ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,524 รายการ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 102/4ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 26 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 56.7 ซม.หัวเรื่อง พระไตรปิฎก พระอภิธรรมบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ธรรมอีสาน ฉบับล่องชาด มีไม้ประกับ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขอเชิญผู้สูงวัยมาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่กับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและภูมิปัญญาไทย “ภูมิปัญญาหอมกรุ่น: ยาดมสมุนไพรไทยเสริมสุขภาพ สร้าง Soft Power ด้วยมือผู้สูงวัย” เรียนรู้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน และลงมือทำยาดมสมุนไพรอย่างง่าย เป็นการเสริมศักยภาพผู้สูงวัยให้เป็นพลังของชุมชน วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2568 เวลา 9.30 น. เป็นต้นไป ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
คุณสมบัติผู้เข้าร่วมกิจกรรม ต้องเป็นผู้สูงวัยที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น ร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถสแกนลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง QR CODE หรือกดลิ้งค์นี้ https://forms.gle/corQENCZB6bKgYUK6 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 หรือ Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum
เลขทะเบียน : นพ.บ.613/7ก ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 18 หน้า ; 4 x 48 ซ.ม. : ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 200 (37-48) ผูก 7ก (2568)หัวเรื่อง : สัตตัปปกรณาภิธรรม--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อแบบฉบับ : มหานิปาตวณฺณนา ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (ผูก ก1)
ชื่อเรื่อง : ทสชาติ สุวรรณสามชาดก-นารทชาดก (ผูก ก1 สุวรรณสามชาดก)
เลขทะเบียน : ชม.บ.557/ก1
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : อุบาสิภิกษุ ปีที่สร้าง : จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266)
จำนวน : 1 คัมภีร์ 14 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก ก1, ข1-3, ค1-5:4ก, ฆ1-2, ง1-2)
จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด จำนวนหน้า : 46 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ล่องชาด ไม้ประกับ : ทารัก ขอบทาชาด ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : อุบาสิภิกษุสร้าง จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266 สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) มี 5 เรื่อง ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
เลขทะเบียน : นพ.บ.747/ก/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 233 (362-369) ผูก ก1 (2568)หัวเรื่อง : กจฺจายนมูล --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : ปกิณณกเทศนา ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ฯ วัดเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่
ผู้แต่ง : -
ปีที่พิมพ์ : 2472
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กิมหลีหงวน
จำนวนหน้า : 46 หน้า
สาระสังเขป : ปกิณณกเทศนา ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ฯ วัดเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่ พิมพ์เนื่องในงานศพแม่เจ้าจามรี ณ นครเชียงใหม่ อัครชายาเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม่เจ้าจามรีนับว่าเป็นผู้สืบสายโลหิตมาแต่ต้นวงศ์สกุล ณ เชียงใหม่แท้ นอกจากประวัติแม่เจ้าจามรี ยังมีเทศนาปัพพโตปมคาถา ถวายพระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ เทศาภิบาลมณฑลพายัพ ในงานศพแม่เจ้าจามรี ที่คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2472, เทศนาฌาปนกิจวิภาค ของเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ฯ (สิริจนฺโท) วัดพระเจดีย์หลวง เชียงใหม่ พระมหาทอง (โฆสิต) แสดงในงานสัตตมวารศพ แม่เจ้าจามรี ณ เชียงใหม่ วันที่ 2 ตุลาคม พุทธศักราช 2472, อาฬวกคาถา พระมหาทอง (โฆสิต) วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ แสดงในการบำเพ็ญกุศล สัตตมวารศพ แม่เจ้าจามรี วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2472, ประวัติของอาฬวกยักษ์ และสังคหธรรมเทศนา พระมหาทอง (โฆสิต) แสดงวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472
เลขทะเบียนหนังสือหายาก : 973
เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : nlcm_rb2568_00973
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
ผ้าทอจันทบุรี : ภูมิปัญญาจากอดีต สู่การฟื้นฟูอัตลักษณ์ร่วมสมัย
จังหวัดจันทบุรีเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน หนึ่งในมรดกภูมิปัญญาที่เคยรุ่งเรืองและได้รับการยอมรับในระดับสูงคือผ้าทอเมืองจันท์ ซึ่งมีชื่อเสียงถึงขั้นเป็นผ้าที่ราชสำนักให้การยอมรับ โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงโปรดปรานผ้าทอจากเมืองจันทบุรีเป็นอย่างยิ่ง ดังปรากฏหลักฐานในเอกสารจดหมายเหตุและพระราชนิพนธ์
พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสเมืองจันทบุรี พ.ศ. 2419 เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมผ้าทอในท้องถิ่น โดยทรงกล่าวถึงผ้าหลากหลายประเภท อาทิ ผ้าราชวัตร ซึ่งมีฝีมือการทอประณีตยิ่งกว่าผ้าที่ทอในกรุงเทพมหานคร ผ้าตาสมุก ที่ทรงจัดซื้อเพื่อพระราชทานเป็นรางวัลแก่ทหาร รวมถึงแพรนุ่งหรือผ้าไหมจันทบุรี ที่ทรงยกย่องว่ามีเนื้อดีและทนทานกว่าแพรจากเมืองจีน นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันว่า ผ้าไหมจันทบุรีเคยเป็นผ้าทรงของพระมหากษัตริย์มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และเป็นผ้าที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดใช้เป็นนิจ
อย่างไรก็ตามภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายตามวัฒนธรรมตะวันตก การทอผ้าในจันทบุรีได้ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงร่องรอยในหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งในปัจจุบันได้เกิดความพยายามฟื้นฟูมรดกสิ่งทอนี้ขึ้นใหม่ โดยเฉพาะการรื้อฟื้นผ้าลายราชวัตรจันทบูร ซึ่งเป็นลายผ้าโบราณสำคัญของจังหวัด ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและชุมชนทอผ้า พร้อมการต่อยอดลวดลายให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ร่วมสมัยของจันทบุรี
ลักษณะเด่นของผ้าลายราชวัตรจันทบูร คือการทอด้วยเทคนิคยกดอก ทำให้ลวดลายนูนเด่นบนผืนผ้า โครงสร้างลายเป็นตารางสี่เหลี่ยมขนาดเล็กต่อเนื่องกันทั้งผืน ทอด้วยกี่ 4 ตะกอ และมีเอกลักษณ์สำคัญคือการใช้ไหมเส้นยืนหลายสีสลับกันอย่างมีจังหวะ ส่งผลให้ผืนผ้ามีมิติของสีที่ลุ่มลึกและงดงาม สามารถมองเห็นลวดลายได้ชัดเจนทั้งสองด้าน
นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผ้าทอเมืองจันท์มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือภูมิปัญญาการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ ช่างทอในพื้นที่สามารถใช้ทรัพยากรท้องถิ่นสร้างสรรค์สีสันที่หลากหลายและติดทนนาน เช่น สีเหลืองจากเปลือกมะพูด สีแดงจากครั่ง สีดำจากลูกมะเกลือ และสีน้ำเงินจากคราม สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของภูมิปัญญาชาวจันท์
จากรากฐานดังกล่าว จังหวัดจันทบุรีจึงได้สร้างสรรค์ผ้าอัตลักษณ์ใหม่ คือผ้าสีดินเหมืองพลอย โดยนำดินจากเหมืองพลอยเก่ามาใช้เป็นสีย้อมธรรมชาติ และออกแบบลวดลายจากดอกกล้วยไม้เหลืองจันทบูร ดอกไม้ประจำจังหวัด กลายเป็นผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องราวของภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างงดงาม
การฟื้นฟูผ้าทอเมืองจันท์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ผืนผ้า หากแต่เป็นการถักทออดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต ใช้รากฐานทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าใหม่ และสืบสานอัตลักษณ์ของเมืองจันท์ให้คงอยู่และก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน
แหล่งอ้างอิง
กระทรวงมหาดไทย. สมาคมแม่บ้านมหาดไทย. 76 จังหวัดร้อยดวงใจ สืบสานผ้าเอกลักษณ์ไทยดำรงไว้ในแผ่นดิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 ธันวาคม 2568, จาก https://moi.go.th/moi/wp-content/uploads/magalone/final_76_unique_thai_fabric/pdf/full.pdf
ผ้าราชวัตรจันทบูร ลายผ้าประจำจังหวัดจันทบุรี. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 ธันวาคม 2568, จาก https://drive.google.com/file/d/1xZKocLGeHRhJcHbEz4yc-UEODuPdc4HX/view
แพรพรรณอัญมณีที่เมืองจันท์. จันทบุรี: จังหวัดจันทบุรี, [2554.].
ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่น…สู่สากล. กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, 2565.
เรียบเรียงโดย นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ขอเชิญร่วมกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ 2569 "สรงน้ำพระ ขอพรปู่ มูรับโชคสงกรานต์" ระหว่างวันที่ 12 - 15 เมษายน 2569 ณ ลานด้านข้างศาลปู่ขุนเชียงสวัสดิ์ ภายในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ทุกท่านจะได้พบกับกิจกรรมพิเศษ ความลับที่ปลายผ้า... มีเพียง "50 คน" ต่อวันเท่านั้นที่จะได้รู้! ปู่แอบกระซิบมา... ใครอยากมีโชคใหญ่รับปีใหม่ไทย ต้องห้ามพลาดกิจกรรมที่บ้านเชียง! สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4223 5040
---------------------------------------------
Songkran Festival 2026
"Bathing the Buddha, Seeking Blessings from the Guardian Spirit, and Attracting Good Fortune for Songkran"
Dates: April 12 – 15, 2026
Venue: The activity area beside Pu Khun Chiang Sawat Shrine, within the Ban Chiang National Museum grounds.
แต่ง/ผู้แปล/ผู้เรียบเรียง : Author:
ร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ และนางสาวเรไร นัยวัฒน์
ครั้งที่พิมพ์ : Edition:
พิมพ์ครั้งแรก : ตุลาคม 2550
ผู้พิมพ์ : Publisher:
สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต
ISBN:
978-974-417863-3
ราคา : Price:
500 บาท
หนังสือทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ เป็น หนังสือที่ว่าด้วยพัฒนาการของดินแดนภาคใต้ โดยเฉพาะระบบการค้าในสมัยศรีวิชัยที่มีแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้คน ไม่เฉพาะในดินแดนภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์การติดต่อของผู้คนไปยังดินแดนที่เป็นแหล่ง โบราณคดีที่คนไทยควรภาคภูมิใจ หนังสือเล่มนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการศึกษาเรื่องการติดต่อทางการค้า ทางทะเลระหว่างดินแดนในประเทศไทยกับดินแดนภายนอก ทั้งในทางกว้างและทางลึกให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต
ติดต่อซื้อได้ที่กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๔๗๐๒, ๐ ๒๒๒๔ ๒๐๕๐
ที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ ๖ ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๗๐ ๒๕́ ๓๐˝ - ๑๗๐ ๒๖́ ๐๐˝ เหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙๐ ๔๗́ ๐๐˝ -๙๙๐ ๔๗́ ๔๐˝ ตะวันออก (แผนที่ทหารระวางที่ ๔๙๔๓I พิมพ์ครั้งที่ ๑-RTSD ลำดับชุด L๗๐๑๗ มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ )
ตัวเมืองตั้งอยู่บนพื้นที่ราบริมแม่น้ำยมเชิงเทือกเขาพระศรี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง ประกอบไปด้วยเขาพระศรีและเขารังแร้งเทือกเขาพนมเพลิงวางตัวอยู่ในแนวตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยเขาแก้วและเขาใหญ่อยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก เขาสุวรรณคีรีและเขาพนมเพลิงตั้งอยู่กลางเมือง จากนั้นเป็นไหล่เขาลาดลงไปยังแม่น้ำยม ช่วงที่พาดผ่านแม่น้ำยมทำให้เกิดแก่งน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า“แก่งหลวง”
ลักษณะธรณีสัณฐานกลุ่มเทือกเขาด้านทิศตะวันตกเป็นกลุ่มหินราชบุรี (Ratburi Group) จัดอยู่ในยุคCarboniferousและPermianที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓๔๕ ล้านปีมาแล้ว ประกอบด้วยหินหมวดราชบุรี (Ratburi Formation) หินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นหินปูนผลึกสีเทาอ่อน บางบริเวณเป็นเขาโดด แต่บางบริเวณเป็นเทือกเขาใหญ่ หินมีการโค้งงอและมีการเกิดผลึกใหม่ ส่วนหินที่อยู่ด้านล่างของกลุ่มนี้เป็นหินกลุ่มตะนาวศรีซึ่งพบกว้างกว่า พบมากที่ราชบุรีซึ่งมีซากดึกดำบรรพ์ของยุคเพอร์เมียน โดยวางตัวในลักษณะไม่ต่อเนื่องทางธรณีวิทยาบนหินแก่งกระจานและมีหินชั้นสีแดงของหมู่หินยุคเพอร์เมียนวางตัวอยู่บนร่องรายการเซาะพังของหินปูนกลุ่มเทือกเขาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นกลุ่มหินตะนาวศรี(Tanaosi Group) จัดอยู่ในยุคSilurian-DevonianและCarboniferousที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๒๕ล้านปีมาแล้ว ประกอบด้วยหินหมวดกาญจนบุรี(Kanchanaburi Formation) เป็นชุดที่มีการแปรสภาพและมีซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในยุคไซลูเรียนและดีโวเนียน ส่วนมากเป็นหินที่มีการตกตะกอนซึ่งได้แปรสภาพไปเป็นหินชนวน หินฟิลไลท์และหินควอทไซท์หินมีการโค้งงอมาก
ลักษณะปฐพีสัณฐานมีวัตถุต้นกำเนิดดินที่สามารถแยกได้เป็น ๒ ชนิดคือ
- วัตถุตกค้างและหินลาดเชิงเขา(Residium and Colluvium) เกิดจากการผุพังสลายตัวของพวกหินดินดาน ส่วนหินชนิดอื่นๆ มีบ้างเล็กน้อย เช่น หินกรวดมน หินควอทไซท์ เนื้อดินบริเวณนี้เป็นดินละเอียด แต่บางครั้งจะมีพวกเศษหินดังกล่าวปะปนอยู่ในเนื้อดินด้วย
- ตะกอนของลำน้ำ(Alluvium) ดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ เกิดขึ้นตามลำห้วยหรือที่ราบระหว่างหุบเขาที่เป็นบริเวณแคบๆ มีเนื้อดินที่ไม่แน่นอน เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ดินตะกอนของลำน้ำบริเวณนี้มี ๓ ชนิด คือ ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำใหม่(Recent Alluvium) ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำค่อนข้างใหม่(Semi – Recent Alluvium) และดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำเก่า(Old Alluvium) เนื้อดินบริเวณนี้เป็นดินเนื้อละเอียดปานกลางถึงหยาบ และบางแห่งจะมีพวกก้อนกรวดปะปนอยู่ในเนื้อดิน มีอายุประมาณ ๗๕ ล้านปีถึงปัจจุบัน
สภาพพื้นที่บริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยค่อนข้างราบเรียบถึงสภาพพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อยและสภาพพื้นที่เนินเขา พื้นที่ส่วนใหญ่ลาดเทจากด้านทิศตะวันตกไปสู่ตะวันออกและสามารถจำแนกประเภทของดินได้ดังนี้
1. Red-Yellow Podzolic Soils เป็นประเภทของดินที่พบอยู่บริเวณที่ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยดินประเภทนี้เกิดทั่วไปจากหินหลายประเภทตลอดจนบนที่ราบขั้นบันไดต่างระดับกัน เป็นดินส่วนใหญ่ที่พบในบริเวณป่าไม้และเชิงเขาโดยทั่วๆ ไป
2. Low Humic Grey Soils เป็นประเภทของดินที่พบอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองศรีสัชนาลัย ลักษณะของดินเป็นดินที่เกิดในที่ต่ำ มีการระบายน้ำเลว ลักษณะที่สำคัญ คือ ระดับน้ำใต้ดินจะตื้นและแช่ขังเป็นครั้งคราว เกิดในที่ราบขั้นบันไดเป็นส่วนใหญ่และใช้ในการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก
3. Grey Podzolic Soils เป็นประเภทของดินที่พบทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองศรีสัชนาลัย เกิดบนที่ราบขั้นบันไดที่มีอายุ สภาพพื้นที่มักเป็นที่ราบลุ่มๆ ดอนๆ และมีภูมิอากาศที่มีระยะเปียกและแห้งสลับกัน เป็นดินที่ถูกชะล้างมาก หน้าดินจะมีสีเทาจัดเมื่อแห้ง”(ธาดา สุทธิเนตรและนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์ : ๒๕๔๐)
ภาพที่ ๑ ภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมบริเวณเมืองเชลียง
เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในศิลาจารึกและเอกสารทางประวัติศาสตร์
เรื่องราวก่อนสมัยสุโขทัย(หรือก่อนการสถาปนาราชวงศ์สุโขทัยของพ่อขุนบางกลางหาวในปลายพุทธศตวรรษที่๑๘)ของเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยนั้นไม่ชัดเจนนัก มีเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาแล้วตั้งแต่ในราวพุทธศตวรรษที่๑๖เป็นอย่างน้อย โดยปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งภาคเหนือ(พ.ศ.๑๕๐๓-๑๖๖๙)ฉบับหอหลวง เล่มที่๔๘๙ บทที่๒๔๘ ว่า “ประเทศตันเหมยหลิวเบื้องตะวันออกไปยังจ้านล่าระยะทาง ๕๐ เฉิง เบื้องใต้ไปหลิงเย่โดยทางน้ำ ๑๕ เฉิง เบื้องตะวันตกไปสีเทียนระยะทาง ๓๕ เฉิง เบื้องเหนือไปเฉิงเหลียงระยะทาง ๖๐ เฉิง เบื้องตะวันออกเฉียงใต้ไปเฉิงเย่อระยะทาง ๑๕ เฉิง เบื้องตะวันตกเฉียงเหนือไปลั่วหัวระยะทาง ๒๕ เฉิง”(วินัย พงศ์ศรีเพียร : ๒๕๓๑)
นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงการมีตัวตนของเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในลักษณะของการบอกเล่าเรื่องราวย้อนหลังในรัชสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถุม ด้านที่๑ บรรทัดที่๑๑-๑๒ ความว่า ”เป็นขุนยี่ขุนนางนักหนาแ.........เป็นขุนในเมืองเชลียง.........เมืองใต้ออกพ่อขุนนำถุม” (กรมศิลปากร :๒๕๔๗) และกล่าวถึงความวุ่นวายทางการเมืองในแคว้นสุโขทัยภายหลังการสวรรคตของพ่อขุนศรีนาวนำถุม อันเป็นเหตุให้พ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลาวหาวร่วมมือกันทำสงครามยึดอำนาจทางการเมืองกลับคืนมาจากขอมสบาดโขลญลำพง โดยเริ่มจากการที่พ่อขุนบางกลางหาวตีเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยได้ จากนั้นจึงยกทัพลงมารวมพลกับพ่อขุนผาเมืองที่เมืองบางขลัง ก่อนจะบุกเข้าตีเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ และพ่อขุนบางกลาวหาวได้สถาปนาราชวงศ์สุโขทัยขึ้นในเวลาต่อมา ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่๒๐-๓๕ ความว่า ” สิริพลพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดพาพ่อขุนผาเมืองผดาจกันแลกัน พ่อขุนบางกลางหาวได้เมืองศรีเสชนาไล......พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดเอาพลมาตบกันที่บางขลง”(กรมศิลปากร :๒๕๔๗)
เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในมิติการดำเนินงานทางโบราณคดี
กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ-ขุดค้นทางโบราณคดีในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยและในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่นและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงก่อนสมัยสุโขทัยเป็นจำนวนมาก และยังช่วยให้สามารถแบ่งพัฒนาการทางสังคมภายในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยก่อนสมัยสุโขทัยได้ดังนี้ (ธาดา สุทธิเนตรและสถาพร เที่ยงธรรม : ๒๕๔๐)
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๙ เป็นยุคแรกที่มนุษย์เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัย หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ(earthenware)เนื้อดินหยาบสีน้ำตาลและสีเทามีเม็ดทรายปนในปริมาณมาก ตกแต่งผิวด้วยลายเชือกทาบ เผาด้วยอุณหภูมิต่ำ จึงทำให้เนื้อด้านในของภาชนะยังคงเป็นสีดำ
สันนิษฐานว่าลักษณะทางสังคมมนุษย์ที่อาศัยบริเวณเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยในขณะนั้นเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกผสมผสานกับการล่าสัตว์หาของป่า มีการใช้ภาชนะที่ทำจากดินเผาแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการนับถือศาสนาและการใช้ภาษา-ตัวอักษร
ภาพที่ ๒ เศษภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่พบจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น
สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมทวารวดี
กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๑-๑๖ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่บริเวณวัดชมชื่น กล่าวคือปรับเปลี่ยนจากแหล่งที่อยู่อาศัยไปเป็นสุสานหรือหลุมฝังศพ จากการขุดค้นได้พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 18 โครงที่ถูกฝังลงไปในชั้นดินธรรมชาติที่ว่างเปล่าใต้ชั้นวัฒนธรรมที่พวกเขาอยู่อาศัยราว ๕๐-๑๐๐ เซนติเมตร โครงกระดูกเหล่านี้หันศีรษะค่อนไปทางทิศตะวันตก ไม่มีแบบแผนการจัดเรียงศพที่ชัดเจนตายตัว มีทั้งนอนหงายเหยียดยาว,นอนตะแคงและนอนขุดคู้ โดยเกือบทั้งหมดมีการมัดตราสังข์ที่ข้อเท้าและหัวเข่า พบทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีอายุขณะเสียชีวิตตั้งแต่ ๕-๓๕ปี ความสูงโดยเฉลี่ยของเพศชาย ๑๖๘.๐๓ เซนติเมตร(สมการไทยจีน) เพศหญิง ๑๖๐.๐๕ เซนติเมตร(สมการไทยจีน) เป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพอนามัยดี เนื่องจากไม่พบร่องรอยของโรคที่มีผลกระทบต่อกระดูกโดยตรงและโรคฟันผุ อีกทั้งยังมีการดูแลสุขภาพในช่องปากด้วยการขัดและฝนฟันทั้งด้านตัดและด้านหน้าที่ติดกับริมฝีปากอีกด้วย(ประพิศ ชูศิริ : ๒๕๔๐)
ภาพที่ ๓ โครงกระดูกมนุษย์ที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบร่วมกับโครงกระดูกเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุอุทิศที่ฝังร่วมกับศพผู้ตายที่แสดงให้เห็นถึงการรับวัฒนธรรมทวารวดีมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ แท่งดินเผาทรงกระบอกตกแต่งผิวด้วยการขูดขีดเป็นลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โบราณวัตถุชนิดนี้พบได้ทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดี เช่น เมืองพระรถ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมืองศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น โดยศ.ดร.ผาสุก อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุที่ใช้ขัดถูผิวกาย เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกลุ่มคนในประเทศอินเดียที่ยังใช้แท่งดินเผาในลักษณะนี้ขัดผิวเวลาอาบน้ำ(ธาดา สุทธิเนตรและสถาพร เที่ยงธรรม : ๒๕๔๐)
ภาพที่ ๔ แท่งดินเผาจากแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น
นอกจากนี้แล้วยังพบลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีส้มที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่เรียกว่าการหุงลูกปัด ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษของช่างอินเดีย อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่เมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยกับอินเดีย โดยอาจเป็นการติดต่อผ่านชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลในขณะนั้น เช่น เมืองอู่ทองหรือเมืองคูบัวก็เป็นได้
ภาพที่ ๕ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนจากแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น
วัฒนธรรมร่วมแบบเขมร-ต้นสุโขทัย
ในพุทธศตวรรษที่๑๘ อาณาจักรเขมรในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่๗ได้แผ่ขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมเข้ามายังดินแดนไทยเป็นอย่างมาก ดังที่ได้ปรากฏโบราณสถานและโบราณวัตถุในศิลปะแบบบายนมากมาย ในขณะนั้นชายขอบวัฒนธรรมเขมรด้านทิศใต้ได้แก่วัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี ทิศตะวันตกได้แก่ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนชายขอบทางวัฒนธรรมด้านทิศเหนือนั้นก็คือเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยนั่นเอง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีศาสนสถานเป็นศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง
โบราณสถานในเมืองเชลียง-ศรีสัชนาลัยที่สร้างขึ้นในยุคนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายนอย่างเด่นชัด ได้แก่ ยอดซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ที่ก่อเป็นยอดคล้ายปราสาทเขมร โกลนในเป็นศิลลาแลงประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบหน้าบุคคลยิ้มแบบมีเลศนัยทั้งสี่ด้าน สันนิษฐานว่าอาจเป็นใบหน้าของประโพธิสัตว์ ถัดลงมาเป็นรูปเทวดาประทับนั่งและรูปนางอัปสรร่ายรำ
ภาพที่ ๖ ซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง
ส่วนโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งคือปราสาทวัดเจ้าจันทร์ ซึ่งเป็นปราสาทหลังเดียวโดดๆ ด้านหน้าเป็นห้องที่มีกรอบประตูโค้งสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ แต่ต่อมาถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบหินยาน นอกจากนี้ที่โบราณสถานวัดชมชื่นยังพบหลักฐานว่ามีการก่อสร้างเจดีย์ประธานครอบสิ่งก่อสร้างคล้ายปราสาทเขมรเอาไว้ภายใน(กรมศิลปากร : ๒๕๓๖)
ภาพที่ ๗ วัดเจ้าจันทร์
จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียงและวัดชมชื่นได้พบซากอาคารก่อด้วยอิฐจำนวน ๓ หลังด้วยกัน โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่พบร่วมกับซากอาคารอิฐที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง คือ ชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายทำด้วยดินเผาสีน้ำตาลเข้มปนดำ ตกแต่งเป็นรูปใบหน้าบุคคลสวมเทริด มีลวดลายค่อนข้างละเอียดและมีจุดวงกลมประดับอยู่ที่หน้าผาก(กรมศิลปากร : ๒๕๓๖) และการขุดแต่งด้านนอกกำแพงวัดยังได้พบเครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวสมัยราชวงศ์ซ่งภาคใต้จากแหล่งเตาเต๋อฮั่ว มณฑลฝูเจี้ยน ที่กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๘ด้วยเช่นกัน
ชุมชนดังกล่าวนี้ได้มีพัฒนาการทางสังคมอย่างต่อเนื่องมาจนเป็นเมืองศรีสัชนาลัยในสมัยสุโขทัยเมื่อราวพุทธศตวรรษที่๑๙ และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองสวรรคโลกในเวลาต่อมา
ภาพที่ ๘ ซากอาคารก่ออิฐภายในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดชมชื่น
ภาพที่ ๙ กระเบื้องเชิงชายรูปบุคคลพบจากการขุดค้นที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง
ภาพที่ ๑๐ เครื่องถ้วยจีนเคลือบขาวสมัยราชวงศ์ซ่งภาคใต้จากแหล่งเตาเต๋อฮั่ว มณฑลฝูเจี้ยน กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่๑๘ที่พบจากการขุดแต่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง
บทความโดย บัณฑิต ทองอร่าม นักโบราณคดีชำนาญการ
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย
บรรณานุกรม
นอร์ทเทิร์นซัน(๑๙๓๕) ,บริษัทจำกัด.รายงานเบื้องต้น : การขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี โครงการปรับปรุงอาคารหลุมขุดค้นวัดชมชื่น,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๔๙.----------.รายงานการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี :โครงการขุดแต่งและออกแบบภูมิทัศน์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง(ต.๑) อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๕๑.ปุราณรักษ์ , ห้างหุ้นส่วนจำกัด.รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๓๗.สุรเดช วิชิตจารุกุล.พัฒนาการเมืองเชลียง : การศึกษาจากหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์และข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี,สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.ศิลปากร,กรม.เมืองเชลียง เชียงชื่น ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก,สำนักพิมพ์สมาพันธ์,๒๕๓๖.----------.รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองเชลียง แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น,เอกสารอัดสำเนา,๒๕๓๗.----------. วัดชมชื่น, ส.ไพบูลย์การพิมพ์ , ๒๕๔๐.----------. ประชุมจารึกภาคที่๘ จารึกสุโขทัย, อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ,๒๕๔๗.วินัย พงศ์ศรีเพียร.ศรีสัชนาลัย:ปัญหาในประวัติศาสตร์ไทย,แถลงงานประวัติศาสตร์เอกสารโบราณคดี ฉบับพิเศษ ปีที่๒๒ มกราคม-ธันวาคม,๒๕๓๒.วันวิสาข์ ธรรมานนท์.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเมืองโบราณศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๔๓.หฤทัย ดีรุ่งโรจน์.การกำหนดอายุและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย,สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗.เหมลักษณ์ก่อสร้าง , ห้างหุ้นส่วนจำกัด. รายงานเบื้องต้นการขุดค้นทางโบราณคดี โครงการขุดค้นชั้นดินทางโบราณคดี ขุดแต่งกำแพงเมืองด้านตะวันออกริมแม่น้ำยม กำแพงเมืองด้านทิศเหนือและวัดร้างต.๓๒.เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๔๒.