นสําคัญคือ การคนพบจารึกบริเวณเนินโบราณสถานวัดพระงาม
ทับหลังชิ้นที่โดดเด่น ชิ้นที่ ๓ ซุ้มประตูรองทิศเหนือด้านใน โคปุระกำแพงแก้ว ของปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว สภาพของทับหลังคงเหลือภาพสลักเกือบสมบูรณ์ โดยสลักเป็นภาพบุคคลที่คงเหลือเฉพาะครึ่งตัวด้านล่างประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ(มหาราชลีลา)เหนือฐานบัวที่ตั้งอยู่บนหน้ากาลซึ่งคล้อยต่ำลงมาจนถึงขอบล่างสุดของทับหลัง หน้ากาลใช้มือทั้งสองจับท่อนพวงมาลัยที่คายออกมา ท่อนพวงมาลัยโค้งขึ้นจนเกือบกึ่งกลางของทับหลัง และตกลงมาที่ปลายทับหลังทั้งสองด้านซึ่งปรากฏรูปสัตว์สันนิษฐานว่าเป็นสิงห์ หันหน้าเข้าหาจุดกึ่งกลางของทับหลัง ตรงกลางของท่อนพวงมาลัยทั้งสองด้านถูกแบ่งครึ่งโดยเฟื่องอุบะที่ด้านบนมีพระนารายณ์ทรงครุฑหรือพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ด้านล่างของท่อนพวงมาลัยประดับลายใบไม้ม้วน ด้านบนของท่อนพวงมาลัยประดับลายใบไม้-------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : อุทยานประว้ติศาสตร์สด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว
วันศุกร์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการและตรวจการจ้างงาน ( ประจำงวดที่ ๒ ) โครงการบูรณะและจัดแสดงหออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช โดยมีนางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมและตรวจงานจ้าง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์” วิทยากรโดย นายสมชาย ณ นครพนม ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี (ด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์), ร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี, นางสาวสำเนา จาดทองคำ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า และนางสาวสุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ดำเนินรายการโดย นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในพฤหัสบดีที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร
วัดนักบุญยอเซฟ เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานที่ดิน วัสดุและพระราชทรัพย์ก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๒๐๙ โดยบาทหลวง ไบซอพแลมเบิต เดลา มอทเต ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เดิมโบสถ์นี้สร้างด้วยไม้ ต่อมา พ.ศ. ๒๒๒๘ สร้างใหม่โดยการก่ออิฐถือปูนระหว่างรบกับพม่าโบสถ์นี้ใช้เป็นที่พักอาศัยหลบภัยสงครามและ ได้ถูกทำลายลงในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๓๗๔ บาทหลวงปาลเลกัวซ์ ได้เดินทางมาประเทศไทย จึงได้บูรณะและรวบรวมสัตบุรุษได้ประมาณ ๗๐ คน แล้วสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ชั่วคราวด้วยไม้ใช้หญ้าคามุงหลังคา พ.ศ. ๒๓๙๐ บาทหลวงอัลเบริ์ต ได้บูรณะต่อเติมโบสถ์ใหม่ตามแบบศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque) ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ หน้าต่างโบสถ์ทำด้วยกระจกสีซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพระเยซู ใต้โบสถ์ใช้เป็นที่เก็บศพของบาทหลวงและสังฆราช ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ ได้มีการบูรณะวัดอีกครั้งโดยบาทหลวงแบร์โร ปัจจุบันโบสถ์ของวัดนี้ยังงดงามและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย ที่นับถือศาสนาคริสต์ ด้านนอกเต็มไปด้วยรูปปั้นกับคำสอนมากมายที่ให้เราได้เข้ามาชมกัน "หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างเข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่างเนื่องจากกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ" ยอห์น ๓:๑๙-๒๐------------------------------------------------------------------ผู้เรียบเรียง : นางสาวนฤมล ขจรเวช มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (นักศึกษาฝึกงาน หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ) ------------------------------------------------------------------ข้อมูลอ้างอิง :กรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: ศรเมืองการพิมพ์,๒๕๔๓. เลขหมู่ ๙๕๙.๓๑๔ ศ๕๒๘น วัดนักบุญยอแซฟ โบสถ์คริสต์สมัยกรุงศรีแห่งหนึ่งในอยุธยา. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: https://th.readme.me/ ๒๕๖๑. (๒๔กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔)