สุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมล้านนา
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
“สุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมล้านนา”
หีบพระธรรม หรือ หีบธรรม (ล้านนาออกเสียงว่า หีดธรรม) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธรรมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พุทธโอวาท พุทธประวัติ พุทธตำนาน นิทานชาดก เป็นต้น คัมภีร์เหล่านั้นมักเขียนหรือจารลงบนใบลาน หรือบางครั้งอาจพบอยู่ในรูปแบบสมุดไทย หรือพับสา ได้อีกด้วย
หีบพระธรรม หมายเลขทะเบียน 11/2516 ที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องนิทรรศการเครื่องพุทธบูชาและเครื่องสักการะในพระพุทธศาสนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ได้รับมอบจากพุทธสถานจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหีบพระธรรมทรงลุ้ง คือลักษณะหีบที่มีส่วนบนกว้างและส่วนล่างสอบลง กำหนดรูปแบบศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 ทำจากไม้ลงรักปิดทองล่องชาด ทำเป็นภาพเล่าเรื่องชาดก ส่วนฐานเป็นฐานปัทม์ประดับลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น ตกแต่งด้วยการประดับมุก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้น้อยในศิลปะล้านนา แต่แพร่หลายอยู่ในศิลปะอยุธยา – รัตนโกสินทร์
ลำตัวของหีบพระธรรมเขียนภาพชาดก “สุภมิตตชาดก” เป็นชาดกนอกนิบาตหนึ่งในปัญญาสชาดก 50 เรื่อง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุล้านนาไว้เป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ.2000-2300 เนื้อหาชาดกหมวดนี้เป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นที่เชื่อมโยงไปถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ด้วยปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทำให้มีเนื้อหาที่สนุกสนาน และได้อารมณ์ทางวรรณกรรมครบรส ส่งผลให้มีการนำเรื่องราวต่าง ๆ ในปัญญาสชาดกมีแต่งเติมเป็นวรรณกรรมเรื่องต่าง ๆ เช่น สมุทรโฆษ พระสุธน-มโนราห์ สังข์ทอง พระรถ-เมรี คาวี และสุภมิต-เกสินี เป็นต้น
สุภมิตตชาดก กล่าวถึงเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ยังพระเชตวันมหาวิหาร เหล่าพระภิกษุปรารภถึงพระเทวทัตที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระบรมศาสดา พระพุทธองค์จึงตรัสถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตกาลว่า อตีเต จมฺปากนคเร สุภมิตฺโต นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิฯ ในอดีต ณ เมืองจัมปากนคร มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า “พระเจ้าสุภมิต” พระอนุชานามว่า “อสุภมิต” ดำรงตำแหน่งอุปราช พระมหาเทวีนามว่า “พระนางเกสินี” มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ “ไชยเสน” และ “ไชยทัต” วันหนึ่งอสุภมิตอนุชาผู้ดำรงตำแหน่งอุปราชคิดกบฏต่อพระเจ้าสุภมิต จึงวางอุบายปลงพระชนม์ เมื่อนั้นมีอำมาตย์ผู้สุจริตนำความรีบไปกราบทูลพระเจ้าสุภมิต พระองค์ทรงพิจารณาไม่อยากให้เกิดสงครามและผู้คนล้มตาย จึงดำริแก่พระเทวีพาพระโอรสทั้ง 2 หนีออกนอกพระนครไปในป่า เมื่อไปถึงแม่น้ำจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พระเจ้าสุภมิตเห็นว่าไม่สามารถพาคนทั้ง 4 คนข้ามไปได้ในคราวเดียว จึงพาพระเทวีข้ามแม่น้ำไปก่อนและจึงจะย้อนกลับมารับพระโอรสทั้ง 2 ขณะนั้นมีพรานแห 2 คนพายเรืออยู่ตามหาดทรายเห็นพระกุมารทั้ง 2 ร้องเรียกด้วยคิดว่าเป็นบิดาตน พรานทั้ง 2 จึงอุ้มพระกุมารคนละองค์ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตร ครั้นพระเจ้าสุภมิตมาถึงฝั่งไม่เห็นพระโอรสทั้ง 2 ก็โทมนัสเสียพระทัย อีกด้านหนึ่งพระเทวีอยู่โดยลำพัง มีนายสำเภาพร้อมบริวาร 500 มาเห็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามจึงรับไปอยู่ด้วย ครั้นพระเจ้าสุภมิตกลับมาก็ไม่เห็นพระเทวีทำให้ยิ่งทวีคูณความโทมนัสเสียพระทัย ครวญถึงพระเทวีและพระโอรสทั้ง 2 กระทั่งเสด็จไปถึงเมืองตักกสิลา
ครั้งนั้นพระเจ้าผู้ครองเมืองตักกสิลาสิ้นพระชนม์ไปได้ 7 วัน และไม่มีรัชทายาท เหล่าเสนาอำมาตย์ปุโรหิตจึงแต่งราชรถอัญเชิญเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์เสี่ยงทายหาผู้มีบุญญาธิการที่ได้ครองเมืองตักกสิลา ราชรถมุ่งออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งพระเจ้าสุภมิตประทับอยู่บริเวณที่เรียกว่า “มงคลศิลาบัฏ” เหล่าเสนาอำมาตย์จึงอัญเชิญพระเจ้าสุภมิตขึ้นครองเมืองตักกสิลา กล่าวถึงพระโอรสไชยเสนและไชยทัตเมื่อเจริญวัย พรานแหผู้เลี้ยงดูพระกุมารทั้ง 2 ก็นำตัวไปถวายเป็นข้าราชการในพระเจ้าสุภมิต ส่วนพระเทวีเกสินีถูกนายสำเภาพาไปถวายบรรณาการที่เมืองตักกสิลา คืนหนึ่งพระกุมารทั้ง 2 เล่าเรื่องของตนเองให้แก่กันและกัน ทำให้พระเทวีเกสินีได้ยินจึงเข้าไปกอดพระกุมารทั้ง 2 ความทราบถึงพระเจ้าสุภมิต จึงไต่สวนทวนความจนรู้แน่แก่พระทัยแล้วว่าพระเทวีและพระกุมารทั้ง 2 เป็นพระชายาและพระโอรส จึงพากันขึ้นพระวอทองเสด็จกลับเข้าเมือง ทั้ง 4 พระองค์จึงได้ประทับอยู่ในเมืองตักกสิลาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมีทานเป็นต้น สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวาฯ ครั้นพระบรมศาสดาทรงแสดงชาดกเรื่องนี้แล้วจึงตรัสต่อไปว่า อสุภมิตนั้นได้มาเกิดเป็นพระเทวทัต ไชยทัตเกิดเป็นพระอานนท์ ไชยเสนเกิดเป็นพระราหุล นางเกสินีเกิดเป็นพระมหามายา และพระเจ้าสุภมิตนั้นเกิดมาเป็นพระตถาคต
“สุภมิตตชาดก” แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมล้านนาเนื่องด้วยมีเนื้อหาที่สนุกสนาน เนื้อหาบางช่วงคล้ายกับมหาเวสสันดรชาดก ทำให้เรื่องสุภมิตตชาดกส่งอิทธิพลไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมล้านช้าง ดังปรากฏการคัดลอดสุภมิตตชาดกเป็นอักษรธรรมล้านช้าง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสุพรรณบุรี และปรากฏนิทานท้องถิ่นเรื่อง “ศุภมิต-เกสินี” ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพบฉบับหมู่บ้านวัดพระเพลิง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ฉบับนายพูน นวลประเสริฐ บ้านโป่งแดง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และฉบับวัดสุทธจินดา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นต้น
นอกจาก “สุภมิตตชาดก” ที่ปรากฏในหีบพระธรรมชิ้นนี้แล้ว ด้านหนึ่งยังพบภาพบุคคลหลั่งน้ำจากพระเต้าทักษิโณทกบนหลังช้าง เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวที่มาจากมหาเวสสันดรชาดก เนื่องจากปรากฏพราหมณ์จำนวน 8 คนของพระเจ้ากลิงคราช ตามที่ปรากฏในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์หิมพานต์ ดังนั้นภาพนี้จึงน่าจะเป็นด้านเดียวที่เขียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก อย่างไรก็ดีอาจสันนิษฐานได้ว่าภาพดังกล่าวอาจเป็นการบำเพ็ญทานอย่างหนึ่งของพระเจ้าสุภมิตเพื่อให้สอดคล้องกับภาพที่ปรากฏอยู่ทั้ง 3 ด้านก็ได้
การเขียนภาพชาดกลงบนหีบพระธรรมแสดงถึงการสวมความศักดิ์สิทธิ์แก่หีบพระธรรมชิ้นนั้น ๆ เสมือนเป็นภาพเล่าเรื่องแทนการอ่านหรือฟังพระธรรมคัมภีร์ฉบับเต็มที่ประดิษฐานอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังแสดงถึงภูมิปัญญาทางเชิงช่างที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านภาพอีกด้วย ภาพที่เขียนลงหีบพระธรรมชิ้นนี้สะท้อนศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะรัตนโกสินทร์ เช่น รูปแบบของปราสาทพระราชวัง รูปแบบเครื่องทรงของกษัตริย์ ผสมผสานกับลวดลายพรรณพฤกษาในรูปแบบศิลปะล้านนา และลายกวางเหลียวหลังและลายมังกรแบบศิลปะจีนที่ปรากฏอยู่บนฝาหีบ อย่างไรก็ดีภาพเล่าเรื่องสุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมชิ้นนี้มีการเขียนอักษรธรรมล้านนาเพื่อบอกชื่อตัวละคร และเหตุการณ์ในฉากนั้น ๆ ไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความแพร่หลายของวรรณกรรมพระพุทธศาสนาจากอิทธิพลของปัญญาสชาดกอันมีเนื้อหาครบรส สนุกสนาน และมีคติธรรมมากมายว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
เชียงใหม่ปัณณาสชาดก (ภาค 1). กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2541.
ธณิกานต์ วรธรรมานนท์ และศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. เชียงใหม่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.
ธวัช ปุณโณทก. รายงานการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีโคราช สุภมิต-เกสินี. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู, 2519.
ปัญญาสชาดก. กรุงเทพฯ: อาทรการพิมพ์, 2552. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพพระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร ป.ธ.5) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่)
พระอธิการกฤษดา สุทฺธิญาโณ (เรืองศิลป์). ศึกษาอิทธิพลของปัญญาสชาดกที่มีต่อสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2561.









“สุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมล้านนา”
หีบพระธรรม หรือ หีบธรรม (ล้านนาออกเสียงว่า หีดธรรม) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธรรมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พุทธโอวาท พุทธประวัติ พุทธตำนาน นิทานชาดก เป็นต้น คัมภีร์เหล่านั้นมักเขียนหรือจารลงบนใบลาน หรือบางครั้งอาจพบอยู่ในรูปแบบสมุดไทย หรือพับสา ได้อีกด้วย
หีบพระธรรม หมายเลขทะเบียน 11/2516 ที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องนิทรรศการเครื่องพุทธบูชาและเครื่องสักการะในพระพุทธศาสนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ได้รับมอบจากพุทธสถานจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหีบพระธรรมทรงลุ้ง คือลักษณะหีบที่มีส่วนบนกว้างและส่วนล่างสอบลง กำหนดรูปแบบศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 ทำจากไม้ลงรักปิดทองล่องชาด ทำเป็นภาพเล่าเรื่องชาดก ส่วนฐานเป็นฐานปัทม์ประดับลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น ตกแต่งด้วยการประดับมุก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้น้อยในศิลปะล้านนา แต่แพร่หลายอยู่ในศิลปะอยุธยา – รัตนโกสินทร์
ลำตัวของหีบพระธรรมเขียนภาพชาดก “สุภมิตตชาดก” เป็นชาดกนอกนิบาตหนึ่งในปัญญาสชาดก 50 เรื่อง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุล้านนาไว้เป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ.2000-2300 เนื้อหาชาดกหมวดนี้เป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นที่เชื่อมโยงไปถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ด้วยปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทำให้มีเนื้อหาที่สนุกสนาน และได้อารมณ์ทางวรรณกรรมครบรส ส่งผลให้มีการนำเรื่องราวต่าง ๆ ในปัญญาสชาดกมีแต่งเติมเป็นวรรณกรรมเรื่องต่าง ๆ เช่น สมุทรโฆษ พระสุธน-มโนราห์ สังข์ทอง พระรถ-เมรี คาวี และสุภมิต-เกสินี เป็นต้น
สุภมิตตชาดก กล่าวถึงเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ยังพระเชตวันมหาวิหาร เหล่าพระภิกษุปรารภถึงพระเทวทัตที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระบรมศาสดา พระพุทธองค์จึงตรัสถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตกาลว่า อตีเต จมฺปากนคเร สุภมิตฺโต นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิฯ ในอดีต ณ เมืองจัมปากนคร มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า “พระเจ้าสุภมิต” พระอนุชานามว่า “อสุภมิต” ดำรงตำแหน่งอุปราช พระมหาเทวีนามว่า “พระนางเกสินี” มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ “ไชยเสน” และ “ไชยทัต” วันหนึ่งอสุภมิตอนุชาผู้ดำรงตำแหน่งอุปราชคิดกบฏต่อพระเจ้าสุภมิต จึงวางอุบายปลงพระชนม์ เมื่อนั้นมีอำมาตย์ผู้สุจริตนำความรีบไปกราบทูลพระเจ้าสุภมิต พระองค์ทรงพิจารณาไม่อยากให้เกิดสงครามและผู้คนล้มตาย จึงดำริแก่พระเทวีพาพระโอรสทั้ง 2 หนีออกนอกพระนครไปในป่า เมื่อไปถึงแม่น้ำจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พระเจ้าสุภมิตเห็นว่าไม่สามารถพาคนทั้ง 4 คนข้ามไปได้ในคราวเดียว จึงพาพระเทวีข้ามแม่น้ำไปก่อนและจึงจะย้อนกลับมารับพระโอรสทั้ง 2 ขณะนั้นมีพรานแห 2 คนพายเรืออยู่ตามหาดทรายเห็นพระกุมารทั้ง 2 ร้องเรียกด้วยคิดว่าเป็นบิดาตน พรานทั้ง 2 จึงอุ้มพระกุมารคนละองค์ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตร ครั้นพระเจ้าสุภมิตมาถึงฝั่งไม่เห็นพระโอรสทั้ง 2 ก็โทมนัสเสียพระทัย อีกด้านหนึ่งพระเทวีอยู่โดยลำพัง มีนายสำเภาพร้อมบริวาร 500 มาเห็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามจึงรับไปอยู่ด้วย ครั้นพระเจ้าสุภมิตกลับมาก็ไม่เห็นพระเทวีทำให้ยิ่งทวีคูณความโทมนัสเสียพระทัย ครวญถึงพระเทวีและพระโอรสทั้ง 2 กระทั่งเสด็จไปถึงเมืองตักกสิลา
ครั้งนั้นพระเจ้าผู้ครองเมืองตักกสิลาสิ้นพระชนม์ไปได้ 7 วัน และไม่มีรัชทายาท เหล่าเสนาอำมาตย์ปุโรหิตจึงแต่งราชรถอัญเชิญเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์เสี่ยงทายหาผู้มีบุญญาธิการที่ได้ครองเมืองตักกสิลา ราชรถมุ่งออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งพระเจ้าสุภมิตประทับอยู่บริเวณที่เรียกว่า “มงคลศิลาบัฏ” เหล่าเสนาอำมาตย์จึงอัญเชิญพระเจ้าสุภมิตขึ้นครองเมืองตักกสิลา กล่าวถึงพระโอรสไชยเสนและไชยทัตเมื่อเจริญวัย พรานแหผู้เลี้ยงดูพระกุมารทั้ง 2 ก็นำตัวไปถวายเป็นข้าราชการในพระเจ้าสุภมิต ส่วนพระเทวีเกสินีถูกนายสำเภาพาไปถวายบรรณาการที่เมืองตักกสิลา คืนหนึ่งพระกุมารทั้ง 2 เล่าเรื่องของตนเองให้แก่กันและกัน ทำให้พระเทวีเกสินีได้ยินจึงเข้าไปกอดพระกุมารทั้ง 2 ความทราบถึงพระเจ้าสุภมิต จึงไต่สวนทวนความจนรู้แน่แก่พระทัยแล้วว่าพระเทวีและพระกุมารทั้ง 2 เป็นพระชายาและพระโอรส จึงพากันขึ้นพระวอทองเสด็จกลับเข้าเมือง ทั้ง 4 พระองค์จึงได้ประทับอยู่ในเมืองตักกสิลาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมีทานเป็นต้น สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวาฯ ครั้นพระบรมศาสดาทรงแสดงชาดกเรื่องนี้แล้วจึงตรัสต่อไปว่า อสุภมิตนั้นได้มาเกิดเป็นพระเทวทัต ไชยทัตเกิดเป็นพระอานนท์ ไชยเสนเกิดเป็นพระราหุล นางเกสินีเกิดเป็นพระมหามายา และพระเจ้าสุภมิตนั้นเกิดมาเป็นพระตถาคต
“สุภมิตตชาดก” แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมล้านนาเนื่องด้วยมีเนื้อหาที่สนุกสนาน เนื้อหาบางช่วงคล้ายกับมหาเวสสันดรชาดก ทำให้เรื่องสุภมิตตชาดกส่งอิทธิพลไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมล้านช้าง ดังปรากฏการคัดลอดสุภมิตตชาดกเป็นอักษรธรรมล้านช้าง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสุพรรณบุรี และปรากฏนิทานท้องถิ่นเรื่อง “ศุภมิต-เกสินี” ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพบฉบับหมู่บ้านวัดพระเพลิง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ฉบับนายพูน นวลประเสริฐ บ้านโป่งแดง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และฉบับวัดสุทธจินดา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นต้น
นอกจาก “สุภมิตตชาดก” ที่ปรากฏในหีบพระธรรมชิ้นนี้แล้ว ด้านหนึ่งยังพบภาพบุคคลหลั่งน้ำจากพระเต้าทักษิโณทกบนหลังช้าง เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวที่มาจากมหาเวสสันดรชาดก เนื่องจากปรากฏพราหมณ์จำนวน 8 คนของพระเจ้ากลิงคราช ตามที่ปรากฏในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์หิมพานต์ ดังนั้นภาพนี้จึงน่าจะเป็นด้านเดียวที่เขียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก อย่างไรก็ดีอาจสันนิษฐานได้ว่าภาพดังกล่าวอาจเป็นการบำเพ็ญทานอย่างหนึ่งของพระเจ้าสุภมิตเพื่อให้สอดคล้องกับภาพที่ปรากฏอยู่ทั้ง 3 ด้านก็ได้
การเขียนภาพชาดกลงบนหีบพระธรรมแสดงถึงการสวมความศักดิ์สิทธิ์แก่หีบพระธรรมชิ้นนั้น ๆ เสมือนเป็นภาพเล่าเรื่องแทนการอ่านหรือฟังพระธรรมคัมภีร์ฉบับเต็มที่ประดิษฐานอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังแสดงถึงภูมิปัญญาทางเชิงช่างที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านภาพอีกด้วย ภาพที่เขียนลงหีบพระธรรมชิ้นนี้สะท้อนศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะรัตนโกสินทร์ เช่น รูปแบบของปราสาทพระราชวัง รูปแบบเครื่องทรงของกษัตริย์ ผสมผสานกับลวดลายพรรณพฤกษาในรูปแบบศิลปะล้านนา และลายกวางเหลียวหลังและลายมังกรแบบศิลปะจีนที่ปรากฏอยู่บนฝาหีบ อย่างไรก็ดีภาพเล่าเรื่องสุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมชิ้นนี้มีการเขียนอักษรธรรมล้านนาเพื่อบอกชื่อตัวละคร และเหตุการณ์ในฉากนั้น ๆ ไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความแพร่หลายของวรรณกรรมพระพุทธศาสนาจากอิทธิพลของปัญญาสชาดกอันมีเนื้อหาครบรส สนุกสนาน และมีคติธรรมมากมายว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
เชียงใหม่ปัณณาสชาดก (ภาค 1). กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2541.
ธณิกานต์ วรธรรมานนท์ และศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. เชียงใหม่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.
ธวัช ปุณโณทก. รายงานการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีโคราช สุภมิต-เกสินี. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู, 2519.
ปัญญาสชาดก. กรุงเทพฯ: อาทรการพิมพ์, 2552. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพพระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร ป.ธ.5) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่)
พระอธิการกฤษดา สุทฺธิญาโณ (เรืองศิลป์). ศึกษาอิทธิพลของปัญญาสชาดกที่มีต่อสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2561.









(จำนวนผู้เข้าชม 23 ครั้ง)