ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,470 รายการ
๒๔ กุมภาพันธ์ "วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย"และ "วันศิลปินแห่งชาติ""ช้างเผือก จากเมืองน่านในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒"ในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๙ ได้นำช้างเผือกถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยในพงศาวดารเมืองน่าน กล่าวว่า• เถิงจุลศักราชได้ ๑๑๗๘ ...ในศักราชเดียวกันนั้นหมอคล้องช้างชื่อน้อยคันธาไปคล้องช้างก็ได้ช้างเผือกพลาย ๑ ตัวสูง ๓ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว งายาว ๑ คืบ ๓ นิ้วที่ในแขวงเมืองงิม นำเข้ามาเถิงตำหนักท่านขี่เล่น ๑๕๐• ในเดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เสด็จยกเอาพลนิกายโยธาเจ้านายท้าวขุนทั้งหลายออกไปต้อนรับเอาพระยาช้างเผือกในวันนั้น เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำเม็งวันอังคารนั้น ท่านก็ยกเอาพลนิกายโยธาแห่เอาพระยาช้างเผือกมาสู่เวียง ในยามแถจักใกล้สู่เที่ยงวันท่านก็มีหื้อระวังรักษาอบรมกันเฝ้าไว้ตำหนักหลวงข่วงสนามหั้นก่อนแลในศักราชเดียวนี้เดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงท่านก็ยกเอาพลนิกายโยธาเจ้านายลูกหลานแลพระยาหัวเมืองเชียงของ เชียงแขงภูคาเมืองหลวง กุมเอาพระยาช้างเผือกลงไปถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าปราสาททอง ในกรุงเทพมหานครวันนั้นแล เมื่อนั้นพระมหากระษัตริย์เจ้าก็มีความยินดี แล้วก็ปงพระราชทานรางวัลหื้อแก่เจ้าหลวงสุมนเทวราช มีเงินใต้ ๒ ชั่งแลสรรพสิ่งของทั้งหลายมวลเปนอันมากหั้นแล ครั้นว่าแล้วแก่ราชกิจการทั้งหลายแล้ว ท่านก็กราบทูลลาขึ้นมาหั้นแล ท่านขึ้นมาเถิงเมืองพิไชยหั้นแล ในกาลเมื่อลุนหลังท่านเอาช้างเผือกลงไปเมืองใต้นั้น หมอคล้องช้างก็ซ้ำได้ช้างแดงแถมตัว ๑ ก็เอามาสู่เวียงในศักราชได้ ๑๑๘๙ ตัว ปีเมิงเป๋า เดือน ๙ ปฐมขึ้น ๑๓ ค่ำหั้นแล เถิงเดือน ๙ ทุติยะขึ้น ๑๑ ค่ำเจ้าพระยารัตนะหัวเมืองแก้วแลเจ้าราชวงษ์คุมเอาช้างแดงลงไปถวายพระมหากระษัตริย์เจ้าเมืองใต้หั้นแล พระมหากระษัตริย์เจ้าก็สรรเสริญยกยอยังบุญคุณเจ้าหลวงมากนักหั้นแล อาชญาเจ้าหลวงท่านก็เสด็จขึ้นมาเถิงเมืองในเดือน ๑๐ ลง ๔ ค่ำหั้นแล ครั้นว่าท่านขึ้นมาเถิงเมืองแล้ว ท่านก็มีอาชญาแก่ท้าวพระยาเสนาอามาตย์หื้อแปงหอเทวดาไว้ที่ป่าแดดเมืองงิมที่ได้ช้างเผือกนั้นให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย ว่าอย่าหื้อคนทั้งหลายได้ทำปาณาติบาตแก่สัตว์ทั้งหลายในแขวงป่าที่นั้นหั้นแล...".ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ กล่าวว่า.ปีฉลูนพศก จุล ๑๑๗๙ พ.ศ. ๒๔๖๐ เมื่อณวันพุฒเดือน ๑ แรม ๗ ค่ำ ปีชวดอัฐศก จุลศักราช ๑๑๗๘ พ.ศ. ๒๓๕๙ หมอควานเที่ยวโพนช้างในแขวงเมืองน่าน คล้องช้างพลายเผือกเอกช้าง ๑ วัดได้สูง ๓ ศอก ๒ นิ้ว พระยาน่านฝึกหัดเชื่องราบดีแล้ว พาช้างนั้นลงมาถวาย ถึงกรุงเทพฯ เมื่อณวันพฤหัศบดี เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ ปีฉลูนพศก เสด็จไปรับแลมีการแห่สมโภชเหมือนช้างเผือก ๒ ช้าง ที่ได้มาแต่ก่อน พระราชทานชื่อขึ้นรวาง เปนพระยาเสวตรคชลักษณ์ ประเสริฐศักดิสมบูรณ์ เกิดตระกูลสารสิบหมู่ เผือกผู้พาหนะนารถ อิศราราชธำรง บัณฑรพงษ์จตุรภักตร์ สุรารักษรังสรรค์ ผ่องผิวพรรณผุดผาด ศรีไกรลาศเลิศลบ เฉลิมพิภพอยุทธยา ขัณฑเสมามณฑล มิ่งมงคลเลิศฟ้า พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่ พระยาน่านเปนอันมาก แต่มิได้เลื่อนยศขึ้น เพราะเหตุว่าผู้ครองเมืองน่านในครั้งนั้น เปนตระกูลเจ้ามาแต่ก่อน ใช้นามในพื้นเมืองว่าเจ้าฟ้าเมืองน่านเหมือนอย่างเจ้าเมืองไทยใหญ่ทั้งปวง ไม่ใช่เปนตระกูลซึ่งตั้งเปนเจ้าขึ้นใหม่เหมือนเจ้า ๗ ตน เมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองนครลำพูนที่ได้ช้างเผือกเอก ๓ ช้างในรัชกาลเดียวกัน ยังไม่ปรากฎว่าเคยมีมาแต่ก่อน ทั้งในสยามประเทศตลอดจนเมืองพม่าแลเมืองรามัญในเวลาเมื่อเปนอิศร ในครั้งกรุงเก่า เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ปรากฎว่ามีช้างเผือก ๗ ช้างจริงอยู่ แต่จะเปนเผือกเอกกี่ช้างก็ไม่ปรากฎ ประเพณีที่ถือกันในประเทศไทย, มอญ, พม่า มีเหมือนกันมาแต่โบราณ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินองค์ใด ได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมี ถือว่าเปนมิ่งมงคลเพิ่มภูลพระเกียรติยศ ถึงถวายพระนามพิเศษแก่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ว่าพระเจ้าช้างเผือก เจ้าแผ่นดินพม่าได้มีพระนามพิเศษเรียกในพงษาวดารว่าพระเจ้าช้างเผือกลงมาจนพระเจ้ามังระที่มาตีกรุงเก่าคราวหลัง ด้วยประเพณีมีมาแต่โบราณอย่างนี้ เมื่อได้พระยาช้างเผือกถึง ๓ ช้างในรัชกาลที่ ๒ จึงบังเกิดความชื่นชมยินดีในพระบารมีเปนอันมาก ได้ถวายพระนามตามโบราณราชประเพณีว่า พระเจ้าช้างเผือก แลในเวลานั้นโรงช้างเผือกในพระราชวังไม่พอกัน ทรงพระราชดำริห์ว่า เมื่อครั้งกรุงเก่าทำโรงช้างเผือกไว้ระหว่างพระที่นั่งวิหารสมเด็จกับพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ๒ โรง ระหว่างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทกับพระที่นั่งสุริยามรินทร ๒ โรง ควรจะสร้างโรงช้างเผือกไว้ในพระราชวัง อย่างเดียวกับเมื่อครั้งกรุงเก่า จึงโปรดให้สร้างโรงช้างเผือกเปนโรงช่อฟ้าขึ้นตรงที่ในระหว่างประตูสนามราชกิจกับประตูพรหมโสภา ๔ โรง ๆ ต้นทางตวันออกไว้พระเทพกุญชร ซึ่งเปนช้างพังเผือกเอกได้ในรัชกาลที่ ๑ โรงที่ ๒ ไว้พระยาเสวตรกุญชร โรงที่ ๓ ไว้พระยาเสวตรไอยรา โรงที่ ๔ ไว้พระยาเสวตรคชลักษณ์.พระยาเศวตคชลักษณ์ เป็นพระยาช้างที่ได้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย ลักษณะเป็นช้างพลายลูกเถื่อนเผือกเอก คล้องได้ที่ป่าแขวงเมืองน่าน พระยาน่านนำขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวาย โปรดเกล้า ฯ ให้สมโภชขึ้นระวาง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ แรม ๑๒ ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช ๑๑๗๙ ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๖๐ พระราชทานนามว่า พระยาเศวตคชลักษณ ประเสริฐศักดิสมบูรณ์ เกิดตระกูลสารสิบหมู่ เผือกผู้พาหนนารถ อิศราราชธำรง บัณฑรพงศ์จตุรภักตร์ สุรารักษ์รังสรรค์ ผ่องผิวพรรณผุดผาด ศรีไกรลาศเลิศลบ เฉลิมพิภพอยุธยา ขัณฑเสมามณฑล มิ่งมงคลเลิศฟ้า.พระยาเศวตรคชลักษณ์ ประเสริฐศักดิ์สมบูรณ์ เกิดตระกูลสรรพสิบหมู่ เผือกผู้พาหนะนารถ อิศรราชธำรง บัณฑรพงษ์จตุรภักตร สุธารักษ์รังสรรค์ ผ่องผิวพรรณผุดผาด ศรีไกรลาศเลิศลบ เฉลิมพิภพอยุธยา ขัณฑเสมามณฑลมิ่งมงคลเลิศฟ้า(ตระกูลพรหมพงศ์) เป็นช้างพลายเผือกรูปงาม หู หาง คา ชน และเล็บ สี ขาว แต่ที่ตัวช้างเป็นเจือสีเหลือง สูง ๓ ศอก .พระยาเศวตคชลักษณ์ มีชีพอยู่ต่อมาจนล้มเมื่อวันศุกร เดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ ปีวอก จุลศักราช ๑๑๘๖ ตรงกับวันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๓๖๗.ธงช้างเผือก.ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นเวลาที่อังกฤษได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าที่สิงคโปร์แล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกำปั่นของหลวงขึ้น ๒ ลำ สำหรับรัฐบาลทำการค้าแล่นไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองสิงคโปร์และมาเก๊า เรือทั้งสองลำชักธงแดงตามที่ปฏิบัติกันมาแต่เดิม อังกฤษเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้บอกให้นายเรือเข้ามากราบทูลว่า เรือเดินทะเลของพวกชาวมลายูที่ไปค้าขายที่สิงคโปร์ก็ชักธงแดงเหมือนกัน จึงขอให้พระเจ้ากรุงสยาม ใช้ธงอย่างอื่นเสียเพื่อจะได้กัดการเรือหลวงได้สะดวก.ซึ่งในสมัยของพระองค์ทรงได้ช้างเผือกเอก ๓ ช้าง คือพระยาเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ์ นับเป็นเกียรติยศยิ่งต่อแผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ภายในวงจักรกรีขาวติดไว้กลางธงแดง อันมีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินอันมีช้างเผือก แต่ธงช้างอยู่ในวงจักรใช้แต่เรือหลวงเท่านั้น เรือพ่อค้ายังคงใช้ธงแดงตามเดิม.อนุสาวรีย์ช้างเผือกคู่บารมี.พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงหล่อพระยาช้างเผือกที่ได้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มาจนถึงแผ่นดินรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งได้ทรงกำหนดไว้ ๑๙ ช้าง เพื่อถวายบูชาพระแก้วมรกตนั้น ต่อมาได้โปรดให้ให้ช่างหล่อด้วยโลหะสำริด ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บริเวณชานด้านหลังปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่บริเวณฐานบุษบกรอบพระมณฑป ในบริเวณเดียวกันกับพระบรมราชานุสาวรีย์ประจำรัชกาล ช้างยืนแท่นหล่อด้วยโลหะรมดำต่อมาในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี จึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือกคู่บารมีเพิ่มจนมีจำนวนครบถึงรัชกาลที่ ๙.งาพญาเสวตคชลักษณ์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องงาช้าง หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครเอกสารอ้างอิงจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๔๑ เข้าถึงได้โดย https://vajirayana.org/จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน-ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว-ปีเถาะ-จุลศักราช-๑๒๔๑/ภาคผนวกประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑o เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. ๒๔๖๑ เข้าถึงได้โดย https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่_10พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ. พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒. โรงพิมพ์ไทย ณสพานยศเส. ๒๔๕๙. เข้าถึงได้โดย https://vajirayana.org/พระราชพงษาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร-รัชกาลที่-๒/๔๗-ได้พระยาเสวตรคชลักษณ์-ช้างเผือกเมืองน่านภาพประกอบโดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ เข้าถึงได้โดย https://www.facebook.com/pumpongpaet/posts/674987072669807
เลขทะเบียน : นพ.บ.408/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 146 (58-70) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : อานิสงส์ต่างๆ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.537/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ล่องรัก-รักทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 180 (292-302) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สุวัณณต่อมคำ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาค ๕ และภาค ๖ พระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชื่อผู้แต่ง : จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระปีที่พิมพ์ : 2514สถานที่พิมพ์ : พระนครสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี จำนวนหน้า : 208 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ ถ้าได้อ่านพาะวันๆจะเห็นได้ว่า ไม่ค่อยได้เรื่องราวอะไรนัก แต่ถ้าอ่านไปหลายๆวัน จะเห็นว่าล้วนมีข้อความติดต่อเกี่ยวโยงถึงกันตลอด ย่อมอำนวยประโยชน์ให้แก่นักอ่านหลายจำพวก โดยพาะ ๒ จำพวกนี้ ๑. นักประวัติศาสตร์ จะมองเห็นคุณค่าของหนังสือนี้อย่างแท้จริงเมื่อเขียนพงศาวดารประเทศไทยในยุคนั้น ๒. นักศึกษาทางการเมือง จะมองเห็นรัฐประศาสนโยบายทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศ และเป็นการภายใน
ถาดตาชั่งโลหะ พร้อมลูกตุ้มน้ำหนัก
จากแหล่งเรือจมบางกะไชย 2
แหล่งเรือจมบางกะไชย 2 อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นแหล่งเรือจมที่กองโบราณคดีใต้น้ำ ใช้เวลาในการสำรวจขุดค้นภายในตัวเรือและนอกตัวเรือถึง 5 ครั้ง ครั้งแรกคือปีงบประมาณ 2537 จากนั้นเว้นช่วงระยะเวลาไปและกลับมาทำงานอีกครั้งในปีงบประมาณ 2542 ถึง 2545 ด้วยหลักฐานโบราณวัตถุที่พบทั้งเครื่องถ้วยลายครามของจีนสมัยจักรพรรดิว่านลี่ ในราชวงศ์หมิง ประกอบกับตัวอักษรจีนบนกล่องคันชั่งไม้ และจารึกที่คันฉ่องสำริด สามารถกำหนดอายุแหล่งเรือจมบางกะไชย 2 ได้ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 22
จากการสำรวจขุดค้นแหล่งเรือจมนี้หลายครั้ง ทำให้พบหลักฐานวัตถุเป็นจำนวนมากและมีความแตกต่างหลากหลาย ตามที่ได้เคยนำเสนอในเพจกองโบราณคดีใต้น้ำก่อนหน้านี้ไปบ้างแล้ว วันนี้ขอนำเสนอหลักฐานโบราณวัตถุที่น่าสนใจอีกประเภทหนึ่งที่พบจากแหล่งเรือจมบางกะไชย 2 นี้ จึงขอเชิญติดตาม
ชื่อเรื่อง ธมฺมบทวณฺณนา ธมฺมบทฏฺฐกถา (ขุทฺทกนิกายฏฺฐกถา)
อย.บ. 327/2
หมวดหมู่ พุทธศาสนา
ลักษณะวัสดุ 56 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 53 ซม.
หัวเรื่อง พระธรรมเทศนา
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา
เรื่อง “วันวิสาขบูชา”
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในเดือนพฤษภาคมนี้ คือ วันวิสาขบูชา ที่ปกติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
ในปี พ.ศ.2566 เป็นปีอธิกมาศ คือ เดือน 8 มี 2 ครั้ง วันวิสาขบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ในวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2566
วันวิสาขบูชา เป็นวันที่แสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 6 ในวันนี้ตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่เวียนมาบรรจบในวันและเดือนเดียวกัน คือวันเพ็ญเดือนวิสาขะ
หลักธรรมสำคัญในวันวิสาขบูชาอันเกี่ยวเนื่องจากการประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ความกตัญญู อริยสัจ 4 และความไม่ประมาท
ความกตัญญู คือ รู้บุญคุณ คู่กับความกตเวที คือตอบแทนผู้มีพระคุณ อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึง ความจริงที่ไม่ผันแปร เกิดมีขึ้นได้แก่ทุกคนมี 4 ประการ คือ ทุกข์ (ปัญหาของชีวิต) สมุทัย (เหตุแห่งปัญหา) นิโรธ (การแก้ปัญหาได้) มรรค (ทางหรือวิธีแก้ปัญหา มรรคมีองค์ ส่วนความไม่ประมาท คือ การมีสติทั้งขณะทำ ขณะพูดและขณะคิด สติ คือการระลึกรู้ทันที่คิด พูดและทำ กล่าวคือ ระลึกรู้ทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน รวมทั้งระลึกรู้ทันในขณะพูดขณะคิด และขณะทำงานต่างๆ
พระพุทธเจ้าประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ แคว้นสักกะ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองลุมมินเด ประเทศเนปาล) เช้าวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ต่อมาพระองค์ได้เสด็จออกผนวชและทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก จนได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองพุทธคยา แคว้นพิหาร ประเทศอินเดีย) เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี
หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโปรดผู้ที่ควรแนะนำสั่งสอนใหได้บรรลุมรรคผลจนนับไม่ถ้วน และเสด็จดับขันธปรินิพพาน วันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองกุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สิริรวมพระชนมายุได้ 80 พรรษา
การจัดงานวันวิสาขบูชาได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ได้ทรงฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชา ให้เป็นแบบแผนขึ้น และกระทำสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาองค์การสหประชาชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของวันนี้ จึงประกาศให้เป็น “วันสำคัญสากลโลก” (Vesak Day)
หนังสือ : แมวกับปลาย่าง
ผู้เขียน : กรุง ญ ฉัตร
เจตนาแฝงเร้นของการแต่งงาน “เธอ” อาจค้นไม่พบในคราแรก ด้วยเข้าใจว่ามันคือความรัก... กระทั่งเมื่อความจริงปรากฏว่า เขาเพียงปรารถนาในสมบัติของเธอ! หนี...เท่านั้นที่เธอเลือก และการหนีครั้งนี้ ทำให้เธอพบกับ “เขา” ผู้ชายช้ำรัก!
เขาโอบอุ้มเธอด้วยมิตรภาพแสนดี ส่วนเธอล่ะ เธออยู่ด้วย เธอคลุกคลี และมอบความไว้วางใจให้กับเขา
กระทั่งมิตรภาพของเธอนั้น พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นความรักทันที ถ้าเขาเปิดใจ! เธอศรัทธา ลุ่มหลง และเธอรักเขา! เธอเปิดโอกาสให้เขามากมาย กระทั่งนำตัวเข้าใกล้ชิด
เปรียบตัวเองประดุจปลาย่าง ที่เต็มใจมอบให้กับแมว...ทว่า เขาใช่แมวหน้าโง่จริงหรือหรือว่าจริงๆ แล้ว หัวใจของเขาต่างหาก ที่ยังจมจ่อมอยู่กับอดีตรักที่ขมขื่น...
ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
เลขหมู่ : 895.913 ก255ม
ชื่อเรื่อง ปริวารปาลิ(ปริวาร)อย.บ. 297/11หมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 52 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พระไตรปิฏก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา
ตุ๊กตาชาววัง
สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕
สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ปัจจุบันจัดแสดง ณ อาคารตำหนักแดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ตุ๊กตาดินเผาขนาดเล็กรูปบุคคลบนเตียงไม้สลักลายปิดทอง ปรากฏรูปบุรุษ (อยู่กึ่งกลาง) ล้อมรอบด้วยรูปเด็กและสตรี ผิวกายทาสีขาว แต่งกายด้วยการห่มสไบ นั่งท่าพับเพียบและหมอบกราบ เตียงมีลักษณะเป็นเตียงเท้าสิงห์จำหลักลายพันธุ์พฤกษาใบเทศ
ตุ๊กตาชาววัง คือตุ๊กตาไทยขนาดเล็กปั้นจากดินเหนียว ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในพระบรมมหาราชวัง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยเถ้าแก่กลีบ ข้าราชการฝ่ายในพระราชสำนักเป็นผู้คิดค้นทำตุ๊กตาชาววังขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อจำหน่ายให้แก่ข้าราชบริพาร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว. ย้อย อิศรางกูร ได้ปั้นจำหน่ายที่ตำหนัก จนเป็นที่นิยมซื้อหาไว้เล่นกันทั่วไปตามตำหนักเจ้านายในพระบรมมหาราชวัง มีข้อสังเกตว่าตุ๊กตาชาววังของโบราณจะบอบบางและมีขนาดเล็กกว่าตุ๊กตาชาววังที่จำหน่ายทั่วไปในปัจจุบัน
บันทึกของแพทย์หลวงชาวอังกฤษนามว่า มัลคอม สมิธ (Dr. Malcolm Smith) ซึ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ถวายการดูแลพระพลานามัยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ได้บันทึกถึงร้านค้าในพระบรมมหาราชวังว่า มีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ตลอดจนของเล่นสำหรับชาววัง*
“...ของเล่นของพวกเด็ก ๆ ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดและเป็นผลผลิตที่ทำขึ้นเฉพาะภายในวังได้แก่ รูปปั้นพวกผู้ดีชาวสยาม แม้จะมีขนาดความสูงไม่เกิน ๑-๒ นิ้ว แต่ก็มีรายละเอียดต่าง ๆ สมบูรณ์ครบถ้วนเรียกกันโดยทั่วไปว่า ตุ๊กตาชาววัง หมายถึง ตุ๊กตารูปผู้หญิงในราชสำนัก...”
สมัยรัชกาลที่ ๖ ในพระบรมมหาราชวัง ก็ยังมีการจำหน่ายตุ๊กตาชาววังอยู่ จากหนังสือชุด “เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก” ของคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เล่าเรื่องของครอบครัวไทยสมัยรัชกาลที่ ๖ ต่อรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๕) ในตอน “ชาววัง” เนื้อความกล่าวถึงตุ๊กตาชาววังไว้ว่า
“คุณยายว่างเวลาบ่าย เสด็จบรรทมตอนบ่าย คุณยายก็ได้มีโอกาสออกไปเที่ยวในบริเวณวังชั้นใน ที่ในวังมีร้านขายของด้วย เจ้านายทรงออกร้านเองในนั้น มีร้านขายอาหาร ขายตุ๊กตาชาววัง คุณยายซื้อมาหลายตัว มีละครแท่นเล็กๆ ขายด้วย...”
สำหรับสามัญชน อาทิ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ได้เล่าถึงตุ๊กตาของเล่นสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ ใน หนังสือ “เมื่อวานนี้ ตอน เด็กคลองบางหลวง” ว่า
“ตุ๊กตาสมัยนั้นปั้นด้วยดินเผาตัวย่อมๆ แล้วทาสีผ้านุ่งผ้าห่ม ส่วนมากเป็นตุ๊กตาหญิงนั่งพับเพียบท้าวแขนอ่อนเขาทำขายซื้อมาตั้งเล่นบ้าง สำหรับใส่ในศาลพระภูมิบ้าง..”
และอีกตอนหนึ่งว่า
“ของเล่นมีตุ๊กตาท้าวแขน (ปั้นด้วยดินเผาแล้วลงสีผ้านุ่งเป็นผ้าลาย ห่มสะไบเฉียงทำเป็นดอกเล็กๆ สวยดีเหมือนกัน ตุ๊กตาท้าวแขนอย่างนี้ นิยมตั้งในศาลพระภูมิทั่วๆ ไป) ตุ๊กตาเด็กไว้ผมจุก (ทำอย่างเดียวกับตุ๊กตาท้าวแขน)...ตุ๊กตานั้นต่อมาบิดาเอาตุ๊กตาฝรั่งมาให้เป็นของนอก ใส่หีบกระดาษแข็งยาวราวเกือบศอก ตุ๊กตาใส่เสื้อนุ่งกระโปรงใส่ถุงเท้าใส่เกือกอย่างฝรั่ง ผมยาวสีบลอนด์ แขนขายกขึ้นลงได้ ดวงตากลอกได้ เวลาจับลงนอนตาปิด ถ้ายกขึ้นตั้งก็ลืมตา เป็นของใหม่แปลกดีสำหรับสมัยนั้น ปัจจุบันตุ๊กตาฝรั่งแบบนี้เห็นยังมีขาย ส่วนตุ๊กตาท้าวแขนของไทยดูเหมือนจะหมดไป ไม่เห็นมีขายอีก...”
*บันทึกไว้หนังสือเรื่อง “A Physician at the Court of Siam” แปลเป็นภาษาไทยโดย นางสาวศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาตร์ กรมศิลปากรในชื่อหนังสือ “ราชสำนักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ”
อ้างอิง
กรมศิลปากร. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กับงานประณีตศิลป์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๕. (หนังสือประกอบนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๕๕ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร).
ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา. เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: บริษัทการพิมพ์สตรีสาร, ๒๕๒๑.
วิจิตรมาตรา, ขุน (สง่า กาญจนาคพันธุ์). เมื่อวานนี้ ตอน เด็กคลองบางหลวง เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: เรืองศิลป์, ๒๕๒๐.
สมิธ, มัลคอล์ม. ราชสำนักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๗.
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชม โครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๗ “เหมันต์สุขศรี สุนทรีย์สังคีต” วันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับรายการแสดง
๑. การบรรเลง - ขับร้อง วงปี่พาทย์ไม้แข็ง เพลงมหัลลกอสุราวตาร เถา
๒. การแสดงตำนานเทวะนิยาย เรื่องนารายณ์สิบปาง “มหัลลกอสุรวตาร”
๓. ละครนอก เรื่องสังข์ทอง ตอนนางมณฑาลงกระท่อม
นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต / กำกับการแสดงโดย หัสดินทร์ ปานประสิทธิ์ / อำนวยการแสดงโดย ลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต
บัตรราคา ๒๐ บาท (จำหน่ายบัตรก่อนการแสดง ๑ ชั่วโมง) ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ และ โทร. ๐๒๒๒๑ ๐๑๗๑
ชื่อเรื่อง พระนครศรีอยุธยา แหล่งเรียนรู้งานช่างพื้นบ้านครั้งที่ -ผู้แต่ง ชไมพร พรเพ็ญพิพัฒน์ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN 974-241-420-3หมวดหมู่ ศิลปะ วิจิตรศิลป์และมัณฑนศิลป์เลขหมู่ 745.5 ช185พสถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ ภาพพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2545ลักษณะวัสดุ 134 หน้า : มีภาพประกอบ ; 21 ซม.หัวเรื่อง ศิลปหัตถกรรม -- พระนครศรีอยุธยาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ แหล่งเรียนรู้งานช่างฝีมือพื้นบ้านของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในประวัติศาสตร์