ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ
องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง เมืองโจรคนสุพรรณผู้เรียบเรียง :
นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
พระพุทธรูปปางแสดงธรรม จากเจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง
พระพุทธรูปปางแสดงธรรม พบที่เจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพุทธรูปยืนสำริด พระพักตร์ค่อนข้างกลม เม็ดพระศกกลม อุษณีษะเป็นกระเปาะสูง ด้านบนมีรูสำหรับเสียบเดือยของพระรัศมี พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ เปลือกประเนตรโปน พระนาสิกโด่ง ฐานพระนาสิกกว้าง พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย พระกรรณยาว พระวรกายครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาข้างขวา ส่วนพระอังสาข้างซ้ายมีชายสังฆาฏิทบกันเป็นริ้ว และมีเส้นเชื่อมจากชายสังฆาฏิพาดผ่านข้อพระกรซ้าย จีวรเรียบแนบไปกับพระวรกาย พระพุทธรูปอยู่ในอิริยาบถยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) พระกรขวายกขึ้นระดับพระอุระ จีบนิ้วพระหัตถ์แสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) ส่วนพระกรซ้ายปล่อยลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์หักหาย สันนิษฐานว่าเป็นการจับชายจีวร
จากรูปแบบศิลปกรรมของพระพุทธรูปข้างต้น ปรากฏอิทธิพลที่ได้รับจากศิลปะอินเดียสมัยหลังคุปตะ ได้แก่ การยืนตริภังค์ และการจับชายชายจีวรไม่สมมาตรกับพระหัตถ์ที่แสดงมุทรา กล่าวคือ หากพระหัตถ์ขวายกขึ้นแสดงมุทรา พระหัตถ์ซ้ายที่จับชายจีวรจะปล่อยลงข้างพระวรกาย และการทำชายสังฆาฏิพับทับกันปลายแยกเป็นเขี้ยวตะขาบบริเวณพระอังสาซ้ายพบในศิลปะอินเดียสมัยหลังคุปตะจนถึงปาละ ทั้งนี้พระพักตร์แสดงลักษณะพื้นเมืองของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีแล้ว และยังแสดงวิตรรกมุทราซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่พบมากในพระพุทธรูปสมัยทวารวดี จึงกำหนดอายุในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว
พระพุทธรูปองค์นี้พบที่เจดีย์หมายเลข ๑๓ ซึ่งตั้งอยู่นอกคูเมืองโบราณอู่ทอง ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒๐๐ เมตร เป็นเจดีย์ในผังแปดเหลี่ยม ส่วนฐานยกเก็จตามระเบียบเจดีย์ในสมัยทวารวดี พบโบราณวัตถุสำคัญ เช่น พระพุทธรูปนั่งปางแสดงธรรมมีพระมัสสุ สิงห์สำริด เศียรพระโพธิสัตว์ ยอดเจดีย์จำลอง เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : โรงพิมพ์ สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐.
______________. ศิลปะไทย ภายใต้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละ. นนทบุรี : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด. ๒๕๕๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
โบราณสถานวัดสุวรรณคีรีวิหาร
วัดสุวรรณคีรีวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เดิมมีชื่อว่า “วัดสุวรรณคีรีทาราม” สร้างขึ้นโดยพระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง ณ ระนอง) บริเวณริมหาดส้มแป้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองฝั่งทะเลตะวันตก ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ทรงเห็นว่าวัดสุวรรณคีรีทารามประสบภัยธรรมชาติเป็นวัดร้าง จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) เจ้าเมืองระนอง ดำเนินการสร้างวัดนี้ขึ้นใหม่แทน ณ สถานที่ปัจจุบัน พร้อมกับได้พระราชทานนามว่า “วัดสุวรรณคีรีวิหาร” ปรากฏตามพระบรมราชโองการ ฉบับวันที่ ๒ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ. ๒๔๓๗) ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดหน้าเมือง”
สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ เจดีย์ ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะพม่า ชื่อว่า “พระเจดีย์ดาธุ” สูงประมาณ ๘ เมตร ฐานด้านล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๗ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานแปดเหลี่ยม ประกอบไปด้วยชุดฐานบัวซ้อนกัน ๓ ชั้น มีซุ้มจระนำขนาดเล็กอยู่ทั้ง ๔ ทิศ และซุ้มพระขนาดเล็กที่มุมทั้ง ๔ ด้าน ถัดขึ้นไปเป็นส่วนองค์ระฆังที่ตกแต่งด้วยเส้นคาดกลางองค์ (รัดอก) ถัดจากองค์ระฆังขึ้นไปเป็นปล้องไฉน คล้ายลูกแก้วซ้อนกันหลายชั้น ส่วนยอดทำเป็นบัวคว่ำบัวหงายรองรับปลียอดแล้วครอบด้วยฉัตรซึ่งทำด้วยทองเหลืองและประดับเพชรที่ฉัตรตามศิลปะแบบพม่า ภายในเจดีย์บรรจุเครื่องประดับที่มีค่า
สิ่งสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ศาลาการเปรียญ มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี เป็นอาคารโถง ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นด้านหน้า มีผนังโปร่งเตี้ย ๆ ประดับด้วยลูกกรงปูน เสาอาคารเป็นเสาปูนสี่เหลี่ยมประดับบัวหัวเสาเรียบทั้งด้านบนและด้านล่าง รองรับโครงสร้างหลังคาไม้มุงกระเบื้องซ้อนชั้นอย่างเรียบง่าย ประดับเชิงชายด้วยไม้ฉลุโดยรอบ และพื้นปูด้วยกระเบื้องพิมพ์ลายแบบโบราณ
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๓๓ ง วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ พื้นที่ ก. (บริเวณเจดีย์) เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๔๔ ตารางวา และพื้นที่ ข. (บริเวณศาลาการเปรียญ) เนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๑๙.๒๗ ตารางวา
เรียบเรียง นางสาวสิริยุพน ทับเป็นไทย นักโบราณคดีปฏิบัติการ
กราฟฟิค นายทัศพร กั่วพานิช จ้างเหมาปฏิบัติงานรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการด้านวัฒนธรรม
เอกสารอ้างอิง
กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๓. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๗.
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดระนอง. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๔.
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประพาสทางบก ทางเรือ รอบแหลมมลายู รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๙ เล่ม ๑. พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๗.
นภัคมน ทองเฝือ. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช, ๒๕๖๓.
กาน้ำชา พร้อมฝา
แบบศิลปะ : รัตนโกสินทร์
ขนาด : ปากกว้าง 5.5 เซนติเมตร สูง 22.8 เซนติเมตร, ศูนย์กลางฝา 7.4 เซนติเมตร สูงฝา 24.6 เซนติเมตร
อายุสมัย : อายุราว พุทธศักราช 2300 - 2400
ลักษณะ : รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงกระบอก มีขา 4 ขา หูทองเหลือง
สถานที่จัดแสดง : ห้องจัดแสดงอัฐบริขาร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/inburi/360/model/06/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/inburi
โบราณสถานวัดบ้านเจียง ตั้งอยู่ภายในวัดบ้านเจียงด้านทิศตะวันตก เดิมเรียกว่า "วัดปราสาท" มีโบราณสถานวางตัวตามแนวทิศตะวันออก - ตะวันตก ประกอบด้วยเจดีย์และวิหาร เจดีย์เป็นทรงปราสาทยอดระฆัง มีส่วนฐานบัวคว่าบัวหงายแบบล้านนา รองรับส่วนเรือนธาตุยกเก็จประดับซุ้มจระนาทั้งสี่ด้าน กรอบซุ้มจระนาตกแต่งเป็นวงโค้งประดับมกรคายนาคที่ปลายวงโค้ง เหนือขึ้นไปเป็นชุดบัวคว่า - บัวหงาย รองรับชุดหน้ากระดานแปดเหลี่ยม ส่วนยอดพังทลาย รอบฐานเจดีย์พบหลักฐานเป็นลานประทักษิณล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน วิหารอยู่ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วิหารคงเหลือองค์ประกอบเพียงโถงประธานและฐานชุกชี
จากรูปแบบเจดีย์ วิหาร และโบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้น - ขุดแต่งทางโบราณคดี พุทธศักราช ๒๕๖๔ อาทิ เครื่องถ้วยเนื้อแกร่งจากแหล่งเตาภาคเหนือ (แหล่งเตาพาน จังหวัดเชียงราย และแหล่งเตา สันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่) กาหนดอายุโบราณสถานวัดบ้านเจียง (เจดีย์ - วิหาร) ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ -๒๒ หรือประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ ปีมาแล้ว
Wat Ban Jiang Monument is located on the west side of Ban Jiang Temple. It was originally called "Wat Prasat". The ancient ruins are oriented east to west and consist of the principal chedi and vihara. The principal chedi is Stupa in prasat form with bell-shaped on top . The lowest part of this chedi is an Lanna lotus-based style which supports the chedi’s square indented body. Each side of the body features a curved shape with the Makara disgorges the Naga decoration at the end of curved roof above the niche. The upper part of the niche is a set of octagonal shaped. Unfortunately, the top of the chedi collapsed. A circumambulatory path surrounds the chedi. The vihara is on the east of the chedi which is rectangular shape. This vihara remains a feature of main hall and a brick pedestal supporting the principal Buddha image.
According to the architectural styles and archaeological evidence by archaeological excavations in 2021, stone wares were found which indicates that they were produced in the Northen Ceramics Kilns (Phan Kiln in Chiang Rai Province and San Kamphaeng Kiln in Chiang Mai Province). Wat Ban Jiang Monument can be dated between the 16th – 17th century or approximately 300 – 400 years ago.
เทศบาลตำบลบางสวรรค์ จ.สุราษฎร์ธานี (เวลา 13.00 น.) จำนวน 88 คนวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ น. ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จากเทศบาลตำบลบางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน ๘๐ คน เข้าศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีนายธิริทธิ์ เรืองทวีทรัพย์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ และว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม ตำแหน่งพนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ปิดให้บริการชั่วคราว 23 - 25 สิงหาคม 2567 (หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย)
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ปิดให้บริการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 23 - 25 สิงหาคม 2567 (หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย) เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เมืองน่าน ส่งผลให้เส้นทางโดยรอบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน มีน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขออภัยมา ณ ที่นี้ -
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “พลับพลาเปลื้องเครื่อง อาคารฐานานุศักดิ์สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์” วิทยากร นายทัตพล พูลสุวรรณ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ - กันยายน ๒๕๖๘
กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา โดยกลุ่มโบราณคดี ขอเชิญชวนชาวนครราชสีมาเเละผู้สนใจ เข้ามาเยี่ยมชมหลุมขุดค้นทางโบราณคดี แหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน เเละเรียนรู้เรื่องราวของมนุษย์โบราณ ผ่านนิทรรศการ "สืบร่องรอยมนุษย์โบราณเมืองนครราชสีมา ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี" เปิดให้ชมทุกวันไปจนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ระหว่างเวลา 09.30 - 16.00 น. โดยมีนักโบราณคดีพร้อมเล่าเรื่องราวให้กับทุกท่าน
ทั้งนี้ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้เริ่มดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี แหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน จังหวัดนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา "ร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา" ซึ่งนับว่าเป็นโครงการต่อเนื่องมาตั้งเเต่ พ.ศ. 2567 โดยหลุมขุดค้นยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้เฉพาะกิจข้างหลุมขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อบอกเล่าองค์ความรู้ทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งกรมศิลปากรตั้งใจให้ชาวนครราชสีมา ตลอดจนผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมหลุมขุดค้น เเละเยี่ยมชมนิทรรศการไปพร้อม ๆ กัน ภายใต้แนวคิด "ต่อยอดวิชาการ ผสานชุมชน" โดยการขุดค้นจะดำเนินการระหว่างวันที่ 25 มกราคม -12 กุมภาพันธ์ 2568 หลังจากที่ดำเนินงานทางโบราณคดีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 วัน (25 - 28 มกราคม 2568) ซึ่งในขณะนั้นได้ขุดค้นถึงระดับความลึกที่ 100 - 120 เซนติเมตรจากผิวดิน นับเป็นชั้นดินสมมุติแรกที่เริ่มพบโครงกระดูกมนุษย์ ในวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก โดยผลจากการกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์แหล่งเมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน พบว่าร่องรอยของมนุษย์โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณโนนพลล้านนั้น มีอายุอยู่ในช่วง 2,400 - 1,500 ปีมาแล้ว ซึ่งการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข 1 ร่วมกับภาชนะดินเผาแบบพิมายดำ และแวดินเผา ในปีนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของร่องรอยมนุษย์โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานทางโบราณคดีต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ผู้สนใจสามารถมาส่งกำลังใจในการขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์กันได้ ณ แหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4447 1518
-------------------------------------------------*ที่มาของข้อมูล: Facebook กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา https://www.facebook.com/ArchaeoFAD10
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 64/6หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 28 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55.5 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อผู้แต่ง กองวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อเรื่อง วารสารวัฒนธรรมไทย (ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๖)
พิมพ์ครั้งที่ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์การศาสนา
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๖
จำนวนหน้า ๗๒ หน้า
รายละเอียด
วารสารวัฒนธรรมไทย ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๖ เนื้อหาภายในฉบับเสนอข่าวความเคลื่อนไหว หรือเกี่ยวกับการดำเนินงาน ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี ประเพณี คติธรรม และการจัดงาน ในบางโอกาส นอกจากนั้นยังมีบทความที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ตรุษ - สงกรานต์ ของหม่อมหลวงปีย์ มาลากุล โบราณสถานจังหวัดลพบุรี ของดำรง สุทธิโยธิน พิธีตัดจุก ของอุระคินทร์ และบทความคอลัมน์อื่นๆที่น่าสนใจ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 86/3หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 40 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54.5 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา