ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ

ชื่อผู้แต่ง              - ชื่อเรื่อง               อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายฟุ้ง  ศรีวิจารณ์ ครั้งที่พิมพ์           - สถานที่พิมพ์        กทม. สำนักพิมพ์          หจก. ดอกจันทร์การพิมพ์ ปีที่พิมพ์              ๒๕๓๓ จำนวนหน้า          ๑๗๐  หน้า                          บุตร – ธิดา ของคุณฟุ้ง  ศณีวิจารณ์ จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายฟุ้ง  ศรีวิจารณ์ ป.ม. , ท.ช. , ต.จ.ว. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เนื้อหาของหนังสือประกอบด้วย ๔ ส่วนคือ ส่วนแรก เป็นพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เบื้องหลังของการสร้างวัดไทยพุทคยาประเทศอินเดีย ส่วนที่สามเป็นบทความที่นายฟุ้ง  ศรีวิจารณ์ เขียนลงในหนังสือต่าง ๆ ได้แก่ เรื่อง “ส่วนสูงเป็นเหตุ” “กำเนิดดนตรีไทยเทพศิรินทร์” และ “จระเข้หางยาว” และส่วนที่สี่ เป็นโน๊ตดนตรีไทย ที่บันทึกไว้ด้วยลายมือนายฟุ้ง  ศรีวิจารณ์ คัดลอกมาจากต้นฉบับจริงโดยมิได้มีการดัดแปลงแก้ไข


          ในสังคมชาวพุทธ เราถูกสอนให้เข้าใจถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ มีใหม่ มีเก่า ฯลฯ ทุกอย่างมีความเสื่อมเป็นธรรมดา จิตใจมนุษย์ก็เหมือนกัน มีการแปรเปลี่ยนตลอดวัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย มีความทุกข์ร้องไห้ มีความสุข สนุกสนาน ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ใดอยู่ได้นาน ตามแต่สถานการณ์ต่างๆ จะนำพาไป ในทางพระพุทธศาสนาเปรียบจิตใจมนุษย์เหมือนลิง จิตมีเกิดดับ อุปมาเหมือนลิงท่องเที่ยวในป่าใหญ่ ห้อยโหนกิ่งไม้จากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จิตมนุษย์มีการเคลื่อนไหวเฉกเช่นเดียวกัน มีความคิดที่ฟุ้งซ่านเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การได้ทำสมาธิหรือการทำอานาปานสติเหมือนเป็นการหาหลักมามัดลิงไว้ให้สงบลงบ้าง เพื่อจะได้ใช้สติพิจารณาดูความเป็นไปของจิตใจตนเอง เมื่อพิจารณาจึงได้เห็นบางอย่าง จิตใจมนุษย์มักชื่นชอบและหลงใหลไปกับค่านิยมในสังคมได้แบบง่ายๆ กิเลศต่างๆ บำรุงจิตใจ จนกายเป็นลิงตัวใหญ่ที่มีพละกำลังมากมาย มีความทะยานอยากได้อยากมีในสิ่งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่เที่ยงแท้ เดี๋ยวก็เสื่อม            นิทรรศการ "ใจเรา ใจลิง (The Monkey Mind)" โดย ชัชวาล อ่ำสมคิด นี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจข้างต้น ชัชวาลใช้จิตนาการสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงรูปลักษณ์ของจิต โดยอาศัยรูปทรงของสัตว์ โดยเฉพาะลิงสายพันธุ์ต่างๆ อุปมา อุปไมย เปรียบเทียบความไม่แน่นอนของจิตใจมนุษย์ผ่านท่าทาง เรื่องราวสภาพแวดล้อม น้อมนำให้ผู้ชมผลงานสัมผัสได้ถึงจินตนาการและความงามของประติมากรรมที่ทำจากวัสดุทองสำริด           นิทรรศการ ใจเรา ใจลิง (The Monkey Mind) จัดแสดงวันที่ 3 – 30 มีนาคม 2566 ณ อาคาร 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดทำการวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 น. – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)




เลขทะเบียน : นพ.บ.439/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 5.5 x 58.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 157  (141-148) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : เวสฺสนฺตรชาตก--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.584/3                            ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 189  (372-377) ผูก 3 (2566)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


#เก๊าไม้เก๊าตอกลมแล้งชื่อทางการ : ราชพฤกษ์         ลมแล้ง ต้นไม้มงคลที่ต้นไม้ประจำชาติไทย มีการเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกราชพฤกษ์ว่า “คูน” เนื่องจากจำง่ายกว่า ทางภาคเหนือเรียกว่า “ลมแล้ง” และจะบานสีเหลืองอร่ามในช่วงเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะเทศกาลปี๋ใหม่เมือง ข้อมูลจาก เพจอุทยานหลวงราชพฤกษ์ https://www.facebook.com/129630133792811/posts/2195581530530984/



องค์ความรู้ตอนที่ 2 ที่นำเสนอในวันนี้มีชื่อว่า "Ep.2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ?" นำเสนอเกี่ยวกับชื่อ “ลังกาสุกะ” ที่ปรากฏในเอกสารโบราณต่างๆ และสันนิษฐานว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง ลังกาสุกะ เป็นชื่อเมืองที่ปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณ กล่าวกันว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 21 ผลจากการศึกษาเอกสารโบราณ นักวิชาการได้สรุปในเบื้องต้นว่าที่ตั้งของเมืองลังกาสุกะนั้นตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูโดยมีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนใต้และบริเวณเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าลังกาสุกะนั้นตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง แต่ทั้งนี้การศึกษาเรื่องเอกสารโบราณยังมีข้อถกเถียงอีกมากมายหลายประการ การนำเสนอองค์ความรู้ในครั้งนี้เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งในการศึกษาเมืองลังกาสุกะที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลทางด้านวิชาการถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ แต่ทั้งนี้ การศึกษาเอกสารโบราณ ยังมีปัญหาอีกมากในการนำมาใช้งาน ทั้งการอ่านหรือแปลความ หรืออคติของผู้เขียนเอง ดังนั้น การศึกษาเอกสารโบราณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตีความทางด้านโบราณคดี --------------------------- Ep1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3  จังหวัดชายแดนใต้ https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/628320109334790 Ep2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ? Ep3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี Ep4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ EP5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR) Ep6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี --------------------------- อ้างอิง กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร. พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ๓ จังหวัดชายแดนใต้. สงขลา : สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา, ๒๕๖๕. อมรา ศรีสุชาติ.ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร,๒๕๕๗. --------------------------- ข้อมูลการศึกษาลังกาสุกะเพิ่มเติม  Gustaaf Schlegel, “Geographical Notes  Lang-ga-siu or Lang-ga-su and Sih-lan shan Ceylon, in T’uong Pao vol.9 No.3 (1898), 191-200  Ed. Huber, “Reviewed Work: En Oud-Javaansch geschiedkundig gedicht uit het bloeitijdperk van Madjapahit by H. Kern”in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient Vol.4, No. 1/2 (janvier-juin 1904), 474-475  Paul Pelliot, Deux itinéraires de Chine en Inde à la fin du VIIIe siècle in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ,1904 vol 4, 131-413  G.E. Gerini, “The Nagarakretakama list of the countries on the Indo-Chinese mainland” in Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland, (1905), 485-511  Charles Otto Blagden, “Siam and the Malay peninsula” in Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland, (1906), 107-119  G.P. Rouffaer, Was Malaka Emporium Voor 1400 A. D., Genaamd Malajoer? En Waar Lag Woerawari, Ma-Hasin, Langka, Batoesawar? in Bijdragen tot de taal-, land- en volkenkunde, deel Ixxvii (1921), 359-569   W. Linehan, “Langkasuka The Island of Asoka” in Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society, Vol. 21, No. 1 (144) (April 1948), pp. 119-123.  G. Ferrand, “Le Melaka, Le Melayur” in Journal Asiatique (paris), 1918, 391-484.   George Coedes, “Le royaume de Crivijaya” in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ,1918 vol XVIII,no.6, 1-36. and Les états hindouisés d'Indochine et d'Indonésie (Paris : De Boccard, 1964)  Roland Braddell, “Notes on Ancient Times in Malaya - Langkasuka and Kedah” in Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society, Vol. 23, No. 1 (151) (February, 1950), 1-36.  Paul Wheatley, “Langkasuka” in The Golden Khersonese (Kuala Lumpur : University of Malaya Press, 1961), 252 - 267.



           สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญฟังการบรรยายเรื่อง "โครงการพระราชดำริป่ารักน้ำ บริษัท ดอยคำฯ : สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานในหลวง รัชกาลที่ 10" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ประจำปี 2566 วิทยากรโดย นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ในวันพุธที่ 26 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.30-16.30 น. ณ อาคารดำรงราชานุภาพ ถนนหน้าพระธาตุ เขตพระนคร กรุงเทพฯ             และยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ : National Library of Thailand  (www.facebook.com/NationalLibraryThailand) ได้ในวันและเวลาดังกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 08 6891 2548 


แผ่นจุณเจิมนี้ พบจากเมืองโบราณดงคอน อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ปัจจุบัน จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี จังหวัดชัยนาท           แผ่นจุณเจิมนี้สร้างจากหิน โดยใช้เครื่องมือสลักลงบนแผ่นหินเป็นลวดลายนูนต่ำ มีขนาดที่วัดได้ ณ ปัจจุบัน กว้าง ๑๑.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๕.๘ เซนติเมตร ชำรุดหักเหลือเพียงส่วนเบ้าหลุมตื้นๆ ตรงกลางและลวดลายสลักนูนต่ำบางส่วน ผิวหน้าของแผ่นจุณเจิมมีการกะเทาะหายไป หลงเหลือลวดลายหม้อน้ำ (กลศ) ลวดลายสังข์ และลวดลายส่วนด้ามของแส้จามรี (จามร) ที่เป็นเครื่องสูงอย่างหนึ่ง สันนิษฐานว่าแต่เดิมอาจมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม           มีนักวิชาการหลายท่าน สันนิษฐานว่าแผ่นจุณเจิมนี้อาจทำขึ้นเพื่อเป็นแผ่นหินรองรับหม้อน้ำ (ปูรณฆฏะ) เพื่อใช้สรงน้ำเทพและเทพี ในพิธีราชสูยะ หรือพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ทวารวดี หรืออาจเป็นไปได้ว่าแผ่นจุณเจิมนี้เบ้าตรงกลางอาจมีไว้สำหรับใส่เครื่องหอม ซึ่งอาจใช้สำหรับพราหมณ์ในการทำพิธีกรรมทางศาสนา           แผ่นจุณเจิมนี้มีการค้นพบในพื้นที่ต่างๆ บนดินแดนไทย ได้แก่ แผ่นจุณเจิมที่พบที่พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แผ่นจุณเจิมที่พบที่เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม แผ่นจุณเจิมที่พบที่อนุเสาวรีย์กลางแจ้ง วัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และแผ่นจุณเจิมที่พบที่ บ้านหนองจิก อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี            แผ่นจุณเจิม ที่พบจากเมืองโบราณดงคอน อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทนี้ กำหนดอายุสมัยอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว แม้จะชำรุดไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมและความเชื่อของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเมืองโบราณดงคอน ในอดีตเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว -------------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : Facebook Page พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนี https://www.facebook.com/chainatmunimuseum/posts/pfbid029B51XxeP15Wpgr5GiLwr39PWJvThc2VGdvoSa1MmgRojhVnj99mvWmaMz31Pf43Ql  


ชื่อเรื่อง                     ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ ภาค 1 - 6ผู้แต่ง                       องค์การค้าของคุรุสภาประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ประเพณี ขนบธรรมเนียม คติชนวิทยาเลขหมู่                      390.09593 ห391ลสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์คุรุสภาปีที่พิมพ์                    2504ลักษณะวัสดุ               316 หน้าหัวเรื่อง                     พิธีศาสนาและพิธีกรรมภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกรวบรวมเกี่ยวกับประเพณีต่างๆ การทำบุญ มีทั้งหมด 6 ภาค    


ชื่อเรื่อง                    สพ.ส.74 เทพลินทองประเภทวัสดุ/มีเดีย       สมุดไทยขาวISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                  วรรณคดีลักษณะวัสดุ              158; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง                    วรรณคดี                   ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   ประวัติวัดอู่ทอง ต.โคกคราม  อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ 


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่เจดีย์วัดพระธาตุดอยกองมู ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอนวัดพระธาตุดอยกองมู เดิมมีชื่อเรียกว่า จองป๋ายหลอย หรือ วัดปลายดอย ตั้งอยู่บนยอด “ดอยกองมู” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองแม่ฮ่องสอน กองมูเป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่า พระเจดีย์ เพราะเชื่อกันว่าเขาลูกนี้มีลักษณะเหมือนเจดีย์ .ภายในวัดมีเจดีย์ที่สำคัญ 2 องค์ คือ เจดีย์องค์ใหญ่และเจดีย์องค์เล็ก ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ตอนที่ 177 วันที่ 27 ตุลาคม 2524 หน้า 3690 รวมทั้งวิหารหลังคาทรงยวนที่อยู่ติดกันด้วย.เจดีย์องค์ใหญ่ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2403 (จุลศักราช 1222) โดยศรัทธาผู้สร้างคือ คหบดีชื่อ จองต่องสู่ และนางเหล็ก ผู้เป็นภรรยา ภายในบรรจุพระธาตุของพระโมคัลลานะ ที่อัญเชิญมาจากเมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ซึ่งมอบให้พระอูปั่นเต๊กต๊ะ ช่วยจัดหาพระธาตุสำหรับบรรจุภายในเจดีย์ให้ เมื่อก่อสร้างเสร็จเต็มองค์แล้ว เจดีย์มีฐานกว้างด้านละ 20 เมตร สูง 33 เมตร ต่อมาจองต่องสู่ได้จ้างช่างที่เมืองมะละแหม่งให้ทำยอดฉัตรเจดีย์ให้ แต่ว่าได้ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้ทำพิธียกฉัตรและสมโภช หลังจากนั้นเจดีย์ได้พังลงเหลือเพียงส่วนฐานข้างล่างจากคอระฆังลงมา ปลายปีพุทธศักราช 2491 พระครูอนุสนธิศาสนากิจ เจ้าอาวาสวัดไม้ฮุง และคณะศรัทธา ได้ร่วมกันบูรณะใหม่ให้เต็มองค์และทำพิธียกฉัตรสมโภชเมื่อเดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช 2493 ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช 2511 มีการบูรณะเจดีย์โดยพระครูอนุสารสาสนกรณ์ (ปานนุ วิสุทโธ) เจ้าอาวาส พร้อมคณะศรัทธา ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเจดีย์ตั้งอยู่บนฐาน 8 เหลี่ยมซ้อนกันและสร้างซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิด 8 องค์ และทำพิธียกฉัตรสมโภชเมื่อปีพุทธศักราช 2514.เจดีย์องค์เล็ก สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2417 (จุลศักราช 1236)  โดยศรัทธาผู้สร้างคือ พญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองคนแรกของแม่ฮ่องสอน ภายในบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตร ที่อัญเชิญมาจากเมืองมัณฑเลย์ ประเทศพม่า ซึ่งมอบให้พระอูเอ่งต๊ะก๊ะ ช่วยจัดหาพระธาตุบรรจุภายในเจดีย์ให้ และทำพิธียกฉัตรสมโภชเมื่อพุทธศักราช 2418 .แม้ว่าเจดีย์ทั้งสององค์จะสร้างไม่พร้อมกันและมีการบูรณะหลายครั้ง แต่รูปแบบปัจจุบันโดยรวมมีความคล้ายกัน คือ “เป็นเจดีย์แบบมอญ” สันนิษฐานว่าจำลองรูปแบบมาจากเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ซึ่งเป็นเจดีย์องค์สำคัญที่เชื่อว่าบรรจุพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าโดยเจดีย์แบบมอญมีรูปแบบ คือ มีฐานลาด ไม่มีบันไดหรือลานประทักษิณ มักมีเจดีย์ขนาดเล็กที่ฐานด้านล่าง มีปลียาว ซึ่งแตกต่างจากเจดีย์แบบพม่า แต่ส่วนองค์ระฆังมีรัดอกและบัวคอเสื้อ ไม่มีบัลลังก์ มีปัทมบาทระหว่างปล้องไฉนและกับปลี เหมือนกับเจดีย์แบบพม่าเจดีย์ทั้งสององค์มีองค์ประกอบหลักเป็นเจดีย์มอญ แต่มีความแตกต่างกันที่ เจดีย์องค์ใหญ่ได้มีการบูรณะปรับเปลี่ยนเป็นฐาน 8 เหลี่ยมซ้อนกันและบริเวณฐานด้านล่างประดับซุ้มพระพุทธรูปทั้ง 8 ทิศ ส่วนเจดีย์องค์เล็กเป็นฐาน 4 เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน บริเวณฐานด้านล่างประดับซุ้มพระพุทธรูปซึ่งมีหลังคาประดับเรือนยอดทรงปราสาท 3 ยอด และที่มุมทั้ง 4 มีประดับรูปปั้นสิงห์----------------------------------------------------อ้างอิง- พระครูอนุสารสาสนกรณ์. ประวัติวัดพระธาตุดอยกองมู และจังหวัดแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ : นีลนาราการพิมพ์, 2528. หน้า 22-31.- สุรชัย จงจิตงาม. ล้านนา Art & Culture. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, 2555. หน้า 122-125.- คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. หน้า 94.- สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน. ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่. เชียงใหม่  :  เจริญวัฒน์การพิมพ์, 2549. หน้า 377.- ป้ายประวัติวัดพระธาตุดอยกองมู ที่วัดพระธาตุดอยกองมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน- เอกสารประกอบการบรรยายวิชา survey of arts history in neighboring countries คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร


         ภาพปูนปั้นเล่าเรื่อง ไมตระกันยกะ?          - ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔)          - ดินเผา          - ขนาด กว้าง ๙๓.๕ ซม. ยาว ๘๔ ซม. หนา ๕ ซม.          -เดิมประดับที่ฐานลานประทักษิณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของเจดีย์จุลประโทน อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑          ภาพเล่าเรื่องไมตระกันยกะซึ่งมีปรากฎในคัมภีร์อวทานศตกะ ทิวยาวทาน อวทานกัลปดา และภัทรกัลปอวทานเล่าเรื่อง เมื่อ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้า นามว่า ไมตระกันยกะ ก่อนออกเดินทางได้ทำร้ายมารดา เป็นผลให้ต้องผจญวิบากกรรม จนไปพบเปรตตนหนึ่งที่ทนทุกข์ทรมานจากการทูนจักรไฟบนศีรษะเพราะผลกรรมเช่นเดียวกัน พระโพธิสัตว์จึงตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าตนเองจะเป็นผู้ทูนจักรไฟนี้ตลอดไป ขออย่าให้มีใครกระทำบาปเช่นตนอีก เมื่อได้กระทำสัตย์ปฏิญาณแล้วผลแห่งความตั้งใจดีจึงทำให้จักรไฟลอยออกจากศีรษะ พ้นเคราะห์กรรมในที่สุด อย่างไรก็ตาม ภาพนี้สามารถบ่งชี้ลักาณะเครื่องต่ายกาย และลวดลายเครื่องประดับของทั้งบุรุษ และสตรีในสมัยนั้นได้   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/3d_object/?obj=40128   ที่มา: https://smartmuseum.finearts.go.th


black ribbon.