...

ความรู้ทั่วไป
พระแผง 28 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระแผง 28 : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่”พระแผง 28 คือ แผงพระที่มีการเจาะช่องเพื่อบรรจุพระพิมพ์จำนวน 28 องค์ เท่ากับจำนวนพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นแล้ว นับแต่พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นต้นมากระทั่งถึงพระพุทธเจ้าสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้าศากยมุนี ซึ่งเป็นคติความเชื่อที่แพร่หลายอยู่ในล้านนา สุโขทัย อยุธยา กระทั่งถึงรัตนโกสินทร์คติพระพุทธเจ้า 28 องค์ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์โสตฺตตฺถกีมหานิทาน แปลว่า คำเทศนาอันยิ่งใหญ่ว่าด้วยที่มาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่งโดยพระจูฬพุทธโฆสะเถระ ในศรีลังกา ราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 ดังปรากฏในส่วนต้นของคัมภีร์นี้ว่า “สิรีลงฺกาทีเป จูฬพุทฺธโฆเสน นาม เถเรน วิรจิตา โสตฺตตฺถกีมหานิทานํ นาม พุทฺธปรมฺปราย ปเวณีภูตา” แปลว่า มหานิทานชื่อโสตตัตถกี ซึ่งเป็นประเพณีแห่งการสืบต่อกันมาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ถูกแต่งแล้ว โดยพระเถระนามว่า จูฬพุทธโฆส ในศรีลังกา โดย ดร.วอลเดมาร์ ซี. ไซเลอร์ ได้ให้ความเห็นว่า โสตตัตถกีมหานิทาน เป็นคัมภีร์ในศาสนาพุทธนิกายหินยานที่ได้รับอิทธิพลจากนิกายมหายาน เนื่องจากไม่ปรากฏเนื้อหาในพระไตรปิฎกฝ่ายหินยาน ประกอบกับคติความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าหลาย ๆ พระองค์เช่นนี้ เป็นแนวคิดที่มีอยู่แล้วในศาสนาพุทธนิกายมหายาน นอกจากนี้คัมภีร์โสตตัตถกีมหานิทานที่พบในประเทศไทยมีต้นฉบับอยู่ในดินแดนล้านนา ต่อมาพบคัมภีร์โสทันตกี เป็นภาษาบาลีและภาษาไทยล้านนาที่วัดแสนฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จารขึ้นเมื่อ พ.ศ.2381 ซึ่งมีเนื้อหาเดียวกับคัมภีร์โสตตัตถกีมหานิทานของพระจูฬพุทธโฆสพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ที่ปรากฏในคัมภีร์โสตตัตถกีมหานิทาน ประกอบด้วย พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร พระโกณฑัญญะ พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระนารทะ พระปทุมุตตระ พระสุเมธ พระสุชาตะ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี พระสิทธัตถะ พระติสสะ พระปุสสะ พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระโคตมะ ซึ่งแพร่หลายในดินแดนล้านนา ดังปรากฏหลักฐานในรูปแบบแผงพระพิมพ์ 28 ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าจำนวน 28 พระองค์ ตามที่ได้กล่าวในข้างต้น นอกจากนี้ยังปรากฏในรูปแบบจิตรกรรมลายคำในศิลปะล้านนา เช่น วัดขุนคงหลวง จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระธาตุลำปางหลวง และวัดปงยางคก จังหวัดลำปางพระแผง 28 อันสื่อถึงพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ พบจำนวน 3 ชิ้น ได้แก่ หมายเลขทะเบียน 15/2516, 16/2516 และ 645/2516 ทั้งหมดนี้ได้รับมอบจากพุทธสถานเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2514แผงพระพิมพ์ หมายเลขทะเบียน 15/2516 ทำจากไม้ ลงรักปิดทอง ล่องชาด ประดับกระจกสี ส่วนบนทำเป็นซุ้มหน้านาง ส่วนกลางทำช่องสำหรับบรรจุพระพิมพ์พระพุทธรูปนาคปรกปิดทองจำนวน 28 องค์ ปัจจุบันหลงเหลือเพียง 15 องค์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในห้องนิทรรศการพระพิมพ์ล้านนา ด้านหลังแผงพระพิมพ์ปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาจำนวน 15 บรรทัด ความว่า “จุลศักราช 1189 ตัว (พ.ศ.2370) กุญชรสัน กัมโพชวิสัย วัสสานธุตุ มิคคสิรมาส ปุกฺณณมิสนฺ นิวาฬไถง ไทยภาษาว่าปีเมืองไค้ เดือนยี่เพ็ญ เม็งวัน 7 (วัน)ไทย เมืองใส้ มูลศรัทธาภายในหมาย มีสวาธุเจ้าอุปปะละเป็นผู้รจนา อุปถัมภกสร้างแปลงยังพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ (เบื้อง)ปลายนั้น หมายมีปฐมผู้ศรัทธา เทพยดาอารักษ์ คือเจ้าศรีสองเมืองเป็นเค้า ปู่อารักษ์เจ้าจอมจันทร์ เรียงนั้นมาที่นั่ง...ตาป้อมแลนางคำทิพย์ติดกับผู้ชื่อว่านายน้อยมหาวงศ์ แลถัดนั้นมา ปฐมมูลศรัทธา(มี) หมื่นสมภารติดด้วยภริยาชื่อว่า นางคำแพง (พร้อมด้วย) บุตราบุตรีลูกเต้าชุคน พี่น้องในตระกูลก็เป็นศรัทธา(นับ)เสี้ยง ...ก็ได้สามัคคี พร้อมกับกับก็จิ่งได้ริรังสร้างแปลงยังวรองค์สัพพัญญูพระพุทธเจ้า 28 พระองค์นี้ไว้ เป็นตราถาวร หื้อกว้างขวาง เรืองงาม แก่หมู่คนทั้งหลาย ตราบ 5,000 พระวัสสา นิพฺพา(น)ปจฺจโย โหตุ โน นิจฺจํ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส” นอกจากนี้ยังมียันต์ตรีนิสิงเหแบบจัตุรัสกล แต่ละแถวผลลัพธ์เป็น 15 และโคลงกลบท 17 ช่อง ความว่า “เรียมถ้านถูกไกตา สีไส เรียมไสสียอดแก้ว น้องรัก เรียมรักน้องหนอเจ้า จิตเจต เรียมเจตจิตใจเถิง ถูกถ้านฯ” แผงพระพิมพ์ หมายเลขทะเบียน 16/2516 ทำจากไม้ ลงรักปิดทอง ล่องชาด ส่วนบนทำเป็นซุ้มหน้านาง ส่วนกลางทำช่องสำหรับบรรจุพระพิมพ์พระพุทธรูปจำนวน 28 องค์ ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานพระพิมพ์ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ด้านหลังแผงพระพิมพ์ปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาจำนวน 10 บรรทัด ความว่า “จุลพัทธได้ 1174 ตัว (พ.ศ.2355) ปีเต่าสัน เดือนยี่เพ็ญ เม็ง(ว่า)วัน 4 ไทย(ว่าวัน)กาบยี หมายมี สมเด็จพระเป็นเจ้าตนเอกราชอันเป็นใหญ่ในขันธสีมาปฐวี ศรีหริภุญไชยเชียงใหม่ ที่นี้ เป็นเค้ากว่าอรรคชายาทั้งมวล ถัดนั้นหมายมี จันทราชเทวี เป็นเค้าและลูกเต้า จุ๊ตน...สุริยวงศ์ เป็นประธาน และนางทิบ และ 2 ตนพี่น้อง ตน 1 ชื่อเจ้า...(แ)ผ่นคำ ตน1 (ชื่อ)พินคำ และทาสา ทาสี ทั้งมวล อิมินา หตฺถม...มฺพํ อฏฺฐวีสติโชติกํ ปญฺจสหสฺสวรพุทฺธสาสนํ สพฺพญฺญุตญา อรหนฺตา อรหนฺตี นานาปชนา สมิชนฺตุ โว นิจฺจํ ธุวํ” พระแผงชิ้นนี้เป็นชิ้นที่มีความสำคัญชิ้นหนึ่ง โดยคำว่า “สมเด็จพระเป็นเจ้าตนเอกราชฯ” หมายถึง พระเจ้ากาวิละ “จันทราชเทวี” หมายถึง แม่เจ้าจันทา อัครมเหสีของเจ้าฟ้าชายแก้ว ผู้ครองนครลำปาง อันเป็นพระมารดาของพระเจ้ากาวิละ และ “สุริยวงศ์” อาจหมายถึง เจ้าสุริยวงศ์ (ต่อมาเป็นพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ หรือเจ้าชีวิตอ้าว) โอรสของพระเจ้ากาวิละ แผงพระพิมพ์ หมายเลขทะเบียน 645/2516 ทำจากไม้ ลงรักปิดทอง ล่องชาด ประดับกระจกสี ส่วนบนทำเป็นซุ้มหน้านาง ส่วนกลางทำช่องสำหรับบรรจุพระพิมพ์พระพุทธรูปจำนวน 28 องค์ ปัจจุบันเหลือเพียง 23 องค์ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพชำรุด ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในห้องนิทรรศการพระพิมพ์ล้านนา ด้านหลังแผงพระพิมพ์ปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาจำนวน 4 บรรทัด ความว่า “จุลศักราชได้ 1216 ตัว (พ.ศ.2397) ปีกาบยี (ปีขาล) เดือน 6 เพ็ง เม็ง(ตรง)วันพุธ หมายมีพ่อจัน ยาวิไชเป็นเค้า พร้อมภริยาลูกเต้า หลานแม่ชุคน (ได้สร้างพระ) พุทธรูปเจ้า 28 พระองค์ ไว้ค้ำชูศาสนา 5,000 พระวัสสา ขอเป็นพลปัจจัยแก่ผู้ข้าทั้งหลายภาคหน้า (ขอให้ได้พบ) พระเจ้าฟ้าตนชื่ออริยเมตตัยยะ ก็มีแท้ดีหลี แด่(เทอญ) ธุวํ ธุวํ”แผงพระพิมพ์ทั้ง 3 ชิ้น ที่จัดแสดงและเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เป็นแผงพระพิมพ์ 28 ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 หรือในช่วงที่เมืองเชียงใหม่กำลังสร้างบ้านแปงเมืองหลังการกอบกู้เอกราชจากพม่า ที่เรียกว่า “เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง” และเป็นแผงพระพิมพ์ที่สื่อถึงคติพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ นอกจากนี้การสร้างพระพิมพ์ยังเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ครบบริบูรณ์ 5,000 ปีตามพุทธพยากรณ์อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของดินแดนล้านนาเชียงใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวที่มีการรับรู้ถึงคติอดีตพุทธเจ้า อายุกาลแห่งพระพุทธศาสนา และพระศรีอาริยเมตไตรย ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียง1. จูฬพุทธโฆส. โสตตัตถกีมหานิทาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสยาม, 2526. (พิมพ์ในงานออกเมรุสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม 17 ธันวาคม 2526).2. ชลดา โกพัฒตา. “คติความเชื่ออดีตพุทธเจ้าในสังคมไทยพุทธศตวรรษที่ 20-24” ใน วารสารศิลปศาสตร์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2556), น.77-103.3. ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี และคณะ. “พระแผงไม้เมืองเชียงใหม่: รูปแบบ จารึก และคติความเชื่อ” ใน ภูมิพลังสร้างสรรค์ และพุทธนวัตกรรมในสังคมร่วมสมัย (เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 4 เนื่องในวันครบรอบวันสถาปนา 40 ปี วิทยาเขตเชียงใหม่) เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่, 2567, น.482-508.4. ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.

พระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยที่พบจากเวียงท่ากานอ

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยที่พบจากเวียงท่ากาน”เวียงท่ากาน ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงหรือเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน กว้างประมาณ 500 เมตร และยาวประมาณ 700 เมตร มีลักษณะเป็นคูน้ำ-คันดิน กว้างประมาณ 10-12 เมตร เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างหุบเขา เป็นเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ห่างจากแม่น้ำปิงราว 3 กิโลเมตร และห่างจากลำน้ำแม่ขานราว 2 กิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ตั้งของเวียงท่ากานจึงมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย“ท่ากาน” สันนิษฐานว่ากร่อนมาจากคำว่า “พันนาทะการ” ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เจ้าพญามังรายก็เอาคำปูน 500 ฝากมหาเถรเจ้าไปบูชามหาโพธิ์เจ้าในเมืองลังกาหั้นแล มหาเถรเจ้าทั้งสี่ก็รับคำทั้ง 500 กลับคืนเมืองลังกา แล้วบูชามหาโพธิ์ในลังกา มหาเถรทั้งสี่ตนอธิษฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักเอาศาสนาพุทธเข้ามาดลในล้านนา ผิว่าจักก้านกุ้งรุ่งเรืองแท้ ขอหื้อลูกมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรแห่งตูข้า แค่ว่าอั้นลูกมหาโพธิ์ตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งข้าเจ้าตนและลูกมหาเถรทั้งสี่ก็เอามหาโพธิ์ใส่ในบาตรแห่งตน ลูกมหาโพธิ์ก็งอกออกทั้งสี่ต้น ก็เอามาหื้อแก่พญามังรายเอาไปปลูกที่ทุ่งยางเมืองฝางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังรั้วนางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังพันนาทะการต้นหนึ่ง พญามังรายก็หื้อราชมารดาแห่งตนชื่อว่าเทพคำข่ายและกับนางปายโคไปปลูกแทนที่ไม้เดื่อเกลี้ยง วัดกานโถมต้นหนึ่งแล” หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พันนาทะการในสมัยต้นราชวงศ์มังรายเป็นชุมชนหรือเมืองสำคัญที่พญามังรายให้นำต้นโพธิ์จากลังกามาปลูก ปัจจุบันสันนิษฐานว่าต้นโพธิ์ดังกล่าวอยู่ที่โบราณสถานวัดต้นโพธิ์ (ร้าง) เวียงท่ากาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อีกแง่มุมหนึ่งคำว่า “ท่ากาน” เป็นมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาว่า “สมัยก่อนมีกาเผือกตัวใหญ่จะบินลงที่นี่ ชาวบ้านกลัวว่าถ้าบินลงมาแล้วจะเกิดความเดือดร้อน จะพากันไล่อีกาตัวนั้น” การไล่อีกา เรียกว่า “ต๊ะก๋า” ต่อมา พ.ศ.2450 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “ท่ากาน” จวบจนปัจจุบันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า “พันนาทะการ” เป็นเมืองโบราณสำคัญที่อยู่ภายใต้การปกครองของล้านนาเชียงใหม่ตั้งแต่สมัยพญามังราย กระทั่งปรากฏชื่อเมืองโบราณนี้อีกครั้งสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2059 ว่า “ปีรวายไจ้ศักราช 878 ชาวเชียงใหม่ ชาวต่างเมือง ปั้นดินจักก่อเมกเวียงเชียงใหม่ในปีเมิงเป้า ศักราช 879 ตัว พระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีรั้งก่อเวียงเชียงใหม่ปีเดียวนั้น เดือน 11 ออก 7 ค่ำ เม็งวัน 6 เจ้าเมืองเชียงทอง พระยากายกับเจ้าเมืองนายเอาไพร่ไทย ช้างม้าออกเป็นข้าพระเป็นเจ้าพระยาแก้ว ทั้งหญิงชายใหญ่น้อยที่ 23,220 คน เจ้าพระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีหนึ่ง หมื่นด่างเต่าคำหนึ่ง ไปรับเอาคนครัวเมืองนายมา ได้ช้างม้าโพ้น 38 ตัว ได้ม้า 250 ตัว พระเป็นเจ้าหื้อเจ้าเมืองเชียงทองกินเมืองฝางชื่อว่าแสนฝาง พระยากายเงี้ยวอยู่กับแสนฝาง จัดทั้งหญิงทั้งชายโพ้น 1,200 คน ลำนั้นแจกหื้ออยู่พันนาทะกาน เก้าช่องเมืองพร้าวหั้นแลฯ” จากนั้นใน พ.ศ.2101 พระเจ้าบุเรงนองมีชัยชนะเหนืออาณาจักรล้านนา ทำให้พันนาทะการ หรือเวียงท่ากาน ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และได้ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง กระทั่ง พ.ศ.2339 พระเจ้ากาวิละได้ใช้นโยบาย “เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง” กวาดต้อนกลุ่มไทยยองเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณบ้านท่ากานกระทั่งปัจจุบันการศึกษาทางโบราณคดีบริเวณเวียงท่ากาน นับตั้งแต่ พ.ศ.2508 เป็นต้นมา สามารถอธิบายพัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณนี้ได้เป็น 5 ระยะ ได้แก่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชย) สมัยวัฒนธรรมหริภุญไชย สมัยอาณาจักรล้านนา สมัยพม่าปกครอง และสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากการศึกษาโดยอาศัยลำดับชั้นทับถมทางวัฒนธรรมแล้ว หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการศึกษาพัฒนาการของเมืองโบราณแห่งนี้คือ “พระพุทธรูป” เนื่องจากพระพุทธรูปแต่ละสมัยมีลักษณะเฉพาะด้านรูปแบบศิลปะ และวัสดุที่ใช้ในการสร้าง โดยเฉพาะศิลปะหริภุญไชย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่ปรากฏในเวียงท่ากาน และเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมสมัยล้านนาในช่วงเวลาต่อมาวัฒนธรรมหริภุญไชย เป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่เข้ามายังเวียงท่ากานหลังจากการอยู่อาศัยแบบดั้งเดิม โดยวัฒนธรรมนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ตามที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ ปริเฉทที่ 4 ว่า “พระเจ้าจักรพรรดิราช (พระเจ้ากรุงละโว้) ได้ส่งพระธิดาของพระองค์นามว่า จัมมเทวี เพื่อเป็นพระราชาในเมืองนี้ ก็แลพระนางจัมมเทวีนั้นได้เสด็จสู่นาวาด้วยมหาบริวารทั้งหลายทั้งปวงประมาณ 500 คน แลด้วยพระมหาเถรทั้งหลายผู้ทรงไตรปิฎกประมาณ 500 รูป ไปโดยระหว่างทางแม่น้ำพิงคนที มีกำหนด 7 เดือนเป็นประมาณได้ถึงแล้วในเมืองนี้ ฝ่ายพระวาสุเทพและพระสุกกทันต์ ก็พร้อมกับชาวพระนครหริปุญเชทั้งปวง เชิญพระนางจัมมเทวีนั้นให้นั่งเหนือแผ่นทองแล้วอภิเษก” จากการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ พบว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ได้แก่ วัฒนธรรมขอมที่มาจากละโว้ (ลพบุรี) วัฒนธรรมทวารวดี (มอญ) วัฒนธรรมพุกาม รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพุทธรูปส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับศิลปะขอมแบบลพบุรี เช่น รูปแบบพระพักตร์ (ใบหน้า) ที่คมเข้ม ปรากฏเส้นพระมัสสุ (หนวด) พระขนง (คิ้ว) ต่อกันเป็นปีกกา เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานจากวัฒนธรรมละโว้ เช่น พระพิมพ์แบบพระแผงห้าร้อย พระพิมพ์แบบพระสาม (พระพิมพ์ตรีกาย) และพระบุทองคำทรงเทริดขนนกแบบศิลปะลพบุรี เป็นต้น อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยยังนิยมการทำพระพุทธรูปจากดินเผา และปูนปั้น สำหรับประดับตกแต่งศาสนสถาน เช่นที่ปรากฏบนเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน เป็นต้น จากการดำเนินงานทางโบราณคดีเวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ พบพระพุทธรูปดินเผาศิลปะหริภุญไชยจำนวนหนึ่ง เช่น ชิ้นส่วนพระพุทธรูปยืนดินเผาจากวัดหนองหล่ม (ร้าง) วัดน้อย (ร้าง) และวัดหัวข่วง (ร้าง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปดินเผาที่พบจากเมืองโบราณสมัยหริภุญไชย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมหริภุญไชยตอนปลายต่อชุมชนแห่งนี้ โดยช่วงเวลานี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกามและพัฒนาเป็นศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมในสมัยล้านนาต่อมานอกจากพระพุทธรูปดินเผา และพระพุทธรูปปูนปั้น ที่สร้างขึ้นสำหรับตกแต่งศาสนสถานแล้ว เวียงท่ากานแห่งนี้ยังพบพระพุทธรูปหินทราย ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประธานของอาคารใดอาคารหนึ่งในวัด เช่น พระพุทธรูปประธานภายในวิหารวัดกู่ไม้แดง (ร้าง) พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณวัดกลางเวียง (ร้าง) เป็นต้น พระพุทธรูปหินทรายที่พบจากเวียงท่ากานน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยล้านนา (หลังวัฒนธรรมหริภุญไชย) เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถูกสร้างเป็นประธานของอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยหลัง แต่อย่างไรก็ตามความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปหินทรายในวัฒนธรรมล้านนาพบได้ค่อนข้างจำกัด พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณเวียงท่ากานมีลักษณะการแกะสลักขึ้นอย่างง่าย ๆ คล้ายโกลน สันนิษฐานว่าอาจมีการพอกปูนหรือตกแต่งภายนอกอีกชั้นหนึ่ง โดยพบทั้งพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรซึ่งนิยมทำในสมัยหริภุญไชยถึงสมัยล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ พระพุทธรูปประทับนั่งทั้ง 2 อิริยาบถนี้สันนิษฐานว่าเป็นเทคนิคเชิงช่างที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปจากหินทรายส่งอิทธิพลมายังวัฒนธรรมหริภุญไชย ดังนั้นหลักฐานพระพุทธรูปดินเผา ปูนปั้น และหินทรายที่กล่าวมาในข้างต้นจึงเป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนถึงอิทธิพลจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) มาสู่วัฒนธรรมหริภุญไชย ตามเรื่องราวที่ปรากฏในตำนานจามเทวีวงศ์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชุมชนบริเวณเวียงท่ากานที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยเป็นเมืองบริวารภายใต้วัฒนธรรมหริภุญไชย กระทั่งพญามังรายได้เข้ามายึดเมืองหริภุญไชยและผนวกเมืองบริวารทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมล้านนา อย่างไรก็ดีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบหริภุญไชยยังคงดำเนินต่อไปสะท้อนผ่านรูปแบบศิลปกรรม และเทคนิคเชิงช่าง ต่อมาเวียงท่ากานตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา กระทั่งฟื้นฟูโดยกลุ่มไทยยองที่กวาดต้อนเข้ามาสมัยพระเจ้ากาวิละค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกองพล สุพรรณโรจน์. รายงานการขุดแต่งโบราณสถานเวียงท่ากาน วัดหนองไผ่ 1 (ร้าง) เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2552.พัฒน์รพี ขันธกาญจน์ และเกษม ไชยวงศ์. รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2531.เรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2463. (เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พิมพ์ในงานปลงศพ เจ้าทิพเนตร อินทวโรรสสุริยวงศ์).เวียงท่ากาน: โครงการขยายแนวร่วมกลุ่มเครือข่ายชุมชนเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, ม.ป.ป.ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และกษมา เกาไศยานนท์. เวียงท่ากาน 1 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.__________. เวียงท่ากาน 2 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปุราณรักษ์. เวียงท่ากาน การขุดแต่งศึกษาโบราณสถาน. เชียงใหม่: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, 2543.

สุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมล้านนา

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“สุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมล้านนา”หีบพระธรรม หรือ หีบธรรม (ล้านนาออกเสียงว่า หีดธรรม) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธรรมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พุทธโอวาท พุทธประวัติ พุทธตำนาน นิทานชาดก เป็นต้น คัมภีร์เหล่านั้นมักเขียนหรือจารลงบนใบลาน หรือบางครั้งอาจพบอยู่ในรูปแบบสมุดไทย หรือพับสา ได้อีกด้วย หีบพระธรรม หมายเลขทะเบียน 11/2516 ที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องนิทรรศการเครื่องพุทธบูชาและเครื่องสักการะในพระพุทธศาสนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ได้รับมอบจากพุทธสถานจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหีบพระธรรมทรงลุ้ง คือลักษณะหีบที่มีส่วนบนกว้างและส่วนล่างสอบลง กำหนดรูปแบบศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 ทำจากไม้ลงรักปิดทองล่องชาด ทำเป็นภาพเล่าเรื่องชาดก ส่วนฐานเป็นฐานปัทม์ประดับลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น ตกแต่งด้วยการประดับมุก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้น้อยในศิลปะล้านนา แต่แพร่หลายอยู่ในศิลปะอยุธยา – รัตนโกสินทร์ ลำตัวของหีบพระธรรมเขียนภาพชาดก “สุภมิตตชาดก” เป็นชาดกนอกนิบาตหนึ่งในปัญญาสชาดก 50 เรื่อง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุล้านนาไว้เป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ.2000-2300 เนื้อหาชาดกหมวดนี้เป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นที่เชื่อมโยงไปถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ด้วยปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทำให้มีเนื้อหาที่สนุกสนาน และได้อารมณ์ทางวรรณกรรมครบรส ส่งผลให้มีการนำเรื่องราวต่าง ๆ ในปัญญาสชาดกมีแต่งเติมเป็นวรรณกรรมเรื่องต่าง ๆ เช่น สมุทรโฆษ พระสุธน-มโนราห์ สังข์ทอง พระรถ-เมรี คาวี และสุภมิต-เกสินี เป็นต้น สุภมิตตชาดก กล่าวถึงเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ยังพระเชตวันมหาวิหาร เหล่าพระภิกษุปรารภถึงพระเทวทัตที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระบรมศาสดา พระพุทธองค์จึงตรัสถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตกาลว่า อตีเต จมฺปากนคเร สุภมิตฺโต นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิฯ ในอดีต ณ เมืองจัมปากนคร มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า “พระเจ้าสุภมิต” พระอนุชานามว่า “อสุภมิต” ดำรงตำแหน่งอุปราช พระมหาเทวีนามว่า “พระนางเกสินี” มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ “ไชยเสน” และ “ไชยทัต” วันหนึ่งอสุภมิตอนุชาผู้ดำรงตำแหน่งอุปราชคิดกบฏต่อพระเจ้าสุภมิต จึงวางอุบายปลงพระชนม์ เมื่อนั้นมีอำมาตย์ผู้สุจริตนำความรีบไปกราบทูลพระเจ้าสุภมิต พระองค์ทรงพิจารณาไม่อยากให้เกิดสงครามและผู้คนล้มตาย จึงดำริแก่พระเทวีพาพระโอรสทั้ง 2 หนีออกนอกพระนครไปในป่า เมื่อไปถึงแม่น้ำจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พระเจ้าสุภมิตเห็นว่าไม่สามารถพาคนทั้ง 4 คนข้ามไปได้ในคราวเดียว จึงพาพระเทวีข้ามแม่น้ำไปก่อนและจึงจะย้อนกลับมารับพระโอรสทั้ง 2 ขณะนั้นมีพรานแห 2 คนพายเรืออยู่ตามหาดทรายเห็นพระกุมารทั้ง 2 ร้องเรียกด้วยคิดว่าเป็นบิดาตน พรานทั้ง 2 จึงอุ้มพระกุมารคนละองค์ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตร ครั้นพระเจ้าสุภมิตมาถึงฝั่งไม่เห็นพระโอรสทั้ง 2 ก็โทมนัสเสียพระทัย อีกด้านหนึ่งพระเทวีอยู่โดยลำพัง มีนายสำเภาพร้อมบริวาร 500 มาเห็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามจึงรับไปอยู่ด้วย ครั้นพระเจ้าสุภมิตกลับมาก็ไม่เห็นพระเทวีทำให้ยิ่งทวีคูณความโทมนัสเสียพระทัย ครวญถึงพระเทวีและพระโอรสทั้ง 2 กระทั่งเสด็จไปถึงเมืองตักกสิลาครั้งนั้นพระเจ้าผู้ครองเมืองตักกสิลาสิ้นพระชนม์ไปได้ 7 วัน และไม่มีรัชทายาท เหล่าเสนาอำมาตย์ปุโรหิตจึงแต่งราชรถอัญเชิญเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์เสี่ยงทายหาผู้มีบุญญาธิการที่ได้ครองเมืองตักกสิลา ราชรถมุ่งออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งพระเจ้าสุภมิตประทับอยู่บริเวณที่เรียกว่า “มงคลศิลาบัฏ” เหล่าเสนาอำมาตย์จึงอัญเชิญพระเจ้าสุภมิตขึ้นครองเมืองตักกสิลา กล่าวถึงพระโอรสไชยเสนและไชยทัตเมื่อเจริญวัย พรานแหผู้เลี้ยงดูพระกุมารทั้ง 2 ก็นำตัวไปถวายเป็นข้าราชการในพระเจ้าสุภมิต ส่วนพระเทวีเกสินีถูกนายสำเภาพาไปถวายบรรณาการที่เมืองตักกสิลา คืนหนึ่งพระกุมารทั้ง 2 เล่าเรื่องของตนเองให้แก่กันและกัน ทำให้พระเทวีเกสินีได้ยินจึงเข้าไปกอดพระกุมารทั้ง 2 ความทราบถึงพระเจ้าสุภมิต จึงไต่สวนทวนความจนรู้แน่แก่พระทัยแล้วว่าพระเทวีและพระกุมารทั้ง 2 เป็นพระชายาและพระโอรส จึงพากันขึ้นพระวอทองเสด็จกลับเข้าเมือง ทั้ง 4 พระองค์จึงได้ประทับอยู่ในเมืองตักกสิลาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมีทานเป็นต้น สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวาฯ ครั้นพระบรมศาสดาทรงแสดงชาดกเรื่องนี้แล้วจึงตรัสต่อไปว่า อสุภมิตนั้นได้มาเกิดเป็นพระเทวทัต ไชยทัตเกิดเป็นพระอานนท์ ไชยเสนเกิดเป็นพระราหุล นางเกสินีเกิดเป็นพระมหามายา และพระเจ้าสุภมิตนั้นเกิดมาเป็นพระตถาคต “สุภมิตตชาดก” แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมล้านนาเนื่องด้วยมีเนื้อหาที่สนุกสนาน เนื้อหาบางช่วงคล้ายกับมหาเวสสันดรชาดก ทำให้เรื่องสุภมิตตชาดกส่งอิทธิพลไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมล้านช้าง ดังปรากฏการคัดลอดสุภมิตตชาดกเป็นอักษรธรรมล้านช้าง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสุพรรณบุรี และปรากฏนิทานท้องถิ่นเรื่อง “ศุภมิต-เกสินี” ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพบฉบับหมู่บ้านวัดพระเพลิง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ฉบับนายพูน นวลประเสริฐ บ้านโป่งแดง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และฉบับวัดสุทธจินดา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นต้น นอกจาก “สุภมิตตชาดก” ที่ปรากฏในหีบพระธรรมชิ้นนี้แล้ว ด้านหนึ่งยังพบภาพบุคคลหลั่งน้ำจากพระเต้าทักษิโณทกบนหลังช้าง เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวที่มาจากมหาเวสสันดรชาดก เนื่องจากปรากฏพราหมณ์จำนวน 8 คนของพระเจ้ากลิงคราช ตามที่ปรากฏในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์หิมพานต์ ดังนั้นภาพนี้จึงน่าจะเป็นด้านเดียวที่เขียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก อย่างไรก็ดีอาจสันนิษฐานได้ว่าภาพดังกล่าวอาจเป็นการบำเพ็ญทานอย่างหนึ่งของพระเจ้าสุภมิตเพื่อให้สอดคล้องกับภาพที่ปรากฏอยู่ทั้ง 3 ด้านก็ได้ การเขียนภาพชาดกลงบนหีบพระธรรมแสดงถึงการสวมความศักดิ์สิทธิ์แก่หีบพระธรรมชิ้นนั้น ๆ เสมือนเป็นภาพเล่าเรื่องแทนการอ่านหรือฟังพระธรรมคัมภีร์ฉบับเต็มที่ประดิษฐานอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังแสดงถึงภูมิปัญญาทางเชิงช่างที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านภาพอีกด้วย ภาพที่เขียนลงหีบพระธรรมชิ้นนี้สะท้อนศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะรัตนโกสินทร์ เช่น รูปแบบของปราสาทพระราชวัง รูปแบบเครื่องทรงของกษัตริย์ ผสมผสานกับลวดลายพรรณพฤกษาในรูปแบบศิลปะล้านนา และลายกวางเหลียวหลังและลายมังกรแบบศิลปะจีนที่ปรากฏอยู่บนฝาหีบ อย่างไรก็ดีภาพเล่าเรื่องสุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมชิ้นนี้มีการเขียนอักษรธรรมล้านนาเพื่อบอกชื่อตัวละคร และเหตุการณ์ในฉากนั้น ๆ ไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความแพร่หลายของวรรณกรรมพระพุทธศาสนาจากอิทธิพลของปัญญาสชาดกอันมีเนื้อหาครบรส สนุกสนาน และมีคติธรรมมากมายว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงเชียงใหม่ปัณณาสชาดก (ภาค 1). กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2541.ธณิกานต์ วรธรรมานนท์ และศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. เชียงใหม่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.ธวัช ปุณโณทก. รายงานการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีโคราช สุภมิต-เกสินี. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู, 2519.ปัญญาสชาดก. กรุงเทพฯ: อาทรการพิมพ์, 2552. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพพระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร ป.ธ.5) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่)พระอธิการกฤษดา สุทฺธิญาโณ (เรืองศิลป์). ศึกษาอิทธิพลของปัญญาสชาดกที่มีต่อสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2561.

พระอัฏฐารส

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ พระอัฏฐารส วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่รูปแบบ : ศิลปะล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ 20วัสดุ : สำริด, ไม้ ปิดทอง ประวัติ : สร้างโดยพระนางติโลกจุฑาราชเทวี ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระเจ้าแสนเมืองมา พระราชมารดาของพระเจ้าสามฝั่งแกน ในปีพุทธศักราช 1955สถานที่ : ประดิษฐานภายในวิหารหลวงวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเขียงใหม่ ลักษณะ : พระพุทธรูปปางประทานอภัย ประทับยืน พระพักตร์กลม พระเนตรเหลือบต่ำ พระโอษฐ์แย้ม พระหนุเป็นปม ขมวดพระเกศาใหญ่ พระรัศมีเป็นเปลว พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี มีสายรัดประคดและจีบหน้านาง --------------------------------------------------------คำว่า อัฏฐารส ตามรากศัพท์ภาษาบาลี มาจากคำว่า อัฏฐ หมายถึง 8 และ ทศ หมายถึง 10 เมื่อนำมารวมกันจึงกลายเป็นจำนวน 18 .ความหมายของชื่อ พระอัฏฐารส มีการตีความไว้เป็น 2 แนวคิด คือ แปลว่า พระสูง 18 ศอก และ พระผู้เปี่ยมไปด้วยพุทธคุณ 18 ประการ โดยแนวคิดแรกมาจากคัมภีร์อรรถกถาพุทธวงศ์ ที่กล่าวถึงความสูงของพระพุทธเจ้า ส่วนแนวคิดที่สองมาจากการตีความหมายลักษณะดังกล่าวที่เป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรมผ่านงานประติมากรรม .พระอัฏฐารสองค์นี้ สร้างติดกับผนังของวิหารให้เป็นพระประธานในวิหารหลวง โดยส่วนขององค์พระหล่อด้วยสำริด แต่ส่วนพระหัตถ์ที่ยื่นออกมาแสดงปางประทานอภัยทำจากไม้ มีพระสาวกยืนขนาบอยู่ทั้งสองข้าง คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร .จากลักษณะรูปแบบแสดงให้เห็นถึงงานศิลปกรรมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลสุโขทัยช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ยุคทองของล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 โดยมีการผสมผสานรูปแบบระหว่าง พระพุทธรูปแบบสิงห์หนึ่ง กับ อิทธิพลสุโขทัย ซึ่งเห็นได้จากลักษณะ พระพักตร์กลม พระหนุเป็นปม พระวรกายอวบอ้วน แบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง แต่ว่ามีการทำพระรัศมีเป็นเปลว ชายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี มีสายรัดประคดและจีบหน้านาง ซึ่งได้รับอิทธิพลสุโขทัย นอกจากนี้การสร้างพระพุทธรูปประทับยืนขนาดใหญ่ก็เป็นที่นิยมสร้างในสมัยสุโขทัยด้วย --------------------------------------------------------อ้างอิง- บุณยกร วชิระเธียรชัย. “อฏฺฐารส คติความเชื่อ และการสร้างสรรค์งานพุทธปฏิมา”. วารสารหน้าจั่ว : ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย. ฉบับที่ 8 (กันยายน 2554 – สิงหาคม 2555). หน้า 56-64.- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. หน้า 216-217.

ประเพณีเตียวขึ้นดอย

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ประเพณีเตียวขึ้นดอย ไหว้สาป๋าระมีองค์พระธาตุดอยสุเทพประเพณีเตียวขึ้นดอย เป็นประเพณีงานบุญในจังหวัดเชียงใหม่ที่จัดขึ้นช่วงคืนก่อนวันวิสาขบูชา* โดยในปีนี้วันเตียวขึ้นดอยตรงกับคืนวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 .“เตียว” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า “เดิน” ในวันนี้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำประชาชนจำนวนมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จะร่วมกันเดินขึ้นดอยเพื่อไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพเนื่องในวันวิสาขบูชา โดยจะมีพิธีอัญเชิญสรงน้ำพระราชทานจากลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพด้วย.คนส่วนใหญ่จะเริ่มเดินตั้งแต่หน้าประตูมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ และแวะไหว้ที่อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ก่อนจะเดินไปตามถนนศรีวิชัยขึ้นดอยไปเรื่อย ๆ เป็นระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความช้าเร็วในการเดินของแต่ละคน .ระหว่างทางขึ้นดอยจะมีโรงทานคอยแจกอาหารน้ำดื่มให้แก่ประชาชน รวมทั้งมีพระสงฆ์จากซุ้มของวัดต่าง ๆ คอยประพรมน้ำมนต์ให้ นอกจากนี้ยังมีจุดพักและจุดบริการให้ความช่วยเหลือตลอดทางอีกด้วย.เมื่อเดินถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพแล้ว จะมีกิจกรรมพิธีสวดเจริญพุทธมนต์ ฟังธรรมเทศนา และเดินเวียนเทียน 3 รอบเพื่อสักการะองค์พระธาตุ ก่อนจะเดินกลับลงมาหรือนั่งรถแดงตามแต่กำลัง หรือในบางคนก็จะนอนรอจนถึงตอนเช้าของวันวิสาขบูชา เพื่อร่วมพิธีทำบุญตักบาตร และพิธีถวายน้ำสรงพระราชทานพระธาตุดอยสุเทพ .ประเพณีเตียวขึ้นดอย ถือได้ว่าเป็นธรรมเนียมของคนในจังหวัดเชียงใหม่ในประเพณีเดือนแปดเป็ง มีความเชื่อกันว่าการเดินเท้าขึ้นไปสักการะองค์พระธาตุเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาจะได้รับบุญอย่างมาก .การเตียวขึ้นดอยเปรียบได้เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อไปให้ถึงปลายทางหรือเส้นชัย ระหว่างทางจะได้เห็นถึงความศรัทธาหรือความมุ่งมั่นของผู้ร่วมทาง เป็นประเพณีที่ได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งยังช่วยสืบสานประเพณีให้คงอยู่ต่อไป .* วันวิสาขบูชา เป็นหนึ่งในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน ของพระพุทธเจ้า โดยเวียนมาบรรจบในวันและเดือนเดียวกัน --------------------------------------------------อ้างอิงChiang Mai News. เล่าขาน “ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพ” #เตียวขึ้นดอย เตียวขึ้นดอย : คลิปข่าวเชียงใหม่. วันที่อัพโหลด 11 พฤษภาคม 2566. เข้าถึงจาก https://www.youtube.com/watch?v=Tfe3hO1LUZA เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567

บัญชักธรรม

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ บัญชักธรรม วัสดุ ไม้ ลงรักปิดทองประวัติ พุทธสถานเชียงใหม่ มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2514ลักษณะ ไม้ลงรักปิดทอง รูปทรงเรียวยาว ส่วนปลายทั้งสองทำทรงหยักโค้งปลายแหลมมน ที่ปลายด้านหนึ่งเนื้อไม้บิ่นชำรุดและมีการเจาะรูสำหรับร้อยเชือก พื้นที่ตรงกลางจารึกด้วยอักษรธรรมล้านนา ความว่า“หนังสือมัดนี้ เตมิยะ 2 ผูก ชนก 2 ผูก สุวณฺณสาม 3 ผูก แลนายเอย ฯ 2 สทฺธาแล น้อยสุวัน สทฺธานึ่ง ฯ อ้ายออม สทฺธานึ่ง ฯ ได้ส้างไว้ยฺกับสาสนา ขอหื้อผู้ข้าได้เกิดร่วมสาสนาแล”“หนังสือมัดนี้ เตมิยะ 2 ผูก ชนก 2 ผูก สุวรรณสาม 3 ผูก แลนายเอย ฯ 2 ศรัทธาแล น้อยสุวัน ศรัทธาหนึ่ง ฯ อ้ายออม ศรัทธาหนึ่งฯ ได้สร้างไว้กับศาสนา ขอหื้อผู้ข้าได้เกิดร่วมศาสนาแล”*------------------------------------------บัญชักธรรม หรือ ไม้บัญชัก คือ ไม้ที่ใช้เขียนชื่อคัมภีร์ธรรม โดยระบุว่าในมัดนั้นมีคัมภีร์ใดบ้าง มีจำนวนกี่ผูก โดยจะนำไปผูกติดไว้กับคัมภีร์ด้านนอกเพื่อความสะดวกในการค้นหา เปรียบเหมือนเป็นป้ายชื่อ ลักษณะบัญชักธรรม ทำจากไม้ มีทั้งแบบที่ลงรักปิดทองหรือลงรักทาชาด รูปทรงเรียวยาวปลายแหลมมน ส่วนปลายทั้งสองข้างมักสลักลวดลายหรือเป็นแบบเรียบ ๆ ส่วนปลายด้านหนึ่งจะเจาะรูไว้สำหรับร้อยเชือกเพื่อผูกติดกับคัมภีร์ พื้นที่ตรงกลางเว้นที่ว่างไว้จารึกข้อความ ข้อความบนบัญชักธรรม นอกจากจะระบุชื่อคัมภีร์แล้ว ยังมีระบุปีที่สร้าง นามผู้ศรัทธา เจตนา และคำปรารถนาในการสร้างอีกด้วย เป็นการสร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คล้ายกับการจารึกที่ฐานพระพุทธรูป ---------------------------------------------อ้างอิง* นางเดือนศิริ ศรีชัยวิทย์ (ปริวรรต) - มณี พยอมยงค์, ศิริรัตน์ อาศนะ. เครื่องสักการะในล้านนาไทย. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์, 2549. หน้า 66.- ทรงพันธ์ วรรณมาศ. พจนานุกรมภาพศิลปวัฒนธรรมล้านนาและหัวเมืองฝ่ายเหนือ. ฝ่ายเอกสารการพิมพ์ สำนักงานอธิการ สหวิทยาลัยล้านนาเชียงใหม่, ไม่ระบุปีที่พิมพ์. หน้า 70.ภาพถ่าย- ภาพวิธีใช้งานบัญชักธรรม ถ่ายจาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่


black ribbon.