ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,049 รายการ
ชื่อเรื่อง : นิทานอิหร่านราชธรรม (ประชุมปกรณัม)ชื่อผู้แต่ง : กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ปีที่พิมพ์ : 2506สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภา จำนวนหน้า : 352 หน้าสาระสังเขป : นนทุกปกรณัมเป็นหนังสือที่มีผู้นำเนื้อเรื่องมาจากอินเดียซึ่งที่มาคือปัญจตันตระที่เป็นหนังสือเป็นชาดก นนทุกปกรณัมมีในภาษาไทยนานแล้ว
ชื่อผู้แต่ง นายยกรัฐมนตรี, สำนักทำเนียบ.
ชื่อเรื่อง คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคดีปราสาทเขาพระวิหาร
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๕
จำนวนหน้า ๒๓๗ หน้า : ภาพประกอบ.
หมายเหตุ -
วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินด้วยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และคะแนนเสียง ๗ ต่อ ๕ ตัดสินว่าไทยต้องคืนวัตถุสิ่งประติมากรรม แผ่นศิลาส่วนปรักหักพังของอนุสาวรีย์รูปหินทราย เครื่องปั้นดินเผาโบราณ และปราสาทหรือบริเวณเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชา
ชื่อเรื่อง : ไทยรบพม่า ชื่อผู้แต่ง : ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา ปีที่พิมพ์ : 2514 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : ศรีเมืองการพิมพ์ จำนวนหน้า : 884 หน้า สาระสังเขป : ไทยรบพม่า เป็นการรวมเรื่องไทยรบกับพม่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีสงครามเกิดขึ้น ๒๔ ครั้ง ครั้งสมัยกรุงธนบุรี ๑๐ ครั้ง และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐ ครั้ง หนังสือเรื่องนี้ เมื่อพิมพ์ครั้งแรกข้าพเจ้าทราบว่าผู้ที่ชอบอ่านมักเป็นทหารมากกว่าพลเรือน บางทีจะเป็นเพราะพวกพลเรือนเห็นชื่อเรื่องก็เข้าใจเสียว่า เป็นหนังสือแสดงแต่การรบพุ่งอันเป็นประโยชน์ในทางความรู้ของผู้เป็นทหาร ข้าพเจ้าจึงขอแจ้งความให้ทราบในที่นี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งใจแต่งหนังสือเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ในทางความรู้พงศาวดารเป็นสำคัญ ในหนังสือนี้มีคติทางการเมืองฝ่ายพลเรือนอยู่แต่ต้นจนปลาย ใครอ่านถึงจะเป็นทหารหรือพลเรือนก็คงจะได้ความรู้เรื่องพงศาวดารสยาม ซึ่งยังไม่ปรากฏในหนังสือเรื่องอื่นมีอยู่มาก
ชื่อเรื่อง โหราศาสตร์เบื้องต้น และการใช้ฤกษ์
ชื่อผู้แต่ง -
พิมพ์ครั้งที่ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ
ปีที่พิมพ์ 2522
จำนวนหน้า 117 หน้า
รายละเอียด
โหราศาสตร์เบื้องต้น และการใช้ฤกษ์ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระสิทธิสารโสภณ (สงวน โฆสโก) ณวัดอาวุธสิตาราม แขวงบางพลัด เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร วันที่ 22 เมษายน 2522 ซึ่งเนื้อหาในหนังสือจะเกี่ยวกับโหราศาสตร์ การใช้ฤกษ์ยามในการทำพิธี และการดูดวง
พระโพธิสัตว์จุนทา ๖ กร
สมัยศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระราชทานเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๙
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รูปพระโพธิสัตว์จุนทา ๖ กร พระเศียรรวบพระเกศาเกล้าขึ้นเป็นมวย (ชฎามกุฏ) กึ่งกลางมีสถูปขนาดเล็ก และทรงอุณหิศประดับตาบสามเหลี่ยม ปลายพระเกศาปล่อยลงมาปรกพระอังสา พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง ริมพระโอษฐ์ทาด้วยสีแดง พระพาหาทรงพาหุรัด สองพระกรคู่หลังยกขึ้นแสดงการทรงวัตถุในพระหัตถ์ (แต่ชำรุดหักหายไป) สองพระกรคู่หน้าแสดงปางสมาธิ และสองพระกรคู่กลางพระหัตถ์ขวาแบฝ่าพระหัตถ์ออก พระหัตถ์ซ้ายชำรุดหักหายไป พระวรกายทรงยัชโญปวีต (หรือสายธุรำ แสดงถึงการเป็นนักบวช) ประทับขัดสมาธิเพชร บนฐานดอกบัว เบื้องหลังเป็นแผ่นประภามณฑลประดับด้วยกระหนกรูปเปลวไฟ
พระโพธิสัตว์จุนทา (หรือบางครั้งเรียก จุณฑี) เป็นหนึ่งในธยานิโพธิสัตว์เพศหญิง กล่าวกันว่าเป็นเสมือนมารดาของพระพุทธเจ้า ในคัมภีร์นิษปันนโยคาวลี (Nispannayogavali) กล่าวว่าคำที่ใช้เรียกขานพระโพธิสัตว์องค์นี้คือ “จุณฑาธารณี” (Cundā Dhāraṇī) และในคัมภีร์ มัญชูวัชระมณฑล (Mañjuvajra-mandala) ระบุว่าพระโพธิสัตว์จุนทาจัดอยู่ในกลุ่มธยานิพุทธไวโรจนะ พระโพธิสัตว์จุนทานั้นมีรูปเคารพแสดงพระกรที่ต่างกันไป ทั้งแบบสองกร สี่กร หกกร แปดกร และมากถึงสิบหกกร ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ในศิลปะอินเดีย ตัวอย่างเช่น ประติมากรรมพระโพธิสัตว์จุนทาสัมฤทธิ์ (๔ กร) ศิลปะอินเดียสมัยปาละ พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ พบในมหาวิทยาลัยนาลันทา ภาพวาดพระโพธิสัตว์จุนทา ๖ กร ที่ถ้ำเอลโลร่า (Ellora Cave) หมายเลข ๑๐ เป็นต้น การนับถือพระโพธิสัตว์จุนทานั้นแพร่หลายไปในหลายประเทศที่นับถือพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะทิเบต จีนและญี่ปุ่น ส่วนบ้านเมืองในพื้นที่คาบสมุทรและหมู่เกาะ โดยเฉพาะที่อินโดนีเซียพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับพระโพธิสัตว์จุนทาในสมัยศรีวิชัยทั้งแบบประติมากรรมสัมฤทธิ์ เช่น ประติมากรรมพระโพธิ์สัตว์จุนทา ๔ กร สัมฤทธิ์ จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จากาตาร์ และรูปสลักพระโพธิสัตว์จุนทาบนผนังด้านนอกของจันทิเมนดุต (Candi Mendut) ศิลปะชวาภาคกลาง พุทธศตวรรษที่ ๑๔
สำหรับประติมากรรมพระโพธิสัตว์จุนทา ๖ กรชิ้นนี้ แสดงรูปแบบของศิลปะอินเดียได้แก่ ชฎามกุฏ และฐานบัว แต่ในขณะเดียวกันการทำแผ่นหลังทึบดังกล่าวกลับพบได้ทั่วไปในกลุ่มประติมากรรมสัมฤทธิ์ศิลปะชวา และลักษณะความเป็นท้องถิ่นของประติมากรรมชิ้นนี้คือเปลวไฟที่ประดับขอบแผ่นหลังนั้น ไม่ได้มีลักษณะเดียวกับศิลปะอินเดียหรือศิลปะชวา ประกอบกับทำประดับไว้ห่าง ๆ กันไม่ได้ติดกันเป็นแถบ ดังนั้นประติมากรรมชิ้นนี้ จึงน่าจะสร้างขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยรับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียและชวา
อ้างอิง
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ศิลปะไทยภายใต้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละ. นนทบุรี: มติชนปากเกร็ด, ๒๕๕๘.
ผาสุข อินทราวุธ. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน. กรุงเทพฯ: อักษรสมัย, ๒๕๔๓.
Puspa Niyogi. “Cundā - a Popular Buddhist Goddess.”.East and West Vol. 27, No. 1/4 (December 1977), pp. 299-308.
เลขทะเบียน : นพ.บ.527/8ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 62 หน้า ; 5 x 48 ซ.ม. : รักทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 176 (267-279) ผูก 8 (2566)หัวเรื่อง : ลำสินไชย--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง กจฺจายนมูล (ศัพท์นาม - การก)สพ.บ. 429/ก/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 68 หน้า : กว้าง 4.7 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา--การศึกษาและการสอน ชาดกบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ล่องชาด ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจาก วัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เมืองโบราณยะรัง EP.5 : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR)
องค์ความรู้ตอนที่ 5 ที่นำเสนอในวันนี้มีชื่อว่า "เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR)”
เทคโนโลยีไลดาร์ เป็นหนึ่งเทคโนโลยีการสำรวจจากระยะไกล (Remote Sensing) โดยคำว่า Li-DAR เป็นตัวย่อจากคำว่า “Light detection and ranging” วัตถุประสงค์หลักที่สำคัญคือการใช้แสงเพื่อวัดระยะ หรือความสูงของพื้นผิว หลักการทำงานคือการส่งแสงเลเซอร์ไปกระทบวัตถุหรือพื้นผิวต่างๆ ซึ่งระหว่างทางระบบจะทำการคำนวณเวลาในการเดินทางของแสงตั้งแต่ถูกปล่อยออกจากอุปกรณ์จนสะท้อนกลับมาที่ตัวรับสัญญาณเพื่อวัดระยะ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์พื้นผิวได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเส้นชั้นความสูง (Contour Line) พื้นที่การมองเห็น (Viewshed) ความลาดชัน (Slope) การตกกระทบของแสง (Hillshade) การหาปริมาตรในการขุดและถมที่ (Cut and Fill) เป็นต้น อย่างไรก็ตามการใช้ไลดาร์ซึ่งใช้หลักการการสะท้อนกลับของคลื่นแสง ก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับการแปลความวัตถุประเภทกระจก โลหะหรือน้ำที่สามารถสะท้อนแสงได้ดี
ในพ.ศ.2565 สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ได้ดำเนินการสำรวจเนินโบราณสถานเมืองโบราณยะรังด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR) ในพื้นที่เมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ผลการศึกษาพบตำแหน่งร่องรอยผิดวิสัยจำนวน 40 จุด (มีตำแหน่งซ้ำกัน 4 จุด) พบพื้นที่พื้นที่ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเนินโบราณสถานเพิ่มเติมจำนวน 2 แห่ง
อย่าลืมติดตามตอนสุดท้าย Ep.6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี ด้วยนะคะ
---------------------------
Ep.1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/628320109334790
Ep.2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ?
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/pfbid023vs8jRqA2iqonHKfjBgCMWEC6GfQLWyYHFy8ogMX3RVt1UG1uy2pSNVxkd2s9BT6l
Ep.3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/pfbid02yA8FEeS67MfC8HzjSBSYFYPtYd2b3nmNpXf9FQuwkajWb5X4woZgmPtHJ4vyyA8dl
Ep.4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/pfbid0va5D37FDUqFdjb2uGRWXaLWPdEzE3awHxN52dk6ztdmCYgt5gfxBoVdH84dGAf5hl
EP.5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR)
Ep.6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี
ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ขอแนะนำหนังสือ ศิลปากรสถาน : ผู้รังสรรค์งานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ จำหน่ายราคา ๑,๓๕๐ บาท ผู้ที่สนใจสามารถซื้อหนังสือได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) โทรศัพท์ ๐-๒๑๖๔-๒๕๐๑ ต่อ ๑๐๐๔ (ในวันและเวลาราชการ) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th และสามารถติดตามข่าวสารหนังสือต่าง ๆ ของกรมศิลปากรได้ที่ facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร
แนะนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญนิทรรศการ “เงินตราในประเทศไทย : วิวัฒน์เงินตราไทย จากสุโขทัยถึงรัตนโกสินทร์” เหรียญเงิน พระบรมรูป – ตราไอราพต เหรียญเงิน พระบรมรูป – ตราไอราพต ชนิดราคา ๑ สลึง สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๖ นายศักดิ์สิทธิ์ เพชรเภรี มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ในนามนายสำราญ – นางสมวงศ์ เพชรเภรี บิดามารดา เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ ลักษณะเป็นเหรียญกลมแบน ขอบมีเฟือง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์ทางขวา ริมขอบซ้ายมีพระปรมาภิไธย “มหาวชิราวุธ” ริมขอบขวามีคำว่า “สยามินทร์” ด้านหลังเป็นรูปช้างเอราวัณ ริมขอบซ้ายมีคำว่า “สยามรัฐ” ริมขอบขวามีตัวเลข “๒๔๖๒” เป็นปีพุทธศักราชที่ผลิต ริมขอบล่างเป็นคำว่า “หนึ่งสลึง”เหรียญชนิดนี้ประกอบด้วยราคาบาท สลึง และ ๒ สลึง สร้างในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ ซึ่งราคาโลหะเงินเพิ่มสูงขึ้นมากจึงได้ลดส่วนผสมของเงินที่ใช้ผลิตไปเป็นอัตราส่วนเงิน ๖๕ ส่วน ต่อทองแดง ๓๕ ส่วน และในปีเดียวกันนี้เงินมีราคาสูงขึ้นไปอีกจึงได้ลดอัตราส่วนเงินกับทองแดงไปเป็น ๕๐ ส่วน ต่อ ๕๐ ส่วน เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ต่อมาเมื่อสงครามโลกยุติลง ราคาโลหะเงินค่อยลดลง จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของเหรียญเงินนี้เป็นเงินต่อทองแดง ๖๕ ต่อ ๓๕
กรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ขอเชิญร่วมการสัมมนาความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีของเมืองราชบุรี "รู้รากราชบุรี" ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารกรมศิลปากร (เทเวศร์) เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เป็นพิพิธภัณฑสถานทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพันธุ์วิทยาของจังหวัดราชบุรี โดยมีการจัดแสดนิทรรศการถาวรที่เน้นเรื่องราวของท้องถิ่น ทั้งด้านธรณีวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น ชาติพันธุ์วิทยา และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี ในปี 2566 นี้ กรมศิลปากรได้ดำเนินการโครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เพื่อเป็นการยกระดับการรักษาความปลอดภัยให้แก่โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ปรับปรุงการจัดแสดงให้มีความทันสมัย ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลทางวิชาการให้ทันสมัย และเป็นเอกภาพ อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทยให้เกิดความสมบูรณ์ จึงจัดการสัมมนาทางวิชาการเพื่อรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ ชาติพันธุ์วิทยาของเมืองราชบุรี อันจะนำไปสู่การพัฒนาบทจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ที่มีความชัดเจนและเป็นปัจจุบัน
สำหรับการสัมมนา "รู้รากราชบุรี" ประกอบด้วย การปาฐกถา เรื่อง แนวทางการปรับปรุงการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี โดยอธิบดีกรมศิลปากร และการบรรยายในหัวข้อที่น่าสนใจ จากคณาจารย์ผู้ศึกษาวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปกรรม ชาติพันธุ์วิทยาของราชบุรี ได้แก่ การบรรยาย เรื่อง “ก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดราชบุรี: การทบทวนและข้อสังเกต” โดย ดร.ภีร์ เวณุนันทน์ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร การบรรยาย เรื่อง “เมืองคูบัวกับความสำคัญต่อการศึกษาโบราณคดีสมัยทวารวดี” โดย รศ.ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร การบรรยาย เรื่อง “ประวัติศาสตร์ราชบุรีจากหัวเมืองตะวันตกสู่มณฑลราชบุรี” โดย ผศ.นุชนภางค์ ชุมดี ภาควิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร การบรรยาย เรื่อง “Re-Learning Ratchaburi เรียนรู้ราชบุรีผ่านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์” โดย อ.ศศิธร ศิลป์วุฒยา ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และการบรรยาย เรื่อง “ประวัติศาสตร์ราชบุรีจากพุทธสถาน” โดย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนา "รู้รากราชบุรี" ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารกรมศิลปากร (เทเวศร์) สามารถลงทะเบียนผ่าน inbox facebook : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 หรือติดตามรับชมการถ่ายทอดสด ผ่านช่องทางออนไลน์ : facebook live เพจ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และเพจ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
ชื่อเรื่อง: ประมวลภาพในหลวง และพระราชพิธีต่างๆผู้แต่ง: -ปีที่พิมพ์: พ.ศ.๒๔๙๓สถานที่พิมพ์: ม.ป.ทสำนักพิมพ์: แผนกโรงงานสำนักพิมพ์ รัชดารมภ์ โรงพิมพ์วิบูลกิจจำนวนหน้า: ๒๕๔ หน้า เนื้อหา: หนังสือภาพพร้อมพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิทราธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตรและประมวลภาพและพระราชพิธีต่างๆ ทั้งคราวเสด็จนิวัติพระนคร ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๘ วันรับเสด็จ พ.ศ. ๒๔๙๓ พระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินเปิดงานกาชาด ๖ เมษายน ๒๔๙๓ ชุมนุนสมาชิกราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฯ ณ พระที่นั่งจักรี ๒๖ เมษายน ๒๔๙๓ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เสด็จพระราชดำเนินประพาศหัวหิน ๒๙เมษายน ๒๔๙๓ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชจริยาวัตรในยามปกติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีเลขทะเบียนหนังสือหายาก: ๑๔๒๖ เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์: E-book ๒๕๖๖_๐๐๓๐หมายเหตุ: โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ (ไฟล์ดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์เท่านั้น)
เขี้ยววาฬและการออกเรือล่า
คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้นำโบราณวัตถุศิลปวัตถุหายากมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Museum Unveiling” เรื่องลึกเบื้องหลังพิพิธภัณฑ์ไทย ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ กันยายน ๒๕๖๖ คือ
เขี้ยววาฬสเปิร์ม (วาฬหัวทุย) แกะสลักเป็นภาพเรือล่าวาฬในมหาสมุทร มีข้อความว่า “Crew of Pacific killing a Sperm Whale” อีกด้านหนึ่งแกะสลักภาพการตัดชิ้นส่วนของวาฬหัวทุย ใต้ภาพมีข้อความว่า “Ship Pacific cutting a Sperm Whale” เป็นศิลปะของกะลาสีเรียกว่าสคริมซอว์ (Scrimsham) เป็นที่นิยมในหมู่นักล่าวาฬ ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและออสเตรเลีย
วาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่เคยถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร บางกลุ่มชนถือว่าเป็นกิจกรรมสำหรับบุคคลที่มีกำลังและอายุเหมาะสม แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จนกลายเป็นฤดูกาลหรือเทศกาลประจำปี อาทิ เทศกาลนาลุคกาทัคของชาวอินูเปียต
ในช่วงศตวรรษที่ ๗ ของญี่ปุ่น ปรากฏหลักฐานบันทึก “โคจิกิ” กล่าวถึง จักรพรรดิจิมมุที่ทรงเสวยเนื้อปลาวาฬ และคำว่า "อิซานาโทริ“ คือ วัฒนธรรมการฆ่าวาฬด้วยดาบ และใช้อวนดักจับ ทั้งนี้สหรัฐอเมริกา แคนาดา นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ ก็มีการล่าวาฬเพื่อการบริโภค โดยใช้ประโยชน์จากไขมันและกระดูกส่วนต่างๆ ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการล่าในศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ด้วยการออกเรือเป็นกลุ่มและใช้อาวุธประเภทหอก ต่อมาได้เปลี่ยนมารูปแบบการล่ามาเป็นการใช้อาวุธปืน
การล่าวาฬในเชิงพาณิชย์ได้รับความนิยมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยเป็นช่วงการขาดแคลนอาหาร จึงมีความพยายามแสวงหาอาหารรูปแบบใหม่ และมีการดัดแปลงเรือสำหรับรองรับการล่าวาฬด้วย ภายหลังการจัดตั้งองค์กร International Whaling Commission (IWC) ขึ้น มีการออกกฎหมายและควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการล่าวาฬ ซึ่งจำกัดจำนวนการล่าวาฬสำหรับใช้ในการวิจัยและทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการบริโภค
นอกจากกระดูกวาฬที่ใช้ในการศึกษาธรรมชาติวิทยาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว “เขี้ยววาฬ” ก็นับเป็นสมบัติล้ำค่าหายากของนักสะสม มีความเชื่อว่าสามารถคุ้มครองนักเดินเรือให้แคล้วคลาดปลอดภัย หากนำมาแกะสลักจะมีคุณค่าเทียบเท่ากับเขายูนิคอร์น ทั้งนี้เขี้ยวแต่ละซี่ของวาฬหัวทุยอาจมีน้ำหนักมากถึง ๑ กิโลกรัม และอาจมีความยาวถึง ๒๐ เซ็นติเมตร
บางชุมชนของญี่ปุ่นยังมีการตั้งศาลวาฬหรือคุจิระให้สักการะในฐานะเทพเจ้า คล้ายคลึงกับศาลเจ้าจีนในไทยที่มีการเก็บสะสมปากปลาฉนาก กระดองเต่า กะโหลกฉลาม ซึ่งให้ความเคารพในฐานะ "เจ้าพ่อน้ำ" เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ นับเป็นวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังประจำศาสนสถาน
หากท่านสนใจของสะสมหายาก "ของแปลก" ที่เคยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ยังคงมีอีกหนึ่งวัน แอดมินแอบกระซิบว่ามีหนังสือ "คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ" แจกในงานด้วยนะ
อ้างอิง
การล่าวาฬ วัฒนธรรมการค้า และการต่อสู้เชิงอนุรักษ์. เข้าถึงเมื่อ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/1aKUw
วิเคราะห์ และเข้าใจวัฒนธรรม กิน-ล่าวาฬของญี่ปุ่น .เข้าถึงเมื่อ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_208323
วาฬหัวทุยยักษ์. เข้าถึงเมื่อ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://whalewatch.co.nz/th_TH/thai/about-whales/
๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราชวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ภาพตรงกลางเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารโดยแถวยืนถัดจากแถวนั่ง ลำดับที่ ๔ คือ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์สุดท้าย ลำดับที่ ๕ คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ลำดับที่ ๖ คือ เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางถ่าย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ที่มาภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน