ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ
ชื่อเรื่อง : เล่าเรื่องไปเมืองอเมริกา โดย พระราชธรรมโสภณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายแพทย์ตุ๊ ชัยวัฒน์ ณ ฌาปนสถานของกองทัพเรือ วัดเครือวัลย์วรวิหาร 19 ตุลาคม 2518 ชื่อผู้แต่ง : พระราชธรรมโสภณปีที่พิมพ์ : 2518 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์มณีวิทยากรการพิมพ์ จำนวนหน้า : 26 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้เป็นการบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ที่ นายแพทย์ตุ๊ ชัยวัฒน์ เป็นผู้มีอุปการคุณในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ขณะที่พระราชธรรมโสภณ ได้มีโอกาสเดินทางตามเสด็จ สมเด็จพระสังฆราช ไปทอดผ้าป่าเพื่อสมทบทุนสร้างวัดไทย ณ นครลอสแอลเจลิส สหรัฐอเมริกา พร้อมมีหนังสือ ขออนุญาตการพำนักบำเพ็ญศาสนกิจ อยู่จำพรรษา ณ นครนิวยอร์ค ต่อ และหนังสือเรื่อง ขอต่ออายุหนังสือเดินทางเข้าเมืองสหรัฐฯ พร้อมภาพถ่าย ณ วัดพุทธศาสน์ ในนครนิวยอร์ค ที่ไปพัก และน้ำตกแองการ่า รวมถึงรายนามผู้ร่วมบริจาคให้การเดินทางครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี
องค์ความรู้ เรื่อง พระเหวัชระบนสังข์สำริด
เรียบเรียง/ภาพ นางสาวพรพิณ โพธิวัฒน์
ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น
#องค์ความรู้
#พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น
#สำนักศิลปากรที่๘ขอนแก่น
กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชม “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุกและได้ความรู้จากกรมศิลปากร วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 14.00 - 15.00 น. ในตอน "วารสารศิลปากร" ร่วมพูดคุยไปกับ อัจฉรา จารุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ภาวิดา สมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์เอกสาร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดำเนินรายการโดย สุธีรา สัตยพันธ์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ รับชมได้ผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube: กรมศิลปากร
“ศิลป์ stories“ รายการ Podcast ที่สนุก และได้ความรู้จากกรมศิลปากร กำหนดออนไลน์ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 14.00 - 15.00 น. เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2569
ลักษณะของสมอเรือแบบ Admiralty Anchor ที่พบจากการสำรวจบริเวณอ่าวชุมพร โดยทีมกองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร
สมอเรือที่พบมีความยาวประมาณ 1.40 เมตร สภาพผิวภายนอกถูกปกคลุมด้วยสนิม เพรียง และปะการัง แต่ยังสามารถมองเห็นรูปทรงโดยรวมได้อย่างชัดเจน จุดเด่นของสมอประเภทนี้คือเป็นสมอเหล็กหล่อทั้งชิ้น ส่วนหัว (crown) เชื่อมกับแขนสมอ (arm) ด้วยวิธีการตีขึ้นรูป เงี่ยงสมอมีลักษณะคล้ายหัวลูกศร (fluke) สำหรับจิกพื้นทะเล
ก้านสมอ (shank) เรียวยาว ปลายด้านหนึ่งมีรูสำหรับติดตั้งกะสมอ (stock) ซึ่งทำหน้าที่บังคับทิศทางของสมอให้แขนสามารถปักจิกลงในพื้นท้องทะเลได้ (แต่กะสมอในกรณีนี้ได้หลุดหายไปแล้ว) ส่วนปลายสุดของสมอยังคงมีห่วงโลหะ (ring) สำหรับยึดกับโซ่สมอหลงเหลืออยู่ในสภาพชัดเจน
ส่องอักษรดูสาระ นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากคำศัพท์ และองค์ความรู้ที่น่าสนใจในเอกสารโบราณที่มีอยู่ ณ ห้องอีสานศึกษา ของหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา นักภาษาโบราณขอพาไปส่อง อานิสงส์ผลบุญของการบวช เนื้อหามีดังนี้ ในช่วงฤดูร้อนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่นอกเหนือจากการทำบุญไหว้พระตามวิถีชาวพุทธแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในช่วงปิดภาคเรียน คือ การบรรพชาสามเณร ที่จัดขึ้นโดยวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในบางพื้นที่จัดเป็นโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมวินัย และฝึกฝนจิตใจตามหลักพุทธวิธี อันเป็นการสร้างรากฐานทางจริยธรรมที่เข้มแข็งและร่วมสืบสานพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป การบรรพชานี้ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ในทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการยกระดับจากสถานะผู้นับถือ (ฆราวาส) ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย โดยผลบุญมีอานิสงส์ต่อตัวผู้บวช ดังข้อความในเอกสารโบราณหน้าลานที่ 6 ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 4-5 และลานที่ 6 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 1 ความว่า ‘...บุคคลผู้ใดได้บรรพชาในพระศาสนาแล้ว บุคคลผู้นั้นไปในเบื้องหน้า ก็จะได้เป็นอินทร์พรหมบรมจักรเป็นอัครราชาในประเทศน้อยใหญ่และจะประกอบไปด้วยอิสริยยศแลบริวารยศแต่ละสิ่ง ๆ นั้นจะนับจะประมาณมิได้ ด้วยผลอานิสงส์ที่ได้ทรงบรรพชาในพระพุทธศาสนา ฯ...’ และตามความเชื่อทางศาสนาดังประโยคที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสเทศนาอานิสงส์แห่งการบรรพชาอุปสมบทไว้โดยอเนกประการว่า ทาสสฺส อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลใดมีศรัทธาบรรพชาทาสกรรมกรให้เป็นสามเณร หรือสามเณรี มีอานิสงส์ 4 กัลป์ โดยประโยคนี้สอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในเอกสารโบราณหน้าลานที่ 4 ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 3 ความว่า ‘…อันว่าบุคคลหญิงชายจำพวกใดได้มีศรัทธาเลื่อมใสได้โปรดทาสกรรมกรหญิงชายให้บวชเป็นสามเณรสามเณรีในพระศาสนา ชนผู้นั้นก็จะได้ผลานิสงส์ 4 กัลป์...’ ซึ่งอานิสงส์แห่งการบรรพชานั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงผู้ที่ครองเพศสมณะเท่านั้น หากแต่ยังมีอานุภาพแผ่ไพศาลไปถึงครอบครัวและวงศ์ตระกูล โดยเฉพาะบิดามารดาผู้ที่จะได้รับมหากุศลอันเลิศล้ำจากการบวชของบุตร ดังข้อความที่ปรากฏในเอกสารโบราณหน้าลานที่ 6 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 1-3 ความว่า ‘...ได้บวชลูก บวชหลานเหลนไว้ในพระศาสนาในกาลบัดนี้ ๆ จัดได้ชื่อว่าเป็นญาติในพระศาสนา อันจะกระทำการกุศลสิ่งอื่น ๆ สักหมื่นแสนก็ดีจะได้นับเข้าว่าเป็นญาติในพระศาสนาหามิได้ ฯ คำอันนี้ก็มีมาทำเนียมเยี่ยงอย่างมาแต่กาลปางก่อน...’ และเพื่อประจักษ์ถึงบุญอานิสงส์ทีได้รับนั้นไม่มีประมาณทั้งผู้ปกครอง ผู้ที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสและผู้ที่บวช ว่าผลบุญอันยิ่งใหญ่นี้เป็นมหากุศลที่ยากจะคำนวณนับและหาที่เปรียบเปรยมิได้ ดังข้อความที่ปรากฏในเอกสารโบราณหน้าลานที่ 8 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 3-5 ความว่า ‘…บุคคลผู้ใดได้มีศรัทธาบวชลูกบวชหลานเหลนแลภริยาสามีทาสาทาสีและบวชตัวเองไว้ในพระพุทธศาสนา บุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นญาติในพระศาสนา ฯ อันผลแห่งการบรรพชานี้ล้ำเลิศประเสริฐยิ่งใหญ่นักหนา หาที่จะอุปมามิได้...’ การบรรพชาอุปสมบท มิได้เป็นเพียงวิถีปฏิบัติที่สืบทอดมาแต่ครั้งพุทธกาล หรือเป็นเพียงพิธีกรรมตามขนบประเพณีเท่านั้น หากแต่คือการ 'เปลื้องทุกข์' ด้วยความตั้งมั่นที่จะสละความวุ่นวายทางโลก มุ่งสู่มรรควิถีแห่งความสงบอันบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ล้วนมีหัวใจสำคัญร่วมกันคือการรักษาธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมคำสอนให้ยั่งยืนสืบไป สำหรับโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนมักจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยทั่วไปโครงการนี้ส่วนใหญ่เป็นการ 'บรรพชาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย' เพื่อขยายโอกาสให้เยาวชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงหลักธรรมอย่างเท่าเทียม ซึ่งวัดที่ดำเนินโครงการจะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง หากท่านใดสนใจศึกษาคัมภีร์ใบลาน เรียนเชิญได้ที่ห้องอีสานศึกษา ชั้น 2 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ค่ะเรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ กราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
บรรณานุกรม
• “อานิสงส์บรรพชา” หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา. หนังสือใบลาน 1 ผูก. อักษรขอม-ไทย. ภาษาบาลี – ไทย. เส้นจาร. ฉบับทองทึบ. พ.ศ.๒468. เลขที่ นม.บ.180/2.
• 84000 พระธรรมขันธ์. อานิงส์บวช. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2569, จาก: https://84000.org/anisong/08.html
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 กรมศิลปากรได้จัดกิจกรรม “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู รักษา สร้างสรรค์ ส่งเสริม และสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่เพื่อเป็นเกียรติภูมิของชาติ
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรได้จัดกิจกรรม “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรม โดยเชี่อมโยงแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เริ่มเส้นทางจากอาคารกรมศิลปากรเดิม บริเวณสนามหลวง ซึ่งยังคงความงดงามของคุณค่าโบราณสถานสถาปัตยกรรมทรงยุโรป และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จากนั้นเยี่ยมชมอาคารถาวรวัตถุ หรือตึกแดง ซึ่งออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จัดแสดงตู้พระธรรม มรดกล้ำค่าของไทย นิทรรศการพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 5ก่อนจะเข้าชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ชิ้นเยี่ยมที่เป็นมรดกของแผ่นดินไทยในแต่ละยุคสมัย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “สยามพัสตราภรณ์พิไล เทิดไท้พระพันปีฯ” ซึ่งกรมศิลปากรจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอด พัฒนา และเผยแพร่งานประณีตศิลป์ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ให้เป็นสมบัติศิลป์อันงดงามและทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน โดยนิทรรศการฯ นำเสนอความรู้เกี่ยวกับผ้าและสิ่งทออันงดงามของไทย โดยเฉพาะผ้าทอมือชิ้นเยี่ยมแบบต่าง ๆ ของแต่ละภูมิภาค ซึ่งคัดเลือกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และสำนักหอสมุดแห่งชาติ รวมจำนวน 111 รายการ มาจัดแสดง อาทิ ผ้าสมปักปูม ผ้าซิ่นทิวมุกจกดาว ผ้าซิ่นเชียงแสน ผ้าซิ่นหมี่ตาต่อตีนจก ผ้าจวนตานี แบ่งหัวข้อการจัดแสดงออกเป็น 1. กว่าจะเป็นผ้าทอ เล่าความเป็นมาของผืนผ้าจากฝีมือมนุษย์ นับแต่อดีตผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ แวดินเผา ลูกกลิ้งดินเผา 2. กระสวย หูก กี่ วิถีการทอ 3. ชาติพันธุ์ภูษาภรณ์ 4. ภูษิตศรัทธา อาทิ ผ้าห่อคัมภีร์ ผ้าที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมต่าง ๆ เสื้อยันต์หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และ 5. สืบทอดสยามวัตถา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ กำหนดเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า เส้นทางดังกล่าวยังรวมไปถึงโรงละครแห่งชาติ สถานที่จัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีของชาติมากว่า 60 ปี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า และวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า นับเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม ถือเป็นต้นกำเนิดของชีวิตชาวบางกอกอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ สำนักการสังคีต ได้จัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี รายการ “ยลสังคีตศิลป์ถิ่นโรงละครแห่งชาติ” ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ โรงละครแห่งชาติ รายการแสดงประกอบด้วยการบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้นวม เพลงโหมโรงศรีสมเด็จ การแสดงชุด “สำนึกพระคุณกรุณา สองนางฟ้าประชาไทย” ระบำจตุรทิศวิจิตรไทยอาภรณ์ (ระบำผ้าไทย 4 ภาค) การบรรเลงและขับร้องวงปี่พาทย์มอญ การขับร้องเพลงวอนแฟนเพลง โดย นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ การแสดงชุด “มอญใต้พระบรมโพธิสมภาร” การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนศรพรหมาศ บรรเลงโดยวงออร์เคสตราและวงปี่พาทย์ ซึ่งบัตรเข้าชมการแสดงถูกจองเต็มทุกที่นั่งแล้ว กรมศิลปากรจึงเปิดรอบการแสดงเพิ่มเติมในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. บัตรราคา 400, 300, 200, 150, 100 บาท เริ่มจำหน่ายบัตรวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป โดยจองบัตรที่นั่งผ่านช่องทางออนไลน์ https://ntt.finearts.go.th (ทั้งนี้ ต้องสมัครเป็นสมาชิกของโรงละครแห่งชาติก่อนซื้อบัตรชมการแสดง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. 0 2221 6532, 0 2221 1342
ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรม “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” เดินทางตามรอยมรดกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมสืบสาน สนับสนุน และอนุรักษ์ให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติดำรงอยู่คู่สังคมไทย ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9 ฉบับที่ 589 (30 ก.ย. 2510)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2510
ลักษณะวัสดุ 8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.
ภาษา ไทย
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี
ที่ตั้ง
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่อดีต ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์กลางของเมืองโบราณสุพรรณบุรี ในท้องที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
สาระสำคัญ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นวัดที่สำคัญตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ด้านทิศตะวันตก บริเวณศูนย์กลางเมืองโบราณสุพรรณบุรี ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ภายในวัดประกอบไปด้วยโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ พระปรางค์ ซึ่งเป็นเจดีย์ประธานของวัดศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม จำนวน 2 องค์ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์ อุโบสถ วิหารน้อย และซากเจดีย์รายจำนวน 2 องค์ บริเวณด้านทิศตะวันตกของพระปรางค์ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปหินทรายอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายในวิหารด้านหน้าพระปรางค์
ลักษณะทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของพระปรางค์
พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี ก่อด้วยอิฐสอดิน ผิวด้านนอกฉาบปูนส่วนฐานทำเป็นชุดฐานบัวลูกฟัก สี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 4 ชั้น รองรับองค์เรือนธาตุ ลักษณะมุมมีมุมประธานซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่กลาง มุมย่อยซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่กลาง มุมย่อยซึ่งมีขนาดเล็กกว่าขนาบทั้งสองข้าง
องค์เรือนธาตุสอบโค้งเข้าหาส่วนบน ย่อมุมรับกับส่วนฐาน มีมุมซุ้มจระนำทั้ง 4 ด้าน เฉพาะด้านทิศตะวันออกทำเป็นคูหา ประดิษฐานพระปรางค์จำลอง ผนังห้องคูหาทั้ง 3 ด้านฉาบปูนเรียบ เพดานบุด้วยแผ่นไม้กระดาน และมีบันไดขึ้นสู่คูหาเพียงด้านเดียว หน้าบันเรือนธาตุทำเป็นซุ้มลดซ้อนกัน 2 ชั้น ประดับลวดลายปูนปั้นเป็นรูปมกรและนาค บริเวณชั้นบัวรัดเกล้าปรากฏรูปเทพพนมระหว่างมกรและนาค บริเวณชั้นบัวรัดเกล้าปรากฏลวดลายปูนปั้นเป็นรูปอุบะและกลีบบัว อันเป็นแบบประเพณีนิยมสมัยอยุธยาตอนต้นสามารถเปรียบเทียบได้กับชั้นบัวรัดเกล้าที่พระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เหนือขึ้นไปเป็นชั้นเชิงบาตรครุฑแบก ยักษ์แบก แต่ปัจจุบันปรากฏเพียงปูนปั้นรูปยักษ์บริเวณมุมย่อยเท่านั้น นอกจากนี้บริเวณหน้ากระดานของวิมานชั้นแรกยังปรากฏลวดลายปูนปั้นเป็นรูปหงส์ รูปใบไม้ ในกระจกอีกด้วย
ส่วนยอดพระปรางค์ประกอบด้วยชั้นวิมานจำลองซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 7 ชั้น สอบโค้งเข้าหาปลาย บริเวณมุมและด้านประดับด้วยกลีบขนุนและซุ้มบันแถลง ยอดพระปรางค์ประดังด้วยนภศูล
เมื่อ พ.ศ. 2456 ในคราวขุดกรุพระปรางค์วัดนี้ได้พบจารึกลานทองหลายลานด้วยกัน ที่สำคัญคือ จารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่ทรงสร้างและทรงซ่อมพระปรางค์องค์ดังกล่าวไว้ด้วย (จารึกหลักที่ 47) ) ซึ่งอายุของจารึกลานทองแผ่นนี้ นักภาษาโบราณหลายท่าน ( ก่องแก้ว วีรประจักษ์, เทิม มีเต็ม , อุไรศรี วรศะริน ) ให้ความเห็นว่า อักษรในจารึกลานทองแผ่นนี้เป็นรูปอักษรในราวพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่เมื่อพิจารณาตามข้อความในจารึกและพระนามพระมหากษัตริย์แล้วจะเห็นว่าเป็นพระนามกษัตริย์ในสมัยอยุธยา ขัดกันกับรูปอักษรมาก ในขณะที่พิจารณาทางรูปแบบศิลปกรรมศิลปกรรมขององค์ปรางค์ก็เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา จึงมีทางเป็นไปได้ว่า จารึกลานทอง หลักที่ 47 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนี้เป็นจารึกที่สร้างขึ้นใหม่ โดยใช้อักษรข้อความลอกเลียนแบบจารึกของเดิมซึ่งชำรุด
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ฝ่ายวิชาการ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้ดำเนินงานขุดค้นบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พบว่าบริเวณดังกล่าวนี้ปรากฏร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗
เมื่อโสมส่อง: Muea Som Song(I Never Dream)
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๘
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๘ ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช ๒๔๙๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษได้พระราชทานให้นำไปบรรเลงในงานรื่นเริงประจำปี ของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ สโมสรสวนสราญรมย์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๗ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา แต่งคำร้องภาษาไทยถวาย
Royal composition Number 18
The eighteenth royal musical composition was written in 1954, with English lyrics by His Royal Highness Prince Chakrabhand Pensiri. It was granted to be peroformed at the annual fair of the American University Alumni Association under the Royal Patronage at Saranrom Club on Saturday, 23 January 1954. His Majesty later requested Thanpuying Somroj Swasdikul Na Ayudhya to compose the Thai lyrics for the tune.