ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,200 รายการ
พิพิธภัณฑ์ (Museum) เป็นสถาบันสำคัญเพื่อการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ทำหน้าที่รวบรวม สงวนรักษา ศึกษาวิจัย และจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตัวอย่างพันธุ์พืชและสัตว์ เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้และสืบสานมรดกทางปัญญาของชาติ ประวัติศาสตร์การพิพิธภัณฑ์ของโลกบันทึกไว้ว่าในหลายประเทศพิพิธภัณฑ์ได้ถือกำเนิดจากความสนใจในการเก็บรวบรวมวัตถุต่างๆ ของผู้นำประเทศหรือชนชั้นปกครอง พิพิธภัณฑ์ในระยะแรกจึงมีที่ตั้งอยู่ในพระราชวังหรือคฤหาสน์ในเมืองสำคัญ
สำหรับประเทศไทยนั้น การกำเนิดพิพิธภัณฑ์มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และพัฒนาต่อเนื่องอย่างเป็นระบบในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยแรกเริ่มพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรวบรวมสิ่งของโบราณที่ได้จากการเสด็จประพาสหัวเมืองและเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศมาจัดแสดงไว้สำหรับพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทอดพระเนตร ณ พระที่นั่งราชฤดี ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจัดแสดงไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งใช้เป็นท้องพระโรงรับราชทูตและทูตต่างประเทศ และให้นำสิ่งของจากพระที่นั่งราชฤดีมาจัดแสดงที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แม้จะเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดแสดงที่เปิดให้บุคคลอื่นเข้าชม นอกจากนี้ยังทรงเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดส่งสิ่งของที่เป็นผลผลิตแห่งฝีมือคนไทยไปร่วมจัดแสดงสินค้าโลกและนิทรรศการในต่างประเทศหลายครั้ง เช่น การแสดงพิพิธภัณฑ์นานาชาติที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2404 การแสดงพิพิธภัณฑ์นานาชาติที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2409 เป็นต้น การส่งสิ่งของไปจัดแสดงในต่างประเทศไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับชาติตะวันตกของคนไทยให้กว้างขึ้นด้วย
ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “หอมิวเซียม”ณ หอคองคอเดีย (ปัจจุบันคือศาลาสหทัยสมาคม) ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่สำหรับสโมสรทหารมหาดเล็กในพระองค์ โดยได้นำศิลปโบราณวัตถุต่างๆ จากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในพระบรมมหาราชวังมาจัดแสดง และมีพิธีเปิดหอมิวเซียม เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ซึ่งต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปี เป็น “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” จึงนับได้ว่าหอมิวเซียมที่ตั้งอยู่ ณ หอคองคอเดียนี้เป็นพิพิธภัณฑ์หลวงสำหรับประชาชนแห่งแรกของไทย ซึ่งในด้านการบริหารจัดการ ขณะนั้นได้มีระบบการจัดเก็บและจัดแสดงที่มีกระบวนการที่เป็นระเบียบมากขึ้น มีการจัดทำบัญชีศิลปโบราณวัตถุ และการจัดแบ่งเนื้อหาของศิลปวัตถุในการจัดแสดงเพื่อให้เกิดความเข้าใจในหมู่ผู้ชมมากยิ่งขึ้น
ต่อมาใน พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายหอมิวเซียมจากหอคองคอเดียไปไว้ในพระที่นั่งตอนหน้าของพระราชวังบวรสถานมงคล เรียกกันว่า “พิพิธภัณฑ์วังหน้า” หรือ “มิวเซียมหลวงที่วังหน้า” และต่อมาได้พัฒนาเป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ในปัจจุบัน
กิจการพิพิธภัณฑ์ไทยได้มีพัฒนาการและมีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ โดยพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณและเป็นองค์อุปถัมภ์ในทุกรัชกาล ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอยู่ในการกำกับดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการอนุรักษ์ พัฒนา สืบสาน สร้างสรรค์ และเผยแพร่งานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ
การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยถือเป็นพัฒนาการสำคัญทางด้านการอนุรักษ์และการจัดการองค์ความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ อย่างไรก็ตามการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไทยมิได้มีเพียงบทบาทด้านการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวของสยามเพื่อความมั่นคงของพระราชอาณาจักรในสภาวการณ์ขณะนั้นที่บรรยากาศการล่าอาณานิคมแผ่ปกคลุมทั่วทั้งภูมิภาค โดยการใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความมีอารยธรรมของชาติที่มีการสั่งสมองค์ความรู้ต่างๆ รวมไปถึงการเปิดกว้างสู่สากล ตลอดจนเป็นต้นแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อสาธารณชนในเวลาต่อมา
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
ปรีดี ปลื้มสำราญกิจ. พิพิธภัณฑ์: แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2568, จาก https://so06.tci- thaijo.org/index.php/tla_bulletin/article/view/132631
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่ของวังหน้า. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2568, จาก https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna- palace/
“รถไฟจำลอง” ความรู้ใหม่ของสยาม เครื่องราชบรรณาการจากควีนวิกตอเรียแห่งอังกฤษ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2568, จาก https://www.silpa-mag.com/old-photos-tell- the-historical-story/article_36917
ส่งศรี ประพัฒน์ทอง. พระมหากษัตริย์ไทยกับการพิพิธภัณฑ์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2541.
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. อาไคฟ ขอให้เก็บให้จงดี. กรุงเทพฯ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2567.
เอนก นาวิกมูล. แรกมีในสยาม ภาค 1. กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2559.
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง "250 ปีเมืองร้อยเอ็ด" ร่วมเรียนรู้เรื่องเมืองร้อยเอ็ด เมืองที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าจดจำ จัดแสดงตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด พิเศษ! สำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการ 500 ท่านแรก จะรับของที่ระลึกพวงกุญแจโหวด ฟรี!! เปิดทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00 - 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4351 4456 หรือ Facebook : Roi-Et National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
เรื่อง วัดมหาธาตุ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
ผู้เรียบเรียง : นายอภิรัตน์ บุตรวงษ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผู้ควบคุมงาน: นายกฤษณพงศ์ พูนสวัสดิ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
#หนังสือดีถิ่นเฮา ขอนำเสนอหนังสือเรื่อง “#นิทานพื้นบ้านในจังหวัดสุรินทร์_ศรีสะเกษ”
.
หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านจากพื้นที่อีสานใต้ ที่สะท้อน ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความคิดของผู้คนในท้องถิ่น นิทานเหล่านี้เคยถูกเล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเล่าปากต่อปาก ก่อนจะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า
.
ภายในเล่มเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีตัวละครหลากหลาย ทั้งมนุษย์ สัตว์ และสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ละเรื่องสะท้อน อารมณ์ ความคิด และจินตนาการของผู้คนในอดีต บางเรื่องแฝงข้อคิดเกี่ยวกับความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งเป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ ขณะเดียวกันก็สร้างความสนุก เพลิดเพลิน และชวนให้ผู้อ่านจินตนาการไปกับเรื่องราว
.
นิทานพื้นบ้านเหล่านี้ยังเปรียบเสมือน “กระจกสะท้อนสังคม” ที่ช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมของชุมชนในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้บางตอนจะคงสำนวนภาษาดั้งเดิมไว้เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของเรื่องเล่า แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ผู้อ่านได้สัมผัสบรรยากาศของนิทานพื้นบ้านอย่างแท้จริง
.
หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจ วรรณกรรมพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวัฒนธรรมอีสาน รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และผู้อ่านทั่วไปที่อยากเรียนรู้รากเหง้าทางความคิดของผู้คนในอดีต ผ่านเรื่องเล่าที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความหมาย
.
หากท่านใดสนใจอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ สามารถเข้ามาอ่านได้เลยที่ #ห้องค้นคว้า ชั้น 2 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา หรืออ่านออนไลน์ได้ที่ https://www.finearts.go.th/nlt-korat/view/25375
.
บรรณานุกรม
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ วิทยาลัยครูสุรินทร์. นิทานพื้นบ้านในจังหวัดสุรินทร์ - ศรีสะเกษ. กรุงเทพฯ: กรุงสยามการพิมพ์, 2527.
เลขเรียกหนังสือ: ท 398.2 ส861น
.
แนะนำโดย นายวรธน พึ่งเฮง เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน
กราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
#NLTKORAT #นิทานพื้นบ้าน #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #วรรณกรรมพื้นบ้าน #หนังสือท้องถิ่น #อีสาน #ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ #หนังสือแนะนำ #หนังสือน่าอ่าน #แนะนําหนังสือน่าอ่าน
กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชม “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุกและได้ความรู้จากกรมศิลปากร วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 - 15.00 น. ในตอน “เพชรบุรี...มีกลอง @แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” ร่วมพูดคุยไปกับ นายณฤริท ธนูศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กองโบราณคดี และนางสาวกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี รับชมได้ผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d
“ศิลป์ stories“ รายการ Podcast ที่สนุก และได้ความรู้จากกรมศิลปากร กำหนดออนไลน์ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 14.00 - 15.00 น. เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2569
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 10 ฉบับที่ 632 (10 ธ.ค.2511)ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2511ลักษณะวัสดุ 12 หน้า. : กว้าง 40 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.ภาษา ไทย
การแผ่ขยายลัทธิล่าอาณานิคมและอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกเข้ามาในภูมิภาคตะวันออก ในรัชสมัยสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่่หัว (รัชกาลที่ ๔) เป็นต้นมา ส่งผลให้ประเทศไทยหรือสยามในเวลานั้นดำเนินวิเทโศบายเพื่อรับมือผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง โดยเรียนรู้วิทยาการความเจริญ ตามแนวคิดชาวตะวันตกและเลือกนำเข้ามาใช้ในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความเจริญทัดเทียมกัน “พิพิธภัณฑ์” เป็นวิทยาการแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่่หัวทรงศึกษาเรียนรู้ แล้วทรงรับเอาแนวความคิดการสะสม และเริ่มจัดแสดงสิ่งของมีค่าได้แก่ โบราณวัตถุุ เครื่องราชบรรณาการ ของแปลกและทรัพยากรทางธรรมชาติ ณ พระที่นั่งราชฤดี เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ต่อมาจึงโปรดเกล้าให้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งแรกคือ “พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์” แล้วย้ายวัตถุุสะสมมาจัดแสดงที่ใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ เรียกว่า “Royal Museum” เมื่อพ.ศ. ๒๔๐๒ เพื่อใช้เป็นสถานที่่ต้อนรับอาคันตุกะชาวตะวันตก เพื่อแสดงให้ชาวตะวันตกเห็นว่าสยามเป็นดินแดนที่มีความ ซิวิไลซ์ ทัดเทียมนานาประเทศ ด้วยมีแนวคิดการสะสมวัตถุุที่มีคุุณค่าทางจิตใจและปัญญา แสดงถึงรสนิยม และภูมิรู้ของผู้สะสมเช่นเดียวกับชาวตะวันตก
พระบาทสมเด็จพระจุุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่่ ๕) ทรงสืบต่อพระบรมราโชบายการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์จากพระราชบิดา พัฒนาพิพิธภัณฑ์ ให้เป็นสถาบันเผยแพร่อารยธรรมของชาติ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์สำหรับประชาชน เฉกเช่นพิพิธภัณฑ์ในทวีปยุุโรป ณ หอคองคอเดีย หรือ ศาลาสหทัยสมาคมในปัจจุุบัน จัดแสดงวัตถุุสะสมซึ่งย้ายมาจากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคของหลวง ของแปลก ของมีค่า และสิ่งของจากห้างร้านของ ชาวยุุโรป โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ วันนี้จึงถือเป็นวันกำเนิด พิพิธภัณฑ์สำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย และเมื่อวันที่๑๖ พฤษภาคม .ศ. ๒๕๓๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ ๑๙ กันยายน ของทุกปีเป็น “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” สืบต่อมา
กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานของรัฐบาลที่่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติิ จึงได้จัดกิิจกรรมเฉลิมฉลองวันสำคัญของพิพิธภัณฑ์ไทย เพื่อเผยแผ่่กิจการพิพิธภัณฑ์ของประเทศไทย สื่อสารให้สังคมตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งเรียนรู้ของชาติ สืบเนื่องมาตั้งแต่่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงปัจจุุบัน โดยในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๙ กรมศิลปากรเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้คนไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อันเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาของประชาชน
ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๙ และชมความก้าวหน้าของพิพิธภัณฑ์ไทย ในฐานะแหล่งศึกษาและเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ รวม ๔๒ แห่ง
๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
๒. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
๓. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก
๔. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี
๕. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์
๖. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
๗. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี
๘. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
๙. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
๑๐. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย
๑๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า
๑๒. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์
๑๓. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
๑๔. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
๑๕. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี
๑๖. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก บรมชนกชลพัฒน์
๑๗. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์
๑๘. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี
๑๙. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
๒๐. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พาณิชย์นาวี
๒๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
๒๒. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก
๒๓. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
๒๔. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช
๒๕. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
๒๖. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน
๒๗. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย
๒๘. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน
๒๙. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
๓๐. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง
๓๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
๓๒. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
๓๓. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
๓๔. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
๓๕. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
๓๖. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
๓๗. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล
๓๘. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส
๓๙. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
๔๐. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร
๔๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
๔๒. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง
ชื่อเรื่อง : ประวัติพระยาพิชัยดาบหัก ต้นสกุล”วิชัยขัทคะ” ผู้แต่ง : ทิว วิชัยขัทคะ ปีที่พิมพ์ : 2532 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : ส.ทรัพย์การพิมพ์ ประวัติพระยาพิไชยดาบหัก ต้นสกุล “วิชัยขัทคะ” เป็นหนังสือ ประวัติวีรกรรม 41 ปี แห่งชีวิตพระยาพิชัยดาบหัก โดยย่อ ตั้งแต่ชีวิตเริ่มต้นชีวิตวัยรุ่น ชีวิตผจญภัย ชีวิตวัยหนุ่ม ชีวิตร่วมทำสงครามสู้รบกอบกู้เอกราชในฐานะทหารเอกคู่พระทัยพระเจ้าตากสินมหาราช และชีวิตอวสาน
โบราณสถานในเขตกำแพงเมืองชั้นใน
ชื่อโบราณสถาน วัดมหาธาตุ
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองสุโขทัย ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๐ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย สุโขทัย
ลักษณะและสภาพ วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สำคัญของสุโขทัยมาแต่โบราณ เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองสุโขทัย พื้นที่บริเวณวัดกว้าง ยาว ด้านละ ๒๐๐ เมตร มีพระเจดีย์มหาธาตุรูปดอกบัวตูมหรือพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นหลักของวัด ภายในรายรอบไปด้วยเจดีย์แบบต่างๆ ฐานวิหาร ฐานโบสถ์ และซุ้มคูหาพระพุทธรูป ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้
๑. เจดีย์มหาธาตุ เป็นเจดีย์ประธานตั้งอยู่กลางวัด ลักษณะรูปทรงแบบดอกบัวตูมหรือพุ่มข้าวบิณฑ์ ตั้งอยู่บนชั้นแว่นฟ้า ๓ ชั้น รอบฐานชั้นล่างสุดมีปูนปั้นรูปพระสาวกเดินพนมมือโดยรอบ ขนาดของฐานเจดีย์ กว้างยาวด้านละ ๒๗ เมตร สูง ๒๙ เมตร บนฐานอันเดียวกันโดยรอบมีปรางค์ ๔ องค์ ตั้งอยู่ด้านหน้าเจดีย์ทั้ง ๔ ทิศ และบริเวณที่มุม ทั้ง ๔ ทิศ มีเจดีย์ทรงปราสาทแบบศรีวิชัยผสมลังกา ๔ องค์ ตั้งอยู่เป็นเจดีย์บริวารของเจดีย์ประธาน
๒. เจดีย์รายแบบต่างๆ รายรอบภายในบริเวณวัด จำนวน ๒๐๐ องค์
๓. ฐานวิหาร ขนาดต่างๆกัน ๑๐ แห่ง ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดวิหารที่สำคัญมีขนาดใหญ่ ได้แก่ วิหารพระศรีศากยมุนี ตั้งอยู่ด้านหน้า หรือตะวันออกของเจดีย์พระมหาธาตุ
๔. ซุ้มคูหา จำนวน ๘ ซุ้ม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ตั้งอยู่ทั่วไปในวัด
๕. ฐานโบสถ์ ตั้งอยู่ด้านเหนือของเจดีย์มหาธาตุ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๕ เมตร ก่อด้วยอิฐ
๖. สระน้ำ ๔ สระ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตก
๗. กำแพงแก้ว ก่อด้วยอิฐ ล้อมรอบบริเวณวัดทั้ง ๔ ด้าน กว้างยาวด้านละ ๒๐๐ เมตร
ประวัติ วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนต้น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พุทธศักราช ๑๘๓๕ (หลักที่ ๑ ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒๓ –๒๖) ได้กล่าวว่า “กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปอันราม” ที่วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัยนี้จะพบว่ามีพระเจดีย์มหาธาตุเป็นเจดีย์ประธานของวัด และยังมีปรางค์เจดีย์อื่นๆมากมาย
ภายในวิหารหลวง ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดแบบสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๖.๒๕ เมตร พระมหาธรรมราชาลิไทโปรดฯ ให้หล่อขึ้นและทำการฉลองในปี พ.ศ. ๑๙๐๔ มีความบางตอนจากศิลาจารึกกล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้ด้วยเช่นกัน จากศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาไทย หลักที่ ๑ พุทธศักราช ๑๙๐๔ (หลักที่ ๕ ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๘ –๑๓) กล่าวไว้ว่า
“เมื่อแล้วออกพรรษา จึงกระทำมหาทานฉลองพระสัมฤทธิ์อันหล…ตนพระพุทธเจ้าเราอันประดิษฐานกลางเมืองสุโขทัย ซึ่งลวงตะวันออกพระศรีรัตนมหาธาตุนั้น ฉลองสดับธรรมทุกวัน ถ้วนร้อยวัน”
ยังมีข้อความบางตอนบันทึกไว้ในจารึกกรุงสุโขทัยกล่าวถึงเชิงประวัติศาสตร์โบราณสถานแห่งนี้อีก จากศิลาจารึกวัดศรีชุม ประมาณพุทธศักราช ๑๘๘๔-๑๙๑๐ (หลักที่ ๒ ด้าน ๒ บรรทัดที่ ๒๑ –๓๕) ความว่า
“พระศรีราชจุฬามุนีเป็นเจ้าพยายามให้แผ้วแล้วจึงก่ออิฐขึ้นเจ็ดวา สทายปูนแล้วบริบวรณพระธาตุหลวงก่อใหม่เก่าด้วยสูงได้ร้อยสองวาขอมเรียกพระธมนั้นแล๐ สถิตครึ่งกลางนครพระกฤษณ์๐ เมื่อจักสทายปูนในกลางป่านั้นหาปูนยากหนักหนา หาปูนมิได้ พระศรีราชจุฬามุนีเป็นเจ้า จึงอธิษฐานว่าดังนี้…กูแลยังจักได้ตรัสแก่สรรเพญุเดญาณเป็นพระพุทธจริงว่าไซร้ จงให้พบปูน ครั้นกูอธิษฐานบัดแมงแห่งนั้นดายกลายพบโป่งปูน อนึ่งทายาดหนักหนา เอามาสทายพระธาตุก่อใหม่เก่าแล้วเอามาต่อพระพุทธรูปหินอันหักอันพังบริบวรณแล้ว ปูนก็ยังเหลือเลย๐ พระมหาธาตุหลวงนั้นกระทำปาฏิหาริย์อัศจรรย์หนักหนา และมีพระธาตุอันใหญ่ล้อมหลายแก่กม๐ ก่อทั้งมหาพิหารใหญ่ด้วยอิฐเสร็จบริบวรณแล้ว จึงไปสืบค้นหาเอาพระพุทธรูปหินเก่าแก่แต่บูราด้วยไกล ชั่วสองสามคืน เอามาประดิษฐานไว้ในมหาพิหารลางแห่งได้คอได้ตน ลางแห่งได้ผมได้แขนได้อก ลางแห่งได้หัวตกไกล แลสี่คนหาม เอามาจึงได้๐ ลางแห่งได้แข้งได้ขา ลางแห่งได้มือได้ตีน ย่อมพระหินอันใหญ่ ชักมาด้วยล้อเกวียน เข็นเข้าในมหาพิหารเอามาต่อติดประกิดด้วยปูน มีรูปโฉมพรรณอันงามพิจิตรดังอินทรนิรมิตเอามาประกิดชิดชนเป็นตนพระพุทธรูป อันใหญ่ อันถ่าว อันรามงามหนักหนา เอามาไว้เต็มในมหาพิหารเรียงหลายถ่อง ช่องงามหนักหนาแก่กม…..”
วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สำคัญและเป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองสุโขทัย ดังนั้นจึงเป็นจุดศูนย์รวมทั้งงานด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในสมัยสุโขทัยที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ในบริเวณวัดมหาธาตุนี้ ได้จบจารึกจำนวน ๓ หลักด้วยกัน จารึกหลักแรกคือ ศิลาจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด พุทธศักราช ๑๙๓๕ อักษรไทยสุโขทัย พบบริเวณริมเสาเบื้องขวาหน้าวิหารหลวง ด้านหลังวิหารสูง วัดสองมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย หลักที่สองคือ ศิลาจารึกเจดีย์น้อย พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ อักษรสุโขทัย-ขอมสุโขทัย ภาษาไทย-สันสกฤต พบที่เจดีย์น้อย ด้านหน้าเจดีย์ ๕ ยอด วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และหลักที่สามคือ จารึกลานทองสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณิ พุทธศักราช ๑๙๑๙ อักษรไทยสุโขทัย-ธรรมล้านนา ภาษาไทย-บาลี พบบริเวณฐานพระประธานในอุโบสถ วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทำเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘
๒. ขุดแต่งบูรณะ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๖
๓. บูรณะครั้งต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๑
๔. บูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๒๖
ชื่อโบราณสถาน เนินปราสาท
ที่ตั้ง อยู่ภายในสุโขทัยเก่า บริเวณทิศตะวันออกของวัดมหาธาตุโดยห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๐ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย สุโขทัย
ลักษณะและสภาพ บริเวณเนินปราสาทนั้นเป็นพื้นที่ที่เป็นเนินดินที่มีระดับสูงกว่าทุกแห่งภายใน กำแพงเมืองสุโขทัย มีขนาดกว้างยาวด้านละ ๒๐๐ เมตร ภายในบริเวณพื้นที่ มีฐานโบราณสถานอยู่ ๑ แห่ง เป็นฐานก่ออิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รอบขอบฐานที่บัวเส้นลวดและหน้ากระดาน บางแห่งฉาบปูนไว้ เรียกกันว่า เนินปราสาท ขนาดของฐานกว้าง ๒๗.๕๐ เมตร ยาว ๕๑.๕๐ เมตร สูง ๒.๕๐ เมตร และนอกจากนี้ภายในบริเวณนี้ยังมีสระน้ำอยู่อีก ๒ สระ ในบริเวณใกล้ๆ กับเนินปราสาทด้วย จากการขุดแต่ง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้พบชิ้นส่วนศีรษะของรูปตุ๊กตาสำริดและชิ้นส่วนของตุ๊กตาหินรูปสิงโตที่บริเวณใกล้ฐานของโบราณสถานด้วย
ประวัติ ประวัติของโบราณสถานแห่งนี้มีความบางตอนจากศิลาจารึกกรุงสุโขทัยได้ กล่าวอ้างไว้ความตอนหนึ่งจากศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร (หลักที่ ๔ ด้าน ๒ บรรทัดที่ ๓๘-๕๕) กล่าวเป็นเชิงประวัติไว้ว่า “ค่ำวันนั้นพระบาทกัมรเดงอัญศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราชก็สมาทานศีลเป็นดาบสเพศ เฉพาะพระเนตรพระพุทธรูปทอง ที่ประดิษฐานอยู่บนพระราชนมเทียรและเสด็จไปนมัสการบูชาทุกวัน แล้วจึงอาราธนาพระมหาสามีสังฆราช พระเถรานุเถรภิกษุสงฆ์ทั้งหลายขึ้นบนปราสาทราชมนเทียรทอง จึงบวชเป็นสามเณร เมื่อเวลาจะบวชของศีลนั้นพระบาทกัมรเดงอัญศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช เสด็จยืนขึ้นยกอัญชลีนมัสการพระพุทธรูปทอง และพระไตรปิฎกที่เก็ฐไว้บนราชมนเทียร…อธิษฐานบวชแล้วจึงทรงเสด็จลงจากปราสาททองบทจรไปถึงป่ามะม่วง...”
ยังมีข้อความอีกตอนหนึ่งจากศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาไทยหลักที่ ๑ พุทธศักราช ๑๙๐๔ กล่าวไว้อีกว่า
“พระยาศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช...หากสมาทานทศศีลเป็นดาบส...หน้าพระพุทธรูปทองอันประดิษฐานไว้เหนือราชมนเทียรอันตนแต่ง...วันนั้นแล แล้วจึงอัญเชิญมหาสามีสังฆราชด้วยเถรานุเถรภิกษุสงฆ์ทั้งหลายขึ้นเมื่อเถิงราชมนเทียร..องจึง...บวชเป็นสามเณรที่นั้นเมื่อจัก...ศีลนั้น พระยาศรีสุริ(ย)พงศ์ราม(มหา)ธรรมราชาธิราชจึงจักยืนยอมือนบพระพุทธทองนบทั้งพระปิฎกไตร...บ ไว้ที่นั้น นบทั้ง มหาสามีสังฆราช จึงจักอธิษฐานว่าดังนี้ด้วย”
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาที่เนินปราสาทแห่งนี้ พบศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง มีลักษณะเป็นแท่งศิลารูปสี่เหลี่ยม มียอดแหลมมนสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร และพระแท่นมนังคศิลาบาตรทำด้วยหินอ่อนกว้าง ๑.๒๐ เมตร ยาว ๑.๖๐ เมตร หนา ๓ เซนติเมตร ปัจจุบันนี้ศิลาจารึกดังกล่าวจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ส่วนพระแท่นมนังคศิลาบาตรอยู่ที่วิหารยอด ข้างปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๒. ขุดแต่งและบูรณะครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๖
๓. ขุดแต่งและบูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๐
๔. บูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๖
ชื่อโบราณสถาน วัดศรีสวาย
ที่ตั้ง อยู่ภายในกำแพงเมือง ทางทิศใต้ของวัดมหาธาตุระยะทางประมาณ ๓๕๐ เมตร ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๐ ลิปดา ๕๓ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๒๐ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ลักษณะและสภาพ เดิมเป็นเทวสถาน สร้างก่อนสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ต่อมาภายหลังดัดแปลงเป็นวัดในพระพุทธศาสนา โบราณสถานประกอบด้วย
๑. ปรางค์ ๓ องค์ ฐานก่อด้วยศิลาแลง และตอนบนก่อด้วยอิฐ หันหน้าไปทางทิศใต้ ฐานกว้างด้านละ ๖.๕๐ เมตร
๒. วิหาร ๒ ตอน ตั้งอยู่ด้านหน้าหรือทิศใต้ของปรางค์ ๓ องค์ เป็นวิหารที่ก่อด้วยอิฐและเสาศิลาแลง ฐานกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๒ เมตร
๓. กำแพงแก้ว ล้อมรอบปรางค์ ๓ องค์ และส่วนหนึ่งของวิหารตอนในไว้ กว้าง ๓๔ เมตร ยาว ๔๔ เมตร
๔. กำแพงวัด ก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบโบราณสถานภายในไว้ทั้งหมดพื้นที่กว้าง ๑๐๖.๕๐ เมตร ยาว ๑๑๗.๕๐ เมตร และมีซุ้มประตูทางเข้าทางทิศใต้หรือด้านหน้าของวัด
๕. สระน้ำ จำนวน ๑ สระ อยู่ภายในเขตกำแพงวัด เป็นสระกว้างและยาว โอบล้อมโบราณสถานกลุ่มปรางค์ ๓ องค์ และวิหารอยู่ทางด้านทิศเหนือและตะวันออก
๖. ฐานวิหาร ก่อด้วยศิลาแลง อยู่ภายในบริเวณวัด แต่อยู่ภายนอกกำแพงแก้วทางด้านทิศตะวันตก กว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร จำนวน ๑ ฐาน
ประวัติ ชื่อ “วัดศรีสวาย” ไม่ปรากฏในศิลาจารึก วัดศรีสวายสร้างขึ้นรายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่า วัดนี้เดิมคงเป็นเทวสถานและคงมีชื่อเรียกว่า “ศรีศิวายะ” ซึ่งหมายถึงพระศิวะ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระมงกฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสและทรงพบรูปพระสยม “พระศิวะ” ในวิหารและหลักไม้ปักอยู่ในโบสถ์ซึ่งทรงสันนิษฐานไว้ว่า “เดิมคงเป็นโบสถ์พราหมณ์ใช้ในพิธีโล้ชิงช้า(ตรียัมปวาย)” บริเวณรอบนอกองค์ปรางค์ มีคูน้ำล้อมรอบด้านหลัง ชาวบ้านเรียกว่า “สระลอยบาป” ตามลัทธิพราหมณ์ เพราะลัทธิพราหมณ์ถือว่าทุกคนมีบาป ปีหนึ่งๆจะต้องทำพิธีลอยบาปหรือล้างบาปกันครั้งหนึ่ง
ในเวลาต่อมาวัดนี้กลายเป็นวัดในพระพุทธศาสนา มีการพบพระพุทธรูปแบบศิลปะลพบุรีด้วย
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๒. ขุดแต่งและบูรณะ พ.ศ. ๒๔๙๖
ชื่อโบราณสถาน วัดสระศรี
ที่ตั้ง อยู่ในกำแพงเมืองด้านทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ระยะทางประมาณ ๓๕๐ เมตร โดยตั้งบนเกาะกลางตระพังตระกวน ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๑ ลิปดา ๑๒ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๑๘ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย สุโขทัย
ลักษณะและสภาพ เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดกลางตั้งอยู่บนเกาะกลางตระพังตระกวนหรือ สระน้ำขนาดใหญ่ โบราณสถานในวัดนี้ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ดังต่อไปนี้
๑. เจดีย์ทรงกลมแบบลังกาขนาดใหญ่ รูปทรงสมบูรณ์ถึงยอดมีฐานชั้นล่างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยกพื้นสูงเป็นฐานทักษิณ และมีระเบียงคดอยู่โดยรอบฐาน ฐานกว้างยาวด้านละ ๑๗.๒๐ เมตร ก่อด้วยอิฐ
๒. ฐานวิหาร อยู่ด้านหน้าหรือตะวันออกของเจดีย์ประธาน มีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานที่ฐานชุกชี วิหารกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๑ เมตร
๓. เจดีย์ขนาดเล็กแบบศรีวิชัยผสมลังกา มีซุ้มพระพุทธรูปอยู่ทั้ง ๔ ทิศ สภาพสมบูรณ์ ก่อด้วยอิฐ ฐานกว้างด้านละ ๔ เมตร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ประธาน
๔. ฐานเจดีย์รายขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทั่วไปโดยรอบ จำนวน ๕ องค์
๕. ฐานโบสถ์ ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กกลางน้ำ ด้านทิศตะวันออกของเกาะที่ตั้งกลุ่มโบราณสถานใหญ่ โดยมีสะพานไม้ข้ามต่อถึงกันได้ เป็นโบสถ์ขนาดกว้างยาวด้านละ ๑๐ เมตร มีเสมาหินปักโดยรอบ
๖. สระน้ำขนาดใหญ่ หรือตระพังตระกวน เป็นสระน้ำขนาดพื้นที่ประมาณ ๗๐ ไร่เศษ โดยมีเกาะที่ตั้งกลุ่มโบราณสถานอยู่ตรงกลาง เดิมมีถนนทางหลวงผ่ากลางสระ ปัจจุบันได้ขุดรื้อถนนออกไปแล้ว
ประวัติ ไม่ปรากฏชื่อวัดสระศรีในหลักฐานด้านเอกสารและศิลาจารึก
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๙๘
๒. ขุดแต่งและบูรณะ พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘
๓. บูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๘
๔. บูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๕
ชื่อโบราณสถาน วัดตระพังเงิน
ที่ตั้ง อยู่ภายในกำแพงเมือง ด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ หรือตั้งอยู่โดยรอบตระพังเงิน หรือสระน้ำขนาดใหญ่ด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ ในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
พิกัดทางภูมิศาสตร์ รุ้ง ๑๗ องศา ๐ ลิปดา ๕๕ พิลิปดาเหนือ
แวง ๙๙ องศา ๔๒ ลิปดา ๘ พิลิปดาตะวันออก
อายุสมัย สุโขทัย
ลักษณะและสภาพ เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดกลางที่สร้างในสมัยสุโขทัย ตั้งอยู่โดยรอบขอบสระน้ำหรือตระพังเงิน สมารถแบ่งสิ่งก่อสร้างในวัดตระพังเงินนี้ออกเป็น ๓ กลุ่ม มีรายละเอียดดังนี้
๑. กลุ่มที่หนึ่ง เป็นกลุ่มโบราณสถาน ที่ตั้งอยู่ริมขอบตระพังเงินด้านทิศตะวันตก ประกอบด้วย
๑.๑ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูม ที่ตั้งอยู่บนฐานสูงหลายชั้นซ่อนกันขึ้นมา โดยเฉพาะที่เรือนธาตุจะมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืน อยู่ทั้ง ๔ ทิศ สภาพสมบูรณ์ ขนาดกว้างของฐานด้านละ ๑๐.๕๐ เมตร
๑.๒ ฐานวิหาร ๗ ห้อง ตั้งอยู่ด้านหน้าหรือทิศตะวันออกของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ก่อด้วยอิฐ มีเสาศิลาแลง ที่ฐานชุกชีมีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่ ฐานกว้างประมาณ ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร
๑.๓ เจดีย์ทรงวิมาน ยอดหักมีซุ้มประพุทธรูปอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ก่อด้วยอิฐ กว้างด้านละ ๗.๕๐ เมตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์
๑.๔ ฐานเจดีย์รายขนาดเล็ก ๓ องค์
๑.๕ บ่อน้ำโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหาร
๑.๖ คูน้ำ เป็นแนวยาวโอบล้อมกลุ่มโบราณสถานนี้ไว้ทั้งสามด้าน คือ ด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต้ โดยคูน้ำกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ล้อมรอบพื้นที่ กว้างยาวด้านละประมาณ ๑๐๐ เมตร
๒. กลุ่มที่สอง อยู่ทางริมขอบตระพังเงิน ด้านทิศเหนือ ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้าง ดังต่อไปนี้
๒.๑ ฐานวิหารก่ออิฐ เสาก่อด้วยศิลาแลง มีฐานชุกชีสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดกว้างประมาณ ๘ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ตั้งอยู่กลางกลุ่มโบราณสถาน
๒.๒ ฐานกลุ่มเจดีย์รายขนาดต่างๆกัน และรูปทรงต่างๆตั้งอยู่โดยรอบฐานวิหารก่อด้วยอิฐ ได้รับการบูรณะแล้วทั้งหมดจำนวน ๘ ฐาน
๒.๓ ซุ้มประตูและแนวกำแพง อยู่ด้านทิศใต้ของฐานวิหารต่อริมขอบตระพังเงิน จำนวน ๑ แห่ง
๒.๔ ฐานวิหาร ริมขอบตระพังเงิน ด้านทิศเหนือและอยู่ทางทิศตะวันออกของกลุ่มโบราณสถานส่วนใหญ่ เป็นฐานก่ออิฐขนาดฐานกว้างประมาณ ๔ เมตร ยาว ๖ เมตร
๓. กลุ่มที่สาม ตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางตระพังเงิน มีโบราณสถาน ดังนี้
๓.๑ ฐานโบสถ์ ก่อด้วยอิฐและเสาศิลาแลง ขนาดของฐานกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๙ เมตร มีเสมาหินปักรอบแปดทิศ
๓.๒ ฐานเจดีย์รายขนาดเล็ด ๑ ฐาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของโบสถ์
๓.๓ บ่อน้ำโบราณ จำนวน ๑ บ่อ ด้านทิศตะวันตกของฐานโบสถ์
ประวัติ ไม่ปรากฏหลักบานชื่อวัดตระพังเงินในศิลาจารึก พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช) เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๑ มีข้อความกล่าวถึงตระพังเงินไว้ว่า “ที่ริมวัดมหาธาตุทางด้านตะวันออก มีที่ดินว่างเปล่าอยู่แปลงหนึ่ง เป็นรูปสี่เหลี่ยมรีทางด้านเหนือกับด้านใต้ มีเนินดินและมีคูต่อไปประจบกับคูวัดมหาธาตุเป็นอันเดียวกัน ด้านตะวันตกที่ติดกับวัดมหาธาตุนั้น มีกำแพงแต่ไม่มีคู ด้านตะวันออกมีคู คูด้านเหนือและใต้นั้นยาวต่อไปจนจดคูด้านตะวันตก เข้าใจว่าน้ำในตระพังทองด้านตะวันออกกับตระพังเงินด้านตะวันตก จะมีทางไขให้เดินเข้าคูวัดกับที่แปลงต่อนั้นได้ตลอด”
การดำเนินการ ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
๑. ขุดแต่งและบูรณะครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙
๒. ขุดแต่งและบูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๐
๓. ขุดแต่งและบูรณะต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๖
อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 20 มีนาคม 2556
ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด