...

ความรู้ทั่วไป
องค์ความรู้เนื่องวันฮาโลวีน (Halloween)

++ องค์ความรู้เนื่องวันฮาโลวีน (Halloween) ++วันฮาโลวีน มีต้นกำเนิดจากเทศกาล Samhain ของชาวเคลต์โบราณในวันที่ 31 ตุลาคม เพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว และเชื่อว่าเป็นวันที่มิติระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณสามารถเชื่อมต่อกันได้ และทำให้ภูตผีวิญญาณชั่วร้ายออกมาเร่ร่อนบนโลกมนุษย์ ดังนั้น เพื่อป้องกันวิญญาณร้ายเหล่านั้น ผู้คนจึงก่อกองไฟ จุดตะเกียง และแต่งกายเลียนแบบผี ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์เข้ามา มีการปรับเปลี่ยนเป็น "All Hallows' Eve" หรือวันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints' Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายน และพัฒนามาเป็นเทศกาลที่สนุกสนานเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกาย ขนม และการตกแต่ง ในเวลาต่อมาเรื่อง “ผี ๆ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่” ไม่ใช่ “ภูตผี” หรือ “วิญญาณร้าย” แต่ “ผี” ในที่นี้หมายถึง ผีบรรพชน หรือ ผีบรรพบุรุษ ตามแนวคิดคติชนวิทยา โดยขอนำเสนอความเชื่อทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับโลกหลังความตายในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตัวอย่างหลักฐานโบราณคดีที่พบจากแหล่งโบราณคดีประตูผา จังหวัดลำปาง โดยคำว่า “ประตูผา” หมายถึง ช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางจากเมืองลำปางไปสู่เมืองงาว จังหวัดพะเยา แทนเส้นทางดอยขุนตาน และเมือกเขาผีปันน้ำที่มีความสูงชัน และยากต่อการเดินทางในสมัยอดีตแหล่งโบราณคดีประตูผา ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ.2531 ภายในพื้นที่ฝึกของกองพันฝึกรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา จากนั้นกรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม 2541 เป็นแหล่งโบราณคดีประเภทแหล่งภาพเขียนสี และหลุมฝังศพ จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในครั้งนั้นสันนิษฐานว่า ผู้คนอาจจะดำรงชีวิตอยู่บริเวณที่ราบลอนลูกคลื่นที่อยู่ทางทิศตะวันออกของแหล่ง ส่วนบริเวณแหล่งถูกใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและพื้นที่ฝังศพ โดยลักษณะการฝังศพเป็นรูปแบบการปลงศพในนิยมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว โดยมีการฝังของอุทิศชนิดต่าง ๆ ลงไปกับศพด้วย เช่น ภาชนะดินเผาที่มีตกแต่งด้วยลวดลายเชิงสัญลักษณ์ หรือ ขวานหินที่มีลักษณะประณีตงดงาม รวมถึงเปลือกหอยทะเล ที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับดินแดนไกล ซึ่งลักษณะการฝังของอุทิศเช่นนี้เป็นการอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับให้ไปใช้ในโลกหน้า ตามคติความเชื่อของศาสนาผีในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น “ผี” ที่พิพิธภัณฑ์ฯ เชียงใหม่ จึงไม่ใช่สิ่งน่ากลัวหรือสิ่งชั่วร้าย แต่เป็นความเชื่อของผู้คนบริเวณนี้ในยุคโบราณ ที่ให้ความเคารพต่อบรรพบุรุษของตนเอง ในฐานะ “ผีบรรพชน” นั่นเอง นอกจากนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ยังมีการนำเสนอนิทรรศการการฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกหลายแหล่ง ได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ จังหวัดลำพูน แหล่งโบราณคดีถ้ำลอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน แหล่งโบราณคดีบ้านยางทองใต้ จังหวัดเชียงใหม่ และแหล่งโบราณคดีออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ล้วนแต่สะท้อนคติความเชื่อแบบเดียวกันนี้ ทั้งสิ้น

โบราณวัตถุจากฮอด อยู่ที่ไหนบ้าง

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“โบราณวัตถุจากฮอด อยู่ที่ไหนบ้าง...?”การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงในพื้นที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เดิมเรียกว่าเขื่อนยันฮี ต่อมาเขื่อนแห่งนี้ได้ชื่อว่า “เขื่อนภูมิพล” ทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณเหนือเขื่อนต้องกลายเป็นพื้นที่รับน้ำที่จะสูงขึ้นกว่า 12-15 เมตร อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนหนึ่งของอำเภอฮอด และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นทางราชการจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจและศึกษาค้นคว้าก่อนที่พื้นที่ดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น 7 สาขา ที่สำคัญคือคณะอนุกรรมการสาขาโบราณคดี สำหรับศึกษาและประเมินผลกระทบทางโบราณคดี โดยมีนายกฤษณ์ อินทโกศัย รองอธิบดีกรมศิลปากร (ในขณะนั้น) เป็นประธานคณะอนุกรรมการดังกล่าว การดำเนินงานทางโบราณคดี เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2502 โดยการสำรวจทางโบราณคดี และดำเนินการขุดค้นครั้งใหญ่ใน พ.ศ.2503 ใช้เวลาทั้งสิ้น 82 วัน พบโบราณวัตถุกว่า 600 รายการ พบโบราณสถานกว่า 30 แห่ง บางแห่งถูกลักลอบขุดไปแล้ว 100% บางแห่ง 50% และยังไม่มีการถูกลักลอบขุดจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ วัดหลวงฮอด ซึ่งเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา และวัดเจดีย์สูง ซึ่งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจ อนึ่งยังมีเรื่องร่ำลือว่า วัดเจดีย์สูงเป็นวัดที่มีเทวารักษ์ที่ดุร้าย โบราณสถานแห่งแรกที่ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีคือ “วัดเจดีย์สูง” พบโบราณวัตถุจำนวนมากถึง 208 ชิ้น โบราณสถานแห่งที่ 2 คือ “วัดศรีโขง” พบโบราณวัตถุจำนวน 115 ชิ้น โบราณสถานแห่งที่ 3 คือ “วัดดอกเงิน” พบโบราณวัตถุ 59 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบพระบฏ ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป โบราณสถานแห่งที่ 4 คือ “วัดสันหนอง” พบโบราณวัตถุชิ้นเดียว และโบราณสถานแห่งที่ 5 คือ “วัดดอกคำ” พบโบราณวัตถุจำนวน 16 ชิ้น เมื่อการขุดค้นทางโบราณคดียุติลง อนุกรรมการสาขาโบราณคดีจึงนำโบราณวัตถุต่าง ๆ ไปเก็บรักษาไว้ยังสถานีตำรวจฮอด และเปิดให้ประชาชนเข้าชม มีงานสมโภชโบราณวัตถุอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12-16 มีนาคม 2503 อย่างเอิกเกริกจากนั้นโบราณวัตถุที่พบจากฮอด ถูกนำไปเก็บรักษายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อการศึกษาค้นคว้า และความปลอดภัยต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติส่วนภูมิภาค โบราณวัตถุที่ถูกเก็บรักษาไว้ยังส่วนกลางจึงถูกแบ่งไปจัดแสดงให้ประชาชนชมตามภูมิภาคต่าง ๆ โบราณวัตถุที่พบจากฮอดจึงเป็นตัวแทนของศิลปะล้านนา (แต่เดิมเรียก ศิลปะเชียงแสน) เพื่อเป็นตัวอย่างโบราณวัตถุในการศึกษาศิลปะในประเทศไทยปัจจุบันโบราณวัตถุที่พบจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ถูกจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่าง ๆ ในสังกัดกรมศิลปากร ดังนี้1. ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นสถานที่ที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากฮอดมากที่สุด เช่น เครื่องพุทธบูชาจากกรุวัดเจดีย์สูง ประกอบด้วยบัลลังก์จำลอง แท่นพระเจ้า พระพุทธรูปสำริดประดับทองคำ เป็นต้น2. ห้องคติการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชา อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากฮอดในแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างกรุเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชา เช่น บัลลังก์จำลองและมณฑปทรงปราสาท ดีบุกประดับทองคำ จากกรุวัดเจดีย์สูง เป็นต้น3. ห้องโบราณวัตถุจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จัดแสดงเรื่องราวการขุดค้นทางโบราณคดีแบบกู้ภัยในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เช่น พระพุทธรูปจากวัดศรีโขง แผงพระพิมพ์จากวัดเจดีย์สูง พระพุทธรูปหินเขี้ยวหนุมาน (หินควอตซ์) จากวัดดอกเงิน นอกจากนี้ยังจัดแสดงพระบฏ ตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ที่พบจากวัดเจดีย์สูง อีกด้วย4. ห้องจิตรกรรมไทยประเพณี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดแสดงพระบฏ ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่พบจากวัดดอกเงิน ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกฤษณ์ อินทโกศัย และคณะ. สมบัติศิลปจากบริเวณเขื่อนภูมิพล. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2508. (พิมพ์เป็นที่ระลึกในการฌาปนกิจศพ นายนกยูง พงษ์สามารถ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2508).จีราวรรณ แสงเพ็ชร์. กรุและการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2566.ฉัตรลดา สินธุสอน และคณะ. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2560.ศศิธร โตวินัส และคณะ. นำชมอาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2565.

พระอดีตพุทธ หลักฐานจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระอดีตพุทธ : หลักฐานจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ”พระอดีตพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้าในอดีตที่เสด็จลงมาอุบัติในโลกมนุษย์เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ คตินี้เป็นคติที่แพร่หลายอยู่ในศาสนาพุทธนิกายมหายานที่เชื่อว่า โลกนี้มีพระพุทธเจ้าลงมาอุบัติแล้วมากมายประดุจเม็ดทรายในมหาสมุทร โดยมีระยะเวลากำเนิดและสิ้นสุดแตกต่างกัน ต่อมาคติความเชื่อดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายหินยาน (เถรวาท) ระบุไว้ในคัมภีร์พุทธวงศ์ โดยเชื่อว่าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่มีนามว่า “พระโคตมพุทธเจ้า” หรือ “พระศากยมุนีพุทธเจ้า” นั้น เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 4 ในกัปที่ชื่อว่า “ภัทรกัป” หมายถึง กัปที่มีระยะเวลายาวนาน โดยก่อนหน้านั้นมีพระพุทธเจ้าลงมาอุบัติ ตรัสรู้ สั่งสอนเวไนยสัตว์ และปรินิพพานแล้ว 3 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และพระกัสสปพุทธเจ้า ตามลำดับ และในอนาคตจะบังเกิดพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 ชื่อว่า “พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า” เป็นองค์สุดท้ายของภัทรกัป จะลงมาอุบัติในโลกต่อเมื่ออายุกาลพระศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้าครบ 5,000 ปีและอันตรธานหายไป ซึ่งปัจจุบันพระศรีอาริยเมตไตรยดำรงอยู่ในฐานะพระโพธิสัตว์อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตคติความเชื่อ “พระอดีตพุทธ” แพร่หลายอยู่ในดินแดนล้านนาและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดังปรากฏอยู่ในตำนานพระเจ้าเลียบโลกซึ่งกล่าวถึงการเสด็จมาของพระโคตมพุทธเจ้ายังดินแดนต่าง ๆ จากนั้นทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนสถานที่ที่พระอดีตพุทธเคยเสด็จมา และทรงพยากรณ์บ้านเมืองที่จะเกิดในอนาคต โดยปรากฏหลักฐานพระพุทธรูปปางประทับรอยพระพุทธบาท ศิลปะล้านนา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่มีลักษณะการประทับรอยพระพุทธบาทของพระโคตมพุทธเจ้าซ้อนบนรอยพระพุทธบาทของพระอดีตพุทธเจ้า 3 รอย และหลักฐานบนรอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุกจากวัดพระสิงห์ฯ ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เป็นรอยพระพุทธบาทของพระอดีตพุทธ 3 พระองค์ ดังปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาอยู่เบื้องล่าง ประกอบด้วย พระบาทพระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระบาทพระพุทธเจ้าโกนาคมน์ และพระบาทพระพุทธเจ้ากัสสปะ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานในวิหารวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าประทับนั่ง 4 พระองค์ หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ และตรงกลางเป็นสถูปหรือซุ้มปราสาทที่แสดงสัญลักษณ์ของพระศรีอริยเมตไตรย บางแห่งมีการสร้างรูปเคารพของพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นรูปเทวดาหรือพระโพธิสัตว์ เช่นที่ปรากฏอยู่ในอุโบสถวัดสวนตาล จังหวัดน่าน พระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทองที่ประดิษฐานอยู่ภายในระเบียงวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 2 องค์ เป็นพระอดีตพุทธเจ้าในภัทรกัปโดยปรากฏจารึกอักษรธรรมล้านนาอยู่บริเวณส่วนฐาน ดร.ฮันส์ เพนธ์ ได้สำรวจและศึกษาเมื่อ พ.ศ.2525 พบว่าพระพุทธรูปส่วนใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในระเบียงได้ถูกอัญเชิญมาจากบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงกระนั้นแม้ว่าพระอดีตพุทธทั้ง 2 องค์นี้จะถูกเคลื่อนย้ายมาก็ดีหรืออยู่บนดอยสุเทพมาแต่เดิมก็ดี ยังคงเป็นสิ่งสะท้อนความรับรู้และความเข้าใจในคติพระอดีตพุทธเจ้าของดินแดนล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ตามรูปแบบศิลปกรรมที่นิยมเรียกกันในอดีตว่า “ศิลปะแบบเชียงแสนสิงห์สอง” ซึ่งมีลักษณะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยา แต่มีการปรับลักษณะบางประการให้อยู่ในรูปแบบศิลปะล้านนา เช่น พระเนตรเบิกกว้าง พระโอษฐ์เป็นแนวตรง สังฆาฏิเป็นแถบขนาดใหญ่ และประทับนั่งบนฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และพระพุทธสิหิงค์บนพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในช่วงสมัยพระเมืองแก้วเป็นต้นมา“พระกกุสันธพุทธเจ้า” เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัป สำหรับพุทธลักษณะของพระกกุสันธพุทธเจ้าในระเบียงวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย แสดงปางมารวิชัย ส่วนด้านล่างของฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ระบุว่า “พฺรเจ้าอฺงนีกกฺกุสนฺเธาแล” หมายถึง “พระเจ้าองค์นี้กกุสันโธแล”“พระโกณาคมน์พุทธเจ้า” เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 2 ในภัทรกัป สำหรับพุทธลักษณะของพระโกนาคมน์พุทธเจ้าในระเบียงวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย แสดงปางสมาธิ ส่วนด้านล่างของฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ระบุว่า “พฺรเจ้า(อฺงนี)โกณาคมโนแล” หมายถึง “พระเจ้าองค์นี้โกณาคมโนแล”คติอดีตพระพุทธเจ้าได้แพร่หลายอยู่ในดินแดนล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา จากความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ทำให้คติดังกล่าวส่งผลต่องานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และตำนาน ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าดินแดนล้านนาและดินแดนใกล้เคียงเป็นสถานที่ที่พระโคตมพุทธเจ้า และพระอดีตพุทธเคยเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ อันเป็นรากฐานให้พระพุทธศาสนายังคงประดิษฐานและรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนล้านนาตราบถึงปัจจุบันค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงชลดา โกพัฒตา. “คติความเชื่ออดีตพุทธเจ้าในสังคมไทยพุทธศตวรรษที่ 20-24” วารสารศิลปศาสตร์. 13(1), มกราคม-มิถุนายน 2556, น.77-103.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2556.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2561.ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.ฮันส์ เพนธ์, ศรีเลา เกษพรหม และศราวุธ ศรีทา. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.


black ribbon.