ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,369 รายการ
ชื่อเรื่อง : เงาะป่า
หัวเรื่อง : บทละครไทย
พัฒนคณนา ไชยันต์, หม่อมเจ้าหญิง, 2446-2509
คำค้น : -
รายละเอียด : ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าหญิงพัฒนคณนา ไชยันต์ ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2509
ผู้แต่ง : จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2396 - 2453
แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักพิมพ์/โรงพิมพ์ : โรงพิมพ์พระจันทร์
ปีที่พิมพ์ : 2509
วันที่เผยแพร่ : 26 สิงหาคม 2569
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : -
ลิขสิทธิ์ : -
รูปแบบ : PDF.
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสืออนุสรณ์งานศพ
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : หนังสืออนุสรณ์งานศพหม่อมเจ้าหญิงพัฒนคณนา ไชยันต์ ภายในเล่มมีประวัติและภาพ มีคำไว้อาลัยผู้วายชนม์ เนื้อหาเป็นบทละคร เรื่อง เงาะป่า พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เลขทะเบียน : น. 68 บ. 80634 จบ. (ร.)
เลขหมู่ : ห
895.9112
จ657งพ
ส่องอักษรดูสาระ สำหรับช่วงเข้าพรรษานี้ นักภาษาโบราณขอพาไปส่อง อานิสงส์ผลบุญเกี่ยวกับเทียนในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เนื้อหามีดังนี้
เมื่อเข้าสู่ฤดูเข้าพรรษา พระภิกษุสงฆ์มีศาสนบัญญัติที่จะต้องจำพรรษาอยู่ ณ อาวาสใดอาวาสหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน พุทธศาสนิกชนจึงนิยมนำปัจจัยและสิ่งของ
ที่จำเป็นต่อการจำพรรษาในฤดูฝนไปถวาย โดยเฉพาะ "เทียนพรรษา" ซึ่งถือเป็นสิ่งของจำเป็นสำคัญในการให้แสงสว่างเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ และการถวายเทียนพรรษานี้ได้สืบทอดเป็นโบราณประเพณีอันดีงามมาอย่างช้านาน การทำบุญด้วยแสงสว่างนี้ ผู้ถวายย่อมได้รับอานิสงส์ผลบุญอันยิ่งใหญ่ ดังที่ปรากฏในเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลาน ฉบับของหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เลขที่ นม.บ.514/1:1ก เรื่อง อานิสงส์จำนำเทียนพรรษา ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของบุคคลที่ทำบุญด้วยเทียนในช่วงเข้าพรรษาโดยจำแนกอานิสงส์แห่งผลบุญตามบทบาทหน้าที่ของผู้มีส่วนร่วมไว้ 2 ประการ ดังนี้
1. อานิสงส์ของผู้ทำเทียนและผู้ถวายเทียน
สำหรับบุคคลผู้จัดทำเทียนและถวายเทียนเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ด้วยผลานิสงส์นี้เมื่อปฏิสนธิในโลกมนุษย์ ย่อมจักได้อุบัติในตระกูลอันสูงศักดิ์ที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ อิสริยยศ และบริวาร ซึ่งจำกัดเฉพาะใน 3 ตระกูลเท่านั้น คือ ตระกูลกษัตริย์ ตระกูลเศรษฐี และตระกูลพราหมณ์ ดังข้อความที่ปรากฏในลานที่ 4 ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 1-2 ความว่า ‘…บุคคลที่ได้ถวายเทียนจำนำพรรษานั้น แม้นว่ามาบังเกิดในมนุษย์โลกนี้ก็มิได้ไปบังเกิดที่คนต่ำช้าอนาถา...’ และบรรทัดที่ 3-5 ต่อด้วยลานที่ 4 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 1 ความว่า ‘...ก็จะบังเกิดแต่ในตระกูลกษัตริย์ แลตระกูลเศรษฐี แลตระกูลพราหมณ์ 3 อย่างเท่านั้น ย่อมจะมาบังเกิด เกิดแต่ในตระกูลอันสูงศักดิ์ มั่งคั่ง ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีทรัพย์สมบัติ มีอิสริยยศแลบริวาร ที่จะตกไร้ได้ยากลำบากยากจนนั้นหามิได้ อยู่ที่ไหนก็เป็นใหญ่ที่นั้นไม่มีภัยอันตรายมาเบียดเบียนเลย ทั้งนี้ก็ด้วยผลาอานิสงส์อันได้กระทำเทียนจำนำพรรษาได้บูชาแก่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า ใช้แต่เท่านั้น’ นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีอายุขัยยืนยาว มีดวงตาอันเป็นทิพย์สว่างไสว และจะได้พบพระศรีอริยเมตไตรในอนาคตกาล ชีวิตจะประสบแต่ความบรมสุขในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งหรือนอนย่อมเป็นสุขปราศจากความทุกข์ใจ ดังข้อความที่ปรากฏในลานที่ 4 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 5 ความว่า ‘…บุคคลอันได้ถวายเทียนจำนำพรรษานี้ ก็จะมีอายุยืนยงคงอยู่นาน…’ และในลานที่ 5 ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 1-2 ความว่า ‘…หนึ่งคนได้ถวายเทียนจำนำพรรษานี้ ก็จะมีจักขุทั้งสองซ้ายขวานั้นเป็นทิพย์บริบูรณ์ส่องสว่างกระจ่างแจ้งไม่รู้มืดมน…’ และในด้านเดียวกันบรรทัดที่ 4-5 ความว่า ‘…อันบุคคลที่ได้ถวายเทียนจำนำพรรษานั้นได้ทันพระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้า…’ และในลานที่ 5 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 2-3 ความว่า ‘…มีแต่ความบรมผาสุกทุกเวลา จะนั่งก็เป็นสุขจะนอนก็เป็นสุข ไม่มีทุกข์ภัยอันตรายเลย…’
2. อานิสงส์ของผู้แห่เทียน
สำหรับบุคคลผู้ชักชวนหมู่คณะมาร่วมสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษาด้วยจิตใจที่โสมนัสเลื่อมใส ย่อมผูกพันด้วยกระแสแห่งบุญให้ได้มาเกิดร่วมกันเป็นครอบครัวในทุกภพทุกชาติ โดยผู้ที่เคยเป็นพี่ก็จักได้เป็นพี่ ผู้ที่เป็นน้องก็จักได้เป็นน้อง และผู้ที่เคยครองคู่เป็นสามีภรรยาก็จักได้กลับมาเป็นคู่ครองร่วมสร้างบารมีด้วยกันอีกครั้ง ดังข้อความที่ปรากฏในลานที่ 4 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 1-4 ความว่า ‘…อันบุคคลอันชวนกันมาแห่แหนเทียนจำนำพรรษานั้นก็ดี แต่บรรดาที่ชื่นชมโสมนัสศรัทธามาในการแห่งกุศลนี้ อันบุคคลจำพวกนี้ครั้นทำลายเบญจขันธ์แล้วนั้น ก็ย่อมได้มาบังเกิด เกิดเป็นพี่น้องกันทุกชาติ ๆ ที่เคยเป็นน้องก็เกิดมาเป็นน้อง ที่เคยเป็นพี่ก็เกิดมาเป็นพี่ ที่เคยเป็นผัวเมียกัน ก็เกิดมาเป็นผัวเมียกัน ที่จะเกิดไปห่างร้างกันนั้นหามิได้ ทั้งนี้ก็อาศัยด้วยผลาอานิสงส์อันคนได้ช่วยกันแห่แหนเทียนจำนำพรรษา…’
จากการศึกษาเนื้อหาเรื่องอานิสงส์จำนำเทียนพรรษาทั้งสองผูก สรุปได้ว่า การถวายเทียนส่งผลบุญให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง สูงศักดิ์ และประสบความสุขส่วนตน ส่วนการแห่เทียนส่งผลให้อานิสงส์แห่งกุศลหนุนนำให้เครือญาติและบุคคลอันเป็นที่รัก ได้กลับมาพบพานและเกิดร่วมกันในทุกภพทุกชาติ นอกจากเนื้อหาที่สะท้อนความเชื่อเรื่องผลบุญอย่างลึกซึ้งแล้ว คัมภีร์ใบลานทั้งสองผูกนี้ยังระบุชื่อผู้สร้างและผู้จาร (เขียน) ไว้อย่างชัดเจน โดย
• เลขที่ นม.บ.514/1: ระบุว่า พระภิกขุพระแนม ได้พร้อมใจกันสร้างไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อปี พ.ศ. 2473 • เลขที่ นม.บ.514/1ก: ระบุชื่อ นายยิ้ม เป็นผู้จารหนังสืออานิสงส์เทียนจำนำพรรษา หากท่านใดสนใจศึกษาเรียนรู้เอกสารโบราณฉบับจริง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่ ห้องอีสานศึกษา อาคาร 2 ชั้น 2 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
บรรณานุกรม
“อานิสงส์จำนำเทียนพรรษา”. หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา. หนังสือใบลาน 2 ผูก. อักษรขอม-ไทย. ภาษาบาลี – ไทย. เส้นจาร. ฉบับทองทึบ. พ.ศ.2473. เลขที่ นม.บ.514/1:1ก.
***รายการบรรณานุกรม***
หนังสือหายาก
กรมศิลปากร. ละคอน เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๕.
สำริด ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ เทวรูปองค์นี้ถูกเคลื่อนย้ายจากเมืองโบราณสุโขทัย ไปประดิษฐานไว้ ณ เทวสถาน กรุงเทพมหานคร และนำกลับมาจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๗ พระหริหระ เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ที่เป็นการรวมพระวิษณุ (หริ) และพระศิวะ (หระ) ให้อยู่ในองค์เดียวกัน โดยนำลักษณะเด่นของแต่ละองค์มารวมไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสม พระองค์มี ๔ กร พระหัตถ์ขวาบนทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายบนทรงสังข์ พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงดอกบัว สัญลักษณ์ของพระวิษณุ พระหัตถ์ขวาล่างแสดงปางกรัณฑมุทรา เครื่องประดับพระเศียรตกแต่งด้วยลายพันธุ์พฤกษา ยอดเป็นทรงกระบอกคอดเว้า คล้ายมุ่นมวยผม ประดับด้วยรูปพระจันทรืเสี้ยว มีพระเนตรที่ ๓ บริเวณกลางพระนลาฏ ทรงสวมสายธุรำรูปนาค ซึ่งเป็นสัญลักษ์ของพระศิวะ ลักษณะของพระพักตรเป็นรูปไข่ พระเนตรยาวรี พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งงุ้ม พระโอษฐ์บางพระหนุเป็นปมตามรูปแบบพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย พระกรรณสวมกุณฑล ทรงกรองศอ พาหุรัดและทองพระกร พระภูษายาวที่เรียกว่า "โธตี" (ผ้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพันรอบตัว) ด้านหน้าจีบเป็นริ้วแฉก คาดปั้นเหน่งชักชายภูษาโค้งลงมาปิดหัวปั้นเหน่งประทับยืนบนฐานบัวคว่ำ - บัวหงาย การสร้างเทวรูปซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของศาสนาพราหมณ์ที่มีบทบาทในสังคมพุทธศาสนาในสุโขทัย โดยได้สร้างสรรค์รูปแบบงานศิลปกรรมตามคตินิยมและสุนทรียภาพตามแบบศิลปะไทยที่นิยมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งตามหลักฐานศิลาจารึก วัดป่ามะม่วง พุทธศักราช ๑๙๐๔ ได้ระบุว่าพระมหาธรรมราชาลิไททรงโปรดให้ประดิษฐานเทวรูป พระศิวะและพระวิษณุไว้ที่หอเทวาลัยมหาเกษตรในป่ามะม่วงนอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านตะวันตกเพื่อให้พราหมณ์และดาบสได้บูชา โดยเทวรูปพระหริหระนี้อาจเป็นหนึ่งในเทวรูปที่พระองค์ทรงโปรดให้นำไปประดิษฐานในหอเทวาลัยมหาเกษตร
วันจันทร์ ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อนำมาจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ เป็นผู้อ่านโองการบวงสรวง มีข้าราชการและประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก
อนึ่ง ไม้จันทน์หอมนี้ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้คัดเลือกต้นไม้จันทน์หอมที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ จำนวน ๑๒ ต้น โดยจะดำเนินการตัด และแปรรูป พร้อมนำส่งมอบให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เพื่อนำไปจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในลำดับต่อไป
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
วันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๓๐ น. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ ๑ - ๖ โรงเรียนพรานวิบูลวิทยา ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นักเรียนจำนวน ๓๘ คน คุณครูจำนวน ๖ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำห้อง ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
โครงการความรู้ในการตรวจสอบพิสูจน์พระพุทธรูปศิลปะพม่า
วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม 2557
ณ ห้องประชุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก จังหวัดปทุมธานี
การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในวันนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดความรู้จากการอบรมที่ผ่านมา (เมื่อวันที่ 12 - 15 มีนาคม 2557 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง) โดยใช้วัตถุโบราณที่ได้รับจากการตรวจยึดอายัดจากด่านศุลกากรและส่งมอบให้จัดเก็บในคลัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก (คลังกลาง) จังหวัดปทุมธานี เป็นกรณีศึกษาเพื่อนำความรู้ทั้งหมดที่ได้รับมาจัดการให้เป็นระบบสำหรับพิมพ์เป็นคู่มือปฏิบัติงาน ของบุคลากรในกรมศิลปากรต่อไป ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากท่านวิทยากร คุณอู หยุน ฮั่น และคุณไน หมิ่น เวย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จากประเทศพม่า