ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 4,052 รายการ
หลุก เป็นภาษาล้านนา หมายถึง กังหันวิดน้ำ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน สร้างด้วยไม้ไผ่ ลักษณะเป็นวงกลมขนาดใหญ่ มีแกนตรงกลางสร้างด้วยไม้แข็งทำเป็นรูปกงล้อ มีแผงไม้ไผ่อยู่รอบกงล้อเพื่อรับกระแสน้ำโดยรอบกงล้อจะมีกระบอกไม้ไผ่ผูกติดอยู่สำหรับใส่น้ำ เมื่อแผงไม้ไผ่ถูกกระแสน้ำพัด กงล้อที่มีแผงไม้ไผ่และมีกระบอกใส่น้ำจะตักน้ำเข้าในกระบอกไม้ไผ่ เมื่อหมุนขึ้นไปด้านบนสุด น้ำที่อยู่ในกระบอกด้านบนสุดจะเทลงมาในลำราง หลุกใช้ในการเกษตรกรรม เช่น การหมุนเพื่อสาวถังตักน้ำขึ้นจากบ่อ หมุนเพื่อวิดน้ำเข้านา มักใช้งานตามริมแม่น้ำใหญ่มีตลิ่งสูง ปัจจุบันหลุกไม่นิยมใช้อีกต่อไป เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่สิ้นเปลืองในการสร้าง และมีเทคโนโลยีที่มีความสะดวกเข้ามาทดแทน เช่น เครื่องสูบน้ำ แต่ยังปรากฏคำว่าหลุกอยู่ตามชื่อชุมชนที่เคยมีการใช้หลุกทำการเกษตรมาก่อน เช่น บ้านท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่,บ้านท่าหลุก ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน และบ้านหลุก ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุดนายบุญเสริม สาตราภัยอ้างอิง :๑. มณี พยอมยงค์. ๒๕๔๖. สารพจนานุกรมล้านนา. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.๒. จักรพงษ์ คำบุญเรือง. ๒๕๖๒. หลุกวิดน้ำของคนล้านนา (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/105389, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔.๓. ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๖๑. ล้านนาคำเมือง : หลุก (Online). https://www.matichonweekly.com/column/article_102054, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔.
องค์ความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เรื่อง รูปบุคคลทรงครุฑ จากอโรคยาศาล สมัยพระเจ้าชัยวรวันที่ ๗ ตอน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ "ฉันท์สรเสริญพระมหามณีรัตนปฏิมากร : บทสดุดี “พระแก้วมรกต” ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร กำหนดจัดกิจกรรมบรรยายทางวิชาการแก่บุคลากรทางการศึกษา หัวข้อเรื่อง “แหล่งตัดศิลาแลงเมืองกำแพงเพชร” ในวันที่ ๓, ๔, ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีเมืองกำแพงเพชร ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ ณ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
กำแพงเพชร เป็นชื่อเมืองโบราณในเขตจังหวัดกำแพงเพชร บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิงในปัจจุบัน ที่พบร่องรอยหลักฐานด้านโบราณคดีที่แสดงถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน มีชุมชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยตลอดสองฟากฝั่งของแม่น้ำปิง มีการรับส่งอิทธิพลจากสังคมภายนอกสู่พื้นที่เมืองกำแพงเพชรและพัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านเมืองที่มีขนาดใหญ่ ทั้งในวัฒนธรรมสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐) ที่เมืองกำแพงเพชรมีฐานะเป็นหัวเมืองของกรุงสุโขทัยและในช่วงวัฒนธรรมอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ปัจจุบันเมืองกำแพงเพชรยังคงปรากฏหลักฐานทางด้านโบราณคดี ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมากที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ของแผ่นดินเมืองกำแพงเพชร ตลอดจนเป็นสิ่งเตือนใจให้คนในปัจจุบันได้ระลึกถึงความรู้ทางเทคนิควิทยาและงานฝีมือศิลปกรรมในรูปแบบของสกุลช่างเมืองกำแพงเพชรได้อย่างโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน
ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ รวมทั้งการธำรงรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเมือง กำแพงเพชรให้คงอยู่ยั่งยืนเป็นหลักฐานแสดงอารยธรรมของประเทศไทยสืบไป กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการ อนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ ซึ่งได้กำหนดขอบเขตโบราณสถานตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๕ ตอนที่ ๔๑ วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๑ และดำเนินการจัดตั้งเป็นโครงการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรในพื้นที่ ๒ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโบราณสถานนอกเขตกำแพงเมืองด้านทิศเหนือหรือเขตอรัญญิก พื้นที่ ๑,๖๑๑ ไร่ มีโบราณสถาน จำนวน ๓๐ แห่ง และกลุ่มโบราณสถานภายในเขตกำแพงเมืองพื้นที่ ๕๐๓ ไร่ มีโบราณสถาน จำนวน ๓๖ แห่ง โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔
ความสำคัญของเมืองโบราณกำแพงเพชรในฐานะที่เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ของชนชาติไทย เป็นหลักฐานที่แสดงถึงอารยธรรมและความโดดเด่นอันชาญฉลาดของมนุษย์ในอดีตที่ยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบันองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) จึงได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกภายใต้ชื่อ "เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร" (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns) ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๑๕ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย
ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของจังหวัดกำแพงเพชร มีนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ เฉลี่ยประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อปี โดยมีอัตราส่วนเป็นชาวไทย ๙๕ % และชาวต่างชาติ ๕ % รวมทั้งมี แนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเนื่องจากได้รับประชาสัมพันธ์และการสนับสนุนการท่องเที่ยวจากกลุ่มจังหวัดหน่วยงานราชการและภาคเอกชนในจังหวัดกำแพงเพชร
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร ซึ่งมีภารกิจหน้าที่สำคัญ ในการศึกษา ค้นคว้าและทำนุบำรุงรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ อีกทั้งการสืบทอดและเผยแพร่องค์ ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและบทบาทของประชาชนที่จะร่วมกันในการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จึงได้จัดการบรรยายทางวิชาการประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ แก่บุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษามาตรา ๒๕ ที่ว่า “รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้ง แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวน พฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์กีฬาและนันทนาการแหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้ อย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ” เพื่อเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีอีกทั้งยังเป็น
ปลูกฝังให้บุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักในคุณค่า เห็นความสำคัญและร่วมกันอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป
เริ่มแล้ววันนี้ !!
กิจกรรมพิเศษให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรมศิลปากร (Thailand Winter Festival) ท่องเที่ยวแหล่งโบราณสถานและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยามค่ำคืน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 สะสมบัตรเข้าชมที่มีตราประทับกิจกรรมไม่น้อยกว่า 5 สถานที่ (ตราประทับอยู่ด้านหลังบัตรเข้าชม) 1 สถานที่ สะสมได้ 1 ครั้งเท่านั้น นำมารับของที่ระลึก จำนวนจำกัดเพียง 100 ชุด ได้ที่อาคารกรมศิลปากร (เทเวศร์) ชั้น 3 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
(วันและเวลาราชการ) จนกว่าของที่ระลึกจะหมด
(รับตราประทับได้ที่วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ,อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร , อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา , อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย , งานแอ่วกุมกามยามแลง ณ โบราณสถานเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ (วันที่ 1 - 2 ธันวาคม 2566) , พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร , พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)
องค์ความรู้ เรื่อง การก้าวเดินของภาพยนตร์ไทยในสุพรรณบุรี
ผู้เรียบเรียง : นางภควรรณ คุณากรวงศ์ บรรณารักษ์ชำนาญการผู้ออกแบบ : นางสาววารุณี วิริยะชูศรี บรรณารักษ์
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง แจ้งประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการขออนุญาตบินอากาศยานไร้คนขับ (DRONE) ในเขตโบราณสถานปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ ตามระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์ฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ นักท่องเที่ยวผู้ประสงค์ใช้อากาศยานไร้คนขับ เพื่อถ่ายภาพ - วีดีโอ ในเขตโบราณสถาน ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
- กรอกคำขออนุญาตฯ ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเท่านั้น
- เตรียมเอกสารสำเนาได้แก่ ใบขึ้นทะเบียนอากาศยานฯ ใบขึ้นทะเบียนผู้บังคับ และสำเนาบัตรประชาชน อย่างละ ๑ ชุด
- ชำระค่าธรรมเนียม ครึ่งวัน ๕๐๐ บาท / ๑ วัน ๑,๐๐๐ บาท (รับเฉพาะเงินสด) และเจ้าหน้าที่จะออกใบเสร็จให้
- เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ต้องปฏิบัติตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
แผนที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง : https://goo.gl/maps/uNxv8QRf3nxXrEHa7
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๖๖ ๖๒๕๑ หรือ Inbox facebook : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย
๑. งดเก็บค่าเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘
๒. ขยายเวลาเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ยามค่ำคืน ถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘
๓. เปิดไฟประดับโบราณสถานสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา และอุทยานประวัติศาสตร์ พิมาย อย่างสวยงามตระการตายามค่ำคืน ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้
ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร แนะนำหนังสือใหม่ หนังสือ "วัวในวัฒนธรรมไทย" จำหน่ายในราคา 150 บาท ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th หรือเลือกซื้อหนังสือได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร ภายในบริเวณกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) เขตดุสิต กรุงเทพฯ (ในวันและเวลาราชการ) สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร
“วัว” เป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน โดยพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับวัวมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัวมีความสำคัญในด้านต่างๆ เป็นสัตว์ที่ช่วยทำเกษตรกรรม เป็นสัตว์เลี้ยง และมีความเกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ กรมศิลปากร โดยกลุ่มจารีตประเพณี สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าและจัดทำหนังสือ "วัวในวัฒนธรรมไทย" ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยวัวในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย วัวในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพรหมณ์และศาสนาพุทธ วัวในพระราชพิธี และวัวในวิถีชีวิตของคนไทย หนังสือนี้จะอำนวยประโยชน์ต่อนิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ ตลอดจนผู้สนใจเกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรมและประเพณีไทย อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด กษิรชลมณโฑ เนื่องในงานท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี ณ เวียงกุมกาม แอ่วกุมกามยามแลง “ในดวงใจนิรันดร์ : Love & Forever” วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง - วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี (หลังใหม่) ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่บริเวณด้านทิศใต้ของอาคารศาลากลางจังหวัด (หากหันเข้าหาหน้าศาลากลาง อาคารพิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ด้านขวามือ) อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี หลังนี้ ออกแบบภายใต้แนวความคิดของบ้านเรือนไทยภาคกลางที่มีใต้ถุนสูง เพื่อเป็นพื้นที่ใช้งานที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาชีพของคนสุพรรณบุรีดั้งเดิมนั้นเป็นชาวนา รวมไปถึงอาชีพของคนไทยด้วย แนวคิดและการออกแบบโดย นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น มีใต้ถุนด้านล่าง พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1,890 ตารางเมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับตกแต่งผนังด้วยดินเผาลวดลายรวงข้าว และประเพณีในการทำนา 12 เดือน นิทรรศการแบ่งออกเป็น 8 ส่วน ห้องจัดแสดงชั้นที่ 1 แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 4 เรื่อง 1. ร่องรอยของข้าวจากอดีต 2. ลมมรสุมกับฤดูกาลปลูกข้าว 3. การทำนาในประเทศไทย 4. จากคันไถสู่ควายเหล็ก ห้องจัดแสดงชั้นที่ 2 แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 เรื่อง 1. ประเพณีและวิถีชีวิตชาวนา 2. พระบารมีปกเกล้าชาวนาไทย 3. ทวยราษฎร์แซ่ซ้องรอเวลา 4. พระเสด็จฯ มาโปรดชาวนาไทย อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี หลังนี้เป็นหลังใหม่หลังที่ 2 ค่ะ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2552 เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พ.ศ.2553 มาถึงปีนี้ อาคารหลังนี้มีอายุครบ 10 ปี แล้วค่ะ (เขียน ณ วันที่ 28 มีนาคม 2563) ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี เปิดให้บริการโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการเข้าชม และเปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 น. อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี แห่งใหม่ (สร้างหลังที่ 2) ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี บ้านใต้ถุนสูงของเกษตรกร ในจังหวัดลพบุรี แนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทยสุพรรณบุรีทั้ง 2 แห่ง จากอาคารบ้านเรือนถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวนาไทย ลักษณะของบ้านเรือนในชนบท สู่แนวความคิดในการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี สถาปนิก : นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรข้อมูลประกอบการเรียบเรียง : นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เรียบเรียงและถ่ายภาพ : นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กรมศิลปากร แบบอาคาร : สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร (ฉบับสำเนา) หมายเหตุ : เผยแพร่ข้อมูลวันที่ 28 มี.ค. 2563 Facebook Page : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย Thaifarmersnationalmuseum
THAI CULTURE, NEW SERIES No. 16
THAI MUSIC IN WESTERN NOTATION
BY
PHRA CHEN DURIYANGA
การสำรวจคลองสำคัญในประวัติศาสตร์ปัตตานี ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ดำเนินการสำรวจคลองสำคัญในประวัติศาสตร์ปัตตานี โดยเป็นการสำรวจในข้อมูลภาคสนาม ครอบคลุมเส้นทางการไหลของคลองทั้งสิ้น ๑๐ สาย โดยสรุปผลการสำรวจได้ดังนี้ ๑.คลองกือเซะ คลองกือเซะจัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกในกลุ่มลุ่มน้ำสาขาภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง(พื้นที่ส่วนที่๓) คลองสายนี้ไหลผ่านพื้นที่ด้านทิศเหนือของอำเภอยะรัง และทิศตะวันอออกของอำเภอเมืองปัตตานี โดยส่วนปลายของคลองนี้จะไปรวมกับคลองมานิงที่บ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี รวมระยะความยาวของคลองสายนี้ประมาณ ๑๐.๘ กิโลเมตร ในสมัยรายาฮีเยาครองบัลลังก์เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกเข้ามาในคลองกือเซะจนไม่สามารถอำนวยประโยชน์ในการเกษตรกรรมได้ “...รายาฮีเยาทรงรับสั่งให้ราษฎรพร้อมกันขุดคลอง โดยเริ่มจากรือเซะมุ่งไปทางทิศเหนือจนถึงแม่น้ำที่อ่าวเตอร์มางัน (ใกล้กับหมู่บ้านปรีกีปัจจุบัน) เมื่อสามารถขุดคลองเชื่อมกับแม่น้ำแล้ว น้ำก็ไหลมาตามคลองแห่งใหม่ผ่านคลองกรือเซะแล้วไหลออกทะเลตรงอ่าวรา เมื่อน้ำทางเหนือไหลออกคลองกรือเซะก็เป็นผลให้น้ำจืดลง ทุ่งนาบริเวณนั้นก็ให้ผลเป็นที่พอใจ...” เมื่อถึงสมัยรายาบีรูก็เกิดปัญหาขึ้นกับคลองกือเซะอีกครั้ง ดังปรากฏในตำนานเมืองปัตตานีว่า “...และพบว่ากระแสน้ำไหลแรงเซาะริมฝั่งที่ติดต่อกับพระราชวังได้รับความเสียหายอีกประการหนึ่งน้ำในคลองกรือเซะกลายเป็นน้ำจืด จึงเป็นเหตุให้นาเกลือตรงชายทะเลไม่สามารถเป็นเกลือได้เพราะน้ำลดความเค็มลง รายาบีรูจึงมีกระแสรับสั่งให้สร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ไหลมาจากด้านเหนือ โดยไหลเข้าคลองกรือเซะและได้ปิดคลองปาฟีรีด้วย เขื่อนดังกล่าวนั้นสร้างด้วยหินและให้นามหมู่บ้านนั้นว่าบ้านทำนบหิน(บ้านตาเนาะบาตู)...” ๒.คลองเตอมางัน เป็นคลองขุดแยกจากคลองกือเซะที่บ้านตาเนาะบาตู ตำบลคลองมะนิง อำเภอเมืองปัตตานี แล้วไหลผ่านเข้าไปในพื้นที่ตำบลสะดาวา ตำบลประจัน ตำบลยะรัง ตำบลวัด ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรัง และไหลไปรวมกับแม่น้ำปัตตานีในบริเวณตำบลกระโด อำเภอยะรัง คลองสายนี้เป็นคลองขุด ซึ่งรายาฮิเยารับสั่งให้ขุดขึ้น เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำปัตตานี เข้ามาเพิ่มในคลองกือเซะ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกคลองกือเซะ จนไม่สามารถทำนาได้ แต่ในเวลาต่อมาน้ำจืดจากคลองนี้ไหลเข้าไปในคลองกือเซะมากเกินไปจนเกิดปัญหาในการทำนาเกลือ รายาบีรูจึงรับสั่งให้สร้างทำนบหินกั้นคลองสายนี้ที่บริเวณบ้านตาเนาะบาตู จากการสำรวจพบว่าคลองสายนี้อาจไม่ใช่คลองขุดทั้งสาย โดยในบางช่วงอาจเป็นการขุดลอกแนวคลองเดิมในบางพื้นที่ให้ลึกขึ้น ทั้งนี้สามารถแบ่งช่วงของคลองสายนี้ได้เป็น ๔ ช่วง ๓.คลองมานิง คลองมานิงจัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกในกลุ่มลุ่มน้ำสาขาภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง(พื้นที่ส่วนที่๓) คลองสายนี้ไหลผ่านอำเภอยะรัง และทิศตะวันออกของอำเภอเมืองปัตตานี รวมระยะความยาวของคลองสายนี้จากบึงบาโง ตำบลวัด อำเภอยะรัง มาจนถึงตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๓๒ กิโลเมตร คลองแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญในการเดินทางและการค้า เนื่องจากเป็นคลองใหญ่มีน้ำมาก และสามารถเชื่อมต่อเข้าไปได้ถึงเมืองโบราณยะรัง ดังนั้นในระหว่างทางเดินของลำน้ำจึงมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่มากมายเช่น กาแลบือซา(ท่าใหญ่) ทีเยรายอ(สถานที่พบเสากระโดงเรือ) เป็นต้น ๔.คลองปาเระ คลองปาเระหรือสุไหงปาเระ เป็นคลองที่เกิดจากการบรรจบกันของคลองกือเซะกับคลองมานิง(คลองบ้านดี) ที่บ้านปาเระ หมู่ที่ ๒ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี จากนั้นไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกราว ๑.๒ กิโลเมตร ก็บรรจบกับทะเลที่อ่าวปัตตานีที่กัวลาอารู (Kuala-Aru) คลองแห่งนี้เป็นต้นทางที่จะสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองปัตตานีทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นต้นทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังกาแลบือซา ซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่สำหรับขึ้นลงสินค้าภายในคลองมานิงได้ด้วย และริมคลองนี้ยังเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของเชลยชาวพะโคและล้านช้าง ซึ่งกษัตริย์อยุธยาพระราชทานแก่สุลต่านมันโซร์ ชาห์ แห่งปัตตานีด้วย ๕.คลองปาเปรี คลองปาเปรีหรือสุไหงปาเปรี ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ บ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ และหมู่ที่ ๑ บ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี มีลักษณะเป็นคลองสายสั้นไหลลงสู่อ่าวปัตตานีเหนือกัวลาอารู ในอดีตพื้นที่บริเวณต้นคลองเคยมีฐานะเป็นคูเมืองปัตตานีด้านทิศเหนือ และในตำนานเมืองปัตตานีกล่าวว่าคลองสายนี้เคยถูกปิดไปครั้งหนึ่งในสมัยรายาบีรู เมื่อครั้งเกิดปัญหาน้ำจืดไหลเข้ามาในคลองกือเซะมากเกินไปจนทำนาเกลือไม่ได้ ๖.คลองคูเมืองปัตตานีด้านทิศตะวันตก คลองคูเมืองปัตตานีด้านทิศตะวันตกตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ บ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี คลองสายนี้เป็นคลองขุดเชื่อมคลองปาเปรีซึ่งเป็นคูเมืองด้านทิศเหนือ กับคลองกือเซะซึ่งเป็นคูเมืองด้านทิศใต้ คลองสายนี้นอกจากทำหน้าที่เป็นคูเมืองแล้ว ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของคลองสายนี้ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกซึ่งมีประตูเมืองใหญ่คือปินตูกรือบันหรือประตูชัยฮังตูวะห์ตั้งอยู่ กับลานใหญ่หน้ามัสยิดกรือเซะ จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งผู้คนสัญจรไปมามากมาย ๗.คลองดัชต์และกาแลเบอลันดา คลองดัชต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ บ้านบาน ตำบลบานา และหมู่ที่ ๑ บ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ในอดีตคลองแห่งนี้เป็นลำน้ำใหญ่ กล่าวกันว่าเรือสินค้าขนาดใหญ่ของชาวต่างชาติเข้ามาจอดขนส่งสินค้าในคลองแห่งนี้ อีกทั้งสองฝั่งคลองยังเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าและโกดังสินค้าของต่างชาติ โดยสถานีการค้าที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงคือห้างของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (VOC) และมีท่าเรือขนส่งสินค้าที่มีชื่อเสียงเรียกโดยภาษาท้องถิ่นว่า กาแลเบอลันดา ส่วนคลองก็เรียกกันว่าคลองดัชต์ หรือบางครั้งก็เรียกทับศัพท์ว่า คลองกาแลเบอลันดา ๘.อาอีลีเละฮ์ อาอีลีเละฮ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลบานา และหมู่ที่ ๓ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี มีลักษณะเป็นคลองสายสั้น โดยแนวคลองนี้จะตัดผ่านคลองดัชต์ ทำให้คลองถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนเหนือและส่วนใต้ ในอดีตคลองแห่งนี้เป็นลำน้ำสาขาที่แยกออกจากคลองดัชต์ โดยการที่ปลายข้างเหนือสามารถออกทะเลได้ ส่วนปลายด้านใต้สามารถเชื่อมต่อไปจนถึงกรือเซะ จึงเป็นคลองย่อยที่สถานีการค้าหรือห้างของบริษัทต่างชาติ ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าทั้งนำเข้าไปยังเมืองปัตตานี และรับสินค้าจากในเมืองมาเก็บที่โกดัง ก่อนนำลงเรือใหญ่เพื่อส่งขายยังต่างเมืองต่อไป ๙.สุไหงปาแน สุไหงปาแนตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี สุไหงปาแน(คลองหมาก) เป็นคลองที่มีจุดเริ่มต้นจากการรับน้ำจากทุ่งซึ่งมีลักษณะเป็นพรุขนาดใหญ่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา จากนั้นมีทิศทางการไหลของน้ำจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก โดยจะไปรวมกับคลองกือเซะที่บ้านกรือเซะ(กำปงปัง) หมู่ที่ ๓ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี และการที่ปลายคลองสายนี้ไปบรรจบกับคลองกือเซะซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับคูเมืองปัตตานีได้ จึงทำให้คลองสายนี้กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญสำหรับการขนถ่ายสินค้าเข้าออกเมืองปัตตานี ๑๐.คลองสาย คลองสายหรือสุไหงปายอ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ บ้านยือแร ตำบลยะรัง พื้นที่เทศบาลตำบลยะรัง และหมู่ที่ ๒ บ้านบาซาเวาะเซ็ง ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี กล่าวกันว่าในอดีต คลองสายเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับชะวากทะเลโบราณยะรัง กับกลุ่มเมืองโบราณยะรัง โดยมีการสร้างเมืองขนาดเล็กไว้ในบริเวณใกล้กับปากคลองซึ่งมีชื่อเรียกว่า กอจอกะจิ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองของหมู่ที่ ๑ บ้านกรือเซะ ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี -------------------------------------------- บทความเรียบเรียง โดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา--------------------------------------------